Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 3
Wednesday, 22 December 2010 17:14

อุตฯยานยนต์ไทยดาวเด่นอาเซียนเตือนเร่งปรับตัวหนีคู่แข่งยึดฮับการผลิต

Written by 
Rate this item
(0 votes)

ที่มา นสพ ออนไลน์



อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยปีนี้ โดดเด่นทั้งด้านการผลิต การส่งออก และยอดการจำหน่ายในประเทศ ทำให้คาดว่าอุตสาหกรรมนี้จะมีอัตราการเติบโตถึง 48-50% แม้เศรษฐกิจโลกจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่และเศรษฐกิจไทยก็เริ่มมีแนวโน้มชะลอ ตัวลง


หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจจัดเสวนาหัวข้อ "ไทยกับการเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ในอาเซียน" โดย ดร.เฟรดเดริโก จิล แซนเดอร์ นักเศรษฐกิจศาสตร์ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย ชี้แจงถึงมูลเหตุจูงใจที่นักลงทุนญี่ปุ่นและสหรัฐยังมั่นใจในอุตสาหกรรมยาน ยนต์ของไทย ว่า ดูได้จากการขนเงินเข้ามาลงทุนอีกหลายหมื่นล้านบาทในช่วง 3-5 ปีต่อจากนี้ของค่ายรถใหญ่หลายๆ แห่ง แต่มองอนาคตว่า หากไทยยังไม่ปรับตัวช่วง 5-10 ปี อาจทำให้สูญเสียความได้เปรียบในการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในอาเซียนได้

 ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยถือว่ามีการเติบโตเร็วมาก แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และถือเป็นอุตสาหกรรมการผลิตที่สำคัญของไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 12% ของจีดีพี ซึ่งไทยต่างจากมาเลเซียและอินโดนีเซียตรงที่ไทยไม่เคยผลิตรถยนต์ที่ใช้ ยี่ห้อไทย แต่กลับเลือกที่จะปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านนโยบายที่ค่อนข้างเสรีอย่างต่อ เนื่องนับตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมา เพื่อดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์แทน ส่งผลให้ไทยมีการผลิตเพื่อส่งออกรถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความต้องการในประเทศที่ลดลงทำให้โครงสร้างการผลิตยานยนต์ของไทย เปลี่ยนแปลงไป จนกระทั่งปัจจุบันสัดส่วนของการส่งออกยังคงมากกว่า

 ในระยะ 5-10 ปีนับจากนี้ มองว่าเศรษฐโลกจะชะลอตัวลงขณะที่เศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโต ได้เร็วกว่า ส่งผลให้มีกำลังซื้อมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าจำพวกรถยนต์ คาดว่าตั้งแต่ปี 2005-2015 ปริมาณยานยนต์จะมีเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว ขณะที่ตลาดสหรัฐและยุโรป มีการผลิตโดยใช้ต้นทุนสูงกว่า จึงมองว่าตลาดในอาเซียนน่าจะโตพอรองรับการผลิตของประเทศไทยได้

 "ไทยมีอุตสาหกรรมยานยนต์ที่พัฒนาไประดับหนึ่งแล้ว และมีความพร้อมด้านอื่นๆ เช่น ด้านแรงงานและโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ค่ายรถต่างๆ ยังสนใจเข้ามาตั้งโรงงานเพื่อใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก แม้สถานการณ์การเมืองในไทยจะยังไม่มั่นคง แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุน" 

 ผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลกยังมองว่า การส่งออกของยานยนต์ในไทยยังขยายไปได้ไกลถึงออสเตรเลีย และผลิตเพื่อส่งกลับไปญี่ปุ่นอีกด้วย โดยเฉพาะรถกระบะถือว่าไทยมีศักยภาพในการผลิตเป็นอันดับ 1 และขณะนี้เริ่มหันมาผลิตรถขนาดเล็ก หรือรถประหยัดพลังงาน ซึ่งมองว่าไทยยังมีศักยภาพในการผลิตเพื่อส่งออกในตลาดอาเซียน ออสเตรเลียและญี่ปุ่นได้อีกมาก จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้การส่งออกรถยนต์ของไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ยการส่งออกรวม ของประเทศ แม้สินค้าอื่นๆ จะชะลอตัวลงแต่ยานยนต์มีสัดส่วนสูงขึ้นเรื่อยๆ และแม้จีนจะเข้ามาบุกตลาดยานยนต์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีส่วนแบ่งในตลาดโลกเพิ่มขึ้น แต่ถึงขณะนี้มองว่าไทยยังไม่ได้รับผลกระทบและยังคงรักษาส่วนแบ่งเอาไว้ได้

 "ยานยนต์เป็นภาคธุรกิจที่นำการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้อีก 5-10 ปีข้างหน้า แต่ที่เป็นห่วงคือ การเติบโตในระยะ 10 ปี 20 ปี หรือ 50 ปีข้างหน้า ซึ่งขณะนี้เวียดนามเป็นตลาดใหญ่ มีแรงงานถูก และมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีความได้เปรียบด้านแรงงานที่ถูกกว่าของไทย จึงมองว่าไทยเองต้องเร่งปรับตัวหนีคู่แข่ง" 

ไทยขาดการทำวิจัย-ไร้บุคลากร

 ดร.เฟรดเดริโก กล่าวว่า แนวโน้มกำลังแรงงานของไทยเริ่มลดลงและผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น จึงมองว่าไทยควรเร่งพัฒนาด้านนวัตกรรม หรือกิจกรรมที่เพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมแทนที่จะนำเข้าอุปกรณ์มาประกอบเพื่อ ส่งออก โดยจะต้องดึงให้ผู้ผลิต เช่น บริษัทจากญี่ปุ่น สหรัฐ เข้ามาลงทุนด้านการคิดค้นวิจัยในไทยด้วยเพื่อประโยชน์ของอุตฯในระยะยาว เพราะสิ่งที่ไทยขาดอยู่ตอนนี้คือ นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยให้การเติบโตของธุรกิจมีความยั่งยืนมากกว่าระยะ 5-10 ปีข้างหน้า

 นอกจากนั้น มองว่า ไทยยังมีปัญหาแรงงานขาดทักษะ เพราะที่ผ่านมาทั้งภาครัฐและเอกชนลงทุนด้านการวิจัยน้อยมาก ดังนั้นในระยะ 10 ปีนี้ต้องเร่งปรับเปลี่ยนการลงทุนด้านวิจัยพัฒนาให้ขึ้นไปเทียบเคียงกับ ฮ่องกง และจีนให้ได้ โดยการดึงการลงทุนด้านนี้เข้ามามากขึ้น เพราะนอกจากปัญหาเรื่องการทำวิจัยแล้ว ไทยยังมีปัญหาด้านบุคลากรในวงการวิจัยด้วย ถ้าไม่เร่งเพิ่มจำนวนไทยจะล้าหลังประเทศอื่นในเอเชียอย่างแน่นอน

 แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 โดยมุ่งเน้นพัฒนามนุษย์เพื่อผลทางเศรษฐกิจ และจากที่เคยทำงานร่วมกับ สศช.พบว่า การเรียนในระดับมหาวิทยาลัยของไทยมีมากกว่าประเทศอื่น แต่ยังไม่ได้ตามมาตรฐานสากล ขาดบุคลากรที่มีทักษะเหมาะสมกับการผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ โดยพบว่าเมื่อมีวิศวกรในภาคยานยนต์ลาออกกว่าจะหาคนมาแทนได้ต้องใช้เวลากว่า 50 สัปดาห์ ถือว่าใช้เวลามากที่สุด และแม้ว่าขณะนี้ไทยผลิตไอซีและชิ้นส่วนได้จำนวนมาก แต่ไม่ควรพอใจเพียงเท่านี้ ควรเน้นไปที่การออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่เป็นฐานการประกอบรถยนต์เท่านั้น ต้องมีทักษะเชิงนวัตกรรมด้วย 

เวียดนาม-อินโดนีเซียคู่แข่งน่ากลัว
 
 นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร โลกยังมองว่า รัฐบาลไทยควรจะสร้างบรรยากาศเชิงนวัตกรรมเป็นการส่งเสริมภาคเอกชนด้วย เพราะเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อผ่านไป 2 ปีก็เป็นเทคโนโลยีล้าสมัยแล้ว การสร้างนวัตรรมใหม่สามารถเรียนรู้จากสิ่งที่มีมาก่อน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ในอนาคตเหมือนกับบางประเทศที่ทำลักษณะนี้ โดยสามารถเลียนแบบควบคู่ไปกับการคิดค้นขึ้นมาใหม่

 เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง ทั้งอินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย พบว่า ไทยยังมีความได้เปรียบในด้านโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมยานยนต์เจริญรุดหน้า แต่ยังมีปัญหาด้านการขาดทักษะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบริษัทเจ้าของแบรนด์ มีทีมวิจัยพัฒนาอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมาลงทุนในประเทศอื่น 

 "ไทยต้องพัฒนาเอสเอ็มอีให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทข้ามชาติแข่งกับ ซัพพลายเออร์ที่อยู่ในประเทศไทย เพราะไทยมีการออกแบบที่ดี ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจมีบริษัทที่เกิดจากเอสเอ็มอีเล็กๆ ที่ผลิตชิ้นส่วนที่ดีแข่งขันกับบริษัทใหญ่ๆ ได้"

 อย่างไรก็ตาม ในระยะ 10 ปีข้างหน้านี้ ไทยยังไม่ถูกคุกคามจากจีน เพราะมีข้อจำกัดในการนำเข้า-ส่งออก ทำให้ยากต่อการส่งออกในอาเซียนและญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันจีนลงทุนด้านการวิจัยสูงและมีการพัฒนาได้เร็วมาก ในอนาคตจึงถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวและท้าทายอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ส่วนอินเดียก็ยังมีตลาดในประเทศที่ใหญ่มาก แต่อาจจะมีการแข่งขันด้านชิ้นส่วนรถยนต์กับไทยมากกว่า ผู้ประกอบการไทยจึงอาจขยับขยายการลงทุนไปที่ประเทศจีน ซึ่งมีค่าแรงถูกกว่า เพื่อให้สามารถผลิตชิ้นส่วนแข่งขันก็ได้

 ขณะที่เวียดนามและอินโดนีเซียอุตสาหกรรมยานยนต์เติบโตขึ้นมาก เพราะเป็นตลาดที่น่าสนใจของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก ทำให้บริษัทขนาดใหญ่เริ่มหันไปลงทุน และอีก 5-10 ปีอาจขึ้นมาเทียบเคียงกับไทยจึงถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว ขณะนี้เวียดนามมีการลงทุนผลิตรถจักรยานยนต์จำนวนมาก เนื่องจากมีแรงงานถูกกว่าไทย หากโครงสร้างพื้นฐานของเวียดนามพัฒนาขึ้นมาก็น่าจะแข่งขันกับไทยได้ เพราะค่ายรถคงเลือกฐานการผลิตที่เป็นประโยชน์กับบริษัทสูงสุด ส่วนมาเลเซียอยู่ในสถานะที่มีความท้าทายเช่นเดียวกับไทยในการดึงดูดการลงทุน ด้านวิจัยและพัฒนาเข้าประเทศ เพราะการผลิตรถยนต์ยังไม่โดดเด่น ในระยะอันใกล้นี้จึงยังไม่ถือว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของไทย แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะหากไทยยังไม่ปรับตัวก็จะถูกทิ้งห่างทางด้านนวัตกรรมยานยนต์อย่างแน่นอน

 

Read 4500 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35