Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62
Wednesday, 13 January 2010 11:10

"เฟิรสท์" แก้โจทย์พยากรณ์พลาดเป้า รับมือตลาด Make to stock ผันผวน

Written by 
Rate this item
(0 votes)

source:ประชาชาติธุรกิจ ปกติผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยไม่ค่อยมองหลังบ้าน เจ้าของกิจการส่วนใหญ่จะดูแต่งานขายและงานผลิตเป็นหลัก เน้นผลิตให้ดี ขายได้มากๆ กำไรเหลือพอใจแล้ว แต่เศรษฐกิจชะลอตัวขายสินค้าได้น้อยลง ควรเริ่มมาดูหลังบ้าน เตรียมปัดกวาดให้เรียบร้อย เมื่อเศรษฐกิจดีจะได้ลุยให้เต็มที่ ทุกคนควรหันมาดูเรื่องโลจิสติกส์ งานหลายๆ จุดที่มองข้ามไปเหมือนเส้นผมบังภูเขา บางอย่างแก้ไขนิดเดียว แต่เห็นผลชัดเจน ประหยัดต้นทุนได้ทันที ระบบถ้าดีปรับปรุงครั้งเดียวจบ แต่ต้องควบคุมจัดการงานให้เป็นไปตามระบบงานที่วางไว้" นั่นเป็นสิ่งที่ "จตุรงค์ เดชคุณากร" ผู้จัดการทั่วไป ห้างหุ้นส่วนจำกัด เฟิรสท์ คอนเฟคชั่นเนอรี่ ทายาทหนุ่มรุ่นใหม่ที่ ก้าวเข้ามาสานต่อกิจการของครอบครัว ซึ่งเป็นโรงงานผู้ผลิตหมากฝรั่ง ลูกอม เวเฟอร์ ช็อกโกแลต ขนมอบกรอบที่มียอดขายเฉลี่ยประมาณ 600-700 ล้านบาทต่อปี กล่าวหลังจากเข้าร่วมโครงการ โลจิสติกส์คลินิก เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยจาตุรงค์ยอมรับว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการบริษัทบริหารงานแบบครอบครัว ใช้วิชาการไม่มาก เป็นการบริหารจากประสบการณ์มา 35 ปี แต่พอมาถึงจุดหนึ่งเมื่อบริษัทใหญ่ขึ้น มีผลิตสินค้าประมาณ 60 SKU มี 25 แบรนด์สินค้า การดูแลแบบเดิมคงลำบาก ขั้นตอนการดูแลหลายอย่างต้องปรับปรุงให้ได้มาตรฐาน เพื่อให้ทำงานได้สะดวกขึ้น จึงมีผู้แนะนำให้เข้าร่วมโครงการโลจิสติกส์คลินิก ใช้สูตรพยากรณ์อิงประสบการณ์ ธุรกิจของบริษัทถือเป็นธุรกิจแบบ Make to stock ต้องผลิตล่วงหน้าไว้ใน คลังสินค้า เพื่อรอคำสั่งซื้อ การพยากรณ์ ยอดขายเป็นสิ่งสำคัญ จึงขอรับคำปรึกษาในเรื่องหลักๆ ได้แก่การผลิต การวาง แผนการผลิต การวางแผนการจัดซื้อวัตถุดิบ การดูแลสินค้าคงคลัง โดย ส.อ.ท.ได้ส่งกมลทิพย์ จันทรมัส เข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้กับทางบริษัท เมื่อก่อนการวางแผนจะนำข้อมูลเก่ามาพยากรณ์ตามประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ไม่มีสูตรการคำนวณ ทำให้เกิดความผิดพลาด บางครั้งผลิตสินค้าที่ลูกค้าไม่ต้องการ สินค้าที่ต้องการ กลับ ไม่ได้ผลิต ทำให้สูญเสียโอกาสในการขาย ก่อนเข้าร่วมโครงการปี 2550 การพยากรณ์คาดเคลื่อนมาก 1)มียอดออร์เดอร์ค้างส่งประมาณ 20% เสียโอกาสในการขาย 2)ความพอใจลูกค้าต่ำ สั่งของไม่ได้ ลูกค้าอาจเปลี่ยนไปสั่งรายอื่นหรือกว่าจะผลิตได้ ไม่ทันฤดูกาลขาย เปลี่ยนไปแล้ว สินค้าที่ผลิตไว้ลูกค้าไม่เอา ที่ปรึกษาจึงเข้ามาสอนวิธีการคำนวณพยากรณ์หลายวิธี แต่ต้องใช้ประสบการณ์ของบุคคลช่วยปรับให้ใกล้เคียงมากขึ้น เนื่องจากตลาดปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก มีการแข่งขันสูง บรรจุภัณฑ์ต้องเปลี่ยนบ่อย เพราะคนเบื่อเร็ว และตลาดขนมจะเป็นไปตามฤดูกาลด้วย เช่น ช่วงนี้ปิดเทอมจะขายได้น้อย จะขายดีช่วงตุลาคม-กุมภาพันธ์ นอกจากนี้ มีปัญหาเรื่องการสื่อสารภายในองค์กร แต่ละฝ่ายต่างคนต่างทำงาน ฝ่ายขายถือเป็นด่านหน้าจะทราบว่า ตลาดเป็นอย่างไร ลูกค้าต้องการสินค้า ตัวไหน แต่ฝ่ายขายไม่เคยประสานงานกับ ฝ่ายผลิต ฝ่ายผลิตไม่รู้ว่าความต้องการตลาดแต่ผลิตไว้ก่อน เพื่อรอขาย ที่ปรึกษาให้จัดประชุมทุกฝ่ายสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เมื่อฝ่ายผลิตทราบการเปลี่ยนแปลงของตลาด ปรับแผนการผลิตได้ทันที หรือ ผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการทำได้ดีมากขึ้น เมื่อสามารถพยากรณ์ยอดขายได้ใกล้เคียง ส่งผลวางแผนการจัดซื้อวัตถุดิบในเชิงรุกล่วงหน้าได้ ไม่สต๊อกวัตถุดิบมากเกินไป เพราะสินค้าอาหารมีอายุการ ใช้งานสั้น หากเทียบกับช่วงก่อนเข้าร่วมโครงการ การสั่งซื้อไม่มีหลักวิชาการ เป็นการสั่งซื้อตามความรู้สึก แต่ปัจจุบันสั่งซื้อให้สอดคล้องกับแผนการผลิต และแผนการขาย เช่น เดือนนี้จะขายตัวไหน ต้องคำนวณออกมาเป็นจำนวนวัตถุดิบ เท่าไหร่ สำหรับความคิดแบบเก่าที่ว่า จะต้องซื้อวัตถุดิบจำนวนมาก ถึงได้ราคาถูกนั้น ทางบริษัทไปหารือกับซัพพลายเออร์ ให้แผนการผลิตล่วงหน้าและบอกว่าเราจะสั่งวัตถุดิบเท่าเดิม แต่ให้ทยอยส่ง ตั้งเป้าลด Dead/Slow stock 16 ล้าน การที่เจ้าของกิจการให้ความสนใจเฉพาะเรื่องการผลิต และการขายสินค้าได้หรือไม่ได้ โดยไม่ได้สนใจสต๊อกหลังบ้าน ไม่มีการบริหารจัดการคลังสินค้า และสินค้าคงคลังที่ดี ส่งผลให้วัตถุดิบที่มีเกือบ 1,000 รายการใน 5 ไลน์ การผลิต หลายรายการตกค้างอยู่ในคลังสินค้านานเป็นแรมปี มีวัตถุดิบบางตัวกองไว้จนลืมไปแล้ว โดยที่ไม่มีใครสนใจว่าตกค้างเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่ แต่เมื่อที่ปรึกษาเข้ามาและสำรวจ ทำให้พบว่ามีสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหว(dead stock) มูลค่าถึงประมาณ 8 ล้านบาท มีสินค้าหมุนเวียนช้า (slow stock) หรือใช้น้อย ในช่วง 6 เดือนประมาณ 8 ล้านกว่าบาท สาเหตุของปัญหาเกิดจากใช้วัตถุดิบตัวนั้นน้อย แต่สั่งซื้อมาจำนวนมาก ทำให้เหลือ กองอยู่ในคลังสินค้า ถือเป็นเงินที่จมอยู่ทั้งสิ้น ในคลังสินค้าไม่มีการออกแบบอยากวางสินค้าตรงไหนก็วาง การทำงานที่ผ่านมากว่าจะนำสินค้าออกได้ครบ 10 รายการ เสียเวลา การจัดการคลังสินค้ายังไม่มีระบบสินค้าบางตัวเลิกผลิตไปแล้ว แต่ยังมีวัตถุดิบกองอยู่ ซึ่งสิ้นเปลืองทั้งค่าดูแลรักษา และค่าพื้นที่ เมื่อก่อนเราไม่คิดว่ามีค่าใช้จ่าย เพราะคลังสินค้าเป็นที่ดินของเรา ก็ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น แต่ที่ปรึกษามาบอกว่า มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น พื้นที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ แต่เรานำมากองสินค้าไว้ แถมมีฝุ่นทำให้ต้องมาดูแลรักษาอีก ตอนนี้ตั้งเป้าลดให้ได้มากที่สุด" นอกจากนี้ ได้มีการนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ลดการจัดทำเอกสาร ตั้งแต่การจัดซื้อ การจัดเก็บสินค้า ทำให้ทราบว่าสินค้าตัวนี้เข้ามาเมื่อไหร่ ระบุวันเข้า-ออก เพื่อให้วัตถุดิบหรือสินค้าที่ผลิตก่อนนำ ออกไปใช้ก่อน หรือจัดส่งก่อน สิ้นปีที่ผ่านมามียอดออร์เดอร์ค้างส่งไม่ถึง 10% การวางแผนการผลิตผิดพลาดน้อยลง โดยที่ปรึกษาเข้ามาช่วยปรับกระบวนการทำงาน ช่วยให้การติดต่อสื่อสารภายในองค์กรเร็วขึ้น จาตุรงค์กล่าวฝากไปยังเอสเอ็มอีด้วยกันว่า โลจิสติกส์ไม่ใช่เป็นเรื่องการขนส่ง แต่จะดูตั้งแต่การจัดซื้อ คลังสินค้าการผลิต การจัดส่ง วางแผนให้ทุกสิ่งไหลไปอย่างพอดี รวมถึงการสื่อสาร ภายในองค์กรทุกคนในบริษัทต้องร่วมมือกัน ยิ่งปีนี้ค่อนข้างเหนื่อยจากภาวะเศรษฐกิจชะตัวทุกคนในองค์กรต้องร่วมมือกัน

Read 1628 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35