Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62
Wednesday, 13 January 2010 11:03

จับกระแส SMEs ไทย วิสัยทัศน์แบบไหนไปรอด

Written by 
Rate this item
(0 votes)

source:ประชาชาติธุรกิจ ในงานครบรอบ 12 ปีของสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ที่ผ่านมานั้นมีเอสเอ็มอีกว่า 800 รายเข้าร่วมประชุมพร้อมกับรับฟังบรรยาย โดยอดีตรองนายกรัฐมนตรี นายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมบรรยายในหัวข้อ "วิสัยทัศน์การพัฒนา SMEs" ซึ่ง "ประชาชาติธุรกิจ" ได้สรุปเนื้อหาที่น่าสนใจเพื่อเป็นแนวทางสำหรับเอสเอ็มอีในการปรับตัวฝ่าวิกฤต โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีในเวลานี้ควรจะมองให้ชัด โดยเฉพาะคำว่า วิสัยทัศน์ ไม่ได้แปลว่า มองอย่างหรูหรา เหมือนที่ หลายคนเข้าใจ แต่แปลว่า ทำอย่างไรเราจึงจะได้มองภาพให้ใกล้ความจริงที่สุด และเวลานี้ภาพของความเป็นจริงที่สุด เอสเอ็มอีก็คงเห็นแล้ว คงจำได้ว่า ประเทศไทยเคยผ่านวิกฤตปี 2540 มาแล้ว แต่วิกฤต 2540 มาด้วยความรวดเร็ว มีผลกระทบกะทันหันต่างกับคราวนี้ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ กลางปี 2550 มาแล้ว สิ่งที่เราเผชิญอยู่ตอนนี้เป็นผลสะท้อนที่ลุกลามมาจากต่างประเทศที่เราค่อยๆ รับรู้มาเรื่อยๆ ที่รู้สึกจริงๆ ก็คือตัวเลขของไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 ที่ผ่านมา สรุปได้ว่า วิสัยทัศน์ในขณะนี้ คือเรากำลังจะค่อยๆ รับรู้เพิ่มเติมขึ้นมาอีกระดับ เพราะของที่เป็นพายุ มันก็คงเป็นพายุอยู่ ดังนั้นการรับรู้ผลกระทบคงต่อเนื่องไปอีกระดับหนึ่ง แต่จะต่อเนื่องแค่ไหน ไม่มีใครตอบได้ เราต้องย้อนกลับมาดูในจุดที่เกิดเหตุ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่สถานการณ์กลับมาสู่สภาพที่น่าพอใจ หลังจากนั้นระยะหนึ่ง เราจึงจะตามกลับไปสู่สภาพที่น่าพอใจเช่นกัน มันจึงมีเวลาให้เอสเอ็มอีได้ปรับตัว สิ่งที่เอสเอ็มอีต้องดู คือเมื่อไหร่ที่สหรัฐเขาปรับตัวไปสู่จุดที่น่า พึงพอใจ และอีกพักผลกระทบจะเริ่มเจือจางลงไป วิสัยทัศน์ที่เรามองขณะนี้ก็คือยังไม่จบ แต่จะไปอีกไกล แต่เมื่อมันจะคลี่คลาย เราจะรู้ตัวล่วงหน้า เหมือนกับที่เอสเอ็มอีทั้งหลายที่รับรู้มาตั้งแต่ปี 2550 แล้ว ผลกระทบจะค่อยๆ ทยอยๆ มา ในวันนี้คงไม่มีทางเลือกอย่างอื่น นอกจากว่าการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจต้องอาศัยภาครัฐบาลในการทำหน้าที่ ไม่ใช่แต่ไทยแต่ทั่วโลก ภาครัฐบาลที่เข้ามาก็เพื่อที่จะเติมความต้องการ หรือมาใช้เงิน โดยตัวเขาเองไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ แค่มาซื้อเวลาเท่านั้น แต่เขามีความสามารถมากแค่ไหน คำตอบคือทุกรัฐบาลมีความสามารถจำกัด การซื้อเวลาคงทำไปได้ระดับหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว เอกชนก็คงจะต้องกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามธรรมชาติในระบบเสรีนิยม ผลกระทบเห็นชัดก็เมื่อไตรมาสที่ 4 ที่ผ่านมารัฐบาลเข้ามามีมาตรการต่างๆ เพื่อเข้ามาแทนความต้องการทางเศรษฐกิจที่ต่ำลง การเข้ามามีผลลัพธ์โดยองค์รวม คือทำให้ปัญหาไม่เป็นความวิกฤต คงชะลอ หรือบรรเทาลงไป รอเวลา รอเศรษฐกิจโลก และรอ พวกเรา (เอสเอ็มอี) เองให้ปรับตัวให้ได้ ยุคนี้จึงเป็นยุคของการปรับตัวที่เราคงเข้าใจกันว่า ถ้าเอสเอ็มอีไม่ปรับตัว เราจะโดนคัดออกเป็นกติกา แต่พอคัดออกไปแล้ว เมื่อถึงระดับหนึ่ง พวกที่ยังเหลืออยู่มีความสามารถอยู่รอดได้ พวกนั้นจะเติบโตได้ นี่คือหลักของมัน ดังนั้นการปรับตัวจึงต้องมีวิสัยทัศน์บนความจริง ถ้าเรามีวิสัยทัศน์ที่ว่า "โลกเราคือโอกาส ถ้าอย่างนั้นไปคว้าโอกาสกันดีกว่า" คำพูดนี้มันเป็นแค่วิสัยทัศน์ที่ครึ้มใจและหรูหรา แต่โอกาสมันไม่ใช่อย่างนั้น เอสเอ็มอีไทยสมัยนี้ เราคุยกันเรื่องยอดขายและที่สำคัญที่สุดคือความแข็งแรง แต่ความแข็งแรงดูยาก ที่แล้วมา ความแข็งแรงคือ การเจริญเติบโต สหรัฐก็บอกว่าตัวเองแข็งแรง เราก็เห็นด้วย แต่ในปีนี้ ความแข็งแรงลักษณะนั้นไม่ใช่ความแข็งแรงที่ยั่งยืน สหรัฐที่แข็งแรงก่อนปี 2550 ไม่ใช่ความแข็งแรงที่แท้จริง เป็นความแข็งแรงที่ขับเคลื่อนด้วยหนี้ เอาหนี้มาขับเคลื่อนให้เติบโต มันไม่แข็งแรงจริง แต่ตอนนี้ไม่มีใครเถียงแล้วว่า ทำอย่างสหรัฐไม่รอด แต่หลายคนยังใช้วิธีนี้อยู่ แล้วเอสเอ็มอีจะโตอย่างไร จึงเรียกว่าความเข้มแข็ง ประการแรก การจัดการทรัพยากร คน วัสดุที่อยู่ในสายการผลิต เรื่องแบบนี้เรารู้กันมานาน ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่ความคิดเหล่านี้กลายเป็นความคิดที่สำคัญมาก เรื่องการใช้พลังงาน การใช้คน การควบคุมดูแลวัสดุที่มาของสายการผลิต หรือเพื่อการประหยัด หรือเพื่อไม่ให้มีสินค้าคงคลังมากเกินไป เป็นเรื่องที่เอสเอ็มอีไทยรู้หมด แต่ใช้หรือไม่ใช้เท่านั้น และคนที่จะเดือดร้อนน้อยที่สุด ก็คือคนที่เอาความคิดเหล่านี้มาใช้อย่างจริงจังนั่นเอง ประการที่ 2 เอสเอ็มอีไม่ต้องใหญ่มาก ไม่ต้องดูอื่นไกลโตโยต้าปีหนึ่งมีลูกค้าเป็นร้อยเป็นพัน แข่งกันที่ความสามารถที่จะปรับตัวให้ได้ตามที่ลูกค้าเห็น หรือเรียกรวมๆ ว่า ความสัมพันธ์กับลูกค้าสำคัญที่สุด แต่ในยุคนี้ แค่ 20 คนก็ต้อง เอาให้อยู่ ที่ขายกันวันนี้ไม่มีทาง เพราะตลาดลดระดับลงเรื่อยๆ สิ่งที่สำคัญในวันนี้คือความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกค้า คือทำอย่างไรให้ลูกค้าที่เคยมาแล้วให้กลับมาใหม่ จะทำให้ลูกค้าประทับใจอย่างไร มันไม่ใช่เรื่องการขาย แต่เป็นเรื่องของการจะสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างไร และไม่ใช่ปริมาณ เป็นยุคที่ลูกค้าจะไม่ควักสตางค์ให้คู่แข่ง คือทำอย่างไร "คน" จึงเรียกได้ว่าเป็นนิชโลเกชั่น คืออย่าให้ใครมาจัดการกับลูกค้าของเรา และเราจะดูแลอย่างไร ประการที่ 3 เครื่องมือนวัตกรรมเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเอสเอ็มอี เราจะคิดอย่างไรให้ผลิตผลเป็นประโยชน์มากขึ้น มันต้องมีนวัตกรรม ไม่ว่าจะเรื่องความงดงาม คุณภาพ การใช้ประโยชน์ หรือความคงทน ทุกสินค้าจะต้องมีลักษณะแบบนี้ และทุกภาคก็เป็นแบบนี้หมด ยกตัวอย่าง เกษตรกรรายหนึ่งทำมะพร้าวเผาน้ำหอมขาย ลูกค้าก็ถามว่า มะพร้าวเผาดีๆ แบบนี้มีอีกไหม ผู้ประกอบการคงต้องทำให้ได้ ลักษณะที่ว่า ตลาดไปทางไหน ฉันไปด้วย แล้วมะพร้าวเผาคุณภาพ มันต้องใช้เวลายาวนาน มันต้องมีเทคโนโลยีเหล่านี้ คือการบริหารจัดการเพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่เราต้องคิดเพิ่มขึ้น อันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเราเอง และเป็นเรื่องที่คนอื่นทำแทนเราไม่ได้ เช่น เรากระจายอำนาจไปหมดแล้วนั้น ไม่ถูกต้อง สามเรื่องนี้เอสเอ็มอีต้องทำเอง ส่วนคำถามที่ว่า เมื่อปรับแล้วหลบพายุพ้นหรือไม่ มันลามมา แต่โอกาสสูงขึ้นที่เราจะไม่ล้มหายตายจากไป ถ้าเราให้กำลังใจกันเอง ยิ่งนานเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเก่ง แล้วเราจะใช้ทุนมากหรือไม่ บางเรื่องใช้น้อยลง บางเรื่องก็ใช้การบริหารการจัดการ ความสัมพันธ์กับลูกค้า วิสัยทัศน์ของเราก็คือเรามองความจริง ตอนนี้เรากำลังอยู่ในระหว่างกระแสความรุนแรงของคลื่นที่ซัดกระหน่ำ แต่นานแค่ไหนไม่สำคัญ เพราะเมื่อไหร่ก็ตาม เมื่อมันมา และเราได้นำปัจจัยเหล่านี้มาใช้ เชื่อว่าเราต้องรู้ล่วงหน้าและปรับตัวได้ทันท่วงทีอย่างแน่นอน

Read 1109 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35