Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62
Wednesday, 13 January 2010 13:11

เอกชนหวั่นถอนพ.ร.ก.กู้เงินฉุดศก. ลุ้นระทึกขัดรัฐธรรมนูญ-ผวากระทบแผนลงทุน

Written by 
Rate this item
(0 votes)

source:ข่าวสด

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีประธานสภาผู้แทนราษฎร ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความการออกพ.ร.ก. และพ.ร.บ.กู้เงินของรัฐบาล รวม 800,000 ล้านบาท ขัดรัฐธรรมนูญตามที่ฝ่ายค้านยื่นเรื่องหรือไม่ ว่า พ.ร.ก.และ พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว มีความสำคัญต่อรัฐบาล และมีวัตถุประสงค์ชัดเจนในการนำเงินที่ได้มาใช้ในการกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศอยู่แล้ว จึงเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน อีกทั้งยังนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและเกิดการจ้างงานภายในประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายอุตสาหกรรม จึงเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นความสำคัญและเร่งพิจารณาโดยเร็ว เพื่อให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ได้คลี่คลายไปโดยเร็ว โดยหากผลการพิจารณาออกมาว่า พ.ร.ก.กู้เงินขัดกับรัฐธรรมนูญจริง จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องแก้ไขต่อไป

ด้านนายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลของแต่ละประเทศทั่วโลกจะต้องเร่งแก้ไข เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตเป็นปกติอีกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไทยพยายามอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแบบเร่งด่วน แต่การเลื่อนการพิจารณาการออกกฎหมายดังกล่าวออกไปอีกย่อมส่งผลกระทบทำให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจยิ่งล่าช้าออกไปอีก แต่หากมองในแง่ของกฎหมายแล้วหากมีการตีความให้ชัดเจนก่อนก็เป็นเรื่องที่ดี ซึ่งหากผลจากการตีความสรุปออกมาว่าสามารถดำเนินการได้ ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านจะต้องช่วยกันเร่งผลักดันกฎหมายดังกล่าวให้ออกมาบังคับใช้ได้รวดเร็วเพิ่มมากขึ้นเป็น 2 เท่า

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงกรณีดังกลˆาววˆาจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการตีความและผลที่ออกมา โดยแบ่งได้ 3 กรณี คือ กรณีแรก หากการตีความด้วยความรวดเร็วและผลตีความระบุว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ สามารถนำเข้าสู่การพิจารณาใหมˆทันในเดือนมิ.ย. ก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะรัฐบาลยังมีเงินคงคลังเพียงพอ และยังมีผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไปได้ และเชื่อว่าหลังรัฐบาลระดมเงินในเดือนก.ค.-ส.ค. แผนการลงทุนจะล่าช้าเล็กน้อย

ส่วนกรณีที่ 2 หากการตีความใช้เวลานาน และนำเข้าสู่สภาฯ ในเดือนส.ค.-ก.ย. ก็คงมีผลต่อการระดมเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องเลื่อนเป็นพ.ย.-ธ.ค. ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจขาดแรงหนุนในการฟื้นตัวและคงมีผลต่อการบริหารเงินคงคลัง ส่วนกรณีสุดท้าย หากสรุปว่า พ.ร.ก.กู้เงินขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจสะดุดลงเพราะขาดเงินทุน

"การตีความเป็นการทำงานของฝ่ายค้าน ซึ่งคงทำตาม กรอบที่เหมาะสม แต่ยังคงเชื่อว่า การตีความไม่น่าจะใช้เวลานาน และคงไม่มีผลกระทบต่อแผนการลงทุนของรัฐบาลมากนัก" นายธนวรรธน์ กล่าว

Read 897 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35