Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62
Wednesday, 13 January 2010 12:43

อภิสิทธิ์'ไฟเขียว กระตุ้นลงทุน ชะลอผลิต-เลิกจ้าง

Written by 
Rate this item
(0 votes)

 ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 

 

 

"อภิสิทธิ์"ไฟเขียวบีโอไอกระตุ้นลงทุน สั่งปรับเงื่อนไข 3ประเภทตั้งแต่การต่อเรือหรือซ่อมเรือ การผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ และการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมให้การส่งเสริมแก่โครงการเดิมที่ปรับปรุงประสิทธิภาพเทคโนโลยีหรือผลิตเพื่อผลิตภัณฑ์ใหม่ หวังช่วยชะลอการผลิตและเลิกจ้างงาน และให้ขยายเวลายกเว้นอากรขาเข้าสำหรับแม่พิมพ์ ปล่อยผี 10 โครงการค่ากว่า 24,000 ล้านบาท
 
ดร.อรรชกา สีบุญเรือง บริมเบิล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบอร์ดใหญ่บีโอไอเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2552 ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานบอร์ดบีโอไอ ได้พิจารณาอนุมัติมาตรการกระตุ้นการลงทุนใน 3 เรื่องคือ การปรับเงื่อนไขการส่งเสริมเพื่อให้เอื้อต่อการลงทุน ,ส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตโดยการปรับปรุงเทคโนโลยีเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ และ ขยายเวลาการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับแม่พิมพ์

ขณะเดียวกันยังได้พิจารณาอนุมัติส่งเสริมอีก 10 โครงการ รวมเป็นเงินลงทุน 24,426 ล้านบาท (ดูตาราง) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่โครงการลงทุนขนาดใหญ่เงินลงทุนสูงกว่า750ล้านบาท ได้ผ่านบอร์ดใหญ่บีโอไอ ตั้งแต่ที่นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะอนุมัติผ่านคณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการที่มีวงเงินลงทุน80-750ล้านบาทและสำนักงานบีโอไออนุมัติขนาดเงินลงทุนต่ำกว่า80ล้านบาท เท่านั้น

เลขาธิการบีโอไอเปิดเผยอีกว่าการประชุมครั้งนี้ได้อนุมัตินโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการปรับเงื่อนไขส่งเสริมเพื่อให้เอื้อต่อการลงทุน ใน 3 ประเภทกิจการก่อน คือ 1. กิจการต่อเรือหรือซ่อมเรือซึ่งปัจจุบันกำหนดว่า จะต้องตั้งสถานประกอบการในเขต 2และเขต 3 เป็นไม่จำกัดเขตที่ตั้ง และจะต้องได้รับมาตรฐานISO 14000 ภายใน 2 ปี นับตั้งแต่ที่ดำเนินการสำหรับโครงการที่ตั้งในเขต1 ทุกขนาดการลงทุน เนื่องจากอุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือเชื่อมโยงกับธุรกิจการขนส่งทางน้ำ และกิจการพาณิชย์นาวีและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น เหล็ก,ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรกล

ปัจจุบันกิจการอู่ต่อเรือและซ่อมเรือจะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดไม่ว่าจะตั้งในเขตใดและไม่กำหนดสัดส่วนการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

2. กิจการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ จะเปิดให้ส่งเสริมเพื่อผลิตวัตถุดิบ โดยให้แก้ไข ประเภทการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ (1)วัตถุดิบประกอบด้วย ซิลิกอนบริสุทธิ์(99.9999%) แผ่นเวเฟอร์ กระจกเคลือบขั้วโปร่งแสงนำไฟฟ้า (2)ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมต้นน้ำ ซึ่งมีเทคโนโลยีสูง

สำหรับกิจการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ ปัจจุบันบีโอไอให้สิทธิและประโยชน์การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปีทุกเขต โดยไม่กำหนดสัดส่วนการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประกาศการส่งเสริมกิจการที่เกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน

3.การให้สิทธิและประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี และนวัตกรรม(STI)ซึ่งปัจจุบันโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติไปแล้ว แต่ยังไม่มีรายได้ เพื่อที่จะขอรับสิทธิเพิ่มเติมได้ จึงอนุมัติให้โครงการที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา31อยู่เดิมและมีรายได้แล้วสามารถขอรับสิทธิเพิ่มเติมได้ ณ วันที่ยื่นขอสิทธิ ส่วนโครงการเดิมที่ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ จะต้องยื่นขอสิทธินี้ตั้งแต่ขั้นขอรับการส่งเสริม โดยปัจจุบันบีโอไอให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด เช่นไม่กำหนดเขตการลงทุน ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี

ขณะเดียวกันยังได้พิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตโดยการปรับปรุงเทคโนโลยีเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ ให้เป็นมาตรการระยะสั้นเพื่อแก้ไขปัญหาการลดกำลังผลิตและเลิกจ้างงาน โดยกิจการเหล่านี้จะได้รับยกเว้นภาษีอากรขาเข้าเครื่องจักรทุกเขต ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา3 ปีทุกเขต

เฉพาะรายได้จากผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยกำหนดวงเงินภาษีที่ได้รับยกเว้น100%ของวงเงินลงทุนในการปรับปรุงสายการผลิต ซึ่งมาตรการนี้มีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นโครงการที่ดำเนินการอยู่แล้วไม่ว่าได้รับส่งเสริมแล้วหรือไม่และจะต้องยื่นขอรับการส่งเสริมพร้อมแผนการลงทุนในการปรับปรุงเทคโนโลยีเพื่อการผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ภายในปี2552

นอกจากนี้ยังได้ขยายเวลาการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับแม่พิมพ์เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจในช่วงวิกฤติต่อไปเป็นเวลา 3 ปีตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะที่2 ระหว่างปี2553 ถึงปี2555 ของรัฐบาล

อย่างไรก็ตามปัจจุบันอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ในประเทศยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการได้ทั้งหมด และยังจำเป็นต้องนำเข้าเนื่องจากเป็นอุปกรณ์สำคัญต่อการผลิต ซึ่งอัตราอากรขาเข้าสำหรับแม่พิมพ์บางรายการยังอยู่ในระดับสูงถึง10%ด้วย

 

 

 

 

 

 

 

Read 1204 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35