Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62
Wednesday, 13 January 2010 09:49

รัฐอัดงบ53ขาดดุล3.5แสนล. 'โอฬาร'ห่วงเศรษฐกิจถึงโคม่า

Written by 
Rate this item
(0 votes)

source:ฐานเศรษฐกิจ คลังวางมาตรการต่อเนื่องผลักดันแผนฟื้นเศรษฐกิจ ‘กรณ์’ ประกาศทำงบขาดดุลปี 53 อีกไม่น้อยกว่า 350,000 ล้านบาท ด้านผอ.สำนักงบประมาณแจงประมาณการจัดเก็บรายได้ปี 53 อยู่ที่ 1,521,000 ล้านบาท ขณะที่อดีตรองนายกฯ ‘โอฬาร’ห่วงเศรษฐกิจไทยปี 2552 มีโอกาสติดลบมากสุดในโลก จากผลกระทบภาคส่งออก และภาวะวิกฤติโลก แนะทางการเร่งใช้มาตรการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจใส่เงินมาก รวดเร็ว และตรงจุด ชี้มาตรการลดดอกเบี้ยที่ทั่วโลกใช้ไม่ได้ผล แนวโน้มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ไตรมาสแรกของปี 2552 (ม.ค.-มี.ค.)ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่อาจติดลบต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 โดยขณะนี้รัฐหวังผลจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการจัดทำงบประมาณปี 2552 (ต.ค.2551- ก.ย.2552) ขาดดุลรวม 350,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับงบประมาณปี 2553 (ต.ค.2552-ก.ย.2553) ที่กระทรวงการคลังมีแผนทำงบขาดดุลต่อเนื่อง นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวโน้มในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ยังคงมีความจำเป็นต้องจัดงบประมาณแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ภาระหนี้สาธารณะของประเทศสูงขึ้นเกินกว่า 41% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) แต่จะยังคงรักษาวินัยทางการคลังไว้อย่างเข้มแข็ง โดยรักษาระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่ให้สูงเกินกว่า 50% ซึ่งเป็นกรอบที่ประเมินไว้แล้วว่า จะอยู่ในวิสัยที่รัฐบาลยังสามารถหารายได้มาชดใช้ในอนาคตได้ โดยเฉพาะรายได้จากฐานภาษีอากร "พิจารณาดูแล้ว ประมาณการรายได้งบประมาณปี 2553 ยังน่าจะสูงกว่ารายได้ในปีงบ 2552 นี้ ที่คิดหลังจากหักลดในส่วนที่คาดว่าจะเก็บได้ลดลงแล้ว 130,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้รายได้ในปี 2552 เหลือประมาณ 1,455,500 ล้านบาท เพียงแต่ว่ารายได้ในปี 2553 อาจจะเก็บได้ไม่เท่าที่ตั้งไว้ตอนแรกที่ 1,585,500 ล้านบาท" นายกรณ์ กล่าว ด้านนายบัณฑูร สุภัควณิช ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยในเรื่องนี้ว่า ขณะนี้ได้มีการเริ่มจัดทำรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 แล้ว โดยคาดการณ์เบื้องต้น รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิในปีงบประมาณ 2553 ได้ทั้งสิ้น 1,521,000 ล้านบาท ส่วนวงเงินงบประมาณรายจ่ายจะต้องพิจารณาถึงความจำเป็นในการใช้จ่ายอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสำนักงบประมาณยังมีความกังวลเกี่ยวกับสัดส่วนของงบลงทุนว่าอาจไม่สามารถกำหนดสัดส่วนให้อยู่ในระดับ 25% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดได้ เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายของงบประจำเพิ่มสูงมากขึ้นในทุกๆปีด้วย " ปีงบประมาณ 2552 สัดส่วนของงบลงทุนอยู่ที่ 24% และขณะนี้รายจ่ายประจำต่างๆก็เพิ่มสูงขึ้นมาก แต่ก็จะพยายามจะจัดให้ได้มากที่สุด ซึ่งตอนนี้ต้นทุนรายจ่ายด้านการลงทุนก็ลดลงแล้ว จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงมามาก จึงน่าที่จะต้องเร่งเรื่องการลงทุนให้เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะติดข้อจำกัดอะไรอีกบ้าง" นายบัณฑูร กล่าว นอกจากนี้ ในกระบวนการใช้จ่ายเงินงบประมาณระหว่างปี อาจเกิดข้อจำกัดเพิ่มได้อีก เช่น กรณีของการใช้จ่ายเงินงบประมาณประจำปี 2551 ที่มีตัวเลขการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและลูกจ้าง สูงเกินกว่าที่ตั้งรายจ่ายเอาไว้ถึง 19,000 ล้านบาท ทำให้ต้องเบิกจ่ายจากเงินคงคลังไปก่อน ซึ่งมีข้อกำหนดทางกฎหมายให้รัฐบาลต้องมีการตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายชำระคืนเงินคงคลังในส่วนนี้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ด้วย ซึ่งในปีนี้ ก็อาจเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกได้ ซึ่งจะทำให้เป็นภาระเพิ่มขึ้นในงบประมาณประจำปี 2553 ที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ด้วย ทั้งนี้ ตามปฏิทินการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 จะมีการหารือร่วมระหว่าง 4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 นี้ ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และสำนักงบประมาณ โดยจะเริ่มพิจารณาจากการประมาณการด้านรายได้ก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อนำไปใช้เป็นฐานในการพิจารณาการประมาณการด้านรายจ่าย ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาและอนุมัติของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 และนำบรรจุเข้าเป็นวาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 2 มิถุนายน 2552 ด้านแหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงการคลัง เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในเบื้องต้น ทางกระทรวงการคลังประมาณการรายได้สุทธิของรัฐบาลประจำปีงบประมาณ 2553 ไว้ที่ 1,518,900 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการรายได้ในปีงบประมาณ 2552 ที่คาดว่าจะมี จำนวน 1,585,500 ล้านบาท(ตามพ.ร.บ.งบประมาณ) แต่ภายหลังจากที่ได้มีการปรับลดการประมาณการจัดเก็บรายได้ของปี 52 ลงอีก 130,000 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล และกระทบการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2553 ด้วย ทั้งนี้ ประมาณรายจ่ายประจำในส่วนของค่าดำเนินการภาครัฐจากสำนักงบประมาณ ปีงบประมาณ 2553 จะมีจำนวน 726,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2552 ที่มีจำนวน 700,000 ล้านบาท ขณะที่ประมาณการความต้องการใช้จ่ายเงินงบประมาณตามนโยบายรัฐบาลในปี 2553 ของส่วนราชการทั้งหมดที่เสนอโดย สศช. มีจำนวนมากถึง 2,1490,000 ล้านบาท จะส่งผลให้รัฐบาลต้องมีการจัดทำงบประมาณปี 2553 เป็นแบบขาดดุลต่อเนื่องไปอีก และต้องจัดทำแบบขาดดุลไม่น้อยกว่า 350,000 ล้านบาท "ตอนนี้ รัฐบาลได้มีการกำหนดให้งบอุดหนุนท้องถิ่น ถือเป็นงบลงทุนด้วย ก็อาจจะช่วยให้ตัวเลขงบลงทุนต่องบประจำดูดีขึ้น แต่เราก็รู้ว่า งบส่วนนี้ไม่ใช่การเอาไปลงทุนในโครงการทั้งหมด แต่มีรายจ่ายประจำปนอยู่ด้วย โดยล่าสุดนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกระจายอำนาจการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพิ่งจะอนุมัติเงินก้อนนี้แล้ว 40,000 ล้านบาท" แหล่งข่าว กล่าว ด้าน ดร.โอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "ทิศทางเศรษฐกิจการเงินไทย" ในงานสัมมนา "ซีเอฟโอ มืออาชีพ เส้นทางความอยู่รอดหรือรุ่งโรจน์ขององค์กร" ที่จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2552 มีแนวโน้มติดลบมากที่สุดในโลก เนื่องจากภาคการส่งออกของประเทศไทยลดลงอย่างมากจากผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจของโลก โดยคาดว่าเดือนมกราคมปีนี้ภาคการส่งออกจะลดลงกว่า 25% จากการทรุดตัวของภาคธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวก็จะลดลงมากด้วยเช่นกัน ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งใช้มาตรการด้านการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจแทนการใช้มาตรการด้านการเงิน (การใช้ดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือ) เนื่องจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกในขณะนี้ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานก็ควรหารือกับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันการปลดพนักงานลง โดยมีการเสนอให้ลดชั่วโมงหรือวันทำงานลง โดยจำนวนวันที่พนักงานไม่ได้ทำ รัฐควรให้การฝึกอบรมพนักงานเพิ่มเติม รวมถึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับผู้ฝึกอบรม สำหรับกลุ่มผู้ส่งออกไทยที่จะได้รับผลกระทบมากสุดมี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มผู้ประกอบการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ,2. ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรถยนต์ และ3. ชิ้นส่วนรถยนต์และผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยทั้ง 3 รายการคิดเป็นสัดส่วน 60% ของยอดส่งออกทั้งหมด ดังนั้นหากรัฐบาลไม่มีมาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้ง 3 กลุ่มอาจทำให้มีผู้ถูกเลิกจ้างงานมากถึง 1-1.5 ล้านคน โดยแนวทางในการแก้ไขนั้น รัฐบาลควรปล่อยสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินของรัฐ และคิดอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้ "ปีนี้เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะวิกฤติหนักสุดในรอบศตวรรษที่ 21 โดยอัตราการขยายตัวของทุกประเทศจะติดลบ ยกเว้นประเทศจีนประเทศเดียวที่เติบโตที่ 4.32% ซึ่งประเทศไทยเองก็น่าเป็นห่วง เพราะอัตราการขยายตัวติดลบมากที่สุดในโลก คือ ติดลบ 4.05% โดยไตรมาสแรกปี 2552 ติดลบสูงสุดถึง 6.02% ขณะที่ไต้หวันติดลบรองลงมาอยู่ที่ 3.57% สหภาพยุโรป (อียู) ติดลบที่ 3.54% ส่วนสหรัฐฯ ซึ่งเป็นต้นตอปัญหาเศรษฐกิจติดลบ 0.46% โดยอัตราการติดลบรุนแรงนั้น อยู่ภายใต้สมมติฐานว่าทั่วโลกไม่มีมาตรการกระตุ้นรอบใหม่ และไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้" ดร.โอฬาร กล่าวและว่า นอกจากนี้ ดร.โอฬาร ยังเสนอแนะให้รัฐบาลเปลี่ยนจากการแจกเงิน 2,000 บาท มาเป็นแจกคูปอง โดยมีกำหนดอายุคูปองให้ใช้จ่ายภายในสิ้นปีนี้ และจะต้องใช้จ่ายซื้อสินค้า และบริการในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นใน 3 ธุรกิจให้ดีขึ้น โดยหากไม่กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนประชาชนบางส่วนจะเก็บเงินไว้ หรืออาจใช้จ่ายไม่ตรงจุดตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ "ปัญหาเศรษฐกิจโลกนั้นรุนแรงมากกว่าที่คิด ฉะนั้นทั่วโลกจะต้องหารือร่วมกัน และดำเนินมาตรการคลังพร้อม ๆ กันตามหลัก 3 พอ คือ 1.ใส่เงินมากพอ ทุกประเทศต้องหารือร่วมกันว่าจำนวนเงินที่ต้องการใช้ในการฟื้นเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นปริมาณเท่าใด และให้ทุกประเทศเตรียมเม็ดเงินให้เพียงพอในการกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจของตัวเอง ,2. รวดเร็วพอ โดยต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว และใส่เม็ดเงินต่อเนื่องอย่างน้อย 24 เดือน และ3.ต้องตรงจุดพอ แต่ละประเทศต้องวิเคราะห์ว่าธุรกิจที่รับผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้คือธุรกิจอะไร เพื่อจะได้ใช้เงินกระตุ้นให้ตรงอุตสาหกรรม" ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า เรื่องของเศรษฐกิจขณะนี้เป็นเรื่องของมาตรการการคลัง โดยเฉพาะการใช้จ่ายของภาครัฐมีความจำเป็น เน้นรายละเอียดของการใช้จ่ายเพื่อให้ผลทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ส่วนภาระหนี้ของรัฐบาล หากดูระดับหนี้สาธารณะยังมีวงเงินที่อาจจะขยายได้ แต่รัฐบาลต้องคำนึงถึงภาระทางการคลังด้วย และต้องจัดเก็บรายได้เพื่อชดเชยกับรายจ่ายที่ใช้ไปในปัจจุบัน "ผู้รับผิดชอบนโยบายการคลัง ถ้าสามารถนำเงินอนาคตมาใช้ปัจจุบัน ต้องทำได้ใน 3 อย่าง คือ ช่วยคนเดือดร้อน แก้ปัญหาระบบเศรษฐกิจและสังคม และสามารถพัฒนาประเทศได้ยั่งยืนและสมบูรณ์แบบ"

Read 2077 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35