Tuesday, 12 February 2013 15:57

‘ยูนิลีเวอร์’เล็งทุ่มเงิน2,800ล้าน สร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ขยายกำลังผลิตเครื่องใช้ในบ้าน

Written by 
Rate this item
(0 votes)

 นายบาวเค่อ ราวเออร์ส ประธานกลุ่ม บริษัทยูนิลีเวอร์ในประเทศไทย และอินโดไชน่า เปิดเผยว่าภาพรวมของธุรกิจในปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 40,000 ล้านบาท เติบโต 13% นับเป็นการเติบโตครั้งแรกในรอบ 10 ปี และเป็นครั้งสำคัญที่บริษัทมีการเติบโต 2 หลัก ซึ่งปัจจัยการเติบโตมาจากกลุ่มสินค้าในเครือกว่า 50 กลุ่ม ที่มีการเติบโต อาทิ กลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือนมีการเติบโตมากกว่า 2 หลัก กลุ่มสินค้าทำความสะอาดผิวหน้าและผิวกาย โดยเฉพาะในตลาดผู้ชายมีการเติบโต 17% มากกว่าตลาดรวมที่เติบโต 11% และกลุ่มไอศกรีม โดยเฉพาะแบรนด์ “แม็กนั่ม” เติบโตสูงถึง 4 เท่า

“ความสำเร็จของสินค้าของใช้ส่วนตัวสำหรับผู้ชายในปี 2555 ที่สูงมาก ทั้งแบรนด์เคลียร์ เมน และวาสลีน เมน เพราะการเล็งเห็นโอกาสในช่องทางตลาดผู้ชาย ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่มีช่องทางการเติบโตสูงที่สุดในไทย จากข้อมูลพบว่า 70% ของผู้ชายไทย ยังคงใช้สินค้าดูแลผิวหน้าของผู้หญิง และพบว่าปี 2555 ตลาดสินค้ากลุ่มผู้ชายเติบโต 17% จากปี 2554 ที่เติบโตเพียง 11%”นายบาวเค่อ ราวเออร์ส กล่าว

นอกจากนี้ ปี 2555 ยังเป็นปีที่บริษัทได้ให้ความเชื่อมั่นกับคนไทยว่า บริษัทจะสร้างธุรกิจในไทยต่อเนื่องอย่างยั่งยืน ด้วยการลงทุนกว่า 600 ล้านบาท สร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาระดับภูมิภาค ตั้งอยู่ภายในพื้นที่โรงงานของยูนิลีเวอร์ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของยูนิลีเวอร์ประจำประเทศไทย บนถนนพระราม 9 ด้วยงบลงทุน 2,600 ล้านบาท จะเปิดดำเนินการได้ในปี 2557

ทั้งนี้จากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้บริษัทเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องด้วยงบลงทุน 2,800ล้านบาท ซึ่งล่าสุดทุ่มงบประมาณกว่า 800 ล้านบาทเพื่อขยายกำลังการผลิตกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนชนิดน้ำ ภายใต้การผลิตของโรงงานยูนิลีเวอร์นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และมีการใช้งบเพิ่มเติมอีกกว่า 2,000 ล้านบาท ในการสร้างศูนย์กระจายสินค้าที่อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ รวมถึงการขยายตลาดไปยังสินค้ากลุ่มใหม่ ผ่านแนวคิด 1.การเพิ่มกลุ่มผู้ใช้สินค้า, 2.การเพิ่มปริมาณการใช้สินค้า และ 3.การเพิ่มคุณประโยชน์ให้แก่ผู้ใช้สินค้า

สำหรับแนวโน้มการจับจ่ายสินค้าของผู้บริโภคคนไทยในปี 2556 นี้ บริษัทเชื่อว่าน่าจะมีการใช้จ่ายที่มากขึ้น เนื่องจากปัจจัยด้านการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ อีกทั้งในอนาคตสัดส่วนกลุ่มชนชั้นกลางหรือกลุ่มระดับ B จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 90% ในปี 2563 จากสัดส่วน 35% ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามบริษัทตั้งเป้าหมายว่าในปี 2556 นี้ ผลประกอบการ

จะมีการเติบโตอยู่ที่ 13% และในปี 2565 จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว จากรายได้ในปี 2555 ที่ผ่านมา

ที่มา : http://www.ryt9.com/s/nnd/1587632

Read 1034 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35