Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62
Wednesday, 13 January 2010 12:44

BOIชี้อุตฯ4กลุ่มกระทบหนัก ชะลอโครงการใหม่ยอดลงทุนหด2แสนล.

Written by 
Rate this item
(0 votes)

source:ประชาชาติธุรกิจ

 

บีโอไอเผยผลสำรวจนักลงทุน 4 กลุ่มอุตสาหกรรม หลังวิกฤตพบ โรงแรม-ท่องเที่ยวหนักสุด ยอดจองห้องพักเหลือ 10% ยานยนตยอดขายลดลงอีก 10% จากที่คาดวˆาจะติดลบ 20-40% นักลงทุนชะลอลงทุนโครงการใหม่ ซี.พี. เจอยกเลิกออร์เดอร์ ตัวเลขส่งออกไตรมาส 1 ติดลบ 20.55% "พรทิวา" ขูˆมีสิทธิติดลบ 15% หากคืนภาษีช้า "กอร์ปศักดิ์" จี้หาเงินกู้เพิ่มรับแผนกระตุ้นรอบ 2



วิกฤตการเมืองรวมกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก กำลังส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย ล่าสุดคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ปรับลดเป้าหมายการลงทุนจากเดิมที่กำหนดไว้ 6 แสนล้านบาท เหลือเพียง 4.5 แสนล้านบาท ส่วนตัวเลขการส่งออกในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2552 อยู่ที่ -20.55% ขณะที่ปัญหาสภาพคล่องและภาระด้านภาษี ทำให้รัฐมนตรีพาณิชย์คาดว่าส่งออกของไทยในปี 2552 อาจจะจบลงที่ -15% ส่วนงบประมาณเริ่มมีปัญหาหลังจากยอดรายได้ลดลง ทำให้กระทรวงการคลังต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นอีก

ผลสำรวจนักลงทุนหลังวิกฤตการเมือง

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานผลประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เสนอผลการสำรวจและการประเมินผลกระทบจากวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่อการลงทุน โดยสรุปภาพรวมคือโครงการที่ได้รับส่งเสริมส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงชัดเจน แต่นักลงทุนหลายรายมีความเชื่อมั่นลดลง บางรายชะลอการลงทุนในโครงการใหม่ และเกรงว่าจะมีการประท้วงปิดสนามบินอีก ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อธุรกิจ ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมาก คือ กิจการโรงแรมและท่องเที่ยว นักลงทุนส่วนใหญ่ขอให้รัฐพิจารณายกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยเร็ว เพื่อฟื้นฟูบรรยากาศการลงทุน

สำหรับการสำรวจผลกระทบรายอุตสาหกรรมสำคัญ ประกอบด้วย 1)อุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมเบา โดยนักลงทุนมีความเห็นว่า โครงการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนส่วนใหญ่ยืนยันที่จะดำเนินการต่อไป แต่ส่วนใหญ่ก็ยังมีความกังวลเรื่องการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และมีโครงการลงทุนในอุตสาห กรรมไก่แปรรูปที่เป็นการร่วมทุนกับต่างประเทศได้ชะลอการขยายโครงการออกไปก่อนเพื่อรอดูสถานการณ์

ส่วนโครงการลงทุนในอุตสาหกรรม เวชภัณฑ์การแพทย์เกรงว่าจะมีการปิดสนามบินอีก และ 1 รายระบุว่า ขาดความมั่นใจที่จะขยายการลงทุนในอนาคต โดยมีบริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรง 2 รายคือ

บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ ต้องหยุดผลิต 1 วัน เพราะต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินรถส่งแก๊สแอมโมเนีย กับบริษัท ซี.พี. ที่ถูกระงับออร์เดอร์ชั่วคราว เพราะถูกขู่เผาตึก

ทำให้ลูกค้าเกรงว่าหากมีปัญหาจะส่งสินค้าได้ไม่ทัน จึงไปสั่งซื้อสินค้าจากประเทศอื่นแทน

2)อุตสหกรรมยานยนต์ ยังประเมินผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตการเมืองไม่ได้ชัดเจน แต่คาดว่าจะส่งผลให้ยอดขายในประเทศของปีนี้ลดลงจากที่คาดไว้ เดิม 20-40% อีกไม่เกิน 10% บริษัทรถยนต์เรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเนื่องจากทำลายบรรยากาศการลงทุน และเสียภาพลักษณ์ของประเทศ ขอให้รัฐช่วยเหลือในการผ่อนปรนความเข้มงวดในการปล่อยไฟแนนซ์สำหรับการซื้อรถยนต์ และขณะนี้ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ปลดคนงานไปแล้ว 20,000 คน ในขณะที่ผู้ประกอบการรถยนต์ยังไม่ปลด แต่หากออร์เดอร์ในครึ่งปีหลังลดลงมากก็จำเป็นต้องปลดคนงานเช่นเดียวกัน

3)อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ กลุ่มผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, ไอซี, เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น โดยส่วนใหญ่เห็นว่าการส่งออกในช่วงไตรมาส 2 จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรก สำหรับความเชื่อมั่นของนักลงทุนนั้น บางส่วนเห็นว่าความเชื่อมั่นจะลดลงในระยะยาว บางส่วนเห็นว่าไม่ได้รับผลกระทบ

4)กลุ่มบริการและสาธารณูปโภค อาทิ กิจการผลิตไฟฟ้าและน้ำเพื่ออุตสาหกรรม เห็นว่า ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากมีตลาดชัดเจนในระยะยาว ขณะที่กิจการโรงแรมได้รับผลกระทบมาก ทั้งจากวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง รวมทั้งการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้มีการยกเลิกการจองห้องพักเหลือเพียง 10% ส่วนโครงการที่จะลงทุนใหม่ต่างชะลอโครงการออกไป และกิจการเขตอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาจากลูกค้ารายใหม่ๆ ชะลอการซื้อที่ดิน ทำให้ต้องชะลอการลงทุนเพื่อสร้างเขตอุตสาหกรรมเพิ่มเติม

ปรับลดเป้าลงทุนเหลือ 4 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ประกอบกับปัญหาการเมืองที่อาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่น ส่งผลต่อการลงทุนของเอกชนลดลง ทำให้ BOI ต้องปรับลดเป้าหมายยอดการส่งเสริมการลงทุนลงจากเดิมที่คาดว่าทั้งปีจะมียอดขอส่งเสริมการลงทุน 6.5 แสนล้านบาท เหลือเพียง 4 แสนล้านบาท แต่เชื่อว่าเหตุการณ์จะเริ่มดีขึ้นโดยเฉพาะการเตรียมเดินทางไปโรดโชว์ใน 3 ทวีป ทั้งอเมริกา ออสเตรเลีย เกาหลีและจีน จะช่วยดึงนักลงทุนกลับคืนมาได้

ส่งออกไตรมาส 1 วูบหนัก -20.55%

นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าไทยในเดือน มี.ค. มูลค่า 11,555.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ปรับลดลง 23.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 9,454.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 35.13% ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้า มูลค่า 2,100.7 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการส่งออกในช่วง 3 เดือนแรก (ม.ค.-มี.ค.) ของปี 2551 มูลค่า 33,787.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 20.55% ส่วนการนำเข้า 26,732.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 37.63% เกินดุลการค้า 7,054.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์อาจจะต้องปรับลดเป้าหมายส่งออก จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 0-3%

โดยสินค้าหมวดเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรปรับลดลง 19.2% ส่วนหมวดอุตสาหกรรมปรับลดลง 17.9% ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ลดลง 32.4% เครื่องใช้ไฟฟ้าลดลง 30.4% ยานยนต์และส่วนประกอบลดลง 35% การส่งออกไปตลาดหลักปรับลดลง 30.5% โดยเป็นการปรับลดลงทุกตลาด ได้แก่ สหรัฐลดลง 27% ญี่ปุ่นลดลง 26.1% สหภาพยุโรปลดลง 32.7% และอาเซียนลดลง 34.5%

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จะหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาคืนภาษีมุมน้ำเงิน และ 19 ทวิ ให้กับผู้ส่งออกก่อนที่จะสรุปเสนอที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจในวันที่ 29 เม.ย.นี้ เพราะการคืนภาษีดังกล่าวจะลดภาระให้ผู้ประกอบการด้านภาษีลงในอัตรา 3-5% ซึ่งรัฐบาลอาจเสียรายได้ 1.2 แสนล้านบาท แต่จะส่งผลดีกับการส่งออกถึง 9.6 แสนล้านบาท หาก ครม.ไม่เห็นชอบมาตรการดังกล่าว อาจจะทำให้การส่งออกลดลง 15%

รัฐหั่นงบฯลงทุน-หาเงินกู้เสริม

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการปรับลดกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปี 2553 จากเดิม 1.9 ล้านล้านบาท เหลือ 1.7 ล้านล้านบาท หรือลดลง 2 แสนล้านบาทว่า เป็นผลมาจากการจัดเก็บรายได้ที่ลดลง จากเดิมคาดว่าจะมีรายได้สุทธิ 1.51 ล้านล้านบาท เหลือ 1.35 ล้านล้านบาท ทำให้มียอดขาดดุลอยู่ 350,000 ล้านบาท ขณะที่กรอบหนี้สาธารณะให้รัฐกู้เงินชดเชยการขาดดุลได้แค่ 390,212 ล้านบาท ดังนั้นการปรับวงเงินงบฯลงมา เพื่อทำให้ยอดวงเงินกู้ที่จะชดเชยการขาดดุลงบฯลดลงจาก 3.9 แสนล้านบาท เหลือ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อความยืดหยุ่นในการบริหารงบฯ และยังเหลือช่องทางที่จะกู้เพิ่มได้อีก 40,212 ล้านบาท

สำหรับโครงการที่จะต้องถูกปรับลดวงเงินงบฯ เช่น ฝึกอบรมในต่างประเทศ งบฯจ้างที่ปรึกษาด้านการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้รัฐบาลขอยืนยันว่าจะไม่มีการปรับลดเงินเดือนข้าราชการ ส่วนโครงการใหญ่ๆ ที่จะต้องถูกตัดออกไปเลย คือ โครงการชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงวงเงิน 30,000 ล้านบาท

นอกจากนี้รัฐบาลปรับลดวงเงินงบฯลงทุนปี 2553 จากเดิม 380,000 ล้านบาท ลดลงเหลือ 370,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 18.1% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ และมอบหมายให้นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปหาเงินจากแหล่งเงินกู้ต่างๆ มาใส่แทนที่งบฯลงทุนที่ถูกปรับลดไป และจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดที่ 2 ประกอบไปด้วยโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ 1.56 ล้านล้านบาท รวมทั้งการหาเงินเพื่อนำมาชดเชยการขาดดุลงบฯที่เกิดจากการจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมายด้วย โดยให้นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ภายใน 2 สัปดาห์

นายกรณ์ขอยืนยันว่า จะไม่มีการตัดงบฯที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เช่น โครงการเรียนฟรี 15 ปี เบี้ยยังชีพคนชรา และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ 1.56 ล้านล้านบาท ภายใน 2 สัปดาห์ แหล่งเงินทุกอย่างที่จะนำมาใช้ร่วมกับวงเงินงบฯที่เหลืออยู่จะต้องชัดเจน รวมทั้งการชดเชยงบฯขาดดุลด้วย

สบน.ชี้ปี53 กู้เพิ่มได้อีก 9 แสน ล.

ด้านนายจักรกฤษฎิ์ พาราพันธกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ ครม.ได้มีมติปรับลดวงเงินงบฯปี 2553 เหลือ 1.7 ล้านล้านบาท ตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะได้ให้อำนาจรัฐบาลสามารถกู้เงินและค้ำประกันหนี้ให้กับรัฐวิสาหกิจได้สูงสุดไม่เกิน 9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 50% ของวงเงินงบฯ 2553 ซึ่งประกอบไปด้วย 1)การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล งบฯกู้ได้ไม่เกิน 390,212 ล้านบาท 2)กู้เงินจากต่างประเทศเพื่อนำมาใช้ในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐได้ไม่เกิน 170,000 ล้านบาท และ 3)ค้ำประกันเงินกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจได้อีกไม่เกิน 350,000 ล้านบาท

"ส่วนวิธีการหาเงินที่จะนำมาชดเชยกับรายได้ที่ต่ำกว่าเป้าหมายนั้น คงจะต้องรอดูให้ชัดเจนก่อนว่าในปีนี้จะพลาดเป้าเท่าไร และหลังจากที่ ครม.ให้กระทรวงการคลังกู้เพิ่มอีก 9.4 หมื่นล้านบาทแล้ว ยังขาดอยู่อีกเท่าไร ถ้าไม่เกิน 1.5 แสนล้านบาท เงินที่มีอยู่ในบัญชีเงินคงคลังน่าจะพอรับมือได้ แต่ถ้าขาดเยอะคงจะต้องไปหาวิธีอื่น" นายจักรกฤษฎิ์กล่าว
 

Read 1135 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35