Tuesday, 26 February 2013 19:37

พลังงานโหมโรงภาวะฉุกเฉินวิกฤติไฟฟ้าจริงหรือหวังผลอื่น

Written by 
Rate this item
(0 votes)

 คนไทยทั้งประเทศ! ทั้งชาวบ้านตาดำ ๆ เรื่อยไปจนถึงนักธุรกิจ หรือบรรดาครม.เองต่างเกิดอาการตกใจกันเป็นแถว...หลังกระทรวงพลังงานประกาศภาวะฉุกเฉินด้านไฟฟ้า เพื่อรองรับกรณีที่พม่าจะปิดซ่อมท่อก๊าซธรรมชาติในแหล่งยาดานา ระหว่างวันที่ 5-14 เม.ย. 56

 คนไทยทั้งประเทศ! ทั้งชาวบ้านตาดำ ๆ เรื่อยไปจนถึงนักธุรกิจ หรือบรรดาครม.เองต่างเกิดอาการตกใจกันเป็นแถว...หลังกระทรวงพลังงานประกาศภาวะฉุกเฉินด้านไฟฟ้า เพื่อรองรับกรณีที่พม่าจะปิดซ่อมท่อก๊าซธรรมชาติในแหล่งยาดานา ระหว่างวันที่ 5-14 เม.ย. 56


ทั้ง ๆ ที่เหตุผลของการประกาศภาวะฉุกเฉินมาจากกรณีแหล่งผลิตก๊าซยาดานา ในประเทศพม่า มีการหยุดซ่อมบำรุงเป็นประจำและเกิดขึ้นทุกปีและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับ บมจ.ปตท. ก็มีแผนรับมืออย่างเป็นระบบอยู่แล้ว จนมีการตั้งข้อสังเกตจากหลาย ๆ ฝ่ายว่า “พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล” รมว.พลังงาน ที่ประกาศภาวะฉุกเฉินไฟฟ้าจะมีนัยด้านอื่นหรือไม่

บางราย...สงสัยว่ารัฐบาลต้องการที่จะเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินรวมไปถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เนื่องจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวทำได้ยากมาก เพราะจะถูกกลุ่มเอ็นจีโอ และชาวบ้านในพื้นที่ต่อต้านอย่างหนัก

เหตุผลคือ.... ปัญหาเรื่องของสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเพราะผลงานโรงไฟฟ้าถ่านหินในอดีตที่ผ่านมาสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านอย่างมากจนเป็นที่ระแวงของชุมชน ส่วนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ไม่ต้องพูดถึงเพราะตัวอย่างในญี่ปุ่นที่เป็นประเทศต้นแบบ ยังเกิดปัญหาจนได้

ขณะที่บางรายตั้งข้อสังเกตว่าการโหมโรงเรื่องขาดแคลนไฟฟ้าหรือไฟดับและไฟตกครั้งนี้อาจมีการเชื่อมโยงการปรับขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติเอ็นจีวีและก๊าซแอลพีจี (ก๊าซหุงต้ม) รวมถึงค่าไฟฟ้าด้วย เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายที่ปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งสองประเภทให้สอดคล้องกับต้นทุน

หลังจากในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีการอุดหนุนราคาก๊าซแอลพีจี และเอ็นจีวีแตะหลักแสนล้านบาทไปแล้วทั้งนี้หากช่วงเดือน เม.ย. 56 นี้  เกิดไฟฟ้าดับจริงในบางพื้นที่โดยเฉพาะจุดเสี่ยงในกรุงเทพฯ และภาคใต้  เชื่อว่าในอนาคตรัฐบาลก็สามารถอ้างความชอบธรรมที่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือ แม้แต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รวมถึงการปรับขึ้นราคาแอลพีจี และ เอ็นจีวีตามต้นทุนตลาดโลกตามที่พยายามดำเนินการมาตั้งนาน

อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นเรื่องลับลวงพรางที่จะทำให้คนตื่นตระหนกเพราะเหตุผลมาจากอะไรก็ตาม แต่เรื่องจริงที่น่าเป็นห่วงคือประเทศไทยกำลังมีปัญหาเรื่องความมั่นคงทางพลังงานอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของพลังงานไฟฟ้าที่พบว่าในช่วงเดือนเม.ย. 56 มีปริมาณไฟฟ้าสำรองที่ต่ำมาก โดยวันที่ 4 เม.ย. ที่มีปริมาณ 550 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ แต่ก็โชคดีในระดับหนึ่งที่พม่าได้เลื่อนการปิดซ่อมบำรุงจากเดิมวันที่ 4-12 เม.ย. เป็น วันที่ 5-14 เม.ย. แทน

ขณะที่วันที่ 5 เม.ย. 56 ก็ถือว่าสัดส่วนปริมาณสำรองไฟฟ้าก็ต่ำสุดอันดับ 2  ที่ 600 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเป็นวันที่มีความเสี่ยงต่อไฟฟ้าดับ ๆ ติด ๆ อย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และ ในจังหวัดภาคใต้  แต่เท่าที่ทราบพบว่ากรุงเทพฯในบริเวณรอบนอกจะมีปัญหามากที่สุด เพราะปริมาณการใช้ไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เกือบ 10,000 เมกะวัตต์เกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ เมื่อมีการใช้มากเชื่อว่าจะมีการแย่งไฟฟ้ากันอย่างสุดฤทธิ์สุดเดชแน่

นอกจากปริมาณสำรองที่น้อยในช่วงเดือน เม.ย. แล้วหากมองในระยะยาวก็ยังพบความเสี่ยงอีกจุดหนึ่งที่ประเทศไทยลืมไม่ได้ คือในปัจจุบันไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้า หรือนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจากประเทศพม่าและลาว จำนวนมาก และที่สำคัญ

การผลิตไฟฟ้าของไทยใช้ก๊าซธรรมชาติถึง  70% ของการผลิตไฟฟ้าในไทยส่วนใหญ่ก็เป็นการนำก๊าซจากอ่าวไทยประมาณ 60% และพม่า 40%  ซึ่งดูไปดูมาแล้วก็มีแต่ความเสี่ยงทั้งนั้น

หากวันใดที่ประเทศไทยมีปัญหาทะเลาะกับเพื่อนบ้านโดยเฉพาะพม่า หรือลาว และหากทั้งสองประเทศรวมตัวกันรับรองว่าไฟฟ้าในประเทศไทยดับครึ่งเมืองแน่นอน โดยเฉพาะในส่วนของพม่าที่ปัจจุบันไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งยาดานา และแหล่งเยตะกุน รวม 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 6,000 เมกะวัตต์ จากกำลังการผลิตภาพรวมไฟฟ้าของไทยอยู่ที่ 33,000 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ในอนาคตการซื้อขายก๊าซฯอาจไม่ได้ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันก็ได้ เพราะอย่าลืมว่าในปัจจุบันประเทศพม่ายังมีการใช้ไฟฟ้าในปริมาณที่ไม่สูงมากนัก จึงสามารถขายก๊าซฯ ให้ไทยไปผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณที่มาก แต่หากนิคมอุตสาหกรรมทวายซึ่งมีขนาดใหญ่กว่านิคมมาบตาพุดของไทยถึง 4 เท่า สร้างเสร็จเมื่อไหร่รับรองว่าประเทศไทยคงหนาวแน่หากไม่มีการวางแผนการผลิตไฟฟ้าล่วงหน้า

อย่างน้อยพม่าคงต้องสร้างโรงไฟฟ้าเป็นของตนเองมากขึ้น และแหล่งผลิตก๊าซฯ ต่าง ๆ ของพม่าคงต้องส่งก๊าซป้อนให้โรงไฟฟ้าในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของโรงงานต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทุนจากสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น ยุโรป และ อาเซียน ที่มีเงินทุนหลักหมื่นหลักแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ  เพราะหากมีไฟฟ้าไม่เพียงพอก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนแน่นอน

ดังนั้นเหตุการณ์ข้างหน้าทั้งหมดทั้งปวงก็คงหนีไม่พ้นที่ประเทศไทยจะหันมาพึ่งตนเองมากขึ้นหรือพึ่งตนเอง 100% เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าเพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องไปเกรงใจประเทศเพื่อนบ้านมากนักหากเกิดกรณีปัญหาระดับชาติเกิดขึ้น

แน่นอนสิ่งที่กระทรวงพลังงานและรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยมองเห็นปัญหาและพยายามเดินหน้าคือ การกระจายความเสี่ยงเรื่องของพลังงานไฟฟ้าเพราะหากพึ่งพาก๊าซฯ มากไปก็ติดปัญหาทรัพยากรในบ้านเรามีไม่เพียงพอ หรือการพึ่งพาน้ำในการผลิตไฟฟ้ามากนักก็จะมีปัญหาการแย่งน้ำกับเกษตรกรในช่วงหน้าแล้งอีก

ทั้งนี้ความหวังหนึ่งเดียวของพลังงานในการผลิตไฟฟ้าตัวหลัก ๆ ในอนาคตที่กระทรวงพลังงานกำลังหมายมั่นอยู่มานานแสนนานคือโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินสะอาด และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่อุตส่าห์เดินหน้าในการศึกษาสถานที่ตั้ง, การไปดูงานในประเทศญี่ปุ่นหลายร้อยรอบแล้ว รวมถึงการใช้เงินประมาณมหาศาลในการทำความเข้าใจกับชาวบ้านสุดท้ายก็ยังเหลว เพราะเอ็นจีโอกับชาวบ้านในพื้นที่ไม่เอาด้วย โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีการต่อต้านกันอย่างหนักในหลาย ๆ พื้นที่ที่ กฟผ. กำลังจะไปก่อสร้าง

ส่วนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์คงไม่ต้องพูดถึงเพราะประเทศต้นแบบของไทยอย่างประเทศญี่ปุ่น ที่หน่วยงานต่างๆ อุตส่าห์ยกโขยงไปดูงาน แต่สุดท้ายก็เกิดปัญหาอย่างสยองขวัญจนเป็นภาพติดตาติดใจคนไทยมาถึงทุกวันนี้กับเหตุการณ์สึนามิและแผ่นดินไหวที่ทำให้เกิดสารกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ดังนั้นหากให้ลุ้นว่าพลังงานไฟฟ้าประเภทใดที่มีโอกาสเป็นพลังงานหลักของประเทศในอนาคตมากกว่า คำตอบง่าย ๆ คงหนีไม่พ้นเรื่องของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่พอจะชี้แจงให้ชาวบ้านในพื้นที่รับฟังได้ แต่หากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชื่อว่าชาตินี้ไม่รู้ได้ผุดในไทยได้หรือไม่

สำหรับแผนกำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวที่กระทรวงพลังงานกำหนดไว้ในปี 55-73 จะต้องผลิตไฟฟ้าให้ได้ 55,130 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด 4,400 เมกะวัตต์, โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2,000 เมกะวัตต์, โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 14,580 เมกะวัตต์ ซึ่งรับซื้อทั้งในประเทศและซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น 

ต้นทุนจากการผลิตไฟฟ้าที่ต่ำที่สุดคงหนีไม่พ้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประเมินต้นทุนอยู่ที่ 2.79 บาทต่อหน่วย (กิโลวัตต์-ชั่วโมง),  ถ่านหิน 2.94 บาท, ชีวมวล 3-3.5 บาท, ขยะ 3-5 บาท,  ก๊าซธรรมชาติใกล้หมดบ่อ  4.34 บาท, ลม 5.2 บาท และ แสงอาทิตย์ 12.5 บาท เป็นต้น

ความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งของประเทศไทยในอนาคต ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบถึงความจำเป็นและสร้างความมั่นใจแก่คนในพื้นที่เกี่ยวกับความปลอดภัยทั้งชีวิตและสิ่งแวดล้อม หากชาวบ้านยังไม่มั่นใจคงเป็นเรื่องยากที่จะผุดโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์.

มนัส แวววันจิตร
...................................

แจงเหตุปิดซ่อมโรงไฟฟ้า

“พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล” รมว.พลังงาน ระบุว่า สาเหตุที่ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินไฟฟ้า และขอความร่วมมือให้ประชาชนประหยัด เนื่องจากปีนี้การซ่อมแซมแหล่งขุดเจาะยาดานา ของพม่านั้นไม่ใช่เพียงการซ่อม แต่จะย้ายจุดติดตั้งแท่นเพื่อเลี่ยงแผ่นดินทรุด จึงต้องใช้เวลาซ่อมมากกว่าทุกปี แต่อย่างไรก็ตามในอนาคตต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติม เพื่อเป็นแหล่งพลังงานให้กับประเทศ เบื้องต้นยังใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานหลักและมีพลังงานทางเลือกอื่น เช่น ถ่านหิน และการลงทุนพลังงานในประเทศอื่นเพิ่มเติม เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันไทยจำเป็นต้องก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติม เพื่อผลิตพลังงานอีก 25,000 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทุกปี  แต่ยอมรับว่าอุปสรรคในการสร้างโรงไฟฟ้ามีมาก ซึ่งเป็นผลมาจากข่าวสาร และเหตุการณ์ในอดีต โดยเฉพาะกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง แต่ขณะนี้ความทันสมัยของเทคโนโลยีทำให้ผลกระทบหมดไปแล้ว จึงอยากทำความเข้าใจ

เตรียมรับมือของ กฟผ.

“พงษ์ดิษฐ พจนา” รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะโฆษก กฟผ. ยืนยันว่า  กฟผ.ได้เตรียมแผนรับมือ ทั้งการนำโรงไฟฟ้าน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซล เดินเครื่องทดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซที่หายไป, รับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กเพิ่มเติม, เดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากลาวเต็มที่ ทั้งโรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 ,โรงไฟฟ้าน้ำเทิน 2, โรงไฟฟ้าเทิน-หินบุน และ โรงไฟฟ้าห้วยเฮาะ

นอกจากนี้เร่งรัดและจัดแผนทดสอบโรงไฟฟ้าทั้งหมดที่อยู่ในข่ายต้องเดินเครื่องด้วยเชื้อเพลิงดีเซลให้มีความพร้อมในการเดินเครื่อง, ประสานงานกรมชลประทานเพิ่มการระบายน้ำในการผลิตไฟฟ้า,เลื่อนแผนบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงหยุดผลิตก๊าซ  รวมถึงประสานงาน กฟภ.  และ กฟน.   เตรียมแผนดับไฟฟ้า สำหรับรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหน่วยงานละ 350 เมกะวัตต์ เป็นต้น

อย่าโยนภาระให้ประชาชน

“วัลลภ วิตนากร” รองประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  มองว่า ไม่ต้องการให้เรคกูเลเตอร์ ปรับเพิ่มต้นทุนค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) ในกรณีที่มีการนำน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาซึ่งมีต้นทุนสูงมาผลิตไฟฟ้าทดแทนก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากไม่ใช่ความผิดของประชาชนและโรงงานอุตสาหกรรม แต่ควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ปตท. และ กฟผ. รับภาระในเรื่องนี้แทน

ขณะเดียวกันเอกชนคงต้องหารือร่วมกันเพื่อรับมือ ส่วนเรื่องการประหยัดพลังงานนั้น ได้ทำมานานแล้วทั้งปิดไฟดวงที่ไม่ใช้  ปิดแอร์ช่วงพักเที่ยง หรือใช้เครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยประหยัดพลังงาน เป็นต้น เพราะหากไม่ทำตรงนี้เชื่อว่าต้นทุนการผลิตพุ่งแน่นอน เนื่องจากขณะนี้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการมีเพิ่มมากขึ้น จากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท, วัตถุดิบแพงและความผันผวนค่าเงินบาทที่ภาคเอกชนต้องแบกรับภาระ

www.dailynew.co.th

Read 796 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35