Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62
Wednesday, 13 January 2010 12:46

ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ไทย สศช.มั่นใจ 2 ปีเทียบชั้นสิงคโปร์

Written by 
Rate this item
(0 votes)

source:ประชาชาติธุรกิจ

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ผู้ประกอบการภาคเอกชนตื่นตัวกันมากในการนำระบบการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนมาใช้ในธุรกิจของตนเอง ด้วยการเข้าร่วมสัมมนาและฝึกอบรมในหลักสูตรต่างๆ ขณะเดียวกันหน่วยงาน ภาครัฐก็ได้สนองตอบต่อความต้องการของภาคเอกชนเต็มที่ ล่าสุดกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้เชิญ นายสุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพในเรื่องนี้มากล่าวถึงยุทธศาสตร์และความคืบหน้าแผนปฏิบัติการโลจิสติกส์ไทย ดังต่อไปนี้

โดย นายสุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทย ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาและอุปสรรคปัญหาในการบูรณาการงานว่า นับตั้งแต่ภาคเอกชนได้ร่วมกับ สศช.จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา โลจิสติกส์ประเทศไทยในปี 2546 ไม่ว่าจะเป็นแผนการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบ โลจิสติกส์ในภาคการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งและโลจิสติกส์ การพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ การปรับปรุง สิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้าและการพัฒนากำลังคนและกลไกการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ก็ได้มีการขับเคลื่อนและทำกันอย่างตรงไปตรงมาทันที แม้ว่าจะได้รับการอนุมัติแผนยุทธศาสตร์ค่อนข้างช้าจาก คณะรัฐมนตรี (พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2550

แผนยุทธศาสตร์ที่จัดทำขึ้นมาจากโจทย์หลายข้อ คือ (1) ประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์ไทยต่ำกว่าคู่ค้า ซึ่งไทยมีต้นทุนสูงถึง 18% ของจีดีพีในปี 2006 สูงกว่าอินเดีย กลุ่มประชาคมยุโรป ญี่ปุ่นและสหรัฐ และในปี 2007 ที่ได้สำรวจล่าสุด ไทยยังมีต้นทุนโลจิสติกส์สูงถึง 18.9% ของจีดีพี

(2) การขนส่งสินค้าของไทย 88% ใช้รถบรรทุกซึ่งเป็นรูปแบบที่มีต้นทุนการใช้พลังงานสูง (3) แรงผลักดันจากวิกฤตราคาน้ำมัน-การกีดกันทางการค้าที่มิใช่กำแพงภาษี-การก่อการร้าย (4) ภูมิศาสตร์ทางการค้าใหม่ ทำให้การอำนวยความสะดวกทางการค้าเป็นเงื่อนไขสำคัญของการได้เปรียบความสามารถในการแข่งขัน (5) การคุกคามจากบริษัทข้ามชาติในเกือบทุกสาขา โดยอาศัยข้อได้เปรียบจากระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานที่ดีกว่า เป็นต้น

ชี้ธุรกิจโลจิสติกส์ไทยไปได้สวย

นายสุริยนต์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเวลาพูดถึงโลจิสติกส์มักจะมองกันเพียงแค่การขนส่ง แม้แต่ระดับผู้บริหารภาคเอกชน ซึ่งจริงๆ มีมากกว่านั้น อีกเรื่องที่ใหญ่พอๆ กัน คือ 1.ต้นทุนการขนส่ง 2.การสต๊อกสินค้า และ 3.การบริหารจัดการ ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยอยู่ที่ต้นทุนการขนส่งและการสต๊อกสินค้า ซึ่งธนาคารโลกเคยวิจัยมาแล้วพบว่า หากผู้ประกอบการลดต้นทุนลงมาได้ 1% จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นมาได้อีก 5% อย่างสบาย ฉะนั้น ผู้ประกอบการไทยต้องตื่นตัว เพราะหาก จัดลำดับผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทย (logistics service provider : LSP) เทียบกับต่างประเทศ ขณะนี้ยังอยู่ในขั้น internally integrated logistic ที่อยู่ในช่วงปี 1980 ล้าหลังสหรัฐประชาคมเศรษฐกิจยุโรปและสิงคโปร์ที่อยู่ในขั้น global logistic management

LSP ไทยส่วนใหญ่ยังเป็นรายเล็กรายน้อย แต่ตอนนี้หลายรายเริ่มหา พันธมิตรและสร้างเครือข่ายกันมากขึ้นแล้ว เพราะธุรกิจโลจิสติกส์ในไทยมีอัตราการเติบโตสูง 3-4 เท่าของจีดีพี ต่างชาติจึงแห่มาลงทุนด้านนี้มาก เห็นได้จากกลุ่มบริษัทเคอรี่ โลจิสติกส์ที่ตั้งเป้าการเติบโตรายได้ในปีนี้สูงถึง 15% เป็นต้น

ขนส่งทางรางมากขึ้น

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีความตื่นตัวในเรื่องการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนกันมาก สศช.ได้มีการตรวจสอบการจัดกิจกรรมสัมมนา หลักสูตรการฝึกอบรมจากยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่น พบว่าสูงถึง 2 วันต่อ 1 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีสื่อมวลชนให้ความสำคัญเสนอข่าวเพิ่มขึ้นจำนวนมาก

ประการต่อมา คือ การปรับปรุงประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ในภาคการผลิต ได้แก่ การจัดให้มีการหารือเรื่องปัญหาโลจิสติกส์ในแต่ละอุตสาหกรรมหลัก โดยเน้นการพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทานรวม 30 กลุ่ม การสร้างความรู้ความเข้าใจการปรับปรุงประสิทธิภาพโลจิสติกส์ให้ผู้ประกอบการได้มากกว่า 13,000 คน การวิจัยร่วมระหว่างหน่วยงานวิจัยกับ ผู้ประกอบการ 24 โครงการ วงเงินรวม 80 ล้านบาท การยกระดับมาตรฐานโลจิสติกส์จากแหล่งผลิต (การประกาศใช้ พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ.2550 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2550) โปรแกรมอบรมสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และโครงการโลจิสติกส์ คลินิก

โครงการนำร่องในการใช้มาตรฐาน Rosetta Net มาพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง tier 1-tier 2-tier 3 ของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลด bullwhip effect inventory โครงการนำร่องการตรวจสอบย้อนกลับของข้าวโพดฝักอ่อนและโครงการความปลอดภัยอาหารด้านพืชของกรมวิชาการ เกษตร การตั้งคณะทำงานสนับสนุนและผลักดันการใช้ระบบห่วงโซ่อุปทาน กรมส่งเสริมการเกษตรและโครงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของผลไม้ไทย-โครงการ Cool Chain สำหรับผลไม้สด ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินการในปี 2553

ทางด้านการเพิ่มประสิทธิภาพระบบ ขนส่งและโลจิสติกส์ ในการเปลี่ยนโหมดการขนส่งจากถนนมาระบบรางมากขึ้น ได้มีการสั่งซื้อหัวรถจักรเพิ่ม 7 หัว แคร่สำหรับบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ 112 แคร่ อีก 308 แคร่ กำลังจัดหา ส่วนการรับคนขับรถไฟเพิ่ม กำลังเจรจากับกระทรวงการคลังอยู่ หากเจรจาลงตัวจะแก้ปัญหาการเปลี่ยนโหมดการขนส่งเพื่อลดต้นทุนได้มาก

มีการเปลี่ยนรูปแบบการขนปูนซีเมนต์ที่สระบุรีจากทางถนนมาเป็นขนส่งทางรถไฟ และปรับการบริหารขบวนรถที่มีอยู่เพื่อเพิ่มขบวนสินค้าสำหรับขนข้าวจากนครสวรรค์ นครราชสีมา และขนน้ำตาลจากขอนแก่น การสร้างรางคู่เส้นทางฉะเชิงเทรา- แหลมฉบัง คาดว่าอีก 18 เดือนแล้วเสร็จ การพัฒนา E-port ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) การก่อสร้างท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2

การปรับเปลี่ยนการขนส่งจากทางถนนไปทางน้ำมากขึ้น ทำให้ปริมาณตู้ที่ลำเลียงโดยเรือชายฝั่งเพิ่มจาก 76,311 ตู้ใน ปี 2550 เป็น 128,400 ตู้ในปี 2551 โดยมีการสร้างระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกในการขนถ่ายของท่าเรือ Ao และการศึกษาพื้นที่ระหว่าง ท่า Ao-A1 เพื่อสร้างท่าเรือชายฝั่งเป็น การเฉพาะ และท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) สนับสนุนให้เอกชนพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่งและเรือลำเลียงบริเวณโรงพัก สินค้า 1-2 มีนโยบายสนับสนุนเอกชนปรับเปลี่ยนพลังงานมาใช้ NGV ทำให้มีการ ติดตั้ง ระบบเชื้อเพลิงกับรถหัวลากรุ่นใหม่มากขึ้น มีการนำเทคโนโลยีทางการขนส่งมาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการขนส่ง ทั้งระบบบอกพิกัดตำแหน่ง (GPS ), ระบบระบุลักษณะของวัตถุด้วยคลื่นวิทยุ (RFID) เป็นต้น

มั่นใจร่นเวลาส่งออกเทียบชั้นสิงคโปร์

สำหรับความคืบหน้าของแผนปฏิบัติการโลจิสติกส์ทางการค้าที่มีกระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพ การเข็นกฎหมายเพื่อช่วยเหลือ LSP ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 80% ยังไม่สามารถผลักดันต่อได้ และในส่วนงบประมาณเพื่อพัฒนาระบบไอทีภายในองค์กร (back end) ของกระทรวงพาณิชย์ยังไม่สำเร็จ ต้องส่งคืนงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในส่วนการจัดงานไทยแลนด์ โลจิสติกส์ แฟร์ ต่อไปถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง

นายสุริยนต์กล่าวต่อว่า ในส่วนความคืบหน้าการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้าที่มีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาระบบเชื่อมโยง เครือข่ายข้อมูลและบริการภาครัฐเพื่อการนำเข้าส่งออกและโลจิสติกส์ (single window e-logistics : SWeL) สามารถ ลดรายการข้อมูลลงได้ 90% จากเดิมประมาณ 6,000 กว่ารายการข้อมูล และการทำเอกสาร การนำเข้าส่งออกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (E-docs) โดยไร้กระดาษเมื่อปี 2551 สามารถลดระยะเวลาการ ส่งออกจาก 24 วัน เหลือ 17 วัน ล่าสุด ในปี 2552 เหลือ 14 วันแล้ว ดังนั้นเมื่อ SWeL เสร็จทั้งระบบใน 2 ปีข้างหน้า พร้อมกับกฎหมายบังคับใช้กับเอกสารอีก 2-3 ฉบับ แนวโน้มที่การส่งออกไทยซึ่งมีหน่วยงานเกี่ยวข้องกว่า 28 หน่วยงาน จะลดเวลาส่งออกเหลือ 5-6 วันเท่ากับสิงคโปร์จึงเป็นไปได้สูง

 

Read 1176 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35