Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62
Print this page
Wednesday, 13 January 2010 10:43

จี้ไทยรับมือFTA ยุควิกฤติโลก

Written by 
Rate this item
(0 votes)

source:ฐานเศรษฐกิจ ภาคเอกชน-นักวิชาการ เสนอรัฐทบทวนกระบวนการเจรจาเอฟทีเอใหม่ทั้งหมด หลังประเทศคู่เจรจากำหนดเงื่อนไขปกป้องประเทศตัวเองมากขึ้น แนะต้องมีความพร้อมก่อนเปิดเจรจา เผยที่ผ่านมาไปเจรจาก่อนแล้วค่อยปรับตัวตามหลัง ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอย่างแท้จริง ส่งออกภายใต้เอฟทีเอโตแต่เนื้อในกลวงแค่สะดุดวิกฤติเศรษฐกิจโลกส่งออกทรุดทันที แนะรัฐปรับโครงสร้างภาคผลิตทั้งหมด จับตาเอฟทีเออาเซียน-สหภาพยุโรป(อียู)รอบที่ 7 เดือนมีนาคม วิกฤติสถาบันการเงินสหรัฐอเมริกา ที่กระทบถึงเศรษฐกิจการค้าของโลก โดยประเทศ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจหลายประเทศ ได้นำมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers:NTBs) ใหม่ๆ มาเป็นเครื่องมือกีดกันการค้าเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศของตนมากขึ้น ตามที่ "ฐานเศรษฐกิจ" นำเสนอไปแล้วในประเด็น"ส่งออกหัวทิ่มกติกาค้าใหม่" ฉบับที่2,398 ระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งนอกเหนือจากมาตรการ NTBsแล้ว หลายฝ่ายมีความกังวลว่า การเปิดเจรจาการค้าเสรีสองฝ่าย(เอฟทีเอ) รูปแบบการเจรจาจะเปลี่ยนไป คือมีความเข้มงวดเชิงปกป้องประเทศตนเองมากขึ้น เพราะแต่ละประเทศจะต่อรองคู่ค้าเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตัวเองให้มากที่สุด ++เจรจาเอฟทีเอไม่คึกคัก: นายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ ประธานคณะอนุกรรมการด้านประเด็นการค้า และรองประธานคณะอนุกรรมการติดตามผลกระทบจากการเปิดเสรี สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ภาวะเศรษฐกิจการค้าของโลกที่ถดถอย จะส่งผลต่อการเปิดเจรจาการค้าเสรีสองฝ่าย (เอฟทีเอ) ในทิศทางชะลอตัวลง เพราะจากเศรษฐกิจโลกที่มีปัญหา แต่ละประเทศได้รับผลกระทบจากการส่งออกและนำเข้าที่ชะลอตัวลง จะหันมาให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการบริโภคในประเทศของตนเองมากขึ้น ขณะเดียวกันในหลายประเทศจะออกมาตรการกีดกันการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในเพื่อให้คนมีงานทำมากขึ้น ขณะที่หลักการของเอฟทีเอคือการเปิดเสรีทางการค้า บริการ และการลงทุนซึ่งสวนทางกัน สอดคล้องกับนายจักรชัย โฉมทองดี สมาชิกกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ที่ให้ความเห็นว่า ในส่วนของเอฟทีเอที่จะมีการเปิดเจรจาใหม่ในปีนี้คงมีน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศใหญ่ๆ ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป(อียู) และญี่ปุ่นคงชะลอตัวลง ในยามที่เศรษฐกิจถดถอยเช่นนี้ ทั่วโลกจะหันมาให้ความสำคัญกับการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในเพื่อเพิ่มกำลังซื้อในประเทศและกันเงินรั่วไหลออกนอกประเทศเป็นหลัก ++เน้นปกป้องประเทศตนเอง: นายจักรชัย กล่าวด้วยว่า หากมีการเปิดเจรจาใหม่ หรือฟื้นการเจรจาเดิมที่ค้างอยู่ การเจรจาคงเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น เพราะแต่ละประเทศจะต่อรองคู่ค้าเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตัวเองให้มากที่สุด ซึ่งกลุ่มเอฟทีเอว็อทช์จะได้ติดตามการเจรจาเอฟทีเอของไทยอย่างใกล้ชิดเพื่อท้วงติงให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการเจรจาทวิภาคีหรือการเจรจาการค้าเสรีสองฝ่าย (เอฟทีเอ) ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจจะยังคงดำเนินต่อไป แต่รูปแบบการเจรจาจะเปลี่ยนไปคือมีความเข้มงวดเชิงปกป้องประเทศตนเองมากขึ้น แต่ละประเทศจะตระหนักว่าเจรจาแล้วได้ประโยชน์คุ้มค่าเพียงใด เช่นสหรัฐฯอาจนำเรื่องของแรงงาน สิ่งแวดล้อม ทรัพย์สินทางปัญญามาต่อรองคู่เจรจามากขึ้น ซึ่งขัดกับวัตถุประสงค์การเจรจาเอฟทีเอที่เพื่อเปิดเสรีการค้าสองฝ่าย เงื่อนไขที่เข้มงวดจะทำให้ประเทศกำลังพัฒนามีโอกาสเสียเปรียบประเทศพัฒนาแล้วสูง ++อียูเรียกร้องสิทธิบัตร: นายจักรชัยเผยเพิ่มเติมว่า ทิศทางการเจรจาที่มุ่งไปในทางปกป้องประเทศตนเอง ที่น่าจับตามองและกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ คือการเจรจาเอฟทีเออาเซียน-สหภาพยุโรป(อียู)รอบที่ 7 ที่จะจัดขึ้น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในเดือนมีนาคมศกนี้ โดยล่าสุดทางกลุ่มเอฟทีเอว็อทช์ได้รับเอกสารลับถึงข้อเรียกร้องของอียูในเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิบัตรยาที่อียูเรียกร้องมากในระดับเดียวกับที่สหรัฐฯเคยเรียกร้องจากไทยในการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลให้ไทยไม่สามารถบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา(ซีแอล)กับยาที่มีบริษัทจากอียูเป็นเจ้าของได้ รวมถึงยังมีข้อกีดกันการเปิดเสรีสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย เรื่องดังกล่าวทางกลุ่มและภาคประชาชนจะได้นำรายละเอียดข้อเรียกร้องของอียูมาตีแผ่เพื่อท้วงติงต่อไป ขณะที่นายบัณฑูร กล่าวว่า อียูได้แสดงท่าทีเปิดเจรจาเอฟทีเอกับอาเซียนแยกรายประเทศ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นไทยจะเสียเปรียบ โดยเฉพาะสิงคโปร์ ++อินเดียยื้อเปิดเพิ่มเติม: นอกเหนือจากคู่เจรจาใหม่จะยื่นเงื่อนไขเพื่อประเทศตนเอง คู่เจรจาเดิมยังยื้อการเจรจาหลังจากที่เอฟทีเอบางส่วนมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ประเทศตนเองเสียประโยชน์ เช่นกรณีเอฟทีเอไทย-อินเดีย ดังที่นายชนะ คณารัตนดิลก รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอไทย-อินเดีย ระบุว่าผลพวงจากการเปิดเอฟทีเอไทย-อินเดีย โดยทั้งสองฝ่ายได้ลดภาษีสินค้านำร่อง 82 รายการเริ่มตั้งแต่ 1 กันยายน 2547 และได้ลดภาษีลงเป็น 0% แล้วตั้งแต่ 1 กันยายน 2549 ส่งผลให้อินเดียขาดดุลการค้าไทยเพิ่มขึ้น ล่าสุดในการเจรจาเพื่อลดภาษีสินค้าอีกเกือบ 5,000 รายการที่ยังค้างอยู่ ทางอินเดียได้พยายามยื้อในการลดภาษี โดยอ้างว่ามูลค่าการเปิดตลาดของอินเดียและไทยไม่สมดุลกัน เพราะภาษีนำเข้าของไทยส่วนใหญ่ต่ำกว่า 5% ดังนั้นจึงขอให้ไทยเพิ่มมูลค่าการเปิดตลาดให้อินเดีย โดยอินเดียจะย้ายสินค้าบางส่วนให้เป็นสินค้าอ่อนไหว เพราะผู้ประกอบการไม่พร้อมลดภาษีเป็น 0% ขณะนี้ได้เรียกร้องให้ไทยลดภาษีสินค้าอ่อนไหวกว่า 90 รายการลงอีก ซึ่งการขอเปลี่ยนแปลงรายการสินค้าลดภาษีที่ได้ตกลงกันไปแล้วทำให้การเจรจามีความยืดเยื้อ ซึ่งหากภายใน 1 ปีนับจากนี้ไปยังไม่สามารถตกลงกันได้คงต้องยุติการเจรจาและคงต้องยกเลิกการจัดทำเอฟทีเอระดับทวิภาคีกับอินเดีย ++พาณิชย์เดินหน้าเอฟทีเอ: ด้านนางสาวชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ มองว่า ในยามที่เศรษฐกิจทั่วโลกมีปัญหาเช่นนี้ ทุกคนกลัวว่า แต่ละประเทศจะออกมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในและออกมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี(NTBs )มากขึ้น ดังนั้นในส่วนของเอฟทีเอที่ค้างอยู่คงต้องเดินหน้าต่อเพื่อลดอุปสรรคและขยายการค้าระหว่างกันให้มากขึ้นเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยอมรับว่าการเปิดเจรจาเอฟทีเอใหม่ๆ คงชะลอตัวลง อย่างไรก็ดีในส่วนของประเทศไทยจะยังคงเดินหน้าเจรจาเอฟทีเอที่ค้างอยู่ทั้งในกรอบอาเซียน และในกรอบทวิภาคี รวมถึงการทบทวนเอฟทีเอที่มีผลบังคับใช้แล้วเพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคระหว่างกัน ล่าสุดอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อจัดทำเอฟทีเอใหม่ในระดับทวิภาคีกับอีก 2 กลุ่มประเทศ ประกอบด้วย เอฟทีเอไทย-กลุ่มจีซีซี หรือกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ(สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน โอมาน กาตาร์ คูเวต ซาอุดีอาระเบีย) และเอฟทีเอไทย-เมอร์โคซู(อาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย และอุรุกวัย) ++"อลงกรณ์"บินเจรจาสหรัฐฯ: ขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าปลายเดือนมีนาคมจะเดินทางเยือนสหรัฐฯ มีกำหนดการที่จะพบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์)คนใหม่ และภาคเอกชนในอุตสาหกรรมสำคัญเช่นยา ซอฟต์แวร์ รวมถึงจะหารือให้รื้อฟื้นการเจรจาเปิดเสรีการค้า (เอฟทีเอ)ระหว่างไทย-สหรัฐฯ โดยหวังว่าจะเป็นกลไกหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าและรายได้ส่งออกของไทย ส่วนที่วิตกเรื่องความไม่พร้อมการเปิดเสรีนั้นไทยสามารถใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศหรือ เซฟการ์ด ได้หรือใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า โดยเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ ได้เริ่มต้นเจรจาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2547 ได้มีการเจรจากันไปแล้ว 6 ครั้ง การเจรจาครอบคลุมการค้าการลงทุน 22 ประเด็น แต่การเจรจาได้หยุดชะงักลงหลังจากมีการปฏิวัติเมื่อ 19 กันยายน 2549 และมีรัฐบาลชั่วคราว ++แนะปรับกระบวนท่าเจรจา: ทั้งนี้นายพรศิลป์ กล่าวว่าตั้งแต่ประเทศไทยเปิดเจรจาเอฟทีเอ ถึงปัจจุบันมีผลบังคับใช้สมบูรณ์แบบแล้ว 4 ฉบับ และมีผลบางส่วน 2 ฉบับ ยอดการค้าส่งออกของไทยภายใต้เอฟทีเอโดยภาพรวมเพิ่มขึ้น แต่เนื้อในยังไม่ถือว่าประเทศไทยได้ประโยชน์จากเอฟทีเออย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากตัวเลขส่งออก 2 เดือนสุดท้ายของปี 2551 ที่ติดลบติดต่อกัน 2 ปี สะท้อนให้เห็นว่าภาคส่งออกของไทยยังไม่แข็งแกร่ง แม้จะมีเอฟทีเอซึ่งได้สิทธิภาษีนำเข้าที่ต่ำแต่เมื่อโลกเกิดวิกฤติเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าเกิดวิกฤติส่งออกของไทยยังได้รับผลกระทบเอฟทีเอยังช่วยอะไรไม่ได้ ขณะที่ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ระบุ การค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศคู่เจรจาเอฟทีเอ ปี 2551 เอฟทีเอไทย-ออสเตรเลียซึ่งเป็นเอฟทีเอบังคับใช้สมบูรณ์แล้วคือเปิดเสรีการค้า บริการ การลงทุน ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 91,580.95 ล้านบาท ไทย-นิวซีแลนด์ บังคับใช้สมบูรณ์ ได้ไทยดุลการค้า 2,806.51 ล้านบาท ไทย-ญี่ปุ่นบังคับใช้สมบูรณ์ไทยขาดดุลการค้า 450,712 ล้านบาท ไทย-จีนบังคับใช้บางส่วนไทยขาดดุลการค้า 134,755.56 ล้านบาท ไทย-อินเดีย บังคับใช้บางส่วน ไทยได้ดุลการค้า 25,221.16 ล้านบาท ดังนั้นการเจรจาเอฟทีเอในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยต้องปรับกระบวนการเจรจาใหม่ทั้งหมด ก่อนจะดำเนินการเจรจากับประเทศใดต้องมีความพร้อมทั้งตัวสินค้า อุตสาหกรรมและกฎหมายรองรับ ไม่ใช่ว่าไปเจรจากลับมาแล้วค่อยมาดูว่าสินค้าไหนไทยยังไม่พร้อมแล้วค่อยมาปรับปรุงเพิ่มขีดแข่งขันหรือมาออกกฎหมายทีหลัง นอกจากนี้สิ่งที่ประเทศไทยจะต้องทำก็คือต้องคิดปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าและการบริการครั้งใหญ่ ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ไม่อาจควบคุมได้ นั่นคือการผลิตสินค้าและบริการต้องไม่เพิ่มปัญหาให้กับ 3 สิ่งได้แก่ 1. น้ำที่มีปริมาณจำกัด 2. ความมั่นคงทางพลังงาน 3. การเปลี่ยนแปลงบรรยากาศของโลก เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องเข้ามามีส่วนต่อการค้าของโลกอย่างแน่นอน ขณะที่ดร.ชโยดม สรรพศรี ผู้อำนวยการหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สหสาขาวิชายุโรปศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะว่าการเจรจาเอฟทีเอยังมีความจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อสิทธิประโยชน์ทางการค้า แม้ว่าช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลกประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจต่างประสบปัญหาเศรษฐกิจเหมือนกันหมด หากมีการเจรจาอาจจะบีบประเทศที่เล็กกว่าอย่างประเทศไทย แต่เราสามารถเปิดเจรจาในนามอาเซียนและเจรจากับประเทศเล็กๆ ที่ไม่ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจได้ และยังมีกำลังซื้อเช่นกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และการเจรจาจะเป็นไปด้วยความง่าย ทั้งเมื่อผลการเจรจาได้ข้อสรุปเรายังได้ประโยชน์ด้านภาษีเพื่อเพิ่มขีดแข่งขันด้านการส่งออก เพราะภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของโลกและของประเทศมหาอำนาจเชื่อว่าจะยังดำรงอยู่อย่างน้อย 4-5 ปี

Read 1522 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35