Friday, 22 February 2013 15:56

3 องค์กรเชื่อจีดีพีไทยปี 56 ฉลุย

Written by 
Rate this item
(0 votes)

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  หรือสภาพัฒน์ (สศช.) ได้มีการเปิดเผยตัวเลขภาวะเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ไตรมาส 4/2555 โดยระบุว่า ขยายตัวมากถึง 18.9%

  พร้อมกันนี้ยังได้ 2 ความคิดเห็นจากอีก 2 ฟากฝั่งของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ  ซึ่งออกมาระบุถึงแนวโน้มการเติบโต  และปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม  โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

-นโยบายรัฐหนุนเศรษฐกิจโต
    นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. ให้เหตุผลว่าตัวเลขการเติบโตในระดับสูงดังกล่าวนั้น  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานการเติบโตในช่วงเดียวกันของปี 2554 อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เนื่องจากได้รับผลกระทบของวิกฤติอุทกภัย  โดยหากพิจารณาปัจจัยหนุนในการเติบโต จะพบว่าการบริโภคภายในประเทศ การลงทุนภาครัฐ-เอกชน รวมถึงนำเข้าและส่งออกล้วนขยายตัว ดูตารางประกอบ
    อย่างไรก็ดี เมื่อประมวลผลดังกล่าวส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปี 2555 ขยายตัวระดับ 6.4% โดยการใช้จ่ายของครัวเรือนทั้งปีขยายตัว 6.6% รายจ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัว 7.4% การลงทุนขยายตัว 13.3% การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 2.9% และการนำเข้าสินค้าและบริการขยายตัว 6.2% ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% ส่วนแนวโน้มการเติบโตปีนี้คาดขยายตัว 4.5-5.5% ปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวทั้งจีน ยุโรป และสหรัฐฯ และยังมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล ด้านอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่ระดับ 2.5-3.5%
-แนะกระชากอาร์/พีสกัดเงินร้อน
    ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงหลักในปี 2556นั้น  เลขาธิการ สศช.ระบุว่า เป็นห่วงปัญหาเงินทุนไหลเข้ากระทบค่าเงินบาทผันผวน  และแข็งค่าขึ้นแรงอาจกดดันเศรษฐกิจได้  ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้กำกับต้องพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาอย่างรอบด้านและตรงจุด โดยมาตรการ "ดอกเบี้ย" เชื่อว่าสามารถทำได้และได้ผลเร็ว แต่ต้องปรับลดในระดับที่มากพอที่จะสามารถสกัดเงินร้อนได้ รวมถึงต้องใช้มาตรการอื่นๆผสมผสานเช่นเดียวกับที่หลายประเทศเคยทำ เพราะหาก ธปท. ยังใช้การแก้ปัญหาในรูปแบบเดิมด้วยการเข้าแทรกแซงค่าเงิน จะทำให้ ธปท. แบกรับต้นทุนไม่จบสิ้น
    "อาร์/พีของไทยอยู่ในระดับต่ำ แต่ต่ำเพียงพอหรือไม่ ถ้าเทียบกับสหรัฐฯ และประเทศในอาเซียน ถ้าไม่มีนโยบายที่แตกต่างเชื่อว่าเงินร้อนก็จะยังไหลเข้ามา เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจในประเทศดี ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ควรจะต้องลดอาร์/พีลงในระดับที่มากพอเพื่อให้รู้ว่าประเทศไทยเอาจริง แม้การตัดสินใจจะช้าไปแต่ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย และอีกด้านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยยังส่งผลดีต่อต้นทุนการลงทุน การกู้ยืมของภาคเอกชนให้ลดลงอีกด้วย รวมถึงทำให้การบริโภคเพิ่มขึ้นด้วย"
-ธปท.ห่วง ศก. โตไม่สมดุล
    ด้านองค์กรที่ถูกกดดันหนักอย่าง ธปท. โดยนายทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการสำนักนโยบายการเงิน สายนโยบายการเงิน ธปท. มองว่า แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้  น่าจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องจากระดับ 6% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 4-5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนที่ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น  การลงทุนของภาคเอกชนขยายตัว ประกอบกับการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐทั้งจากนโยบายการคลังและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย  ดังนั้น เชื่อว่าประเด็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปีนี้จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่
    สำหรับความกังวล 2 ประการนั้น ประกอบด้วย 1.เศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบางต่อเนื่องทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น แม้สถานการณ์ความเสี่ยงจะลดระดับลงจากปีก่อนก็ตาม และ2.ความไม่สมดุลของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ  โดยในยามที่เศรษฐกิจขยายตัวดี รัฐบาลมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำจะสนับสนุนให้ประชาชนมีการใช้จ่ายมาก และอาจก่อให้เกิดภาระหนี้สินครัวเรือนที่เกินตัว  โดยจะเห็นได้จากการขยายตัวของสินเชื่อในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา  ซึ่งอยู่ในระดับค่อนข้างสูง 15-17%  แม้ภาพรวมสินเชื่อจะยังมีสุขภาพดี  แต่ ธปท. ก็ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้
    ทั้งนี้  ปัจจุบันหนี้สินต่อครัวเรือนไทยมีสัดส่วนสูงถึง 73% ใกล้เคียงขั้นวิกฤติที่ระดับ 85% แม้ภาพรวมจะสามารถอธิบายได้แต่นั่นหมายถึงความน่ากลัวที่ซ่อนอยู่  โดยเฉพาะในภาคสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากจะมีผลกระทบในทุกภาคส่วน และเมื่อวิกฤติขึ้นจะเป็นภาคที่การฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้าขณะเดียวกันยังมีความเห็นที่แตกต่าง  แต่ยืนยันว่าในยามที่เศรษฐกิจเกิดความไม่สมดุล ปัจจัยดอกเบี้ยจะร่วมอยู่ด้วยเสมอ
    "ฟองสบู่แตกดอกเบี้ยถือเป็นปัจจัยหลัก  ถ้าเกิดวิกฤติขึ้น ภาคอสังหาฯ จะเจ็บหนักที่สุด ฟื้นตัวช้าที่สุด และกระทบต่อเศรษฐกิจค่อนข้างมาก เพราะถือเป็นภาคที่มีการจ้างงานสูง  โดยมีสัดส่วน 7% ของจีดีพี สินเชื่อเติบโตมากถึง 17% นั่นหมายถึงกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง อีกด้านแม้รัฐบาลจะสามารถระดมทุนในระดับต้นทุนต่ำแต่จะช่วยได้เพียงระยะสั้น หรือหากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้โต 8% ผ่านดอกเบี้ยต่ำ ลดดอกเบี้ยแรง 1% ก็สามารถทำได้ แต่เสถียรภาพเศรษฐกิจระยะยาวจะสั่นครอน จึงไม่ควรพยายามชักใบให้เรือเสีย"
alt-ซีไอเอ็มบีปรับจีดีพีเหลือ 4-4.5%
    ด้านนายบันลือศักดิ์  ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัยสายบริหารความเสี่ยง  บมจ.ธนาคารซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2556 น่าจะยังขยายตัวไปได้ จากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่เริ่มบรรเทาลง แต่ในครึ่งปีหลังคาดการณ์อุปสงค์ภายในประเทศอาจชะลอตัวลง เนื่องจากฐานการขยายตัวเมื่อปีก่อนอยู่ในระดับสูงจากการเร่งฟื้นฟูหลังน้ำท่วม ทำให้ปีนี้ธนาคารปรับประมาณการการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ลดลงมาอยู่ที่ 4-4.5% จากระดับเดิม 4.5-5%
    ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาทน่าจะยังแข็งค่า โดยครึ่งปีแรกคาดการณ์อยู่ที่ระดับ 29.50-30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะกระทบต่อผู้ส่งออก โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ก่อนหน้าต้องแบกรับต้นทุนด้านค่าแรงที่ปรับสูงขึ้น ดังนั้น ธปท.และคลังจึงจำเป็นต้องหารือร่วมกันเพื่อหาทางออก เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในเกณฑ์ดี การดำรงอัตราดอกเบี้ยต่ำของประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยยังมีการอัดฉีดสภาพคล่องอย่างต่อเนื่อง จึงหนีไม่พ้นที่ไทยจะต้องเผชิญกับภาวะเงินทุนไหลเข้าในอีกไม่ต่ำกว่า 1-2 ปีข้างหน้า โดยในเดือนมกราคม 2556 เงินทุนไหลเข้าตลาดตราสารหนี้แล้ว 1 แสนล้านบาท ตลาดทุน 1-2 หมื่นล้านบาท หากพ้นระยะนี้แล้วเชื่อว่าสถานการณ์จะเริ่มดีขึ้น
    "มีโอกาสที่บราซิลและเกาหลีใต้จะประกาศใช้นโยบายภาษีควบคุมเงินไหลเข้า (Capital control) ในครึ่งหลังของปีนี้ จากนั้นน่าจะเห็นประเทศอื่นๆ ทยอยประกาศใช้ตามมา สำหรับประเทศไทยน่าจะเลือกใช้นโยบายแบบผสมผสาน เช่น การควบคุมการปล่อยสินเชื่อ เก็บภาษีจากเงินทุนต่างประเทศไหลเข้า (Tobin Tax) สำหรับการลงทุนระยะสั้นที่ต่ำกว่า 1 ปี การกู้เงินสำรองระหว่างประเทศไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในกรอบไม่เกิน 1 ใน 3 ของดุลบัญชีเดินสะพัดสะสม หรือการเร่งสนับสนุนให้เอกชนออกไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อลดผลกระทบข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นค่อนข้างมากหากเลือกใช้การปรับอัตราดอกเบี้ย เช่น การเก็งกำไร ฟองสบู่ในอสังหาฯ หุ้น และหนี้ครัวเรือนที่จะเร่งตัวขึ้น แต่หากมาตรการผสมผสานทั้งหมดที่กล่าวมาใช้ไม่ได้ผลอาจจำเป็นต้องหารือร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน หรืออาเซียน +3 ต่อไป"
    บทสรุปสุดท้ายเศรษฐกิจไทยจะสดใสเหมือนที่หลายฝ่ายคาดการณ์เอาไว้หรือไม่  การบริหารจัดการของทุกงานมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง  หากนโยบายเดินไปในทิศทางเดียวกัน  รับฟังเหตุผลกันมากขึ้น  เชื่อว่าปัจจัยเสี่ยงใดๆก็คงไม่สามารถต้านพลังแห่งความร่วมมือได้

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,820 วันที่   21 - 23  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Read 958 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35