Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62
Wednesday, 13 January 2010 11:14

ถึงเวลาเผชิญหน้าความจริง ลดคน-ลดกำลังการผลิต

Written by 
Rate this item
(0 votes)

source:ประชาชาติธุรกิจ ถึงเวลาเผชิญหน้าความจริง ลดคน-ลดกำลังการผลิต ถึงวันนี้ต้องยอมรับว่าวิกฤตเศรษฐกิจจากซับไพรมไปสู่วิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาจะลุกลามไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงทั่วโลก ได้ส่งผลกระทบถึงประเทศไทยแล้ว สะท้อนให้เห็นจากตัวเลขการส่งออกในช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) ของปี 2552 มีมูลค่าเพียง 22,232 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมีอัตราขยายตัว -19.2% โดยที่ผ่านมาไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออก มีรายได้หลักจากการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 60% ของจีดีพีเมื่อภาคการส่งออกได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ แน่นอนว่าผลกระทบจะตามมาเป็นลูกโซ่ถึงกำลังการผลิตที่ลดลง ตามมาด้วยกำลังซื้อภายในประเทศ จนน่าเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเดินหน้าไปสู่ "ภาวะเงินฝืด" หรือไม่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วิเคราะห์ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญพบว่า ตัวเลขกำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมที่สำรวจจาก 69 กลุ่มสินค้าในเดือนมกราคม 2552 ลดลงเหลือ 57.1% จากปี 2551 ซึ่งตัวเลขกำลังการผลิตอยู่ที่ 67.6% โดยกลุ่มสินค้าที่กำลังการผลิตลดลงต่ำกว่า 50% ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เครื่องหนัง, เหล็ก (ตามตาราง) สาเหตุสำคัญที่ลดลงเนื่องจากการส่งออกที่ปรับตัวลดลงอย่างมาก เมื่อรวมกับคำสั่งซื้อที่ยังมีแนวโน้มปรับลดลง ทำให้คาดว่าตัวเลขคนว่างงานในปี 2552 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 1.481 ล้านคน จากในปี 2551 ที่ตัวเลขคนว่างงานไม่ถึง 600,000 คน ขณะเดียวกันตัวเลขความต้องการบริโภคในเดือนมกราคม 2552 ลดลงเหลือ -4.5% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งใน ปี 2540 แน่นอนว่าเมื่อความต้องการบริโภคลดลง ส่งผลทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปหรือเงินเฟ้อในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2552 จะลดลงต่ำสุดในอัตรา -4 ถึง -5% ซึ่งถือว่าต่ำมาก และค่อยปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แต่หลายฝ่ายเป็นกังวลว่าอาจจะเป็นสัญญาณของ "เงินฝืด" หรือไม่ สัญญาณเงินเฟ้อติดลบเป็นเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์เป็นห่วงมากกว่าเงินเฟ้อสูงๆ เพราะนั่นหมายความว่าผู้ผลิตขายสินค้าได้ราคาลดลงเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดก็ไม่สามารถอยู่ได้ ต้องปิดกิจการ ปลดพนักงาน และเข้าสู่ภาวะเงินฝืดอย่างแท้จริงนั่นเอง "ศิริพล" มั่นใจเงินเฟ้อไม่ติดลบ นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ให้ความเห็นว่า ตัวเลขเงินเฟ้อในปี 2552 ไม่น่าจะติดลบ กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์เป้าหมายเงินเฟ้อปี 2552 ไว้ที่ 0-0.5% ภายใต้สมมติฐานระดับราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบ 50-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 35-36 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งขณะนี้ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปัจจุบันอยู่ที่ 44 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 36.02 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยจะมีการปรับตัวเลขอีกครั้งหลังสิ้นสุดไตรมาส 2/2552 ทั้งนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์ยังคงประเมินว่า การที่อัตราเงินเฟ้อจะติดลบต่อเนื่อง 2 เดือน ไม่ใช่สัญญาณของ "เงินฝืด" เพราะอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน ก.พ.ปี 2552 ยังสูงขึ้น 1.8% เทียบกับเดือน ก.พ.ปีก่อน และสูงขึ้น 0.4% เทียบกับ ม.ค.ปีเดียวกัน ซึ่งแสดงว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคไม่ได้ลดลงแต่เหตุที่อัตราเงินเฟ้อลดลงเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงมากเมื่อเทียบกับปีก่อน เพราะไทยปรับระบบราคาน้ำมันแบบลอยตัว และเมื่อดูราคาสินค้าที่กระทรวงใช้คำนวณอัตราเงินเฟ้อ 411 รายการ พบว่าลดลงไม่ถึงครึ่ง หรือประมาณ 90 รายการ โดยมีสินค้าที่ราคาคงที่ 201 รายการ และสินค้าที่ราคาเพิ่มขึ้น 126 รายการ อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจความเชื่อมั่น 39 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์พบว่ามี 23 อุตสาหกรรมที่คาดว่าปริมาณการผลิตจะลดลงอย่างต่อเนื่อง มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นต่ำกว่า 100 และมีแนวโน้มจะต่ำลงเรื่อยๆ ได้แก่ สิ่งทอ, เครื่องนุ่งห่ม, รองเท้า, เครื่องประดับ, เหล็ก, แก้วและกระจก, เซรามิก, โรงเลื่อยและโรงอบไม้, เฟอร์นิเจอร์, ยานยนต์, ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์, เครื่องจักรและโลหะการ, ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, ก๊าซ, ผู้ผลิตไฟฟ้า, พลังงานทดแทน, ปิโตรเคมี, เคมี, เยื่อและกระดาษ, การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์กระดาษ, การจัดการของเสียและวัสดุเหลือใช้ ซอฟต์แวร์ สิ่งทอเริ่มเลย์ออฟ-ลดโอที นายสมบูรณ์ เจือเสถียรรัตน์ อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยว่า การส่งออกเครื่องนุ่งห่มในช่วง 2 เดือนแรก ปรับลดลงโดยเฉพาะในตลาดหลักสหรัฐ ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 50% ของการส่งออกลดลง 20.5% มีมูลค่า 99.49 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าลดต่ำที่สุดอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยสินค้าที่ได้มียอดคำสั่งซื้อลดลงคือสินค้ากลุ่ม แบรนด์เนมระดับบน ซึ่งมีสัดส่วน 10-15% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยปกติแล้วช่วงต้นปีระหว่างเดือน ม.ค.-เม.ย. จะเป็นช่วง ที่มีการสั่งซื้อลดลง เพราะจะใช้คำสั่งซื้อจากช่วงปลายปี แล้วจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นสูงสุดในเดือนก.ค.-ก.ย. และจะปรับลดลงในช่วงปลายปีอีกครั้ง ทำให้การส่งออกในช่วงไตรมาส 3 พลิกกลับมาบ้าง แต่ก็ยังมองว่าการส่งออกเครื่องนุ่งห่มภาพรวมไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะขยายตัว 5% แต่อาจจะติดลบ "หากเปรียบเทียบปีนี้กับปีก่อนแล้ว พบว่าออร์เดอร์ปีนี้ลดลงมากผิดปกติ โดยเฉพาะสหรัฐน่าเป็นห่วงมาก ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ โรงงานการผลิตต่างปรับลดกำลังการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับออร์เดอร์ที่ลดลง โดยนับจากเกิดวิกฤตการโรงงานขนาดใหญ่มีการปิดตัวไปแล้ว 3-4 แห่ง ส่วนโรงงานขนาดใหญ่ ที่เหลืออยู่ก็ลดการทำสัญญากับโรงงานขนาดเล็กและขนาดกลางในกลุ่ม (subcontract) แทบจะเป็น 0% โดยหันมาผลิตเองบ้าง หรือยกเลิกไปเลยบ้าง ส่วนการยกเลิกโอทีมีให้เห็นประมาณ 50% ส่วนที่เหลืออีก 50% ก็ยังมีการทำโอที แต่ไม่เต็มเวลา" นายสมบูรณ์กล่าว อิเล็กทรอนิกส์หาตลาดใหม่ เหล็กต่อรองราคาสินแร่ ด้าน นายสุรพร สิมะกุลธร ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาวะวิกฤตในเวลานี้หนักกว่าช่วงปี 2540 ที่วิกฤตเกิดขึ้นจากประเทศไทยอย่างเดียว แต่ต่างประเทศทั่วโลกยังดีอยู่ มีความต้องการการผลิตเพื่อส่งออกยังมีการเติบโตได้ แต่วิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ความต้องการลดลง การส่งออกก็ลดลงตาม ทำให้ปริมาณการผลิตลดลงไปด้วย โดยช่วงเดือนมกราคมกำลังการผลิตของเครื่องใช้ไฟฟ้าลดลง 30% อิเล็กทรอนิกส์ลดลง 40% กำลังการผลิตในช่วงเดือนมกราคมลดลง 40% แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ประกอบการเริ่มปรับตัว พยายามหาลูกค้า และตลาดใหม่มากขึ้น จึงทำให้ยอดกำลังการผลิตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ดีขึ้น กำลังการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าลดลง 25-26% อิเล็กทรอนิกส์ลดลง 30% ซึ่งโดยผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเห็นว่าหากสามารถประคับประคองการผลิตของอุตสาหกรรมให้ลดลง 20% ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว แต่ถ้าลดมากกว่านั้นอุตสาหกรรมก็จะแย่ ผลก็คือมีการเลิกจ้าง คนว่างงานเป็นจำนวนมาก Mr.Ng Chor Kuan ผู้จัดการโรงงาน บริษัท เอ็มเอ็มพี พลีซิชั่น แอสเซมบลิ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ป้อนให้กับบริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาบริษัทประสบปัญหาการถูกลดออร์เดอร์สินค้าลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวบริษัทได้พยายามลดต้นทุนการผลิต ทั้งการประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ รวมทั้งการลดเวลาการทำงานล่วงเวลาหรือโอที เป็นต้น แม้ออร์เดอร์จะลดลง แต่ต้องทำให้องค์กรอยู่ได้ จึงพยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่ไม่มีมาตรการลดแรงงาน การลดพนักงานจะเป็นเรื่องสุดท้ายที่จะปฏิบัติ แต่แรงงานบางส่วนอาจจะต้องหยุดพักงาน เพื่อรอออร์เดอร์ใหม่ที่จะมาถึง ขณะที่ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท.กล่าวว่า ปัจจุบันกำลังการผลิตโดยรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กเหลืออยู่ประมาณ 50% กว่าเท่านั้น เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำลง อุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานของหลายธุรกิจ เมื่อธุรกิจต่างๆ แย่ลง ปริมาณการใช้เหล็กก็ลดลงตามไปด้วย โดยผู้ประกอบการก็มีความหวังว่าช่วงครึ่งปีหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย จะทำให้ภาวะเศรษฐกิจน่าจะกลับมาดีขึ้น ความต้องการเพิ่มขึ้น ประกอบกับขณะนี้จีนในฐานะผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่เตรียมที่จะไปต่อรองกับผู้ผลิตสินแร่ให้ลดราคาลง ซึ่งหากสำเร็จต้นทุนการผลิตเหล็กของจีนลดลง ราคาเหล็กก็จะลดลงตาม และเนื่องจากจีนเป็น ผู้ผลิตรายใหญ่ ราคาที่ลดลงก็จะมีผลกดดันให้ราคาเหล็กในตลาดโลกลดลงด้วย ผู้ประกอบการไทยก็จะได้รับอานิสงส์จากราคาเหล็กที่ลดลงนี้ด้วย แต่ทั้งนี้ต้องมีผลว่าจีนจะสามารถ ต่อรองได้สำเร็จหรือไม่ ค่ายรถเร่งลดกำลังผลิต นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดการผลิตรถยนต์ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 133,523 คัน ลดลง 42.37% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 35,064 คัน ลดลง 44.06% และรถปิกอัพ 96,132 คัน ลดลง 41.94% ในจำนวนนี้เป็นการผลิตเพื่อส่งออก 94,279 คัน ลดลง 28.94% และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 39,244 คัน ลดลงถึง 60.36% นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงสถานการณ์ในภาคการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปัจจุบันว่า ขณะนี้บริษัทผู้ผลิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็พยายามอย่างเต็มที่ในการควบคุมกำลังการผลิตรถยนต์ เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาดที่ลดลง เห็นได้จากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้มีการลดกำลังการผลิตโดยรวมลงไปแล้ว 40-50% แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาฮอนด้ามีการทบทวนเรื่องกำลังการผลิต ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากยอดการจำหน่ายรถยนต์โดยรวมที่มีอัตราเติบโตลดลง แต่ฮอนด้าถือว่าโชคดีกว่าค่ายอื่นๆ เล็กน้อย เนื่องจากสินค้าหลักจะเป็นรถยนต์นั่งซึ่งได้รับผลกระทบน้อยว่าค่ายอื่นๆ ที่เน้นทำตลาดในส่วนของรถเพื่อการพาณิชย์ เช่นเดียวกับ นายศุภศักดิ์ ดุละลัมพะ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมการตลาดและโฆษณา บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ที่ยอมรับว่า มิตซูบิชิได้รับผลกระทบจากตัวเลขยอดจำหน่ายที่ลดลง 30-35% สำหรับตลาดในประเทศ ส่วนตลาดส่งออกก็ลดลงไปค่อนข้างมาก โดยเฉพาะคำสั่งซื้อที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมิตซูบิชิได้เลือกใช้วิธีการลดกำลังการผลิตรวมทั้งเลือกใช้วิธีการลดสต๊อก และผลิตตามความต้องการของตลาดเป็นหลัก

Read 1316 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35