Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62
Wednesday, 13 January 2010 11:21

เปิดวิชั่นนายกอีเวนท์ ดันไทยสู่ฮับภูมิภาคอินโดจีน

Written by 
Rate this item
(0 votes)

source:กรุงเทพธุรกิจ ธุรกิจอีเวนท์หนึ่งในตลาดไมซ์ ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจ จากนี้ถือเป็นภารกิจของภาครัฐและเอกชนที่ต้องร่วมมือกันฟื้นฟูอุตสาหกรรม นายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ อีเว้นท์ เอเจนซี่ จำกัด ในเครือ อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ เปิดเผยว่า หลังจากได้รับเลือกเป็น นายกสมาคมอีเว้นท์ แมเนจเม้นท์ (EMA) คนใหม่ ซึ่งจะรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือน มิ.ย.2552-มิ.ย.2554 วาระ 2 ปี ภารกิจที่จะดำเนินงาน คือ การสร้างมาตรฐานธุรกิจอีเวนท์ไทยให้เทียบเท่าระดับสากล ทั้งด้านการเพิ่มความรู้ ทักษะ ให้บุคลากรในธุรกิจ, การสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในการทำธุรกิจอีเวนท์ ด้วยการนำการประกันภัยเข้ามาใช้ในธุรกิจนี้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้ธุรกิจอีเวนท์ เช่นเดียวกับต่างประเทศ พร้อมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เปิดหลักสูตรด้านอีเวนท์ แมเนจเม้นท์ นอกจากนี้จะประสานการทำงานร่วมกับภาครัฐในหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เพื่อเข้ามาสนับสนุนธุรกิจอีเวนท์ เจรจา "บีโอไอ" ลดภาษีอุปกรณ์ โดยเฉพาะ บีโอไอ ที่ต้องการของการสนับสนุนด้านการยกเว้นภาษีอุปกรณ์ด้านการจัดงานอีเวนท์ ซึ่งปัจจุบันที่ต้องเสียภาษีในอัตรา 20% ทำให้ไทยเสียโอกาสทางการแข่งขันกับ สิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเลเซีย ที่มีอุปกรณ์และเทคโนโลยี ในการจัดงานประชุมรองรับการจัดงานประชุมระดับนานาชาติได้ดีกว่าประเทศไทย ที่ยังต้องเช่าอุปกรณ์เหล่านี้จากสิงคโปร์ เป็นหลัก เพราะไม่สามารถลงทุนซื้อเองได้ ด้วยต้นทุนภาษีสูง นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่าในด้านความคิดสร้างสรรค์งานอีเวนท์ ผู้ประกอบการไทยมีความโดดเด่นมากในภูมิภาคนี้ แต่ขาดเพียงการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ หากได้รับการสนับสนุนประเทศไทยสามารถก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ในอุตสาหกรรมอีเวนท์ของภูมิภาคอินโดจีนได้ภายใน 1-2 ปีต่อจากนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีโลเคชันที่เป็นศูนย์กลางการติดต่อกับกลุ่มอินโดจีนได้สะดวก ทั้งทางเครื่องบิน ถนน และระบบราง ขณะที่ธุรกิจของประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอินโดจีน ในตลาดไมซ์ และการท่องเที่ยวกำลังเติบโต ทั้งในเวียดนาม กัมพูชา และลาว โดยในกัมพูชากำลังมีการก่อสร้างศูนย์ประชุมอีกหลายแห่ง ส่วนเวียดนาม ก็มีการลงทุนด้านโรงแรมและศูนย์ประชุมเช่นกัน “ปัจจุบันสิงคโปร์ ประกาศจะเป็นผู้นำไมซ์ ในอาเซียน แต่ด้วยศักยภาพและความหลากหลายด้านศูนย์ประชุม โรงแรม และแหล่งท่องเที่ยวแล้วไทยเหนือกว่า แต่เรามีปัญหาการเมืองตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้ตลาดไมซ์ไทย หดตัวอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลและเอกชนต้องร่วมมือแก้ปัญหานี้” นายเกรียงไกร กล่าว ดึงการประชุม-คอนเสิร์ตสร้างภาพ นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่าในอุตสาหกรรมอีเวนท์ จะเป็นส่วนหนึ่งของตลาดไมซ์ ซึ่งไทยมีความโดดเด่นทั้งการจัดประชุมนานาชาติอย่างมาก แต่ปัญหาการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมาและทำให้ต้องเลื่อนการจัดประชุมอาเซียน ซัมมิต และคู่เจรจา ที่พัทยาออกไป ภาพความรุนแรงจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่บุกเข้าไปในสถานที่ประชุม ทำให้ประเทศไทยเสียภาพลักษณ์ในการจัดประชุมนานาชาติอย่างมาก เชื่อว่าต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี ในการเรียกคืนความมั่นใจในตลาดนี้ หลังจากปัญหาการเมืองในประเทศเริ่มสงบแล้ว รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะเร่งสร้างความมั่นใจในตลาดไมซ์ ด้วยการมาตราต่างๆ ไม่ว่าจะการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในต่างๆ เพื่อดึงการจัดประชุมระดับนานาชาติ เข้ามาจัดในไทย ที่ผ่านมาไทยมีความสามารถและสร้างชื่อเสียงได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัว อีซูซุ ดีแมคซ์ ครั้งแรกในโลก, การจัดประชุมระดับภูมิภาคของแอมเวย์ เป็นต้น รวมทั้งการดึงคอนเสิร์ตจากศิลปินระดับโลก เช่น มาดอนน่า เข้ามาแสดงในประเทศไทย หากสามารถดำเนินการได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นใจในตลาดไมซ์ไทยให้กลับคืนมาอีกครั้ง ปี 2552 ภาครัฐลูกค้าหลักอีเวนท์ สำหรับภาพรวมธุรกิจอีเวนท์ในไตรมาสแรกปีนี้เชื่อว่ายังมีแนวโน้มเติบโต เนื่องจากลูกค้าภาคเอกชนปรับรูปแบบการใช้งบการตลาดใหม่ โดยลดการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อแมส และหันมาใช้งบการตลาดผ่านการจัดกิจกรรมอีเวนท์ ที่สามารถสร้างยอดขายได้ทันที แต่รูปแบบการจัดกิจกรรมจะเปลี่ยนจากการจัดบิ๊กอีเวนท์ ที่ใช้งบครั้งละ 3-4 ล้านบาท เป็นอีเวนท์ที่มีขนาดเล็กลง เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มด้วยงบประมาณระดับแสนบาท แต่จะจัดเป็นแคมเปญเน้นความถี่ 10-20 ครั้ง ทำให้เม็ดเงินในอุตสาหกรรมอีเวนท์ไม่ลดลง และปีนี้ยังคงเห็นตัวเลขเติบโตได้ระดับ 5% จากมูลค่าเฉพาะธุรกิจอีเวนท์ ประมาณ 5,500 ล้านบาท หรือหากรวมมูลค่าในตลาดศูนย์ประชุมและอื่นๆ จะอยู่ที่ 12,000 ล้านบาท นายเกรียงไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้หลังจากรัฐบาลแก้ปัญหาการชุมนุมได้เรียบร้อย เชื่อว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและบริหารประเทศได้ครบเทอม เชื่อว่าในครึ่งปีหลังรัฐบาลจะเป็นผู้เล่นหลักอีกรายที่ใช้งบประมาณผ่านกิจกรรมอีเวนท์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประชาสัมพันธ์ผลงาน ที่ผ่านมาก็เริ่มเห็นบางแล้ว เช่นในโครงการต้นกล้าอาชีพ, เช็คช่วยชาติ เป็นต้น

Read 1493 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35