Friday, 15 February 2013 15:49

“ยิ่งลักษณ์”ฟุ้งปี56จีดีพีโต5.5%

Written by 
Rate this item
(0 votes)
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าว ในงานมอบนโยบายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศและการชี้แจงการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี57 ว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้จะอยู่ที่ 5.5%ส่วนอัตราเงินเฟ้อถือว่ายังอยู่ในภาวะปกติ คือ 3% โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังจากเกิดอุทกภัยและวิกฤตเศรษฐกิจโลก ผ่านนโยบายของรัฐบาลทั้ง 16โครงการ สามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 0.7% ขณะที่นโยบายรถคันแรกมีประชนใช้สิทธิกว่า 1.25 ล้านคัน โดย 26% เป็นรถจดทะเบียนกรุงเทพ ส่วนที่เหลือกระจายไปในต่างจังหวัด สะท้อนว่าเกษตรกรมีกำลังซื้อมากขึ้น ด้านการลงทุนมีนักธุรกิจขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอเพิ่มขึ้นกว่า 2,500ล้านบาท 
 
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 57 รัฐบาลมีแผนจะลงทุนในโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า3.5 แสนล้านบาท และงบลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีก 2.2ล้านล้านบาท ขณะที่รัฐบาลยังตั้งเป้าหมายลดการขาดดุลงบประมาณลดลง โดยคาดว่าจะเข้าสู่งบสมดุลในปี 60 
 
นายกรัฐมนตรีกล่าวเน้นว่า 4 ยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนประเทศและรองรับเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 58 ประกอบด้วย 1.การสร้างความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากประเทศรายได้น้อย เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง 2.ยุทธศาสตร์ลดความเหลี่อมล้ำ เพื่อสร้างโอกาสความเสมอภาค และความเท่าเทียมกับสังคม ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม 3.ยุทธศาสตร์สร้างความเติบโตบนพื้นฐานคุณภาพชีวิต เพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 4.ยุทธศาสตร์การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ 
 
"เชื่อมั่นว่าทั้ง 4ยุทธศาสตร์จะนำไปสู่การขับเคลื่อนประเทศ ตามนโยบายขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวและยอมรับว่า การบริหาราชการกว่า 1 ปีที่ผ่านมามีความท้าทาย เพราะมีปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่ยังไม่นิ่ง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจที่มีความผันผวน
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปที่ให้ความสำคัญประชาธิปไตย และความเท่าเทียม เศรษฐกิจของประเทศที่ไม่สมดุล และสังคมขาดการดูแล แต่ทั้งนี้ ด้วยความร่วมมือของหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
 
ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงการแข่งค่าของเงินบาทว่า อัตราการแข็งค่าเงินบาทค่อนข้างเร็วกว่าสกุลเงินภูมิภาคเอเชีย แต่ในแง่ของการเคลื่อนไหวอัตราแลกเปลี่ยนควรดูกรอบเวลาเหมาะสมหรือช่วงระยะยาวมากกว่า โดยเมื่อเทียบตลอด 1 ปีกับ 2สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทยังถือว่าเงินบาทไม่แตกต่างกับสกุลเงินภูมิภาคมากนัก และเงินบาทยังสอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจไทยอยู่ อย่างไรก็ตาม ธปท.ก็มีการเตรียมเครื่องมือไว้พร้อมอยู่แล้ว หากเกิดความจำเป็นในสถานการณ์ต่างๆ
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ธปท.ได้แถลงนโยบาย “ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน ธปท.ประจำปี 56” โดย ธปท. ชี้แจงว่า ปัจจุบันไทยกำลังเข้าสู่ยุคแห่งการเชื่อมโยง ซึ่งครอบคลุมหลายมิติ ทำให้ความซับซ้อนมีมากขึ้นและอาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพของระบบได้ แม้จะเป็นการก่อตัวเล็กๆ ดังนั้นความท้าทายในการดำเนินงานของผู้ดูแลนโยบายเศรษฐกิจ จึงเห็นว่าควรอยู่ที่การรักษาสมดุลนโยบาย เพื่อสร้างประสิทธิผลสูงสุดของนโยบาย 
 
ทั้งนี้ นโยบายการเงินและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนนั้น จะเห็นว่าควรรักษาสมดุลระหว่างการขยายตัวเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพการเงิน เพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำเกินไปอาจจะสูงใจให้ภาคเอกชนก่อหนี้สินมากเกินควรหรือกระตุ้นให้ผู้ฝากเงินหันไปลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่ามากขึ้นและอาจนำไปสู่การสะสมความไม่สมดุลในระบบการเงินหรือภาวะฟองสบู่ได้ในอนาคต ซึ่งปัจจุบันราคาอสังหาริมทรัพย์ไทยไม่ได้สูงเกินไป เทียบกับประเทศภูมิภาคนี้
 
นอกจากนี้ การดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีความผันผวนมากขึ้น รวมถึงการติดตามและประเมินผลกระทบของค่าเงินบาทต่อภาคเศรษฐกิจ ซึ่งการวางโครงสร้างและเตรียมความพร้อมแก่ภาคเอกชน ถือเป็นการพิจารณาสำคัญต่อการเลือกแผนรับมือในสถานการณ์ต่างๆ ขณะที่นโยบายระบบชำระเงินจะรักษาสมดุลในการพัฒนา เพื่อเสริมประสิทธิภาพและสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ระบบการชำระเงินไทย ธปท.ตั้งเป้าที่จะขยายระบบการหักบัญชีเช็คด้วยภาพเช็คและระบบการจัดเก็บภาพเช็ค( ICAS)ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้การเรียกเก็บเช็คข้ามจังหวัดที่ปัจจุบันใช้เวลา3-5 วันทำการจะเหลือเพียง 1 วันทำการ และส่งเสริมให้ใช้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทดแทนเงินสด รวมถึงยกระดับระบบการชำระเงินไทยให้เอื้อต่อการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ
 
ขณะที่ความท้าทายนโยบายสถาบันการเงินจะรักษาสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการทางการเงิน เสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และการคุ้มครองผู้ใช้บริการ โดยในปีนี้ ธปท.มีแผนจะให้ใบอนุญาตแก่สถาบันการเงินต่างชาติที่จะเข้ามาดำเนินการใน
 
ที่มา : http://www.logistics2day.com/App_Website/Community/interview.aspx?id=2637
Read 918 times Last modified on Friday, 03 May 2013 16:17