Romnalin

Romnalin

 

เล่มนี้ยังคงเนื้อหาไว้ครบถ้วนต่อจากเล่มที่แล้ว เนื้อหาภายในเล่มยังคงพูดถึงสาระความรู้ในเรื่องโลจิสติกส์ และการสร้างองค์กรแห่งความสุข รวมถึงสาระน่ารู้ต่างๆ ทางทีมงานยังคงที่จะสร้างสรรค์และคัดสรรสาระความรู้ และความบันเทิงเพื่อให้แตกต่างไปจากนิตยสารหรือหนังสือ Logistics ทั่วไปที่มักจะเน้นทางด้านวิชาการ ยังสอดแทรกแนวคิดการออกกำลังกายในสถานที่ทำงาน รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวและร้านอาหารแสนอร่อยที่คุณไม่ควรพลาด

 

 

วารสาร Happy Workplace on Logistics ปีที่ 1 ฉบับที่ 1


หนังสือเล่มนี้เราจัดทำเพื่อให้สาระความรู้ในเรื่องโลจิสติกส์ และการสร้างองค์กรแห่งความสุข รวมถึงประชาสัมพันธ์โครงการต่างๆ โดยสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ร่วมกับ สสส.ได้ร่วมมือกันจัดทำโครงการมิติใหม่ของการเสริมสร้างองค์กรสุขภาวะเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับบุคลากรโลจิสติกส์ทางบก ซึ่งเป็นโครงการที่เราพยายามจะให้คุณภาพชีวิตของบุคลากรในโลจิสติกส์ที่ต้องประสบกับสภาภาวะตึงเครียดการ หรือทำงานที่ไม่เป็นเวลา มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในส่วนของหนังสือ Logistics Clinic ฉบับแรกนี้นั้นทางทีมงานได้พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะสร้างสรรค์และคัดสรรสาระ ความรู้ และความบันเทิง เพื่อให้แตกต่างไปจากนิตยสารหรือหนังสือเกี่ยวกับ Logistics โดยทั่วไปที่มักจะเน้นทางด้านวิชาการ แต่เราพยายามที่จะสอดแทรกเพื่อให้ได้ทั้งสาระ ความรู้ และความบันเทิงเข้าไปเพื่อให้หนังสือ Logistics Clinic เป็นหนังสือที่เหมาะกับผู้อ่านทุกท่าน ไม่ว่าจะระดับ CEO จนถึงระดับพนักงานทั่วไป เพื่อเป้าหมายในการทำให้ทุกคนมีสุขภาวะที่ดี


ผู้แต่ง    สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 

ชื่อหนังสือ คู่มือทักษะคุณภาพชีวิต ฉบับนักบริหาร
รายละเอียด

หนังสือเล่มนี้ เป็นการสรุปภายพรวมจากการถอดบทเรียนขององค์กรต่างๆ ที่ร่วมกันเป็นเครือข่ายกับสมาพันธฺ์โลจิสติกส์ไทยในการนำความรู้เกี่ยวกับความสุข 8 ประการ (Happy 8) ไปสร้างให้เกิดองค์กรแห่งความสุข และต้องขอขอบพระคุณท่านผู้บริหารและและพนักงานของทุกองค์กรต้นแบบ และทุกองค์กรที่เข้าร่วมกิจกรรมที่ร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์ จุดประกายความคิด และตั้งใจที่จะผลักดันสิ่งดีดีเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในองค์กรของท่าน ที่สำคัญคือเป็นแรงบันดาลใจให้สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทยมุ่งมั่นที่จะนำสิ่งต่างๆที่ได้รับเหล่านี้ ไปเผยแพร่ต่อให้กับเพื่อนร่วมอาชีพในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ได้นำไปดำเนินการ อันจะส่งผลดีต่อผู้ปฏิบัติงาน องค์กร และประเทศชาติต่อไป

 

ผู้แต่ง
สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 
การท่าเรือแห่งประเทศไทยประกาศปรับลดราคาค่าธรรมเนียมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงการให้บริการตู้สินค้าและเรือลากจูง เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทย
เรือตรีทรงธรรม จันทประสิทธิ์ ผู้อำนวยการท่าเรือกรุงเทพ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ กทท. มอบหมายให้ฝ่ายบริหาร กทท. พิจารณาทบทวนอัตราการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของการให้บริการตู้สินค้า และการให้บริการเรือลากจูง เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกและในประเทศไทยลดลง โดยอ้างอิงจากราคาน้ำมัน ณ ปัจจุบัน เป็นฐานในการคำนวณ
สำหรับการพิจารณาทบทวนแล้ว มีผลให้การประกาศลดค่าธรรมเนียมพิเศษการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของการให้บริการตู้สินค้า และการให้บริการเรือลากจูง ที่ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบัง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ จากการที่ กทท. ทบทวนอัตราการเรียกเก็บธรรมเนียมพิเศษการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงฯ และได้ออกประกาศ กทท. ฉบับใหม่ ดังกล่าว นอกจากจะทำให้ผู้ใช้บริการจะได้ใช้ราคาน้ำมันที่ลดลง สอดคล้องกับราคาน้ำมัน ณ ปัจจุบัน ยังช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
 
 
 
 
ที่มา      thainews.prd.go.th

 

งานสัมมนา ความก้าวหน้าโครงการวิจัยรอบ 2 เดือน "โครงการวิจัยโลจิสติกส์และโซ่อุปทานด้านเกษตร 2557" วันที่ 12 มกราคม 2558 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์

1.แนวทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์/โซ่อุปทานแพะฮาลาลในปท.ไทยโดย อ.ธีระยุทธ มูเส็ง
2.การสังเคราะห์งา
นวิจัยกลุ่มโลจิสติกส์/โซ่อุปทานประจำปีงบประมาณ55-57โดยรศ.ดร.แก้วตา โรหิตรัตนะ
3.การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์สินค้าเกษตรไทยไปสาธารณรัฐเกาหลี
4.การบูรณาการการจัดการทรัพยากรอย่างชาญฉลาดฯด้วยRFIDและSCM โดย ดร.โสมสิริ จันทรสกุล
5.การป้องกันการปลอมแปลงสินค้าอาหารในกระบวนการโลจิสติกส์ โดยคุณจำรัส สว่างสมุทร
6.การศึกษาและวิจัยโลจิสติกส์/SCสินค้าเกษตรที่สำคัญโดยคุณภูมิศักดิ์ ราศี
7.ศึกษาศักยภาพและแรงจูงใจลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของLog./SCเพื่อส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปของประเทศไทย
8.สร้างคุณค่าบนการจัดการโซ่อุทานอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลโดย ผศ ดร ชุติมา ไวศรายุทธ์
9.พัฒนาห่วงโซ่อุปทาน/Log.ของกล้วยไข่ไทย รองรับการค้าAEC ส่งออกจีนตอนใต้โดยรอ.กำจัด เล่ห์มงคล

วิพากษณ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิ#คุณพงษ์ศักดิ์/คุณปราโมทย์/คุณเกริกกล้า สนธิมาศ ประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย

 

 

 

 

 


คุณเกริกกล้า สนธิมาศ ประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย  ร่วมประชุม Steering Committee ยกระดับศักยภาพการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานของกลุ่มวิสาหกิจผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อเป็นฐานการผลิตรองรับ AEC ประจำปีงบประมาณ 2557 ครั้งที่ 4/2557  ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 2 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่  เมื่อวันที่ 7 มกราคม  2558

 


เข้าร่วมประเมินงานวิจัยและรายงานความก้าวหน้าปี 2557 ณ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

เมื่อวันอังคารที่ 6 มกราคม 2558  ที่ผ่านมา คุณเกริกกล้า สนธิมาศ  ประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย  ได้เข้าร่วมประเมินงานวิจัยและรายงานความก้าวหน้าปี 2557 ณ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย  โดยในที่ประชุมได้มีการนำเสนอผลวิจัยโครงการโลจิสติกส์กลุ่ม Transportation ได้แก่แผนงาน

1.1) แผนงานการพัฒนาระบบวางแผนเส้นทางการขนส่งสำหรับหลายศูนย์กระจายสินค้าและมีกรอบเวลาบนระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์  โดย ผศ.ดร.ทรงศักดิ์ รองวิริยะพานิช มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  

1.2) โครงการ การนำแพลตฟอร์มสารสนเทศไปใช้ในวงกว้างอย่างยั่งยืนสำหรับการรวมกลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง โดย พ.อ.ดร.วิชิต  ซ้ายเกล้า โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า)

 

 

 

เปิดรับสมัคร รุ่น 4  อบรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย รุ่นละ 25 คน รุ่นสุดท้าย!!!


สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ร่วมกับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดอบรมหลักสูตร “การบริหารจัดการคลังสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์” วันที่ 3 - 5 กุมภาพันธ์ 2558

(เมื่อผ่านการอบรมฯ ได้วุฒิบัตรรับรองจากหน่วยงาน)

เงื่อนไขการสมัคร

ดาวน์โหลดใบสมัครตามลิงค์http://www.thailog.org/images/R_Warehouse_Management.pdf 
กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชน ส่งกลับมาที่   This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  หรือ แฟกซ์ 0-2683-4015 ( รบกวนระบุในใบสมัคร "รุ่น 4" )

สอบถามเพิ่มเติม

คุณรมย์นลิน  เกรียงณรงค์เดช

0-2683-4014 , 084-9311239

สงวนสิทธิ์สำหรับผู้ที่ส่งเอกสารการสมัครเข้ามาก่อนและเอกสารครบถ้วนเท่านั้น!!!

 

 

เดือนเดียวจับรถโดยสารผิดกม.หมื่นคัน

นายธีระพงษ์ รอดประเสริฐ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า สถิติการจับกุมดำเนินคดีผู้ขับรถโดยสารสาธารณะ ที่กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบกช่วงวันที่ 17 พ.ย.-11 ธ.ค. 57 มีผู้กระทำผิดทั้งสิ้น 11,203 ราย โดยความผิดส่วนใหญ่มาจากการมีอุปกรณ์ส่วนควบรถไม่แข็งแรง แก้ไขสาระสำคัญตัวรถ ไม่ติดเครื่องหมาย และขับรถเร็วเกินกำหนด ส่วนรถโดยสารสาธารณะที่จดทะเบียนตาม พ.ร.บ.รถยนต์ สามารถจำกุมผู้กระทำผิดได้ 1,101 ราย โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษเปรียบเทียบปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท และหากกระทำความผิดซ้ำซากมีการเพิ่มโทษพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตอีกด้วย

นอกจากนี้ กรมได้จัดเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบสภาพรถโดยสารสาธารณะทุกประเภทที่ให้บริการประชาชนในช่วงปีใหม่ ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล ตามสถานประกอบการ สถานีขนส่งผู้โดยสาร จุดจอดรถและจุดเชื่อมต่อรถสาธารณะที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น โดยเน้นตรวจสอบสภาพความมั่นคงแข็งแรงและมีอุปกรณ์ส่วนควบครบถ้วนถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องปรามและเข้มงวดตรวจสอบผู้ประกอบการ เจ้าของรถและพนักงานขับรถสาธารณะทุกประเภท ก่อนนำรถออกให้บริการประชาชนตามแผนอำนวยการด้านความปลอดภัยในช่วงเทศกาลปี 58

นายธีระพงษ์กล่าวว่า กรมได้ย้ำผู้ประกอบการไม่ปล่อยให้ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถที่ถูกต้องทำหน้าที่ขับรถโดยสารสาธารณะโดยเด็ดขาด และกำชับพนักงานขับรถให้ปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด โดยเฉพาะการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและที่มีการร้องเรียนจำนวนมาก เช่น การบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง การใช้ความเร็วเกินกำหนด การเก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่กำหนด การปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร และการไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร เป็นต้น ทั้งนี้วันที่ 26 ธ.ค.57 -5 ม.ค.58 กรมยังได้จัดทำแผนปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยรองรับการเดินทางของประชาชน โดยตั้งจุดตรวจความพร้อมของพนักงานขับรถและรถโดยสารสาธารณะ ตลอดจนมีการจัดหน่วยเคลื่อนที่ตรวจจับความเร็วของรถโดยสารสาธารณะบนถนนสายหลัก สายรองและ ทางด่วนที่เข้า-ออกกรุงเทพฯ และตั้งจุดตรวจความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะตลอด 24 ชั่วโมง ใน 11 จุด และจัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสาร รถสาธารณะ 1584

กระทรวงคมนาคมอนุมัติลดค่าโดยสารรถ บขส.ลง 2 สตางค์ต่อกิโลเมตร มีผล 16 มกราคมปีหน้า พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถร่วมโดยสาร

พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้อนุมัติในหลักการให้ปรับลดค่าโดยสารรถโดยสารของบริษัท ขนส่ง จำกัด(บขส.) และรถร่วมบริการ บขส. ในอัตรา 2 สตางค์ต่อกิโลเมตร ภายหลังราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่องจากลิตรละไม่เกิน 30 บาท เหลือลิตรละ 26.89 บาท ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงของผู้ประกอบการปรับลดลง โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะต้องนำเรื่องการปรับรถค่าโดยสารเข้าที่ประชุมคณะกรรมการขนส่งทางบกกลางที่มีนายพงษ์ไชย เกษมทวีศักดิ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานพิจารณาก่อนถึงจะปรับลดค่าโดยสารได้ โดยเบื้องต้นคาดว่าจะมีการจัดประชุมในเดือนมกราคม 2558 และจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มกราคม 2558

พลอากาศเอกประจิน กล่าวว่า สำหรับการพิจารณามาตรการช่วยเหลือตามที่สมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารได้ยื่นข้อเรียกร้องมา 6 ข้อนั้น ได้เห็นชอบให้ปรับลดจำนวนเที่ยววิ่งขั้นต่ำตามข้อเท็จจริงที่เสนอมา แต่จะต้องไม่ให้เหลือเที่ยววิ่งน้อยเกินไปจนประชาชนผู้ใช้บริการเดือดร้อน ขณะเดียวกันจะช่วยลดค่าใช้จ่ายการทำประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสารประเภท 3 แก่ผู้ประกอบการขนส่ง โดยจะให้ตัวแทนกระทรวงคมนาคมไปเจรจากับบริษัทประกันภัย เพื่อขอลดค่าเบี้ยประกันให้ผู้ประกอบการ หรือการนำเงินของผู้ประกอบการรถโดยสารมาจัดทำกองทุนคุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะแทนการทำประกันภัย สำหรับการปรับลดค่าขาหรือค่าเที่ยววิ่งนั้นให้คิดตามปกติ เนื่องจากได้เห็นชอบให้มีการปรับลดเที่ยววิ่งตามความเป็นจริงอยู่แล้ว เช่น ปกติวิ่ง 50 เที่ยว เหลือ 20-25 เที่ยว ก็ทำให้การจ่ายค่าขาลดลงอยู่แล้ว

สำหรับข้อเสนอเพื่อขอความช่วยเหลือเร่งด่วน 6 ข้อ ของผู้ประกอบการ ได้แก่ 1.ให้ลดเที่ยววิ่งขั้นต่ำและสูงตามความจริง 2.ขอให้ยกเลิกประกันประเภท3(ส่วนค่าประกัน พ.ร.บ.ให้คงไว้เช่นเดิม) 3.รถที่มีจำนวนมากเกินไป ให้พักการวิ่ง โดยขอฝากโควตาที่เกินความจำเป็น และขออนุมัตินำรถไปวิ่งนอกเส้นทางได้ 4.กรณีค่าปรับต่างๆขอให้พิจารณาก่อนปรับว่าสมควรหรือไม่ 5.ค่าปรับของกรมการขนส่ง เมื่อปรับแล้วให้จบ ไม่ใช่การปรับแล้วส่งเอกสารแจ้งให้ บขส.ปรับต่อ และ 6.เรื่องลดค่าโดยสารหรือขึ้นค่าโดยสาร ยินดีให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามมติของกระทรวงคมนาคม



ที่มา http://www.matichon.co.th