Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62
Wednesday, 13 January 2010 12:58

บีโอไอจับมือแบงก์ลดภาษีกระตุ้นลงทุนเอสเอ็มอี

Written by 
Rate this item
(0 votes)

source:กรุงเทพธุรกิจ

บีโอไอจับมือเอสเอ็มอีแบงก์-ธ.นครหลวงไทย คลอดมาตรการปลอดภาษี 8ปี ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักร กระตุ้นผู้ประกอบการขนาดกลาง-รายย่อยลงทุนในประเทศ

นาย ชูชาติ เถาธรรมพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 5 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลกให้ส่งผลให้ตลาดหดตัวอย่างแรง นักลงทุนหยุดรอว่าการแก้ไขปัญหาจะไปในทิศทางไหน และเมื่อมีปัญหาการเมืองเข้ามาด้วยการลงทุนในไตรมาสแรกของภาคใต้ก็ชะลอหนักเข้าไปอีกไตรมาสแรกปีนี้หดไปเกือบ 40 % ในส่วนของโครงการก็หายไป20-30%

ทั้งนี้ ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะธุรกิจยางรถยนต์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของภาคใต้ชะลอการลงทุนชัดเจน แต่ในกลุ่มถุงมือยาง ก็กระทบน้อยกว่า แต่หลักๆ ก็กระทบ

ดังนั้น ในปีนี้เราจึงมาเน้นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และหันมาดูผู้ประกอบการรายย่อย สร้างความแข็งแกร่งให้กับ SMEs ท้องถิ่น ซึ่งน่าจะช่วยให้บรรยากาศการลงทุนดีขึ้น เพราะ SMEs ถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่และมีศักยภาพ

เขากล่าวอีกว่า ในส่วนของทุนต่างประเทศนั้น ขณะนี้ก็มีนักลงทุนจากยุโรปหันมาทำยาง ซึ่งก็พยายามชักจูงให้เขาขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น เพราะยังถือเป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญ ซึ่งเขายังมั่นใจการเมืองประเทศไทยไม่มีอะไรรุนแรง เพราะเรามีประวัติศาสตร์เขาเข้าใจ จึงตั้งเป้าปีนี้ไว้ที่ 5,000 ล้านบาท แม้จะยาก แต่เราก็พยายามดึงทุนต่างชาติเข้ามาด้วย แม้ว่าสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีนเองก็ค่อนข้างจะมีปัญหา

“ ก่อนหน้านี้ปี 2550 ลงทุนภาคใต้ผ่าน BOI มากกว่า10,000 ล้านบาท แต่ปี 2551 เหลือ 7,000 ล้านบาท ปี 2552 เราก็จัดสัมมนาให้ความรู้กับผู้ประกอบการอยู่บ่อยๆ รวมทั้งสำนักงานกรุงเทพฯ เองก็ได้พยายามคิดค้นเครื่องมือใหม่ๆ ที่จะส่งเสริมบรรยากาศการลงทุน โดยล่าสุดเราก็ร่วมกับ SMEs BANK และนครหลวงไทย คืออย่างน้อยเมื่อนักลงทุนเข้ามาปรึกษาโครงการ เขาก็มีแหล่งทุนที่จะอำนวยความสะดวกเขาด้วย"

นายชูชาติ กล่าวอีกว่า ปัญหาอีกตัวหนึ่งของภาคใต้ที่มีพูดกันมาตลอดและไม่ได้รับการแก้ไขคือแรงงาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหญ่ๆ วันนี้ภาคใต้ยังขาดแคลนแรงงานไร้ฝีมือจำนวนมาก

ทางด้านนางวัชรี ถิ่นธานี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาปัจจัยสนับสนุนการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า BOI ยังจำเป็นที่ต้องชักจูงต่างชาติเข้ามา เพราะเราต้องการเงินทุน ที่ผ่านมาเน้นลงทุนรายใหญ่ เพื่อผลิตเพื่อส่งออก 

"ในปี 2551-2552 รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นปีแห่งการลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นธุรกิจของผู้ประกอบการคนไทยให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้น

โดยเรากำหนดวงเงินลงทุนตั้งแต่ 1 ล้านบาท และให้สิทธิประโยชน์สูงสุดในทุกเขต ได้แก่ 1.ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร 2. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี ไม่กำหนดวงเงิน 3. ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล ร้อยละ 50 ของอัตราปกติ 5 ปี 4. หักค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าประปา 2 เท่า 5. หักเงินค่าติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกจากกำสุทธิไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินลงทุน" 

โดยโครงการจะต้องยื่นขอภายใน31 ธันวาคม 2552 และดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2554 โดยกิจการที่ได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ 1. กิจการเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานและพลังงานทดแทน 2. กิจการที่ใช้เทคโนโลชั้นสูง
 3. กิจการผลิตวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 4. กิจการที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ 5. กิจการด้านการท่องเที่ยวและเชื่อมโยงกับภาคอสังหาริมทรัพย์ 6. กิจการในอุตสาหกรรมที่ใช้ผลิตทางการเกษตรเป็นวัตถุดิบและใช้เทคโนโลยีชั้นสูง

ด้านนาย ทวี ปิยะพัฒนา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้การลงทุนในภาคใต้ก็ไม่แตกต่างจากภูมิภาคอื่นๆ วันนี้เศรษฐกิจทั่วโลกไม่อำนวยส่งผลให้ทุกอย่างหยุดหมด แม้ไม่มีการปิดสนาม หรือการประท้วงมันก็ลดลงโดยอัตโนมัติ แต่การประท้วงของกลุ่มเสื้อแดงทำให้การท่องเที่ยวเจ๊งเร็วขึ้น ท่องเที่ยวเจ๊งไม่พอ ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ ไม่ให้เงิน คนตกงาน มีสักกี่คนที่เข้ามาทำปลาที่โรงงาน 

 2. อำนาจการซื้อลดลง วันนี้กำลังผลิตอยู่ที่ 60-70 % เขาอยู่ได้ ไม่ยังไม่ใช่กำลังผลิต 100 % แล้วจะขยายไปเพื่ออะไร โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาที่วันนี้ประกาศประหยัดค่าใช้จ่ายอีก 5% คือไม่มีการฟุ่มเพื่อยอีกแล้ว เมื่อไม่ฟุ่มเฟื่อยท่องเที่ยวก็ไม่เกิด วันนี้คนที่ลงทุนต้องเป็นภาครัฐ โครงการ 3 ปี 4 ปี ลงไปเลยทุกจังหวัด ทำสะพานข้ามแยก กระจายงานให้ผุ้รับเหมาะท้องถิ่น ลอจิกติกส์ ขนส่งประหยัดค่าน้ำมันปีละ 200,000 บาท จากสุไหงโกลก-กทม.ไม่ต้องแตะเบรก ลดความสูญเสียจากอุบัติการณ์ได้อีกเท่าไหร่ 

3. มีการพูดกันมาตลอดภาคใต้ขาดแรงงานระดับไร้ฝีมือ ตลอดแนวชายฝั่งอันดามัน อุตสาหกรรมประมง อุตสาหกรรมแช่แข็ง ยังต้องการแรงงานอีกไม่น้อยกว่า 300,000 คน แต่ปัญหานี้ภาครัฐยังไม่มีความชัดเจนในมาตรการที่จะออกมาแก้ปัญหา

Read 963 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35