Romnalin

Romnalin

 

 

 

 คมนาคมลดเสี่ยงส่งมอบพ.ท.สร้างรถไฟฟ้าล่าช้าลุยหารือหน่วยงาน


กระทรวงคมนาคม เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือการขอใช้พื้นที่ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า ในความรับผิดชอบของรฟม. ลดความเสี่ยงส่งมอบล่าช้าจนเป็นภาระการเงินในอนาคต ทั้งต้องการให้เปิดบริการตามแผน


นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานประชุมพิจารณาการขอใช้พื้นที่ของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าในความรับผิดชอบของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ณ ห้องประชุมกระทรวงคมนาคม โดยมี นายธีระพงษ์ รอดประเสริฐ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม ผู้บริหาร รฟม. และผู้แทนจากกรุงเทพมหานคร กรมการปกครอง กรมการกงสุล และกรมศิลปากร เข้าร่วมการประชุม ทั้งนี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ได้มอบให้ รฟม. หารือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับการใช้พื้นที่เพื่อก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าให้ได้โดยเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงจากการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า และอาจเกิดภาระทางการเงินการคลังแก่ภาครัฐในอนาคต รวมทั้งให้โครงการรถไฟฟ้าสามารถก่อสร้างและเปิดให้บริการได้ตามกำหนด ดังนี้

1) โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี ได้แก่ แนวทางการจัดการจราจร เพื่อก่อสร้างสถานีรามคำแหง 12 และการทับซ้อนกับโครงการต่อขยายทางยกระดับถนนรามคำแหง บริเวณแยกลำสาลี - คลองบางชัน

2) โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว - สำโรง ได้แก่ สะพานข้ามแยกบางกะปิ อุโมงค์ทางลอดพัฒนาการ สะพานข้ามแยกพรีเมียร์ สะพานข้ามคลองแสนแสบ และทางแยกต่างระดับศรีกรีฑา
3) โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ได้แก่ พื้นที่บริเวณหน้าศาลปกครอง เพื่อก่อสร้างทางขึ้น - ลงสถานีศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ และพื้นที่บริเวณหน้ากรมการกงสุล
4) โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน - ราษฎร์บูรณะ ได้แก่ การก่อสร้างปล่องระบายอากาศบริเวณหน้าหอสมุดแห่งชาติ

 



ที่มา   http://www.thansettakij.com/content/175136

 

 

 

 

กทพ.เร่งอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง ประมูลปีนี้ค่า 1.4 หมื่นล้าน-จับตา BEM รุกหัวเมือง


 

รับเหมาภูเก็ตลุ้นงบก้อนโตโครงการก่อสร้างอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง มูลค่า 1.4 หมื่นล้าน หลังบอร์ดกทพ.ลงพื้นที่ลุยเคลียร์ปมปัญหา คาดพร้อมเสนอ ครม.ประมูลปลายปีนี้ จับตา BEM ตัวเก็งคว้างานรับเหมาและบริหารจัดการพร้อมวางระบบ

แหล่งข่าวระดับสูงของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) เปิดเผย ฐานเศรษฐกิจว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพล.อ. วิวรรธน์ สุชาติ ประธานคณะกรรมการ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เดินทางไปประชุมหารือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต บริษัทที่ปรึกษาโครงการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดภูเก็ตในการเร่งขับเคลื่อนโครงการก่อสร้างอุโมงค์ กะทู้-ป่าตอง หลังจากช่วงก่อนนี้พบปัญหาไม่ลงตัวหลายด้าน โดยเฉพาะการเวนคืนพื้นที่ ซึ่งการหารือในครั้งนี้ประธานบอร์ดกำหนดว่าปลายปี 2561 ต้องสามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ แต่ขึ้นกับขั้นตอนปฏิบัติตามพ.ร.บ. ร่วมทุนฯปี 2556

ทั้งนี้เมื่อผลการศึกษาด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) ผ่านการพิจารณา กทพ.จะเร่งแต่งตั้งคณะกรรมการตามพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เพื่อพิจารณาและขับเคลื่อนโครงการพร้อมเปิดประมูลให้ได้ปลายปีนี้หรือต้นปี 2561 ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมได้นำโครงการดังกล่าวบรรจุไว้ในกิจการภายใต้แผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2558-2562 (Project Pipeline) อีกทั้งยังบรรจุในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) และแผนปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์กระทรวงคมนาคม พ.ศ.2560-2564 (Action Plan) ดังนั้น ช่วงครึ่งปี 2560 นี้กทพ.จึงต้องเร่งรัดกระบวนการต่างๆให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อนำไปสู่การเปิดประมูลและก่อสร้างต่อไป

ปัจจุบันการออกแบบเบื้องต้นแล้วเสร็จ หลังจากนี้กทพ.จะเร่งว่าจ้างออกแบบรายละเอียดต่อไป เช่นเดียวกับการศึกษาด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) ที่ยังมีลุ้นหลังจากที่บริษัทที่ปรึกษาได้นำเสนอไปเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมาให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางบกและทางอากาศ (คชก.) ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) พิจารณา หากผ่านการพิจารณาเดือนกันยายนนี้ก็จะเร่งนำเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเห็นชอบต่อไป

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่าประเด็นหนึ่งที่ประธานบอร์ดกังวลอย่างมากคือ การเวนคืน เนื่องจากที่ดินในจังหวัดภูเก็ตราคาแพง จึงไม่ต้องการให้มูลค่าการเวนคืนเพิ่มสูงมากจนส่งผลกระทบต่อวงเงินดำเนินโครงการในครั้งนี้ ซึ่งขณะนี้ได้ข้อสรุปใน 2 พื้นที่คือกะทู้และป่าตองเรียบร้อยแล้ว

ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุว่าปัจจุบันจังหวัดภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวจำนวนประมาณ 13.37 ล้านคน (ปี 2558) มีรายได้จากการท่องเที่ยวราว 3.26 แสนล้านบาท (ปี 2558) จึงนับว่าเป็นความร่วมมือที่ดีของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เพราะเล็งเห็นถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจเมื่อเปิดให้บริการโครงการอย่างเป็นทางการที่จะสามารถอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและยกระดับโลจิสติกส์ในพื้นที่ได้อย่างมาก ประการสำคัญต้องจับตาดูกรณีการเปิดประมูลและการร่วมลงทุนที่คาดว่าบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BEM จะเข้าไปรับงานนี้นอกเขตพื้นที่กรุงเทพ มหานคร โดยจะแข่งขันเองหรือร่วมกับนักลงทุนในพื้นที่ภูเก็ต

ทั้งนี้โครงการทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต มีระยะทาง 3.98 กิโลเมตร มีจุดเริ่มต้นโครงการเชื่อมกับถนนผังเมืองรวมสาย ก. ในพื้นที่ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ เป็นทางยกระดับขนาด 4 ช่องจราจรต่อทิศทาง ข้ามถนนพิศิษฐ์กรณีย์ แล้วจึงเป็นอุโมงค์ลอดเขานาคเกิด หลังจากผ่านช่วงภูเขาจึงเป็นทางยกระดับเชื่อมกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4029 ในพื้นที่ตำบลกะทู้ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดโครงการ

โดยตามผลศึกษามีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ(NPV) 12,709 ล้านบาท อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อทุน(B/C Ratio) 2.29 และมีอัตราผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ(EIRR) 20.01% กทพ. เป็นผู้ดำเนินโครงการและขอรับการสนับสนุนค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 100% และค่าก่อสร้างบางส่วนประมาณ 58.88% จากรัฐบาล เพื่อให้อัตราผลตอบแทนทางการเงิน(FIRR) เท่ากับ 8.02% สำหรับงบประมาณโครงการดังกล่าวรวมมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท จำแนกเป็นค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 5,685 ล้านบาท และค่าก่อสร้างรวมค่าควบคุมงาน 8,231 ล้านบาท เมื่อเปิดให้บริการในปี 2567 คาดว่าจะจัดเก็บค่าโดยสารอัตรา 15-240 บาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,276 วันที่ 6 - 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560



ที่มา   http://www.thansettakij.com/content/174899

 

 

 

 

 

หวั่นสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกกระทบจราจรเสี่ยงรถติดทั่วกรุง



เตือน!!ประชาชนเสี่ยงรถติดทั่วกรุง เหตุสร้างใต้ดินรถไฟฟ้าสายสีส้ม เล็งปิดสะพานยกระดับรามคำแหงขาเข้านาน 45 เดือน ตั้งแต่เดือนพ.ย.เป็นต้นไป กระทบต่อบริเวณถนนรัชดา ถนนเทียมร่วมมิตร ถนนพระราม9 ยันถนนรามคำแหง ตำรวจเตรียมจัดรีเวสเลนแก้ปัญหา

 
พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รองผบช.น.) ได้เผยถึงผลการประชุมจัดการจราจรโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี(สุวินทวงศ์)ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) ครั้งที่1 พร้อมด้วยกลุ่ม CKST JOINT VENTURE (บริษัทช.การช่าง จำกัด(มหาชน)และบริษัทซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน)) ผู้รับเหมาการก่อสร้างสัญญาที่1และสัญญาที่2 ซึ่งคาดว่าจะกระทบต่อการก่อสร้างบริเวณถนนรัชดา ถนนเทียมร่วมมิตร ถนนพระราม9 และถนนรามคำแหง

โดยนายไพรัช พรหมอินทร์ ผู้จัดการโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก ตัวแทนจากบริษัทช.การช่าง จำกัด(มหาชน) กล่าวว่าการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าดังกล่าวในสัญญาที่1และที่2นั้นเป็นการก่อสร้างรถไฟฟ้าในรูปแบบใต้ดินตั้งบริเวณสถานีศูนย์วัฒนธรรมจนถึงสถานีบ้านม้า ซึ่งในการเปิดหน้าดินเพื่อทำการก่อสร้างผนังอุโมงค์นั้นจำเป็นต้องกระทบต่อพื้นผิวจราจรอย่างมากโดยเฉพาะบริเวณ สถานีรถไฟฟ้า4 สถานี ได้แก่ บริเวณเกาะกลางถนนหน้าเดอะมอลล์รามคำแหง เกาะกลางถนนหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง หน้าการกีฬาแห่งประเทศไทย ใต้สะพานยกระดับ และบริเวณหน้าโรงแรมอเล็กซานเดอร์

 ส่งผลให้สะพานยกระดับรามคำแหงได้รับผลกระทบเนื่องจากทางลงสะพานด้านขาเข้ามุ่งหน้าถนนพระราม9 ตรงกับบริเวณสถานีเดอะมอลล์รามคำแหงพอดี ทางผู้รับเหมาจึงได้เสนอให้ตำรวจจราจรปิดทางลงดังกล่าวเพื่อทำการก่อสร้าง ซึ่งทางโครงการจะทำการลดทางเท้า เพื่อขยายช่องจราจรเพิ่มอีก1ช่องจราจร จากถนน4-5ช่องจราจร เพื่อลดผลกระทบ แต่จะไม่มีการปิดสะพานยกระดับอย่างแน่นอนแต่จะเป็นการปิดสะพานฝั่งเข้าเพียงฝั่งเดียวเท่านั้น โดยจะปิดเป็นระยะเวลา45เดือน เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จจะเปิดให้รถสามารถใช้สะพานฝั่งขาเข้าได้ตามปกติ


หลังจากนี้ทางผู้รับเหมาจะต้องทำการหารือแผนการปิดจราจร ซึ่งขณะนี้ทางที่ปรึกษากำลังรวบรวมข้อมูลจราจรบนถนนรามคำแหงเพื่อทำการวางแผน ซึ่งคาดว่าใช้เวลาศึกษา1เดือน อย่างไรก็ตามเดือนสิงหาคมนี้ทางผู้รับเหมาจะลงพื้นที่เพื่อรื้อย้ายสาธารณูปโภค และคาดว่าภายในเดือนพฤศจิกายนจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างบริเวณสะพานยกระดับรามคำแหงได้


ด้านพล.ต.ต.จิรพัฒน์ กล่าวว่าสำหรับการปิดสะพานยกระดับฝั่งขาเข้ารามคำแหงในช่วงการก่อสร้างรถไฟฟ้านั้น  ทางตำรวจกำลังพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาจราจรเบื้องต้น โดยจะจัดให้เปิดช่องทางพิเศษหรือรีเวสเลนบนสะพานยกระดับฝั่งขาออกในช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อทำการระบายรถลงสะพานยกระดับ ส่วนแผนการระบายรถนั้น ว่าจะปิดกี่ช่องจราจร วิ่งบนพื้นราบกี่ช่องจราจรนั้น จะต้องทำการประชุมกันอีกครั้งหนึ่ง ส่วนการปิดสะพานนั้นคาดว่าจะให้ปิดหลังจากเดือนตุลาคมเป็นต้นไปเนื่องจากไม่อยากให้กระทบกับพระราชพิธีในเดือนตุลาคม ซึ่งจะมีปัญหาจราจรเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ในวันที่10 กรกฎาคมนี้ ผู้รับเหมาสัญญาที่4 ช่วงแยกบ้านม้า-สุวินทวงศ์ จะทำการก่อสร้างเสาเข็มฐานราก เสาตอม่อทางวิ่งรถไฟฟ้าบริเวณเกาะกลางถนนรามคำแหง จำนวน 2 จุด คือบริเวณซอยรามคำแหง 135 และ157 จึงมีความจำเป็นต้องปิดการจราจรถนนรามคำแหง ช่องขวาสุดชิดเกาะกลางฝั่งละ 1ช่องทาง ส่งผลให้เหลือช่องจราจรฝั่งละ 2 ช่องทาง จากทั้งหมดฝั่งละ 3 ช่องทาง ซึ่งบริเวณนั้นคาดว่าไม่มีผลกระทบกับจรจรมากหนักแต่ทางบช.น.ได้สั่งการให้สน.พื้นที่กวดขันจราจรพร้อมออกข้อบังคับห้ามจอดรถข้างทางตลอดเวลา เพื่อให้มีช่องจราจรให้รถใช้งานได้เพียงพอ อย่างไรก็ตามการก่อสร้างรถไฟฟ้าโครงการนี้ยอมรับว่าเป็นห่วงอย่างมาก เนื่องจากการก่อสร้างอยู่บนถนนสายหลัก และเป็นสายที่ต่อเนื่องไปยังถนนภายในเขตกรุงเทพชั้นใน ตั้งแต่ถนนสุขุมวิท ถนนพระราม1 พระราม4 ซึ่งหากไม่มีการจัดจราจร อาจจะทำให้เกิดปัญหารถติดทั้งกรุงเทพฯได้

สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก(ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) งบประมาณ 79,221 ล้านบาท ระยะทาง23กม. เป็นรถไฟฟ้าชนิดHeavy Rail มีทั้งหมด17สถานี เป็นใต้ดิน10สถานี สถานีศูนย์วัฒนธรรม สถานีรฟม. สถานีวัดพระราม9 สถานีรามคำแหง12 สถานีม.รามคำแหง สถานีราชมังคลา สถานีหัวหมาก สถานีลำสาลี สถานีศรีบูรพา และสถานีบ้านม้า และมียกระดับ7สถานี ได้แก่ สถานีสัมมากร สถานีน้อมเกล้า สถานีราษฎร์พัฒนา สถานีวัดบำเพ็ญ สถานีเคหะราม สถานีมีนบุรี และสถานีสุวินทวงศ์


สำหรับแนวเส้นทางสายสีส้มตะวันออก เริ่มต้นจากจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคลที่สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จากนั้นวิ่งตามแนวถนนวัฒนธรรม ออกสู่ถนนพระราม 9 ที่บริเวณหน้าที่ทำการของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ผ่านแยกพระราม 9 - ประดิษฐ์มนูธรรม แล้วเข้าสู่ถนนรามคำแหง บริเวณแยกรามคำแหง ผ่านมหาวิทยาลัยรามคำแหง ราชมังคลากีฬาสถาน แยกลำสาลี ผ่านจุดตัดถนนศรีบูรพา จากนั้นจึงเริ่มยกระดับตามแนวเกาะกลางถนนเข้าสู่สถานีบ้านม้า ผ่านหมู่บ้านสัมมากร ยกข้ามทางแยกต่างระดับรามคำแหงจุดตัดถนนกาญจนภิเษก ผ่านแยกลาดบัวขาวจุดตัดถนนมีนพัฒนา ผ่านเคหะรามคำแหง ไปสิ้นสุดเส้นทางที่สถานีมีนบุรี บริเวณก่อนถึงแยกรามคำแหง-ร่มเกล้าซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าโมโนเรล สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) และเป็นที่ตั้งของศูนย์ซ่อมบำรุงสำหรับเส้นทางส่วนนี้ร่วมกับสายสีชมพู

 

ที่มา   http://www.thansettakij.com/content/173486

 

 

 

แนะปรับผังพัฒนาเมืองยุคใหม่ โมเดอร์นฯระดมสมองเสนอมหาดไทยเร่งผลักดัน



โมเดอร์นพร็อพเพอร์ตี้ฯเร่งจับมือภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์-ผู้ประกอบการโรงแรมทั่วประเทศระดมแนวคิดปัญหาอุปสรรคด้านกฎหมายเพื่อเสนอมหาดไทยเร่งปรับผังเมืองให้รองรับการพัฒนายุคใหม่ ด้านเทศบาลนครเชียงใหม่เผยหลายพื้นที่มีการปรับโฉมเมืองรับประกาศเป็นเมืองมรดกโลกของยูเนสโก


นายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด เปิดเผย ฐานเศรษฐกิจว่าอยู่ระหว่างการเร่งประสานกับภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมแนวคิด ปัญหาอุปสรรคต่างๆในการพัฒนาทางธุรกิจ โดยเฉพาะปมปัญหาด้านผังเมืองของแต่ละจังหวัดที่กฏระเบียบยังไม่สอดรับกับการพัฒนาเมือง โดยเฉพาะการพัฒนาที่อยู่อาศัย โรงแรม หรืออื่นๆที่ระเบียบกฏหมายเหล่านี้ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน

โดยโมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ได้รับฟังความเห็นในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องซึ่งล้วนตระหนักถึงผลกระทบต่อการพัฒนาในวันนี้และในอนาคตในหลายพื้นล้วนพบว่ามีแนวโน้มและทิศทางการพัฒนาเมืองก้าวหน้าไปมากแล้ว แต่กฎระเบียบภาครัฐยังไม่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเมืองและไม่ได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง จึงต้องเร่งขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วตั้งแต่วันนี้

ประกอบกับรูปแบบการพัฒนาทางธุรกิจปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมาก ผู้ประกอบที่เป็นคนรุ่นใหม่จะพบว่าเอาความคิดของตนเป็นที่ตั้งโดยไม่มองแผนการพัฒนาเมืองเป็นเกณฑ์หลัก ดังนั้นหลายพื้นที่จึงไม่สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองหรือพื้นที่นั้นๆ

โมเดอร์นฯจะรวบรวมแนวคิดและอุปสรรคต่างๆจากผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อนำเสนอผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจนครบทั้งประเทศแล้วจึงจะนำเสนอต่อกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเร่งผลักดันต่อไป โดยหลักใหญ่แล้วยังเป็นเรื่องผังเมืองที่หลายพื้นที่จะต้องมีการปรับแก้ไขให้สอดคล้องกับปัจจุบันแต่เนื่องจากติดระเบียบกฏหมายบางข้อที่ไม่เอื้อต่อการนำไปใช้บังคับยุคนี้ โดยจะประสานหน่วยงานสมาคมฯต่างๆที่เกี่ยวข้องในส่วนกลางและพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศนำเสนอภาครัฐเร่งผลักดันให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วต่อไป


ด้านนายยุวบูรณ์ ศักดิ์สม หัวหน้าฝ่ายควบคุมอาคาร ส่วนควบคุมอาคารและผังเมือง สำนักการช่าง เทศบาลนครเชียงใหม่ เปิดเผยในการสัมมนาแนวทางการจดทะเบียนโรงแรมให้ถูกต้อง ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ว่าเชียงใหม่ปัจจุบันหลายพื้นที่มีความเจริญอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บางพื้นที่ไม่สอดรับกับการบังคับใช้ระเบียบกฎหมาย ตามที่เป็นข่าวไปเมื่อไม่นานมานี้ ภาครัฐจึงเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนโดยเฉพาะผู้ประกอบการในพื้นที่ต่างๆให้ปฏิบัติตามระเบียบกฏหมายอย่างเข้มงวด

โดยเฉพาะพื้นที่สี่เหลี่ยมในแนวคูเมืองเชียงใหม่ปัจจุบันระเบียบกฎหมายที่บังคับใช้ยังคงเข้มงวดตามปกติ อีกทั้งยังมีระเบียบใหม่ออกมาบังคับใช้เกี่ยวกับรูปลักษณ์อาคารที่จะพัฒนาจะกำหนดไว้ให้เป็นรูปแบบล้านนามากขึ้น ไม่เน้นการใช้สีฉูดฉาดในส่วนภายนอก นอกจากนั้นยังเตรียมขยายโซนพื้นที่การพัฒนาออกไปสู่พื้นที่อื่นๆอีกต่อไปด้วย เพื่อให้พร้อมสู่การเป็นเมืองมรดกโลกของยูเนสโก้ที่จังหวัดเชียงใหม่ได้รับการจัดคิวเตรียมพิจารณาประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว

โดยหลักยังคงเน้นความเป็นอัตลักษณ์เมืองเก่าดังนั้นระเบียบกฎหมายจึงจะเข้มงวดมากขึ้น ผลดียังมีต่อจังหวัดเชียงใหม่ในด้านอุตสาหกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ดังนั้นต่อจากนี้ไปพื้นที่ที่เป็นโซนการอนุรักษ์ก็จะได้รับการเร่งขับเคลื่อนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้นระหว่างโซนในเมืองและนอกเมืองซึ่งจะคำนึงถึงมิติต่างๆที่เกี่ยวข้องไม่เว้นแม้แต่เรื่องการคมนาคมขนส่ง

  


ที่มา   
http://www.thansettakij.com/content/170661

 

 

 

เปิดลายแทงลงทุน "อีอีซี" ฉะเชิงเทรา-ชลบุรี-ระยอง

โฟกัสชัดเจนแล้ว ใน 3 จังหวัด "ฉะเชิงเทรา-ชลบุรี-ระยอง" ตำแหน่งกลุ่มอุตสาหกรรม การพัฒนาพื้นที่และเมืองใหม่ จะปักหมุดจุดไหนในพื้นที่ "อีอีซี-ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก" ตามนโยบายของรัฐบาล คสช.

ในแผนงานมีทั้งหมด 173 โครงการ ใช้เงินลงทุน 712,645 ล้านบาท ประกอบด้วย แผนงาน "คมนาคมและโลจิสติกส์" จำนวน 100 โครงการ วงเงินลงทุน 594,807 ล้านบาท "อุตสาหกรรม" จำนวน 11 โครงการ วงเงินลงทุน 24,042 ล้านบาท "ผังเมืองและสาธารณูปโภค" จำนวน 60 โครงการ วงเงินลงทุน 93,663 ล้านบาท และ "บริหารจัดการ" จำนวน 2 โครงการ วงเงินลงทุน 131 ล้านบาท


ส่วน "กลุ่มอุตสาหกรรม" ที่จะส่งเสริมการลงทุน มี 8 กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรมรถยนต์ EV อุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมไบโอชีวภาพ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมอากาศยาน และอุตสาหกรรมดิจิทัล 

ขณะที่การพัฒนาพื้นที่และเมืองใหม่ มี "เมืองการบินอู่ตะเภา" หรือแอร์พอร์ตซิตี้ จะสร้างเมืองใหม่อยู่ฝั่งตรงข้ามมารองรับ นอกจากนี้มี "เมืองท่าแหลมฉบัง"รับกับการพัฒนาเฟสที่ 3 ด้าน "ฉะเชิงเทรา" มีเมืองใหม่ใกล้ ๆ กับสถานีรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-ระยอง และศูนย์ราชการ

สำหรับ "ระยอง" กำหนดให้เป็นเมืองการศึกษา และศูนย์ฝึกระดับชาติ หรือ EECi และอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ ส่วน "ศรีราชา-ชลบุรี" ส่งเสริมเป็นเมืองดิจิทัล หรือ EECd

ด้านการท่องเที่ยว จะมี "ท่าเรือเฟอรี่และเรือครุยส์" ที่จุกเสม็ดและแหลมฉบัง ขณะที่พัทยาถูกยกระดับเป็นฮับ "ศูนย์ประชุม-ศูนย์สุขภาพ-ท่องเที่ยว"

 

ที่มา    http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1498639433

 

 

 

ทล.เข้มจับรถบรรทุกน้ำหนักเกินทำถนนพัง 7 เดือนผิดกว่า 2.6 พันคัน


กรมทางหลวงกวดขันเข้มรถบรรทุกน้ำหนักเกิน รอบ7 เดือน จับได้แล้วกว่า 2,621 คัน สาเหตุหลักถนนพัง วอนประชาชนเป็นหูเป็นตา ช่วยกันประหยัดงบประมาณประเทศ


นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง(ทล.) เผยว่า ตามที่กรมทางหลวงมีนโยบายปรับปรุงเครือข่ายด่านชั่งน้ำหนักถาวร และด่านชั่งน้ำหนักเคลื่อนที่ทั่วประเทศ โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดไม่มีการผ่อนผันให้ผู้ประกอบการในการบรรทุกน้ำหนักเกิน อันจะส่งผลให้ลดงบประมาณในการซ่อมบำรุงรักษาทางหลวงและลดความเสี่ยงต่ออันตรายที่เกิดกับโครงสร้างสะพานและทางลอด ซึ่งได้กำชับให้สถานีตรวจสอบน้ำหนักทั่วประเทศจำนวนกว่า 70 แห่ง บูรณาการทำงานร่วมกันรวมถึงจัดส่งเจ้าหน้าที่ชุดด่านชั่งน้ำหนักเคลื่อนที่จากส่วนกลางของสำนักควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ ออกไปสุ่มจับรถที่บรรทุกน้ำหนักเกินอันจะเป็นการป้องปรามอีกทางหนึ่ง


สำหรับสถิติการจับกุมล่าสุดระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 – 25 มิถุนายน 2560 สามารถจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกินได้จำนวน 2,621 คัน โดยแบ่งตามประเภทวัสดุบรรทุกที่น้ำหนักเกินดังนี้ 1. ดิน ,หิน,ทราย 37 % 2. สินค้าเกษตร 23 % 3.วัสดุก่อสร้าง 11 % 4 ไม้ 6 % 5. เครื่องจักร 4 % ที่เหลือเป็นอื่นๆเช่นน้ำมันของเหลว สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมาสามารถจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกินได้ 3 คัน บริเวณทางหลวงหมายเลข 12 พื้นที่ อ.ชุมแพ จ. ขอนแก่น เป็นรถ6เพลา 22 ล้อ บรรทุกหิน กว่า 95 , 92 , 86 ตันตามลำดับซึ่งตามกฎหมายกำหนดไว้เพียง 50.5 ตัน ส่วนกรณีที่มีการอ้างว่ามีการจ่ายเงินสินบนแก่เจ้าหน้าทีเพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุมนั้น หากมีแบะแสสามารถแจ้งมายังช่องทางของทล.ได้เพื่อทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่กระทำการผิดจริงก็จะดำเนินการตามกฎหมายขั้นสูงสุด


ทั้งนี้ทล.ขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้ทางหลวงหากพบเห็นรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่ากฎหมายกำหนด ให้แจ้งตำรวจทางหลวงหมายเลข 1193 หรือสายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทร.ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง) และ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 กด 5 (สำนักงานควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ) เพื่อเป็นการช่วยยืดอายุการใช้งานของถนนและประหยัดงบประมาณซ่อมบำรุงถนนของประเทศ

 

 

ที่มา  http://www.thansettakij.com/content/171075

 

 

 

ลาวเตรียมสร้างทางรถไฟท่านาแล้ง-เวียงจันทน์ภายในสิ้นปีนี้

 
ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงงานโยธาธิการและคมนาคมแห่งสปป.ลาว เปิดเผยว่า การก่อสร้างทางรถไฟลาว-ไทยส่วนต่อขยายที่จะเชื่อมสถานีท่านาแล้งเข้าสู่สถานีกลางเมืองเวียงจันทน์ นครหลวงของสปป.ลาว ที่เคยถูกระงับโครงการไว้ตั้งแต่ปี 2554 คาดว่าจะเริ่มเดินหน้าการก่อสร้างได้ภายในสิ้นปี 2560 นี้หรือต้นปีหน้า

นายโสนะสัก นันสะนะ รองอธิบดีกรมการรถไฟ กระทรวงงานโยธาธิการและคมนาคมแห่งสปป.ลาว เปิดเผยเมื่อต้นสัปดาห์นี้ว่า (27 มิ.ย.) ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าวกำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมกระบวนการเปิดประมูลงาน ทั้งในส่วนของการคัดสรรบริษัทที่ปรึกษาโครงการและบริษัทผู้รับเหมาที่จะเข้ามาดำเนินการก่อสร้างภายในวันและเวลาที่กำหนด

การก่อสร้างเส้นทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขั้นที่สอง หรือส่วนต่อขยายซึ่งจะมีความยาว 7.5 กิโลเมตร เชื่อมสถานีรถไฟท่านาแล้งในเมืองหาดทรายฟองไปยังหมู่บ้านคำสะหวัด (Khamsavat) แขวงไซเสดถา (Saysettha) ในนครหลวงเวียงจันทน์

ปัจจุบัน ลาวมีเส้นทางรถไฟรวมระยะทางเพียง 3.5 กิโลเมตรเชื่อมระหว่างสถานีท่านาแล้งกับจังหวัดหนองคายของประเทศไทยผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว หากส่วนต่อขยายเสร็จสมบูรณ์ ลาวก็จะมีเส้นทางรถไฟเพิ่มขึ้นเป็น 11 กิโลเมตร นายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรีลาว ได้เดินทางเยี่ยมชมกิจการสถานีท่านาแล้งเมื่อเดือนธันวาคม 2559 และได้มีคำสั่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการก่อสร้างส่วนต่อขยายภายในปี 2560 นี้

รองอธิบดีกรมการรถไฟลาวระบุว่า แหล่งเงินทุนสำหรับโครงการนี้เป็นเงินกู้จากประเทศไทยวงเงินกว่า 203,000 ล้านกีบ หรือประมาณ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในวงเงินนี้ 30% เป็นเงินให้เปล่า และ 70% เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

เมื่อการก่อสร้างส่วนต่อขยายเริ่มขึ้น คาดว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 2 ปีจึงจะแล้วเสร็จ หน่วยงานที่รับผิดชอบในโครงการนี้ต่างตกลงในเบื้องต้นว่า จะใช้สถานีที่ท่านาแล้งเป็นสถานีเชื่อมต่อของเส้นทางรถไฟลาว-จีน ที่จะวิ่งลงมาจากพรมแดนจีน-ลาวด้วย ซึ่งจุดนี้จะทำให้รถไฟทั้ง 2 เส้นทางเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และนครหลวงเวียงจันทน์จะกลายเป็นจุดหมายปลายทางของสินค้าและนักเดินทางที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น

ปัจจุบัน สถานีรถไฟท่านาแล้งเป็นสถานีรถไฟเพียงแห่งเดียวในประเทศลาว รองรับผู้โดยสารจำนวนระหว่าง 2,500 – 3,000 คน/วัน

 

 

ที่มา    http://www.thansettakij.com/content/171215

 

 

 

 

คณะกรรมการ PPP เห็นชอบโครงการทางหลวงพิเศษ 2 เส้นทาง มูลค่ากว่า 1.4 แสนล้าน


PPP เห็นชอบโครงการทางหลวงพิเศษ 2 เส้นทาง มูลค่าลงทุนกว่า 1.4 แสนล้านบาท พร้อมเดินหน้าโครงการมาตรการ PPP Fast Track อีก 6 โครงการใหม่ มูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผอ.สคร. กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (คณะกรรมการ PPP) ครั้งที่ 3/2560 ในวันพุธที่ 28 มิถุนายน 2560 ณ กระทรวงการคลัง โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ดังนี้

1. คณะกรรมการ PPP ได้เห็นชอบในหลักการการให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการทางหลวงพิเศษสายบางปะอิน - นครราชสีมา (M6) มูลค่าเงินลงทุนรวม 85,970 ล้านบาท และสายบางใหญ่ - กาญจนบุรี (M81) มูลค่าเงินลงทุนรวม 56,567 ล้านบาท โดยให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนออกแบบ ลงทุนในงานก่อสร้างงานระบบ และเป็นผู้ดำเนินงานและบำรุงรักษา (Operation and Maintenance : O&M) และรัฐยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและรายได้ค่าธรรมเนียมผ่านทางทั้งหมด โดยมีระยะเวลาร่วมลงทุนไม่เกิน 30 ปี นับแต่เปิดให้บริการ ทั้งนี้ โครงการ M6 และ M81 เป็นโครงการภายใต้มาตรการ PPP Fast Track โดยคาดว่าจะประกาศเชิญชวนให้เอกชนยื่นข้อเสนอได้ภายในปี 2560 ทั้งนี้ การให้เอกชนร่วมลงทุน
ในโครงการ M6 (O&M) และ M81 (O&M) เป็นโครงการ PPP แรกของกรมทางหลวงในรอบกว่า 20 ปี ซึ่งจะช่วยลดภาระการลงทุนของภาครัฐและเกิดประโยชน์กับประชาชนในการเดินทางสู่ภูมิภาคต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

2. คณะกรรมการ PPP ได้ติดตามความคืบหน้าของโครงการภายใต้มาตรการ PPP Fast Track ใหม่ อีก 6 โครงการ ได้แก่
2.1 โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน - วงแหวนกาญจนาภิเษก ประมาณการมูลค่าเงินลงทุน 128,235 ล้านบาท
2.2 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตะวันตก และช่วงตะวันออก ประมาณการมูลค่าเงินลงทุน 220,618 ล้านบาท
2.3 โครงการรถไฟฟ้าสายภูเก็ต ช่วงท่าอากาศยานภูเก็ตฯ - ห้าแยกฉลอง ประมาณการมูลค่าเงินลงทุน 31,055 ล้านบาท
2.4 โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนของจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณการมูลค่าเงินลงทุนอยู่ระหว่างทำการศึกษา
2.5 โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายนครปฐม - ชะอำ ประมาณการมูลค่าเงินลงทุน 80,600 ล้านบาท
2.6 โครงการรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ - ระยอง ประมาณการมูลค่าเงินลงทุน 152,448 ล้านบาท
โดยมีมูลค่าเงินลงทุนรวมประมาณ 613,000 ล้านบาท (ไม่รวมโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนของจังหวัดเชียงใหม่) ทั้งนี้ คณะกรรมการ PPP ได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมปรับปรุงแผนให้สอดคล้องกับระยะเวลาดำเนินการจริง และให้พิจารณาเพิ่มเติมโครงการท่าอากาศยานในส่วนภูมิภาคหากมีความพร้อม

3. คณะกรรมการ PPP ได้เห็นชอบกรอบแนวทางการรับฟังความคิดเห็นในการปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2558 – 2562 เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 โดยได้เพิ่มกิจการภายใต้แผนยุทธศาสตร์ฯ จำนวน 3 กิจการ ได้แก่ กิจการพัฒนารถไฟฟ้าขนส่งสินค้าทางราง กิจการพัฒนาท่าอากาศยาน และกิจการพัฒนาท่าเรือขนส่งผู้โดยสาร

4. คณะกรรมการ PPP ได้เห็นชอบให้โครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในสิทธิการเช่าอาคารศูนย์ประชุมและโรงแรม ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ที่บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด เสนอ มูลค่าโครงการประมาณ 1,300 ล้านบาท ถือเป็นโครงการขนาดกลาง โดยให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการของประกาศคณะกรรมการ PPP เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการที่มีวงเงินมูลค่าต่ำกว่าที่กำหนดในมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ. ร่วมลงทุนฯ ปี 2556 พ.ศ. 2559 ตามที่อนุกรรมการกลั่นกรองโครงการเสนอ

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กองส่งเสริมการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ

 

ที่มา  http://www.thansettakij.com/content/171320

 

 

 

 

 

เท6.4หมื่นล้านทะลวงอีอีซี ตัด-ขยาย42เส้นทางรองรับขนส่ง-จราจรได้20ปี

 

 

กรมทางหลวงเท 6.4หมื่นล้าน ตัด-ขยายถนน 4-8 เลน 42โครงการ ขีดวงเปิดหน้าดินผุด 2 วงแหวนแปดริ้ว-พนัสนิคม มั่นใจรองรับจราจร-ขนส่งสินค้าได้ 20 ปี เผยงบปี 61เตรียมจ้างผู้รับเหมาลุย 13โครงการ เสร็จภายใน3ปี

นายกมล หมั่นทำ รองอธิบดีกรมทางหลวงเปิดเผย ฐานเศรษฐกิจว่าขณะนี้กรมอยู่ระหว่างศึกษาโครงการก่อสร้างและขยายเส้นทางสายสำคัญในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี เพื่อเชื่อมระบบโลจิสติกส์และแก้ปัญหาจราจร ที่มีงบต่อเนื่องจากปี 2557-2560 ในจังหวัดชลบุรี และระยองจำนวน 11 โครงการ วงเงิน 5,718 ล้านบาท แต่เมื่อรัฐบาลประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอีอีซี โดยเพิ่มจังหวัดฉะเชิงเทราเข้ามา จึงนำแผนมาปรับใหม่รวมกับนโยบายรัฐบาล จัดทำแผนโครงการพัฒนาทางหลวงแบบบูรณาการขึ้นมา(ปี 2557-2563) วงเงิน 64,000 ล้านบาทจำนวน 42 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลักษณะปรับปรุงและขยายถนนที่มีอยู่เดิม จาก 2 ช่องจราจรเป็น 4-8 ช่องจราจรและก่อสร้างสะพานข้ามแยกบริเวณจุดตัด ให้สามารถเดินทางเชื่อมต่อโดยไม่ต้องหยุดรอสัญญาณไฟ ซึ่งโครงข่ายดังกล่าวจะช่วยรองรับปริมาณจราจรในพื้นที่ระยะยาวได้ถึง 20 ปี

แหล่งข่าวจากกรมทางหลวง เปิดเผยว่า สำหรับงบประมาณปี 2561 ที่จะนำมาใช้เร่งด่วน จะเป็นการขยายเขตทางขนาด 2 ช่องจราจรเป็น4ช่องจราจร และ 4 ช่องจราจรเป็น 6-8 ช่องจราจร จำนวน 13 โครงการ วงเงิน 19,251 ล้านบาทที่อยู่ระหว่างพิจารณาร่างงบประมาณ อาทิ ทางหลวงหมายเลข 36 แยกกระทิงลาย-ระยองจาก 4 ช่องจราจรเป็น 6 ช่องจราจรระยะทาง 19 กิโลเมตร แยกเป็น 2 ตอนได้แก่ ตอนแยกต่างระดับเขาไม้แก้ว-แยกมาบข่า ระยะทาง 16.7 กิโลเมตร วงเงิน 1,395 ล้านบาท และตอนแยกมาบข่า-แยกเชิงเนิน รวมสะพานข้ามแยกระยะทาง 24 กิโลเมตรวงเงิน 2,250 ล้านบาท และตอนแยกกระทิงลาย-แยกต่างระดับโป่งระยะทาง 6.9 กิโลเมตรวงเงิน 470 ล้านบาท ขยายทางบริเวณเนินสำลี จาก 2 ช่องจราจรเป็น 4 ช่องจราจรรองรับปริมาณจราจรศูนย์ราชการระยอง-นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

โครงการทางหลวงหมายเลข 3 หรือถนนสุขุมวิทช่วงจุดตัดทางเลี่ยงเมือง-จุดตัดทางหลวงหมายเลข 36 ที่จะสร้างสะพานข้ามแยก 7 จุด ซึ่งเป็นของกรมทางหลวง 5 จุด ที่เหลือเป็นของท้องถิ่น ขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นอกจากนี้ ยังขยายทางหลวงหมายเลข 3 ช่วงบางปู-บางปะกง จาก 2 ช่องจราจรเป็น 4ช่องจราจรขยายเขตทางพนัสนิคม-ฉะเชิงเทรา จาก 2ช่องจราจรเป็น 4 ช่องจราจร ระยะทาง 19 กิโลเมตร

 

เท6.4หมื่นล้านทะลวงอีอีซี ตัด-ขยาย42เส้นทางรองรับขนส่ง-จราจรได้20ปี



นอกจากนี้ ยังขยายเขตทางจาก 2 ช่องจราจรเป็น 4 ช่องจราจร บริเวณทางหลวงหมายเลข 3126 ทางเข้าสนามบินอู่ตะเภา- ท่าเรือจุกเสม็ดซึ่งเป็นท่าเรือเฟอร์รี่ รับนักท่องเที่ยว เชื่อมเข้ากับสนามบิน ระยะทาง 7.7 กิโลเมตร อีกทั้งสะพานลอยข้ามแยกจาก 4 ช่องจราจรเป็น 8 ช่องจราจร ระยะทาง 12 กิโลเมตรเชื่อมเข้าตัวนิคมอุตสาหกรรม

ส่วนโครงการก่อสร้างถนนใหม่ มีเพียง 2 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างถนนวงแหวนฉะเชิงเทราขนาด 4 ช่องจราจร ระยะทาง 50 กิโลเมตร งบประมาณ 13,500 ล้านบาท แต่เบื้องต้นน่าจะสร้างจากทางหลวงหมายเลข 304 วนซ้ายไปบรรจบกิโลเมตรที่ 20 บริเวณบ้านสนามช้าง และโครงการก่อสร้างถนนวงแหวนพนัสนิคมขนาด 4 ช่องจราจรระยะทาง 43 กิโลเมตร วงเงิน 5,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงข่ายที่ต้องเวนคืนใหม่ทั้งหมด คาดจะมีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 100 รายและเสนอของบประมาณก่อสร้างงบประมาณปี 2562

สำหรับงบประมาณปี 2562 มีแผนขยายเขตทางเพิ่มอีก 14 โครงการ วงเงิน 18,445 ล้านบาท และงบประมาณปี 2563 จำนวน 4 โครงการ 20,900 ล้านบาท ซึ่งการก่อสร้างทุกโครงการต้องแล้วเสร็จทยอยใช้เส้นทางไม่เกินปี 2563-2565

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,273 วันที่ 25 - 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560

 

ที่มา   http://www.thansettakij.com/content/168457

 

 

 

เคาะค่าเช่า! 'สุวรรณภูมิ' เก็บ AOT 3%


ธนารักษ์ เคาะค่าเช่าทอท.ใช้พื้นที่สุวรรณภูมิ โดยคิดจากฐานตํ่าสุด 3% จากข้อเสนอของจุฬาฯ 3-5% เหลือประชุมร่วมรอบสุดท้ายสิ้นเดือนนี้สรุปพื้นที่เชิงพาณิชย์ เผยเริ่มนับสัญญาตั้งแต่ปี 2545 พร้อมยกเว้นค่าเช่าย้อนหลัง 5 ปี
วันที่ 25 มิ.ย.60--กรมธนารักษ์และบริษัทท่าอากาศยานไทย(AOT) เตรียมสรุปผลเจรจาอัตราค่าเช่าที่ดินราชพัสดุที่สนามบินสุวรรณภูมิใช้พื้นที่ภายในสิ้นเดือนนี้ โดยบริษัทท่าอาศยานไทย (AOT) และกรมธนารักษ์ จะประชุมสรุปในขั้นสุดท้าย ที่จะหาข้อตกลงร่วมกันในเรื่องของการใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์ (Non Arrow)

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผย ฐานเศรษฐกิจว่า เมื่อทราบจำนวนพื้นที่ที่แน่นอนว่าส่วนที่ใช้มีจำนวนเท่าไหร่ ก็จะทำให้ทราบว่า ทอท.ต้องจ่ายผลตอบแทนให้กับกรมธนารักษ์จำนวนเท่าไหร่


ขณะนี้ได้สรุปอัตราชัดเจนแล้วว่า หากเป็นพื้นที่ Non Arrow  คือ จะต้องเป็นพื้นที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบิน การประเมินผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) จะอยู่ที่อัตรา 3% ของฐานของสินทรัพย์ทั้งหมด แม้ที่ปรึกษาอิสระ คือ ศูนย์บริการวิชาการ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมีกรอบให้สามารถคิดค่าเช่าในอัตราที่สูง 3-5% ก็ตาม ขณะที่ส่วนแบ่งรายได้ระหว่างทอท.กับกรมธนารักษ์ ยังคงคิดในอัตราเดิมที่ 5% ของ
รายได้

จากผลศึกษาพบว่าการที่ ทอท. มีสินทรัพย์หลายแสนล้านบาท การคิดที่ 3% จึงเป็นอัตราที่เหมาะสม

นายพชร กล่าวว่า ยังต้องศึกษาว่า สนามบินสุวรรณภูมิ ที่มีพื้นที่ประมาณ 5.6 แสนตารางเมตร หากทอท. ใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์ทั้งหมด 100% ก็จะมีผลตอบแทนต่อปีอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท จึงต้องกลับไปดูว่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ในท้ายสุดแล้วมีกี่ตารางเมตร เพราะจะต้องกันพื้นที่ให้สำหรับหน่วยงานราชการใช้ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจตรวจคนเข้าเมือง กรมศุลกากรและอื่นๆด้วย

ส่วนการนับอนุสัญญาการเช่าพื้นที่ 2 ฝ่ายมีข้อสรุปให้เริ่มนับตั้งแต่ปี 2545 จนครบสัญญาในอีก 30 ปี หรือ ปี 2575 จากเดิมที่นักกฎหมายทั้ง 2 ฝ่าย เห็นไม่ตรงกัน ส่วนค่าเช่าย้อนหลัง 5 ปี กรมธนารักษ์ จะยกเว้นให้ โดยเม็ดเงินที่ยก เว้นให้คงไม่ถึง 2 หมื่นล้านบาท



ที่มา  http://www.thansettakij.com/content/169256