Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62
Wednesday, 13 January 2010 11:05

"กรณ์"แอ่นอกรับจีดีพีปีนี้สาหัสติดลบ3% พาณิชย์ฝันส่งออกโต0-3%-ไอเอ็มเอฟบุกล้วงข้อมูลธปท.

Written by 
Rate this item
(0 votes)

source:ข่าวสด นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้รับรายงานการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี"52 ใหม่แล้วว่าจะปรับลดเหลือเพียงติดลบ 3% จากประมาณการเดิมที่คาดจะขยายตัว 0-2% โดยเป็นการติดลบเช่นที่หลายประเทศปรับลดเป้าตามภาวการณ์เศรษฐกิจในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้เงินงบประมาณเพื่อดูแลในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอ ดังนั้นภารกิจหลักที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการหลังจากนี้คือการปรับแนววิธีการใช้เงินงบประมาณภาครัฐ จะต้องเข้มงวดกับการใช้จ่ายงบประมาณทุกด้าน ต้องมีความคุ้มค่าหากจะนำเงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ไปใช้ และช่วงนี้อยู่ระหว่างการจัดทำงบประมาณปี"53 ซึ่งจะเป็นโอกาสดีที่จะดำเนินการ อย่างไรก็ตาม บประมาณประจำปี"53 ต้องยอมรับว่า 80% เป็นงบประจำที่เป็นเงินเดือนของข้าราชการทั้งหมดและอื่นๆ ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการใช้จ่ายได้น้อย ทั้งนี้ รัฐยืนยันความจำเป็นในการจัดทำงบประมาณขาดดุลและการกู้เงิน ซึ่งเป็นการเพิ่มบทบาทภาครัฐในการใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น "หากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลยอาจทำให้เศรษฐกิจปีนี้หดตัวติดลบถึง 8-9% ได้ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาคนตกงานสูงถึง 2 ล้านคนได้ โดยเป็นผลจากการส่งออกที่ลดลงฉุดให้จีดีพีลดต่ำแล้วถึง 5% ยังไม่รวมกับภาคเอกชนไม่บริโภค ไม่ลงทุนจะทำให้จีดีพีลดต่ำได้อีก 3-4% ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องทำทั้งปรับแนวการใช้เงินและขาดดุล ซึ่งมาตรการทั้งหมดทำให้จีดีพีทั้งปี"52 หดตัวต่ำเหลือเพียงติดลบ 3% การออกมาพูดถึงจีดีพีติดลบ 3% ในครั้งนี้ เป็นเพราะรัฐบาลจำเป็นต้องพูดความจริงกับประชาชนและผู้ประกอบการอย่างตรงไปตรงมา ตามสภาวะที่เกิดขึ้นจริง" นายกรณ์กล่าว ด้านนางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 23 มี.ค. เจ้าหน้าที่จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้เข้าพบ น.ส.ดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายโยบายการเงิน ธปท. เพื่อขอข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี"52 เป็นประจำเหมือนที่เคยดำเนินการมาทุกปี เพื่อนำไปประเมินทิศทางเศรษฐกิจแต่ละประเทศ และภาพรวมเศรษฐกิจโลกว่าเป็นอย่างไร "ไอเอ็มเอฟได้สอบถามเกี่ยวกับตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ การใช้นโยบายการเงิน และนโยบายการคลังของไทย โดย ธปท. ได้แจ้งข้อมูลเบื้องต้นว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนม.ค.52 ว่าธปท.ได้ประเมินตัวเลขเศรษฐกิจอะไรบ้าง ซึ่งธปท. ยังแจ้งให้ไอเอ็มเอฟทราบว่า ธปท. กำลังทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ในสัปดาห์นี้ และจะเสนอให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาในวันที่ 8 เม.ย. พร้อมทั้งจะแถลงตัวเลขเงินเฟ้อใหม่ในวันที่ 22 เม.ย.นี้ด้วย แต่ไม่ได้พูดถึงมาตรการเชิงลึก ส่วนแนวโน้มทิศทางเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่ได้หารือในรายละเอียด" นางอมรา กล่าว ทั้งนี้ ธปท. ยืนยันกับไอเอ็มเอฟว่า เศรษฐกิจไทยยังดีอยู่ แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวจากปัญหาวิกฤตการเงินโลกที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย แต่ยังถือว่าปรับตัวดีขึ้น อีกทั้งภาครัฐยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มกำลังซื้อในประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวเร็วกว่าเศรษฐกิจโลกหรือไม่นั้น อยู่ระหว่างการประเมินตัวเลข จึงไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกทั้งปีแม้ว่าจะมีการประเมินจากหลายหน่วยงานว่าจะมีการติดลบ แต่กระทรวงพาณิชย์ยังมั่นใจว่าจะสามารถส่งออกได้ 0-3% เพราะหลายมาตรการที่ทำไว้อาจทำให้เห็นตัวเลขส่งออกเป็นบวกได้ในไตรมาสที่ 3 โดยเฉพาะโครงการไทยแลนด์เบสเฟรนที่จะเชิญลูกค้าในต่างประเทศเข้ามาเพื่อให้ซื้อสินค้าของไทยเพิ่ม รวมถึงการบุกตลาดส่งออกใหม่อย่างต่อเนื่อง นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทยในเดือนก.พ.52 อยู่ที่ 63.0 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากม.ค.ที่ระดับ 64.1 โดยดัชนีดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 ที่เป็นระดับปกติ ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 35 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกกำลังมีปัญหา ส่งผลให้ปริมาณการผลิตปรับลดลง ตามคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) ที่ปรับลดลง ส่วนกรณีการประกาศให้พื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง เป็นเขตควบคุมมลพิษนั้นทำให้นักลงทุนกังวล คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อโครงการลงทุนภาคอุตสาหกรรม โดยจากการสำรวจเบื้องต้นมีโครงการที่ชะลอการลงทุนใน จ.ระยอง 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 40,000 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการโรงแยกก๊าซของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มูลค่าลงทุน 20,000 ล้านบาท โครงการน้ำมันยูโร 4 บริษัท เอสพีอาร์ซี โรง กลั่นสตาร์ เงินลงทุน 18,000 ล้านบาท และโครงการอีพร็อคซี เลซิน ของกลุ่มเบอร์รากรุ๊ป ชะลอลงทุน 2,000 ล้านบาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งหนังสือถึงสมาชิกรัฐสภา เชิญประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันที่ 24 มี.ค. เวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา มีวาระการประชุมที่น่าสนใจคือ วาระเรื่องด่วน กรอบการเจรจากู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (ครม.เป็นผู้เสนอ) โดยมีสาระสำคัญคือ กำหนดกรอบวงเงินที่จะขอกู้ประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า 70,000 ล้านบาท โดยจะกู้จากธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า)

Read 1046 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35