Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62
Wednesday, 13 January 2010 11:09

'ต้นกล้าอาชีพ'แจงยิบไร้รูรั่ว ยันคัดกรองหลายชั้น/มีสตง.สอบ

Written by 
Rate this item
(0 votes)

source:ฐานเศรษฐกิจ กนก วงษ์ตระหง่าน "กางข้อมูล แจงยิบโครงการต้นกล้าอาชีพ มั่นใจทุกขั้นตอนการใช้งบประมาณและบริษัทที่เข้ามาเกี่ยวข้องในโครงการโปร่งใส เนื่องจากวางเกณฑ์คัดกรองหลายชั้น มีสตง.ตรวจสอบทุกรายละเอียด ด้านสภาอุตฯ ยังตื๊อไม่เลิก เสนอให้สถานประกอบการที่มีการจ้างงานเกิน 200 คน เข้าโครงการด้วย จากกรณี"ฐานเศรษฐกิจ"นำเสนอข่าว"ต้นกล้าอาชีพมีช่องทึ้งงบ" ตีพิมพ์ลงในฉบับที่2,410 ระหว่างวันที่19-21 มีนาคม 2552 ที่ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการต้นกล้าอาชีพเป็นการละเลงงบประมาณ 6,900 ล้านบาทและมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ นำเงินไปใช้ไม่ตรงจุด กระทั้งถูกนำไปเป็นประเด็นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2552 โดยฝ่ายค้านได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวมาโจมตีถึงการใช้งบประมาณว่านำไปใช้ด้านการประชาสัมพันธ์มากเกินไป เรื่องนี้ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน ให้สัมภาษณ์กับ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงการจัดสรรงบรายรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปีงบประมาณ 2552 ที่มีวงเงิน 116,700 ล้านบาท ออกมาจำนวน 6,900 ล้านบาทเพื่อใช้ในโครงการ"ต้นกล้าอาชีพ"ว่า โครงการนี้ถือเป็นมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ใช้ในโครงการช่วยเหลือในลักษณะการฝึกอบรมตามโครงการชะลอการเลิกจ้าง และโครงการอบรมให้กับนักศึกษาจบใหม่และคนว่างงาน โดยรัฐบาลได้วางเป้าหมายเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานจำนวน 500,000 คน แบ่งเป็นเฟสแรก 240,000 คน และเฟสสองอีก 260,000 คน ใช้งบประมาณ 7,000 ล้านบาท ที่กำลังอยู่ระหว่างทำแผนเสนอของบประมาณปี 2553 สำหรับโครงการชะลอการเลิกจ้าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการต้นกล้าอาชีพนั้น จะมีเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 1.บริษัทที่เข้าร่วมจะต้องเป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ที่มีพนักงานไม่เกิน200 คนที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกและท่องเที่ยว 2.พนักงานที่ได้เข้ารับการฝึกอบรมจะเป็นสัดส่วน 20% ของพนักงานทั้งหมดที่ทำงานอยู่ในบริษัทที่เสนอชื่อมาเข้าร่วมโครงการ และ3. ให้นำหลักฐานมาแสดงว่ามีฐานะการเงินเป็นอย่างไร มีออร์เดอร์เพิ่มขึ้นหรือลดลงและมีการรายงานถึงการใช้กำลังผลิตจริง และเมื่อผ่านเกณฑ์เหล่านี้แล้ว ทางกระทรวงอุตสาหกรรมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) จะเป็นผู้คัดกรองอีกครั้งหนึ่ง "เราจำเป็นต้องมีการกำหนดเกณฑ์ และมีการตรวจสอบ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วทุกบริษัททั้งที่กระทบและไม่กระทบ ต่างต้องการจะมาเข้าร่วมโครงการนี้กันหมด เพราะทุกบริษัทก็อยากจะให้รัฐมาจ่ายเงินเดือนให้ จึงจำเป็นต้องดู ให้ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ " ดร.กนก กล่าวย้ำว่า ล่าสุดกระทรวงอุตสาหกรรมโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้แล้ว และมีการเสนอชื่อเข้ามาแล้ว 106 บริษัท ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มยานยนต์ ,เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, อาหาร โดยผู้ประกอบการต้องการจะฝึกให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ มีการเพิ่มทักษะ รวมพนักงานทั้งสิ้น 74,050 คน ในจำนวนนี้มีคนเข้าร่วมโครงการที่อบรมได้ 15,000 คน หรือเป็นสัดส่วนไม่เกิน 20% ของพนักงานที่รวมกันเสนอตัวเข้าโครงการ(74,050 คน) " หมายความว่าส่วนเกินที่เหลือที่ไม่ได้อบรม ห้ามถูกไล่ออกในช่วง1 ปี นับจากวันที่เซ็นเอ็มโอยูแล้ว ส่วนพนักงาน 15,000 คน บริษัทก็ไปจัดอบรมในหลักสูตรที่ตัวเองคิดว่าจะเป็นประโยชน์ในการเพิ่มทักษะและประสิทธิภาพให้กับพนักงานของบริษัทนั้นๆโดยจะไปฝึกอบรมที่ไหนก็ได้ เช่นจัดในโรงงาน โดยมีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจะค่อยดูและควบคุมการเบิกจ่ายต่างๆให้ถูกต้อง โดยสตง.จะเป็นผู้ตรวจสอบสุดท้าย" หลังจากนั้นบริษัทที่มาเข้าโครงการจะต้องมีการลงนามบันทึกความเข้าใจหรือเอ็มโอยูกัน ระหว่างกระทรวงที่รับเรื่องกับบริษัทที่มาเข้าโครงการชะลอการเลิกจ้าง เพื่อยืนยันว่าพนักงานทั้งหมดที่ไม่ได้รับการฝึกอบรมจะไม่ถูกเลิกจ้างหลังจากที่ลงนามแล้วเป็นเวลา 1 ปีนับจากวันลงนามบันทึกความเข้าใจ จากนั้น ดร.กนก อธิบายต่อว่า คณะกรรมการบริหารโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน กำหนดเกณฑ์โครงการชะลอการเลิกจ้างโดยกำหนดให้ มีการอบรมสัปดาห์ละ 1 เดือนจนครบ4 เดือน โดย 1 ท่านมีสิทธิ์อบรมได้1เดือน โดยที่พนักงานจะได้รับการฝึกอบรมเดือนละ1สัปดาห์ หรือจะเลือกอบรมรวดเดียว 1 เดือนก็ได้ โดยได้รับเบี้ยเลี้ยงจากรัฐ 4,800 บาทเฉลี่ยเท่ากับเดือนละ1,200 บาท (ตกวันละ160บาท/วันตามเกณฑ์ค่าแรงขั้นต่ำ)จนครบ4 ครั้ง ส่วนวิธีการจ่ายเงินจะจ่ายให้ตามจำนวนวันของหลักสูตร เช่น ถ้าหลักสูตรไม่ถึง 1 เดือน หลักสูตร 2 อาทิตย์เราก็จ่าย 2,400 บาท ค่าฝึกอบรมเราก็จ่าย 2,500 บาท แบบนี้เป็นต้น และในการจ่ายนั้นจะจ่ายให้เป็นรายอาทิตย์ เนื่องจากเป็นห่วงว่า หากมาอบรมแค่ 3 วันแล้วรับเงินไป 4,800 บาท แล้วหายไปเลย จึงต้องจ่ายเป็นรายอาทิตย์ไป ซึ่งเป็นวิธีการป้องกัน และหวังว่าในช่วง 4 เดือนนั้นกิจการของบริษัทนั้นๆ น่าจะดีขึ้นแล้ว สำหรับการช่วยเหลือคนว่างงานและนักศึกษาจบใหม่ รัฐบาลจำเป็นจะต้องเข้าไปช่วยด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นภาระต่อสังคม โดยการช่วยเหลือจะเน้นให้กลับบ้านเกิด หรือกลับชนบท ไปสร้างงานในชนบท ทำงานในชุมชน เพื่อให้เศรษฐกิจในชนบทดีขึ้น และเศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นหัวใจของโครงการนี้อยู่แล้ว นอกจากนี้ดร.กนก ยังได้ชี้แจงข้อสงสัยที่ถูกนำไปเป็นประเด็นปัญหาการใช้จ่ายเงินในโครงการ"ต้นกล้าอาชีพ"เฟส1 ตามงบ 6,900 ล้านบาทว่า ส่วนใหญ่จะเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม ที่จ่ายผ่านสถาบันการศึกษา ส่วนราชการ หรือเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมจำนวน 5,000 บาท/คน/เดือน และใน5,000 บาทนี้ครอบคลุมตั้งแต่ค่าวิทยากร ค่าวัสดุฝึกอบรม ค่าน้ำค่าไฟฟ้า ค่าอาหารกลางวันสำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรมด้วย ซึ่งไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่มากไปตามที่มีการตั้งข้อสังเกตกันไว้ แต่ข้อเท็จจริงเป็นเกณฑ์ที่ทางราชการโดยสำนักงบประมาณ ได้ใช้ในการจัดสรรงบประมาณเป็นปกติอยู่แล้ว ส่วนกรณีงบปรับปรุงซอฟต์แวร์เพื่อลงทะเบียนและจัดทำระบบCall Center รวม 40 ล้านบาทนั้น เป็นเพียงงบประมาณที่ประเมินไว้เบื้องต้น แต่สุดท้ายก็หันมาพัฒนาเองเพราะแพง ฉะนั้นงบประมาณที่ตั้งไว้เดิมนั้นไม่ได้ใช้จริงและมีการปรับการใช้งบใหม่แล้ว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้อบรมที่จะจ่ายให้ 1,000 บาท/คน สำหรับค่าเดินทางไปยังจุดฝึกอบรม และอีก 1,000 บาทให้กรณีเฉพาะที่คนๆนั้นกลับภูมิลำเนาเพื่อจะไปทำงานในชนบท ซึ่งเป็นค่าเดินทาง หลังจากนั้นก็จะมีค่าเดินทางอีก 720 บาทที่ให้เป็นค่าเดินทางจากที่พักไปยังจุดฝึกอบรม "สมมติว่าตอนนี้อยู่ที่หมู่บ้าน แต่จะต้องไปอบรมที่อำเภอโดยขึ้นรถโดยสารไป ตกค่ารถวันละประมาณ 30บาท ซึ่งจะให้เงินส่วนนี้เป็นรายสัปดาห์ไป ขึ้นอยู่กับระยะเวลา ดังนั้นถ้าดูจากค่าใช้จ่ายตรงนี้แล้วจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ตรงไปตรงมามาก" ดร.กนก กล่าวชี้แจงต่อว่า สำหรับกรณีบริษัทเอกชนที่เข้ามาเกี่ยวข้องนั้น จริงๆแล้วที่เป็นบริษัทที่จะมาฝึกอบรมนั้น จะไม่ได้ให้เข้ามารับสมัคร หรืออาสาเป็นผู้ฝึกอบรมโดยตรงด้วยตัวเอง แต่จะต้องไปเสนอผ่านหน่วยงานต่างๆของรัฐ เช่น ผ่านโครงการพัฒนาฝีมือแรงงาน ผ่านกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือผ่านกระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น หลังจากนั้นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ก็จะไปตรวจสอบทุกหน่วยงานทั้งที่เป็นหน่วยรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับโครงการต้นกล้าอาชีพ ด้านนางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) กล่าวในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองหลักสูตรการฝึกอบรมภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานว่า หลักสูตรที่อบรมจะขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบริษัทว่าต้องการเพิ่มทักษะด้านไหน ส่วนการอบรมของกลุ่มเด็กจบใหม่หรือกลุ่มผู้ว่างงานงบจะถูกจัดสรรให้หน่วยฝึกอบรมที่เสนอตัวเป็นSP(Service Provider) โดยตรง เช่น วิทยาลัยเทคนิค ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน อาชีวศึกษา เป็นต้น นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายงานแรงงาน กล่าวว่า จากการประชุมเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา มีข้อสรุปว่าจะเสนอให้เปิดกว้างแก่สถานประกอบการที่จ้างงานมากกว่า 200 อัตรา แต่มีสินทรัพย์ไม่เกิน 200 ล้านบาทรวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ให้มีโอกาสร่วมโครงการด้วย โดยจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ส.อ.ท. อีกครั้งในวันที่ 23 มีนาคมนี้ ส่วนประเด็นที่จะกำหนดให้เอกชนวางเงินประกันว่าจะไม่เลิกจ้างเป็นเวลา 1 ปี คงไม่สามารถทำได้ เพราะถ้ามีเงินวางประกันก็คงไม่ต้องเข้าร่วมโครงการ แต่ถ้าอยู่ในรูปของการทำสัญญาตกลงความร่วมมือ (MOU) น่าจะสามารถทำได้

Read 1152 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35