Thursday, 07 March 2013 16:54

การเผยแพร่ข้อมูลด้านพลังงานต้องรู้จริง โดย มนูญ ศิริวรรณ

Written by 
Rate this item
(0 votes)

 

คนไทยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของพลังงานน้อยมาก โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงานของไทยในอนาคต

 ช่วงนี้ผมอยู่ในระหว่างการเดินสายไปร่วมเสวนาในเวทีสาธารณะเพื่อผู้บริโภคในหัวข้อ “ชำแหละโครงสร้างราคาพลังงาน : เพื่อคนไทย” ซึ่งจัดโดยสมาคมพัฒนาผู้บริโภคไทย (สพบ.) โดยจะจัดขึ้น 4 ครั้งในภาคต่างๆทั้ง 4 ภาคของประเทศ โดยครั้งแรกได้จัดขึ้นไปแล้วที่จังหวัดอุดรธานี ครั้งที่สองที่จังหวัดเชียงราย ครั้งที่สามที่หาดใหญ่ สงขลา และครั้งสุดท้ายจะจัดที่กรุงทพมหานครในวันที่ 30 มีนาคม ที่จะถึงนี้

จากการไปร่วมในเวทีสาธารณะดังกล่าวทำให้ผมได้รับรู้ความจริงข้อหนึ่งว่า คนไทยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของพลังงานน้อยมาก โดยเฉพาะความรู้ความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงานของไทยในอนาคต ว่าเรามีความเสี่ยงในเรื่องของพลังงานมากแค่ไหน (นี่ดีว่ามีข่าวเรื่องก๊าซพม่าขาดจนอาจทำให้เกิดไฟฟ้าดับ เลยทำให้คนไทยตื่นตัวขึ้นมาบ้าง)

แต่ถึงแม้คนไทยจะมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของพลังงานไม่มากนัก แต่ในแง่ของความสนใจในปัญหาพลังงาน โดยเฉพาะปัญหาพลังงานมีราคาแพง กลับเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสำคัญสูงมาก และสนใจติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหว เบื้องหน้า เบื้องหลัง หรือเบื้องลึกในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีที่ประชาชนผู้บริโภคจะหันมาเอาใจใส่ในเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ของตนเอง และคอยดูแลไม่ให้ใครมาเอารัดเอาเปรียบประชาชน

แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาออกไปร่วมเวทีเสวนาในต่างจังหวัดก็คือ ผมพบว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลด้านพลังงานที่ไม่ครบถ้วน ข้อมูลเพียงด้านเดียว และในบางครั้งเป็นข้อมูลที่บิดเบือนด้วยซ้ำไป โดยมีเจตนาจะสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน และมีเจตนาปลุกระดมประชาชนให้จัดตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างบางประการ และระดมกลุ่มบุคคลจัดตั้งเหล่านั้นมาเข้าร่วมในเวทีเสวนาหรือเวทีสาธารณะต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นในข้อมูลของภาครัฐ ของผู้ประกอบการ หรือแม้แต่ของนักวิชาการที่ชี้แจงในเวทีเสวนา ถ้าข้อมูลนั้นแตกต่างจากข้อมูลของตน โดยไม่สนใจที่จะถกเถียงกันด้วยเหตุและผลที่ถูกต้อง

ตัวอย่างที่ผมอยากยกมาให้เห็นกันชัดๆก็คือเรื่องตัวเลขการผลิตน้ำมันดิบของประเทศไทย เพราะมีการอ้างอิงตัวเลขโดยส่งข้อมูลผ่านสื่อสังคม (social media) กันอย่างกว้างขวางว่า ประเทศไทยผลิตน้ำมันดิบได้วันละ 142 ล้านลิตร และส่งออกน้ำมันไปขายต่างประเทศปีละแปดแสนล้านบาท

แต่ความจริงแล้ว (ตามตัวเลขของทางราชการไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพลังงานและกรมศุลกากร) ประเทศไทยผลิตน้ำมันดิบได้เพียงวันละ 33 ล้านลิตร ต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศวันละ 135 ล้านลิตร และมีการส่งออกน้ำมันดิบไปต่างประเทศเพียงวันละ 5 ล้านลิตรเท่านั้น (น้ำมันดิบที่เราส่งออกเป็นน้ำมันดิบที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะที่จะนำมากลั่นในโรงกลั่นของไทย เพราะได้น้ำมันเบนซินเยอะ แต่เราต้องการน้ำมันดิบที่กลั่นแล้วได้น้ำมันดีเซลเยอะ)

ส่วนมูลค่าการส่งออกน้ำมันของไทยในปีที่แล้วก็อยู่ที่ 3.4 แสนล้านบาท โดยเป็นน้ำมันดิบ 5.1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น นอกนั้นก็เป็นน้ำมันสำเร็จรูป 30 ล้านลิตร/วัน ที่เราผลิตได้เกินความต้องการในประเทศก็ต้องส่งออกไป ไม่ได้มากมายถึงแปดแสนล้านบาทอย่างที่พูดกันในสื่อสังคมออนไลน์แต่อย่างใด

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมได้ยินจากผู้ที่ได้รับการเรียกขานว่าเป็นผู้รอบรู้ด้านพลังงานของภาคประชาชนออกมาพูดทางรายการวิทยุรายการหนึ่งตอนเช้าวันอาทิตย์ที่ผมฟังเป็นประจำ ท่านบอกว่าเวลานี้โรงกลั่นน้ำมันเอาเปรียบประชาชนมาก เพราะตั้งราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นสูงเกินไป โดยยกตัวอย่างว่า ถ้าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ที่ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และค่าการกลั่นอยู่ที่ 7 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่หน้าโรงกลั่นก็ไม่ควรเกิน 107 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล พูดเสร็จท่านก็ควักเครื่องคิดเลขออกมาคูณหารให้ดู แล้วก็บอกว่ามันเกิน 107 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลอย่างที่ท่านว่าจริงๆ

เรื่องนี้ถ้าชาวบ้านฟังท่านพูดก็ต้องเชื่อตามท่านอย่างแน่นอน แต่ความจริงก็คือมันคิดบวกลบคูณหารตรงๆอย่างนั้นไม่ได้ครับ เพราะน้ำมันดิบ 1 บาร์เรล (159 ลิตร) เวลาเอามากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป มันจะได้น้ำมันชนิดต่างๆ ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน เช่น อาจได้เป็นน้ำมันเบนซิน 30% น้ำมันดีเซล 40% น้ำมันเตา 20% และผลิตภัณฑ์อื่นๆ 10% ดังนี้เป็นต้น

น้ำมันแต่ละชนิดที่กลั่นได้จะมีมูลค่าต่างกัน บางชนิดขายได้ราคาดี บางชนิดขายได้ราคาต่ำ เช่นน้ำมันเบนซินราคาจะสูงกว่าราคาน้ำมันดิบ แต่น้ำมันเตาราคาจะถูกกว่าน้ำมันดิบ ดังนั้นเราจึงไม่สามารถเอาค่าการกลั่น 7 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล มาบวกราคาน้ำมันดิบ แล้วบอกว่าเป็นราคาที่เหมาะสมได้ เพราะน้ำมันที่กลั่นแล้วทุกชนิดไม่ได้มีกำไร 7 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทุกตัว เพราะน้ำมันบางตัวอย่างเช่นน้ำมันเตานั้น ราคาขายต่ำกว่าน้ำมันดิบถึง 10-14 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เลยทีเดียว

ดังนั้นการตั้งราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นในประเทศไทยจึงต้องมีราคาเทียบเคียง (reference price) คือราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ เป็นตัวตรวจสอบว่าราคาที่ตั้งในประเทศเป็นราคาที่สมเหตุผลหรือไม่ ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป ถ้าโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยตั้งราคาหน้าโรงกลั่นสูงจนเกินไป ก็จะเป็นช่องทางให้มีผู้อยากนำเข้าน้ำมันจากตลาดสิงคโปร์เข้ามาขายในประเทศไทย แต่ถ้าโรงกลั่นฯตั้งราคาต่ำจนเกินไป ก็จะมีผู้นำน้ำมันจากประเทศไทยส่งออกไปขายต่างประเทศมากจนเกินไป จนอาจทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันในประเทศได้

จะเห็นว่าเรื่องของพลังงานนั้นแม้จะไมใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนจนเกินสติปัญญาของประชาชนทั่วไปที่จะศึกษาและสนใจติดตามได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะใช้สามัญสำนึกหรือจินตนาการส่วนตัวมาคิดเอาเองว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แล้วก็พูดๆกันไป บางคนได้ข้อมูลมานิดเดียวก็เอาไปขยายความเสียใหญ่โต บางคนได้ข้อมูลผิดๆมาก็ไม่มีการตรวจสอบ แล้วเอาไปพูด เอาไปเผนแพร่ ผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ส่งต่อกันไปซ้ำแล้วซ้ำอีก วนกันไปเรื่อยๆ  บางเรื่องส่งกันมาตั้ง 4-5 ปีแล้วก็ยังไม่เลิกส่ง ผมได้รับมาไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งแล้ว แรกๆก็พยายามตอบ เพราะอยากจะให้เข้าใจกัน แต่ตอนหลังพอได้รับก็ลบทิ้งไป เพราะรู้สึกว่าเป็นขบวนการสร้างกระแสอะไรบางอย่างมากกว่า

สิ่งที่ผมอยากขอร้องทั้งจากผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลและผู้ที่รับข้อมูลก็คือ ขอให้ศึกษาข้อมูลให้ถ่องแท้ก่อนที่จะเผยแพร่ข้อมูลออกไป หรือส่งต่อข้อมูลต่อๆกันไป ยิ่งผู้พูดหรือผู้เผยแพร่ข้อมูลหรือผู้ส่งต่อข้อมูลเป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในสังคม หรือเป็นผู้มีชื่อเสียงในสังคมด้วยแล้ว ยิ่งต้องระมัดระวังในเรื่องของความถูกต้องของข้อมูลให้มากๆ เพราะเวลาที่ท่านพูดหรือเผยแพร่ข้อมูลออกไปจะมีคนเชื่อถือในวงกว้าง ดังนั้นตรวจสอบให้ดีก่อนที่จะพูดเถิดครับ

ผมขี้เกียจที่จะตามมาแก้ให้ท่านทีหลัง !!!

 

ที่มา-http://www.dailynews.co.th

Read 879 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35