Romnalin

Romnalin

 


เอกสารงานเสวนาและร่วมแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ 

"Innovation Supply Chain Logistics Management" ภายใต้แนวคิด Industry 4.0


วันศุกร์ที่ 18สิงหาคม 2560

เวลา 9.00 15.00 น.

ณ ห้อง NILE 4

ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

 

วิทยากร
1.ดร.วิทยา สุหฤทดำรง วิทยากรพิเศษ

2.ดร.สิทธิชัย  ฝรั่งทอง

3.ดร.สุพัชรี  สุปริยกุล

4.ดร.เชษฐ์ภณัฏ  ลีลาศรีสิริ


เอกสารดาวน์โหลด ตามไฟล์แนบด้านล่าง

 

 

 

เอกสารงานเสวนาและร่วมแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ “ Research  for Logistics 4.0

“บทบาทงานวิจัยทางด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน กับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Thailand 4.0


 วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม 2560

เวลา 9.00 – 12.00 น.

ณ ห้อง NELI 2

ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา


วิทยากร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิรัญญา ทองชาตินักสังเคราะห์งานวิจัยด้านโลจิสติกส์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชุติมา ไวศรยุทธ์  ผู้เชี่ยวชาญด้านโซ่คุณค่าในโลจิสติกส์เกษตร

ดร.ธารกมล ถาวรพานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมโลจิสติกส์

ดร.กิตติ ทรัพย์ประสม วิศวกรอาวุโส สำนักแผนกรมทางหลวงฯ


ดาวน์โหลดเอกสารงานเสวนนา ตามไฟล์แนบด้านล่าง

 

 

 


ขอเชิญร่วมสัมมนา “Symposium 2017  ภายใต้แนวคิด  A Roadmap to Sustainable Growth in Digital Connectivity Era


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ  ขอเชิญร่วมสัมมนา “Symposium 2017  ภายใต้แนวคิด A Roadmap to Sustainable Growth in Digital Connectivity Era ภายในงานแสดงสินค้า TILOG-LOGISTIX 2017 ในวันที่ 17 สิงหาคม 2560 ที่ห้องภิรัชฮอลล์ 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติกรุงเทพฯ – ไบเทค (BITEC) เพื่อส่งเสริมความรู้ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจให้พร้อมสำหรับการแข่งขันในโลกการค้ายุคดิจิทัล รวมทั้งเปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายการค้าเชื่อมโยงกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน+ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

 

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถเข้าร่วมรับฟังการสัมมนาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ โดยลงทะเบียนสำรองที่นั่งได้ที่ e-mail ; This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  โทร : 084-555-4563 หรือ 02-354-3588 ต่อ 131 สมัครได้จนถึงวันที่ 14 สิงหาคมนี้

 

 

 



 

 

 


หัวข้อสัมมนาภายในงาน Thailand International Logistics Fair 2017

ระหว่างวันที่ 17 – 18 สิงหาคม 2560 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา 

 

 

หัวข้อสัมมนาภายในงาน Thailand International Logistics Fair 2017

ระหว่างวันที่ 17 – 18 สิงหาคม 2560 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา (EX HALL 98)

ลง BTS บางนา เดิน Sky Walk เชื่อมต่อทางเข้าด้านข้างไปที่ตัวอาคาร

 

วัน / เวลา

ห้องสัมมนา

หัวข้อ

ภาษา

จำนวน

สมัครสัมมนา

พฤ. 17 ส.ค. 60
08.30-12.30 น.

AMBER 2

Happy Woman Hub Toward Thailand 4.0
วิทยากร
- คุณสัมพันธ์ จาก Western Digital
- คุณแม่ชี ศันสนีย์ เสถียรสุต จาก เสถียรธรรมสถาน
- นพ.ชาญวิทย์ จาก สสส.

- ผู้แทนจากกระทรวงแรงงาน

ไทย

50 คน

ลงทะเบียน

พฤ. 17 ส.ค. 60
09.00-12.00 น.

NILE 3

The potential benefits of backhauling in Asia, technologies to support such activities, and how AEC can change the landscape of backhauling in Asia.
วิทยากร
- Speaker ที่ 1. Dr. JanyaChanchaichujit, Lecturer Walailak University Thailand
- Speaker ที่ 2. Dr. Albert Tan, Associate Professor at Malaysia Institute For Supply Chain Innovation and Associate Research at MIT SCALE Global Network.
- Speaker ที่ 3. Dr. Jose Saavedra-Rosas, Adjunct professor at University of Chile, Chile and Curtin University, Australia.

อังกฤษ

50 คน

ลงทะเบียน

พฤ. 17 ส.ค. 60
09.00-12.00 น.

NILE 4

ช่วงที่ 1 : หัวข้อ “One Belt One Road and Asian Connectivity”
ช่วงที่ 2 : เสวนาเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “Logistics Academic Movement Toward 4.0 and Beyond"

ช่วงที่  1(9:30 - 10:15) บรรยายหัวข้อ“One Belt One Road and Asian Connectivity”

วิทยากร

- ดร.สุรัตน์ จันทร์ทองปาน (อุปนายกฝ่ายกิจกรรม สมาคมไทยโลจิสติกส์ไทยและการผลิต)

ช่วงที่ 2(10:30 - 12:00) เสวนาหัวข้อ“Logistics Academic Movement Toward 4.0 and Beyond"

วิทยากร

- คุณเกียรติพงษ์สันตบุตร  นายกสมาคม TLAPS

- คุณนพรุจ ธรรมจิโรจ  (  ปตท. โพลิเมอร์โลจิสติกส์ )

- คุณภูมิพิทักษ์ ศิลปศร (  จาก เอส ซี จี )

- อ.สุวัฒน์ นวลขาว ( มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา )

- อ.วิญญู ปรอยกระโพก (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ)

- ผู้ดำเนินรายการ

ไทย

50 คน

ลงทะเบียน

ศ.18 ส.ค. 60
09.00 – 12.00 น.

NILE 1

การนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการขนส่งในยุคประเทศไทย 4.0 (The use of information technology to manage transport in Thailand 4.0)
- การใช้ระบบ TMS ช่วยในงานจัดการขนส่งรถเที่ยวกลับ (Backhauling Management System, BMS)
- การใช้ระบบ TMS ช่วยในงานการขอมาตรฐาน Q
- การใช้ระบบ TMS ช่วยในการประเมินประสิทธิภาพโลจิสติกส์ด้านขนส่ง (ILPI Transport)
วิทยากร
- คุณเกียรติพงษ์อุดมธนะธีระ

(นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการพิเศษ)กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่

ไทย

50 คน

ลงทะเบียน

ศ.18 ส.ค. 60
09.00 – 12.00 น.

NILE 2

Research  for Logistics 4.0
วิทยากร
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิรัญญา ทองชาตินักสังเคราะห์งานวิจัยด้านโลจิสติกส์

- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชุติมา ไวศรยุทธ์  ผู้เชี่ยวชาญด้านโซ่คุณค่าในโลจิสติกส์เกษตร

- ดร.ธารกมล ถาวรพานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมโลจิสติกส์

- ดร.กิตติ ทรัพย์ประสม วิศวกรอาวุโส สำนักแผนกรมทางหลวงฯ

ไทย

50 คน

ลงทะเบียน

ศ.18 ส.ค. 60
09.00 – 15.00 น.
( ทั้งวัน )

NILE 4

"Innovation Supply Chain Logistics Management" ภายใต้แนวคิด Industry 4.0
วิทยากร
1.ดร.วิทยา สุหฤทดำรง วิทยากรพิเศษ

2.ดร.สิทธิชัย  ฝรั่งทอง

3.ดร.สุพัชรี  สุปริยกุล

4.ดร.เชษฐ์ภณัฏ  ลีลาศรีสิริ

ไทย

100 คน

ลงทะเบียน

                 
 
 
 

 

 
 
 

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

1.นางสาววรดี เทียนมณี  085-364-3553

2.นางสาวจรินทร ประสิทธิผล 081-438-5267

โทรศัพท์(สำนักงาน) 02-074-7901

 

e-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

 

 

สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยสยาม ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนาหัวข้อ Innovation Supply Chain Logistics Management  4.0

ในวันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม 2560 9.00 – 15.00น. ณ BITECH (บางนา)  ห้อง NILE 4

 

สนใจสมัครเข้าร่วมสัมมนา  Click ที่นี่

 

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

1.นางสาววรดี เทียนมณี  085-364-3553

2.นางสาวจรินทร ประสิทธิผล 081-438-5267

โทรศัพท์(สำนักงาน) 02-074-7901

 

e-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ร่วมกับ สมาคมไทยโลจิสติกส์และการผลิต ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนาหัวข้อ “One Belt One Road and Asian Connectivity ”  และ “Logistics Academic Movement  4.0 (Toward  and Beyond)  ”

ในวันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม 2560 เวลา 9.00 – 12.00น. ณ BITECH (บางนา)  ห้อง NILE 4

 

สนใจสมัครเข้าร่วมสัมมนา   Click ที่นี่

 

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

นางสาววรดี เทียนมณี  085-364-3553

นางสาวจรินทร ประสิทธิผล 081-438-5267

โทรศัพท์(สำนักงาน) 02-074-7901

 

e-mail :  This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

 

 

 

อนุมัติลงทุน 8.8 แสนล. EECTrack พีพีพี 4 โครงสร้างพื้นฐาน

 

มีความคืบหน้าเป็นลำดับสำหรับการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี นับจากเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้อนุมัติการดำเนินงานโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา วงเงินลงทุน 3.1 แสนล้านบาท และประกาศเป็นเขตส่งเสริมพิเศษ ดึงดูดให้นักลงทุนให้เข้ามาลงทุน เพื่อยกระดับให้เป็นเมืองการบินภาคตะวันออก
รวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกกับการเชื่อมโยง 3 สนามบิน มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 2.15 แสนล้านบาท

-อนุมัติโครงการลงทุน
ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการนโยบายฯ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนอีอีซีเพิ่มเติม ในการพัฒนาท่าเรือนํ้าลึก3แห่งได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 และท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ รวมเงินลงทุนประมาณ 1.68 แสนล้านบาท รวมถึงการสร้างรถไฟทางคู่เพื่อเชื่อมโยง 3 ท่าเรือดังกล่าว โดยมีระบบบริหารขนส่งสินค้าแบบไร้รอยต่อ เงินลงทุนราว 1.8 แสนล้านบาท

โดยนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายฯ ชี้ให้เห็นว่า การขับเคลื่อนอีอีซีสามารถผลักดันนโยบายการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานออกมาเรียบร้อยแล้ว ที่จะก่อให้เกิดการลงทุนให้เม็ดเงินราว 8.8 แสนล้านบาท ถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่ารัฐบาลเดินหน้าอย่างเต็มที่ ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะเป็นการดำเนินงานในส่วนของการเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมทุนกับภาครัฐหรือพีพีพีใน 4 โครงการ(ไม่รวมรถไฟทางคู่เชื่อม 3 ท่าเรือ) โดยจะให้นํ้าหนักหรือสัดส่วนการลงทุนจะเป็นของภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐ เนื่องจากรัฐบาลไม่ต้องการใช้งบประมาณแผ่นดินลงทุนที่มากเกินไป หรือไม่อยากก่อหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ที่สำคัญเป็นการลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้

-ไฟเขียววิธีการทำพีพีพี
ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายฯครั้งนี้ ก็ได้เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน หรือระเบียบ EEC Track ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ยกร่างขึ้นมาแล้วเพื่อยกระดับกฎหมายร่วมทุนในพื้นที่อีอีซี ให้เป็นมาตรฐานสากลมีความโปร่งใส และรวดเร็วมากขึ้น

 

โดยผ่านหลักการ5Cs เช่น การสร้างความชัดเจนในการพัฒนาโครงการและมาตรการส่งเสริมให้เอกชนร่วมลงทุนในอีอีซี การบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดความซํ้าซ้อนไม่จำเป็น การดำเนินงานคู่ขนาน พร้อมรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชนและภาครัฐในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชนที่แท้จริง การเปิดเผยข้อมูล โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยให้รายงานและเปิดเผยข้อมูลโครงการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และสาธารณะรวมทั้งให้นำแนวทางและวิธีการในการดำเนินการป้องกันการทุจริตหรือข้อตกลงคุณธรรมมาใช้ด้วยและการกำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดความมุ่งมั่นและรับผิดชอบในความสำเร็จของโครงการ

ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าว จะสามารถช่วยลดระยะเวลาการดำเนินงานโครงการเหลือเพียง 8-10 เดือน จากกรณีปกติ 40 เดือน และกรณี Fast Track 20 เดือน หากเป็นไปตามแผนที่วางไว้ 4 โครงการที่ร่วมทุนกับภาคเอกชนดังกล่าว จะสามารถจัดหาผู้เข้าร่วมประมูลโครงการได้อย่างช้าสุดไม่เกินต้นปี 2561 ซึ่งจะส่งผลให้การก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 จะแล้วเสร็จในปี 2568 ท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 จะแล้วเสร็จในปี 2567เป็นต้น



-ประกาศเขตส่งเสริม 3 พื้นที่
เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายฯ กล่าวอีกว่าส่วนการเตรียมพื้นที่ให้กับนักลงทุน ในเบื้องต้นการประชุมครั้งนี้ ก็ได้ประกาศให้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรม 1,466 ไร่ ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) ที่มาบตาพุด เป็นเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ และให้สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(สกรศ.) ไปประสานงานกับนิคมต่างๆ ที่มีที่ดินเหลืออยู่ประมาณ 1.2 หมื่นไร่ เพื่อกำหนดให้เป็นเขตส่งเสริมในการประชุมครั้งต่อไป

พร้อมทั้ง ประกาศให้บริเวณวังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง จำนวน 3 พันไร่ รวมถึงพื้นที่บริเวณอุทยานรังสรรค์นวัตกรรม ขนาด 120 ไร่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นเขตส่งเสริมนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซีไอ นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ในส่วนของ บริษัท กสทโทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 709 ไร่ เป็นเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิตอลหรืออีอีซีดีด้วย

-กำชับดูแลสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม ในการขับเคลื่อนอีอีซีนายกรัฐมนตรี ได้มีการกำชับจากการพัฒนาโครงการต่างๆ จะต้องมีแผนเตรียมการรองรับผลกระทบด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงให้การพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านการเกษตรด้วย

โดยให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่อีอีซี ให้มีการปรับการเกษตรให้สอดคล้องกับการพัฒนาของอีอีซีและให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดทำแผนการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้พื้นที่อีอีซี ได้รับความมั่นใจเรื่องสิ่งแวดล้อม รวมถึงให้กระทรวงคมนาคม เร่งรัดดำเนินการโครงการรถไฟทางคู่เชื่อมโยงจากอีอีซีต่อไปยัง ทวาย-ย่างกุ้ง-ติลาวา เชื่อมโยงไปจนถึงอินเดีย ด้วย
ทั้งนี้ จากที่มีการดำเนินงานมา นายคณิศ มั่นใจว่า การลงทุนที่จะเกิดขึ้นจริงในช่วง 5 ปี(2560-2564) จะมีเม็ดเงินจริงลงทุนได้กว่า 5 แสนล้านบาท และหลังจากนี้ไปจะดำเนินการเร่งชักจูงนักลงทุนอย่างเต็มที่

 


ที่มา   http://www.thansettakij.com/content/176841

 

 

 


 

ทล.ขยายทางหลวงบ้านเก่า-อ.พานทอง ตอน 2 เสร็จแล้วชี้ช่วยหนุนอีอีซี

 

รายงานข่าวจากกรมทางหลวง โดย สำนักก่อสร้างทางที่ 2 ได้ดำเนินการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 3466 สายบ้านเก่า-อ.พานทอง ตอน 2 (รวมทางหลวงหมายเลข 3127 (อ.พานทอง) - บรรจบทางหลวงหมายเลข 315)เสร็จแล้ว โดยทางหลวงสายนี้เป็นทางหลวงสำคัญสายหนึ่งของจังหวัดชลบุรี ซึ่งมีปริมาณการจราจรสูง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงมีแผนในการพัฒนาเครือข่ายขนส่ง และระบบบริหารขนส่งสินค้าและบริการ เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลกรมทางหลวงจึงได้ดำเนินการออกแบบขยายทางหลวงหมายเลข 3127 และ 3466 เป็นขนาด 4 ช่องจราจร ซึ่งรูปแบบถนนและเกาะกลาง ได้ออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะภูมิประเทศ และเขตทางที่มีอยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด



ทางหลวงหมายเลข 3466 สายบ้านเก่า - อ.พานทอง ตอน 2 (รวมทางหลวงหมายเลข 3227 (อ.พานทอง)- บรรจบทางหลวงหมายเลข 315) มีจุดเริ่มต้นที่ กม.10+538 (สาย3466) ในพื้นที่ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี ระยะทางประมาณ 6.23 กิโลเมตร โดยมีรูปแบบการก่อสร้างเป็นมาตรฐานชั้นทางพิเศษขยายจาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร ผิวจราจรเป็นแบบแอสฟัลต์คอนกรีต กว้างช่องจราจรละ 3.5 เมตร ไหล่ทางด้านนอกกว้างข้างละ 2.5 เมตร แบ่งทิศทางการจราจรด้วยเกาะกลางแบบสีตีเส้น กว้าง 1.6 เมตร งบประมาณ 356,127,000 บาท

โครงการก่อสร้างดังกล่าว เป็นการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม สอดคล้องยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทยตามนโยบายของรัฐบาล เพิ่มประสิทธิภาพการจราจรให้สะดวกรวดเร็วปลอดภัย รวมทั้งเป็นการสนับสนุนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) และลดจำนวนการเกิดอุบัติเหตุตามนโยบายของรัฐบาลอีกด้วย

 

 

ที่มา   http://www.thansettakij.com/content/178105

 

 

 

 

ชงตั้งเขตส่งเสริมในอีอีซี ขอนายกฯไฟเขียว WHA - กนอ.นำร่อง 3.2 พันไร่



นิคมแห่ยื่นขอจัดตั้งเขตส่งเสริมในอีอีซีชี้เป็นช่องทางดึงดูดนักลงทุน WHAและกนอ.เสือปืนไวเตรียมชงพื้นที่รวมกว่า3.2 พันไร่นำร่องถึงประยุทธ์ขอไฟเขียว 19 ก.ค.นี้

ขณะที่รัฐบาลพยายามเร่งรัดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี โดยการประกาศพื้นที่สนามบินอู่ตะเภากว่า 6,000 ไร่ เป็นเขตส่งเสริมเมืองการบินภาคตะวันออก และจะประกาศเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิตอล ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ที่คาดว่าจะเข้าสู่การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้

ทั้งนี้การประกาศเป็นเขตส่งเสริมจะช่วยให้เกิดการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวมากขึ้น เนื่องจากจะได้สิทธิประโยชน์พิเศษเพิ่ม นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในพื้นที่อีอีซี ส่งผลให้ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมหลายรายสนใจยื่นเรื่องขอจัดตั้งเป็นเขตส่งเสริมแล้ว เช่น บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมเหมราช และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) โดยคาดว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายฯวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ จะมีการเสนอเรื่องให้พิจารณา

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมเหมราช เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจว่า ขณะนี้นิคมอุตสาหกรรมเหมราช ซึ่งมีนิคมอยู่ 9 แห่งในจังหวัดชลบุรีและระยอง ที่พร้อมพัฒนาแล้วกว่า 1 หมื่นไร่ และมีความพร้อมที่จะยื่นขอเป็นเขตส่งเสริมได้ทั้งหมด โดยพื้นที่นำร่องแห่งแรกได้เตรียมที่ดินไว้ราว 2,000ไร่ ห่างจากสนามบินอู่ตะเภาประมาณ 18 กิโลเมตร จะเสนอเป็นเขตส่งเสริมของอุตสาหกรรมอากาศยาน เช่น การตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน อุตสาหกรรมผลิตหุ่นยนต์และยานยนต์สมัยใหม่

โดยขณะนี้กำลังปรับหน้าดินบนพื้นที่ภายในนิคมฯเหมราชระยอง และเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน เช่น วางระบบไฟเบอร์ออพติกรองรับการเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงล่าสุดได้ส่งเรื่องไปยังการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกแล้วเนื่องจากคณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจตามมาตรา 44 ที่ให้มีอำนาจในการอนุมัติเอกชนจัดตั้งนิคมเป็นเขตส่งเสริมได้ในระหว่างที่รอ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประกาศบังคับใช้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

 

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นอกจากบริษัท ดับบลิวเอชเอฯ ยื่นเรื่องขอจัดตั้งนิคมเป็นเขตส่งเสริมแล้ว ยังมีพื้นที่ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ขนาด 1,200 ไร่ บริเวณมาบตาพุด จังหวัดระยองที่จะขอเป็นเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมไฮเทคหรือ สมาร์ท พาร์กเพื่อรองรับการลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงรวมถึงด้านโลจิสติกส์ด้วย

นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ในเร็วๆนี้กลุ่มอมตะจะเสนอเรื่องไปยังกนอ.เพื่อเสนอขอจัดตั้งนิคมในจังหวัดชลบุรีและระยองพื้นที่ราว 2,000-3,000 ไร่ เป็นเขตส่งเสริมนำร่องก่อน จากที่มีพื้นที่กว่า 1 หมื่นไร่เพื่อรองรับการเข้ามาลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไฮเทคมากขึ้น และอยู่ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่รัฐบาลต้องการให้เกิดการลงทุนใหม่ โดยพื้นที่ทั้ง 2 จังหวัดนี้ถือว่ามีจุดเด่นใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง และสนามบินสุวรรณภูมิ ที่จะดึงความสนใจของนักลงทุนได้ และเป็นฐานของอุตสาหกรรมเป้าหมายอยู่แล้วในปัจจุบัน


 

ที่มา   http://www.thansettakij.com/content/172773

 

 

 

เร่งยิกเวนคืน "ส้ม-ชมพู-เหลือง" หวั่นค่าโง่-ปิดช่องผู้รับเหมาขอต่อเวลา


หลัง "รฟม.-การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย" จดปากกาเซ็นสัญญาก่อสร้างรถไฟฟ้า 3 สาย 3 สี "ส้ม-ชมพู-เหลือง" มูลค่าลงทุนร่วม 2 แสนล้านบาทไปร่วม 4 เดือนดูเหมือนยังไม่ฉลุยเท่าที่ควร เนื่องจากยังมีหลายพื้นที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใช้พื้นที่ 

ล่าสุด "รฟม." ได้เปิดประชุมร่วมกับกรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) มี "ชาติชาย ทิพย์สุนาวี" ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน แต่ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย 100% 

ว่ากันว่า...ที่ยังคาราคาซัง เป็นเพราะมีความคลางแคลงใจจากเจ้าของพื้นที่ โดยเฉพาะสายสีชมพู และสายสีเหลืองที่ รฟม.เปิดให้เอกชนลงทุนทั้งโครงการ จะเป็นการนำที่ดินของรัฐไปเอื้อประโยชน์ต่อเอกชนที่รับสัมปทานหรือไม่ แม้ว่า รฟม.จะเป็นผู้เวนคืนที่ดินก็ตาม

โดยสีเหลือง "ลาดพร้าว-สำโรง" ตลอด 30.4 กม. มีเวนคืน 765 แปลง รวม 155 ไร่ สิ่งปลูกสร้าง 184 หลัง ค่าเวนคืน 6,013 ล้านบาท แนวจะเชื่อมรถไฟฟ้าใต้ดินแยกรัชดา-ลาดพร้าว ไปตาม ถ.ลาดพร้าว ถึงแยกบางกะปิ เลี้ยวขวาเข้า ถ.ศรีนครินทร์ แยกพัฒนาการ ศรีนุช ศรีอุดม ศรีเอี่ยม ลาซาล ถึงแยกศรีเทพา เลี้ยวขวา ถ.เทพารักษ์ สิ้นสุดที่แยกสำโรง มี 23 สถานี

"สีชมพู" แคราย-มีนบุรี 34.5 กม. มีเวนคืน 648 แปลง รวม 279 ไร่ สิ่งปลูกสร้าง 185 หลัง ค่าเวนคืน 6,847 ล้านบาท แนวเริ่มที่ศูนย์ราชการนนทบุรีเชื่อมกับสีม่วง วิ่งเข้า ถ.ติวานนท์ เลี้ยวขวาห้าแยกปากเกร็ด ผ่าน ถ.แจ้งวัฒนะ รามอินทรา สิ้นสุดที่มีนบุรี มีเวนคืนจุดขึ้น-ลง 30 สถานี และอีก 5 จุดใหญ่ แยกปากเกร็ด เมืองทอง หลักสี่ วงเวียนหลักสี่ และมีนบุรี กว่า 280 ไร่

แหล่งข่าวจาก รฟม.กล่าวว่า ในการเจรจากับกลุ่มกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ (บีทีเอส-ซิโน-ไทยและราชบุรีโฮลดิ้ง) มีความกังวลใจเรื่องส่งมอบพื้นที่ เพราะตามสัญญาระบุจะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จใน 3 ปี 3 เดือน 

ล่าสุดทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ให้รฟม.เร่งรัดส่งมอบพื้นที่ของทั้ง 2 เส้นทาง ให้สามารถก่อสร้างและเปิดให้บริการได้ตามกำหนด เพื่อลดความเสี่ยงจากการส่งมอบพื้นที่ล่าช้าและอาจเกิดภาระทางการเงินการคลังแก่ภาครัฐในอนาคต 

โดย รฟม.สรุปการขอใช้พื้นที่ของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อก่อสร้างรถไฟฟ้าของ รฟม. ยังไม่ได้ข้อยุติ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามแผนงานได้ และอาจมีความเสี่ยงจะถูกเรียกร้องค่าชดเชยและขอขยายเวลาดำเนินงานจากผู้รับจ้างงานโยธา เพราะไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ได้ทันตามกำหนดเวลา 

มีจุดที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ มี "สีส้ม" ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรมฯ ทาง ทช. ยังไม่ให้ใช้บริเวณเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ สร้างทางขึ้นลงสถานีสนามหลวง

"สีเหลือง" ติดขอใช้พื้นที่ทล. 3 บริเวณ ได้แก่ เกาะกลางถ.ศรีนครินทร์และถ.เทพารักษ์ สร้างทางวิ่งและสถานี 9.3 กม., ทางแยกต่างระดับศรีเอี่ยม สร้างทางวิ่ง สถานี และอาคารจอดแล้วจรและ บริเวณทางคู่ขนานและทางหลักของถ.บางนา-ตราด สร้างทางเชื่อมอาคารจอดแล้วจร

"สีชมพู" มี 2 พื้นที่ยังไม่ได้ข้อยุติกับ ทล. มีพื้นที่สำนักงานเครื่องกลและสื่อสาร ถ.แจ้งวัฒนะ เพื่อก่อสร้างทางขึ้นลง สถานีศรีรัช และพื้นที่หมวดการทางหลักสี่ เพื่อก่อสร้างสถานีหลักสี่

และ "สีม่วง" ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะยังมีพื้นที่ที่ยังไม่ได้ข้อยุติ คือ การขอใช้พื้นที่กับ ทช. ตามแนวเส้นทาง 3 แห่ง เพื่อก่อสร้างเป็นปล่องระบายอากาศและทางออกฉุกเฉินตามแนวเส้นทาง 

ขณะที่ "สีส้ม ตลิ่งชัน-มีนบุรี" ตลอดเส้นทาง 37.5 กม. มีเวนคืน 1,357 แปลง รวม 171 ไร่ สิ่งปลูกสร้าง 989 หลัง ค่าเวนคืน 21,522 ล้านบาท มี 29 สถานี 

ในเฟสแรก "ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี" 21.2 กม. แนวเริ่มที่สถานีศูนย์วัฒนธรรมเข้าศูนย์ซ่อมบำรุง สำนักงาน รฟม.ไป ถ.พระราม 9 ถ.รามคำแหง แยกลำสาลี สิ้นสุดที่สุวินทวงศ์ ใกล้จุดตัดกับ ถ.รามคำแหง มีเวนคืน 594 แปลง อาคาร 222 หลัง วงเงิน 9,625 ล้านบาท 

ล่าสุดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังไม่ให้ใช้พื้นที่เกาะกลางถ.พระราม 9 และรามคำแหงยังติดการก่อสร้างโครงการทางยกระดับที่ซ้อนทับกับโครงสร้างงานโยธาช่วงแยกลำสาลี - คลองบ้านม้า 

จากปัญหาดังกล่าวที่อาจจะกระทบชิ่งต่อแผนการก่อสร้างรถไฟฟ้า ทาง "ธีรพันธ์ เตชะศิรินุกูล" รักษาการผู้ว่าการ รฟม.ย้ำว่า จะให้ผู้รับเหมาเข้าพื้นที่ส่วนที่สามารถเข้าได้ก่อน โดยทยอยดำเนินการแบบคู่ขนานไป อย่างไรก็ตามคาดว่าจะไม่เกิดปัญหาตามมาภายหลังแน่นอน 

โดยเฉพาะสายสีชมพูกับสีเหลืองที่เอกชนเป็นผู้ลงทุน เพราะช่วงนี้เอกชนกำลังออกแบบยังมีเวลาที่จะเร่งขอใช้พื้นที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ คาดว่าเร็ว ๆ นี้จะแจ้งให้ผู้รับเหมาเข้าเจาะสำรวจระบบสาธารณูปโภค

 

ที่มา   http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1499245255