Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62
Wednesday, 13 January 2010 10:45

ผู้ส่งออกข้องใจ รัฐจ่อโละล้านตัน ข้าวนาปรังปี51

Written by 
Rate this item
(0 votes)

source:ฐานเศรษฐกิจ รัฐบาลจ่อโละสต๊อกข้าวนาปรังปี 2551 ปริมาณกว่า 1 ล้านตัน ใช้วิธีโยนหินถามทางผู้ส่งออก มีใครสนใจซื้อบ้าง ขณะที่ผู้ส่งออกแนะ รัฐบาลควรเป็นผู้ขายจีทูจี เพราะประมูลขายให้ผู้ส่งออกมีโอกาสเวียนเทียนสู่โกดังรัฐบาลสูง แถมรายใหญ่เท่านั้นได้ประโยชน์ ผู้ค้าข้าวระบุเป็นเกมปั่นกระแสกดราคา"หอมปทุม"ฟันกำไร แหล่งข่าวในวงการค้าข้าว เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า คาดว่าเร็วๆนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเปิดประมูลขายข้าวล็อตใหญ่ เนื่องจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาวงการค้าข้าวทั้งโรงสีและผู้ส่งออกต่างได้รับการติดต่อจากผู้ที่เคยประมูลซื้อข้าวจากรัฐบาล เพื่อสอบถามว่ามีความสนใจจะซื้อข้าว สต๊อกรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งการติดต่อมาดังกล่าวเชื่อกันว่า กระทรวงพาณิชย์คงจะมีการหารือกับผู้ส่งออกรายใหญ่ที่เคยประมูลซื้อ ทั้งนี้เพราะการประมูลขายข้าวของรัฐบาลแต่ละครั้ง จะมีผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงไม่กี่รายที่เสนอราคาซื้อ แต่หลังจากนั้นจะนำมาขายต่อให้กับผู้ส่งออกรายอื่น ๆ รวมทั้งโรงสีด้วย ซึ่งการขายแต่ละครั้งฟันกำไรกันครั้งละมหาศาล ทั้งนี้ คาดว่าข้าวล็อตใหญ่ที่จะมีการนำมาเปิดประมูลขายนั้น จะเป็นข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2551 ซึ่งมีปริมาณทั้งสิ้นประมาณ 1.6 ล้านตัน โดยราคารับจำนำข้าวนาปรัง ณ ขณะนั้นอยู่ที่ตันละ 14,000 บาท คิดเป็นราคาข้าวสารที่ตันละ 24,000 บาท ขณะที่สต๊อกข้าวรัฐบาลโดยรวม ณ ขณะนี้มีประมาณ 4 ล้านตันข้าวสาร แบ่งเป็นสต๊อกข้าวเก่าจากโครงการจำนำข้าวนาปรังปี 2551 ปริมาณ 1.6 ล้านตันข้าวสาร และจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2551/52 อีกประมาณ 2.5 ล้านตันข้าวสาร นายสมพงษ์ กิตติเรียงลาภ ประธานกรรมการ บริษัท พงษ์ลาภ จำกัด กล่าวว่า ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่รัฐบาลจะระบายข้าวช่วงนี้ เพราะข้าวที่ผู้ส่งออกประมูลซื้อจากรัฐบาล 2 ล็อตเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 รวม 2.7 ล้านตัน เวลานี้เหลือข้าวที่ยังไม่ได้นำออกจากโกดังประมาณ 20% และจากการที่รัฐบาลระงับการนำข้าวออกจากโกดังเพื่อตรวจสอบความผิดอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ไชยา สะสมทรัพย์) ทำให้ผู้ส่งออกต้องเจรจาลูกค้าเพื่อเลื่อนเวลาส่งมอบ ในส่วนของบริษัทพงษ์ลาภฯ ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์เพื่อขอเลื่อนรับมอบข้าวทั้งสองล็อตออกไปอีก 60 วัน ทำให้ข้าวจะออกจากโกดังได้ทั้งหมดราวเดือนเมษายน 2552 หากรัฐบาลระบายออกมาอีกข้าวจะประดังกัน เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงควรใช้วิธีขายรัฐบาลต่อรัฐบาล(จีทูจี)จะเหมาะสมกว่า ด้านนายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ ประธานกรรมการ บริษัท อุทัยโปรดิวส์ จำกัด กล่าวว่า รัฐบาลควรจะระบายข้าวในลักษณะจีทูจี เพราะการระบายให้กับผู้ส่งออกคนที่ได้เปรียบคือผู้ส่งออกรายใหญ่ที่เข้าถึงรัฐบาล อีกทั้งมีเงินทุนหนา และเมื่อประมูลได้มาแล้วจะนำมาขายต่อให้ผู้ส่งออกรายเล็ก ฟันกำไรส่วนต่างกันมหาศาล ที่สำคัญวงการค้าข้าวระบุว่า ข้าวที่นำมาประมูลขายสุดท้ายจะไม่ไหลออกต่างประเทศ เนื่องจากช่วงนี้คำสั่งซื้อจากต่างประเทศชะลอตัว จะมีเพียงข้าวนึ่งเท่านั้นที่มีเรือมารับมอบบ้าง เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลประมูลขายออกมา ข้าวจำนวนนี้ นอกจากจะไม่ออกต่างประเทศแล้วยังจะไหลเวียนอยู่ในโครงการรับจำนำของรัฐบาลอีกต่างหาก ทั้งยังมีการตั้งข้อสังเกตพร้อมกับตั้งคำถามว่า เพราะสถานะรัฐบาลไม่มั่นคงหรือไม่ จึงทำให้ต้องรีบระบายสต๊อกข้าว เนื่องจากการระบายสต๊อกข้าวแต่ละครั้ง นักการเมืองจะได้รับประโยชน์ทุกครั้ง สำหรับการระบายข้าวจำนวนนี้เชื่อว่านักการเมืองจะได้รับผลประโยชน์ไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท แหล่งข่าวตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า อาจมีผู้ส่งออกบางรายที่ต้องการซื้อข้าวหอมปทุมธานี เพราะเวลานี้ข้าวหอมปทุมธานีขาดตลาด เนื่องจากข้าวนาปรังปี 2551 ที่รับจำนำจะมีทั้งข้าวขาว และข้าวหอมปทุมธานี หากซื้อข้าวหอมปทุมธานีจากสต๊อกรัฐบาล ผู้ส่งออกมีโอกาสทำกำไร เพราะจากต้นทุนสต๊อกรัฐบาลตันละ 24,000 บาท(ข้าวสาร) คิดเป็นราคาส่งออกรวมค่าขนส่งจะอยู่ที่ตันละ 725 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ตันละ770 ดอลลาร์สหรัฐฯ หากผู้ส่งออกอ้างเป็นข้าวเก่ากดราคาซื้อลงก็ยิ่งทำกำไรได้มาก ทั้งยังขายแข่งข้าวเวียดนามได้เพราะข้าวเวียดนามเกรดเดียวกับข้าวหอมปทุมานีของไทย จะอยู่ที่ตันละ 680-700 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ถ้าหากเป็นข้าวขาวมีโอกาสขาดทุน เพราะเวลานี้ ราคาส่งออกข้าวขาวอยู่ที่ตันละ 600 กว่าดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ข้าวขาวเวียดนามอยู่ที่ตันละ 400 กว่าดอลลาร์สหรัฐฯ

Read 1451 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35