Romnalin

Romnalin


คุณเกริกกล้า สนธิมาศ ท่านประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทยร่วมเป็นวิทยากรการประชุมระดมสมองเรื่อง "วิจัยรถเมล์ไฟฟ้า" เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2558  เวลา 08:30-16:00 น. ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร1 สำนักงานคณะกรรมการวจัยแห่งชาติ (วช.) 

-ท่านวิทยากร ประกอบด้วยภาคผู้ประกอบการ-เอกชน-สถาบันการศึกษาได้แก่ รศ.ดร.อังคีร์ ศรีภคากร จุฬาลงกรณ์ฯ, ดร. โกศล สุโกศล บมจ.ล็อกซเล่ย์และคุณเขมทัต สุคนธสิงห์ ประธานกรรมการ บจก. สิขร 

นโยบายจากรัฐสู่ ภาควิจัยฯ
ผู้ดำเนินรายการและเสวนา:-ผศ ดร. ยศพงษ์ ลออนวล ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
- ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผอ.สำนักการจราจรและขนส่ง

 

 

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการการเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือแหลมฉบังว่า กระทรวงคมนาคมตั้งเป้าหมายจะดำเนินโครงการสำคัญ 3 โครงการ ประกอบด้วย โครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง วงเงิน 2,994 ล้านบาท  คาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์ จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)พิจารณาอนุมัติโครงการได้ 

โดยขณะนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แล้ว ซึ่ง สศช.เสนอแนะให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กลับไปพิจารณาปรับลดอัตราค่าบริการให้ต่ำลง เพื่อให้สามารถแข่งขันกับท่าเรืออื่นๆได้ โดยตั้งเป้าหมายเปิดให้บริการได้ในปลายปี 2560 โดยโครงการดังกล่าวจะเป็นการก่อสร้างรถไฟทางคู่ให้สามารถเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าความเร็วปานกลางเส้นทางกาญจนบุรี-กทม.-แหลมฉบัง ตามโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่นด้วย

นายอาคม  กล่าวว่า ส่วนอีก 2 โครงการที่เหลือ คือ โครงการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ เอ) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง วงเงิน 1,864 ล้านบาท ซึ่งตั้งเป้าหมายเปิดให้บริการในปี 2560 และโครงการปรับปรุงถนนเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรโดยรอบและภายในท่าเรือแหลมฉบัง วงเงิน 1,000 ล้านบาทนั้น ได้ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.ไปก่อนหน้านี้แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำร่างเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) เพื่อเปิดประกวดราคาต่อไป โดยคาดว่าภายในเดือนธันวาคมนี้ จะเปิดประมูลได้พร้อมๆ กันทั้ง 3 โครงการ และเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มความสะดวกในการขนส่งสินค้า ไปยังท่าเรือแหลมฉบังได้อีกมาก





ที่มา    http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1437535747

 

กรมศุลฯแก้ไขระเบียบยกเว้นภาษีสิ่งของส่วนตัวของผู้เดินทางเข้าประเทศ จาก 10,000 บาท เป็น 20,000 บาท เพื่อความเหมาะสม และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าเงินในปัจจุบัน มีผลตั้งแต่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่วนเหล้า-บุหรี่ยังใช้ระเบียบเดิม บุหรี่ได้ 1 แคตตอน เหล้าไม่เกิน 1 ลิตร

 

 นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่ากรมศุลฯ ปรับเพิ่มวงเงินของส่วนตัวสำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติจากเดิม 10,000 บาท เป็น 20,000 บาท เพื่อความเหมาะสมและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าเงินในปัจจุบัน

 
 เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าผู้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ประสบกับปัญหาของที่นำของส่วนตัวเข้ามามีมูลค่าเกินกว่าที่ได้รับยกเว้นอากร ซึ่งการเพิ่มวงเงินครั้งนี้ จะทำให้ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา

 

  “การปรับเพิ่มวงเงินของการยกเว้นอากรของส่วนตัวที่ผู้เดินทางจากต่างประเทศนำเข้ามาในประเทศไทยจากเดิม 10,000 บาท เป็น 20,000 บาท จะเท่ากับกรณีผู้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย และซื้อสินค้าจากร้านค้าปลอดอากรขาเข้า (ดิวตี้ ฟรี) ที่ตั้งอยู่ในสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง โดยมีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 20,000 บาท
 

 อย่างไรก็ตามแต่หากเป็นบุหรี่ หรือซิการ์ หรือยาเส้น ซึ่งเป็นของส่วนตัวที่ผู้เดินทางนำเข้ามาพร้อมกับตนเอง ให้ได้รับยกเว้นอากรต่อเมื่อบุหรี่มีปริมาณไม่เกิน 200 มวน ซิการ์ หรือยาเส้น อย่างละไม่เกิน 250 กรัม หรือหลายชนิดรวมกันมีน้ำหนักทั้งหมดไม่เกิน 250 กรัม ส่วนสุราต้องมีปริมาณไม่เกิน 1 ลิตร


 นายสมชัย กล่าวอีกว่า กรณีมีของที่ต้องสำแดงแต่หลีกเลี่ยงไม่สำแดง ขณะผ่านจุดตรวจไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม เมื่อตรวจพบจะถือเป็นความผิดปรับ 4 เท่าของมูลค่าของบวกค่าอากร หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ และของที่มีการตรวจพบความผิดจะถูกริบเป็นของแผ่นดิน

 


 ปัจจุบันกรมศุลกากรได้จัดให้มีช่องสำหรับปฏิบัติพิธีการศุลกากรแก่ผู้โดยสารขาเข้าไว้ 2 ช่องทาง ได้แก่ ช่องตรวจเขียว สำหรับผู้โดยสารที่ไม่มีของต้องเสียภาษีอากร โดยของส่วนตัวที่นำเข้ามามีมูลค่ารวมทั้งหมดไม่เกิน 20,000 บาท และช่องตรวจแดง ผู้โดยสารที่มีของต้องเสียภาษีอากรหรือไม่แน่ใจว่าต้องเสียภาษี โดยกรมศุลฯเน้นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร ไม่ตรวจสัมภาระของผู้โดยสารทุกคน เพราะจะสุ่มตรวจตามหลักปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานสากล


 

 

ที่มา    http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1436898052


เปิดแอคชั่นแพลน “อู่ตะเภา” | เดลินิวส์


„นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะทำงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมกับภายนอกท่าอากาศยาน เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) บริษัท การบินไทย กรมทางหลวง เร่งจัดทำแผนการปฏิบัติงาน (แอ็คชั่นแพลน) เพื่อผลักดันเปิดสนามบินอู่ตะเภา เป็นสนามบินเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 ในวันที่ 1 มิ.ย.59 โดยจะให้เสนอแผนกลับมาในวันที่ 3 ส.ค.นี้ จากนั้นจะเสนอ ครม. ได้กลางเดือนส.ค.58 “แผนงานที่แต่ละหน่วยงานไปจัดทำ จะมีทั้งงานภายใน ภายนอกสนามบิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย การอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสาร ซึ่งหลังจากได้แผนการปฏิบัติงานแล้ว หลังวันที่ 3 ส.ค. คณะทำงานวางแผนธุรกิจ เพื่อส่งเสริมกิจการพาณิชย์ของท่าอากาศยานอู่ตะเภา โดยจะมีกิจกรรมทางการตลาด ลด แลก แจก แถม เพื่อจูงใจให้ผู้ใช้บริการเข้ามาใช้สนามบินมากขึ้นด้วย” ในการวางแผนพัฒนาระบบรางเพื่อ เชื่อมเส้นทางเข้าสู่สนามบินอู่ตะเภา ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มีเส้นทางรถไฟ เส้นทางช่วงเขาชีจรรย์-บ้านพลูตาหลวง-บ้านฉาง ซึ่ง ร.ฟ.ท.ต้องปรับปรุงเส้นทางให้มีความแข็งแรง และปรับปรุงสถานีใหม่ เนื่องจากเดิมเส้นทางนี้ เป็นเส้นทางที่ใช้ขนส่งสินค้า ซึ่งต่อไปจะขนส่งผู้โดยสารเพิ่มเติม โดยร.ฟ.ท.ต้องเชื่อมการเดินทางระหว่างสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุด และมีรถชัตเติลบัสรับผู้โดยสารจากสถานีรถไฟเข้าสู่สนามบินอู่ตะเภา ส่วนของกรมการขนส่งทางบก ต้องประสานกับกองทัพเรือ เพื่อขอใช้พื้นที่ที่ให้รถเข้าไปบริการรถขนส่งสาธารณะได้ ซึ่งต้องวางแผนเดินรถจากกรุงเทพ-อู่ตะเภา พัทยา-อู่ตะเภา และจากระยอง-อู่ตะเภา โดยคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ต้องกำหนดเส้นทาง และเชิญชวนผู้มาให้บริการเดินรถเข้าสู่สนามบินอู่ตะเภา ขณะที่ถนนเข้าสู่พื้นที่ มีโครงการก่อสร้างถนนหมายเลข 331 พนมสารคาม-อ.สัตหีบ ขยายถนนจาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจรคาดเสร็จปี 60 , โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง(มอเตอร์เวย์) สายพัทยา-มาบตาพุด ผ่านครม. คาดก่อสร้างได้ปลายปี 58 แล้วเสร็จปี 61 นอกจากนี้ เพื่อขยายเส้นทางหลวงต่าง ๆ อีกหลายเส้นทางด้วย ด้านพล.ร.ต.วศินสรรพ์ จันทวรินทร์ ผู้อำนวยการ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา กล่าวว่า เบื้องต้นกองทัพเรือคาดว่า จะใช้งบประมาณในการปรับปรุงพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบรักษาความปลอดภัยของสนามบิน 1,000 ล้านบาท ซึ่งต้องเตรียมเสนอของบประมาณจากกระทรวงคมนาคมเพิ่มเติมในการเตรียมความพร้อม“

 

 

 

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/economic/336472

สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทยและสมาคมต่างๆ ส่งบุคลากรด้านโลจิสติกส์เข้าร่วมการอบรมผู้ตรวจประเมินมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก(Q Mark Standardization) จัดโดย กรมการขนส่งทางบก ณ ห้องแกรนด์ซี มิราเคิลแกรนด์ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา โดยมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมจากองค์กรต่างๆเป็นจำนวนมาก

ประชุมคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษากลุ่มอาชีพเพื่อสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมาการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (กรอ.อศ.) กลุ่มอาชีพโลจิสติกส์ ครั้งที่ 4/2558 วันที่ 9 ก.ค.58 เวลา 13:30-16:30 น. ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยคุณเกริกกล้า สนธิมาศ ประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย เป็นประธานคณะทำงาน

 

คุณเกริกกล้า สนธิมาศ ประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ได้รับเชิญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเสวนา เรื่อง โจทย์วิจัยและงานวิจัยด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทานที่ตอบสนองความต้องการของประเทศ ในหัวข้อ การพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทานตามกรอบทุนวิจัยมุ่งเป้าฯ  โดย รศ.ดร.สมยศ เชิญอักษร ผู้ประสานงานโครงการวิจัยฯ, ร.ศ.ดร. ธัญญะ เกียรติวัฒน์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์, ดร.ปนัดดา กสิกิจวิวัฒน์ ผอ.ศูนย์ฯ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2558 ณ โรงแรมโรสการ์เด้นท์ สวนสามพราน นครปฐม


ELMA 2015 : Excellent Logistics Management Award 2015

รางวัลผู้ประกอบการที่มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ขอเชิญผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์สมัครเข้าประกวด รางวัลผู้ประกอบการที่มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์(Excellent Logistics Management Award 2015 : ELMA 2015)

 

ปณท เปิดบริษัทลูกเสริมแกร่งโลจิสติกส์ 

ปณท เปิดบริษัทลูกเสริมแกร่งโลจิสติกส์ ไปรษณีย์ไทย เปิดตัว “ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น” บริษัทลูก เสริมแกร่งโลจิสติกส์ รับตลาดอีคอมเมิร์ซบูม ชูจุดแข็ง บริการขนส่งและกระจายสินค้าแบบครบวงจร ตั้งเป้ารายได้สิ้นปีกว่า 400 ล้านบาท พร้อมขึ้นเป็นผู้นำขนส่งในภูมิภาคอินโดจีน ภายในปี 62 วันพฤหัสที่ 4 มิถุนายน 2558 เวลา 15:27 น. วันนี้ (4 พ.ค.) ที่อาคารคลังสินค้า บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ถนนบางนา–ตราด นายปิยะวัตร์ มหาเปารยะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสรักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท)กล่าวว่า จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการเติบโตของอีคอมเมิร์ซทำให้ความต้องการในกลุ่มธุรกิจขนส่งเพิ่มมากขึ้นไปรษณีย์ไทยจึงจัดตั้ง บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด (ปณท.ดบ.) เพื่อก้าวสู่การให้บริการด้านโลจิสติกส์ครบวงจรตามนโยบายดิจิตอล อีโคโนมี “หวังว่าบริษัทลูกจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการของไปรษณีย์ไทยครบวงจรมากขึ้นและรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการและนโยบายรัฐ ยกระดับความสามารถของระบบให้บริการขนส่งทางถนนเพื่อขยายสู่การขนส่งข้ามประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความสามารถในการทำกำไร สร้างรายได้เพื่อเลี้ยงตัวเองอย่างยั่งยืน” นายปิยะวัตร์ กล่าว นายวรการ ศรีนวลนัด กรรมการผู้จัดการ ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่นกล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น มีทุนจดทะเบียน 350 ล้านบาท โดยไปรษณีย์ไทยถือหุ้น 100% ทั้งนี้ ตั้งเป้าคืนทุนภายใน 1-2 ปี และมีรายได้สิ้นปีนี้กว่า 400 ล้านบาท เติบโตที่ 10%ของรายได้ทั้งหมด และตั้งเป้าเป็นศูนย์กลาง(ฮับ) เพื่อเป็นผู้นำที่สำคัญของธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศกลุ่มอินโดนจีนภายในปี 2562 สำหรับจุดเด่นคือ เป็นผู้ให้บริการขนส่งและกระจายสินค้าแบบครบวงจรที่จะเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาคอินโดจีน สนับสนุนนโยบายของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์พร้อมให้บริการทางด้านบริการคลังสินค้า การจัดเก็บรักษาสินค้าภายใต้มาตรฐานการควบคุมที่ตรงตามความต้องการของผู้รับบริการ การรับคำสั่งซื้อการบรรจุหีบห่อ ตลอดจนกระบวนการจัดส่ง และการกระจายให้ถึงมือผู้รับที่ได้มาตรฐานอย่างมีคุณภาพตลอดทุกขั้นตอน ด้วยระบบไอทีที่ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เช่าใช้คลังสินค้าของ บริษัทดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พื้นที่กว่า 2 หมื่นตารางเมตร เก็บสินค้าในอุณหภูมิที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ต่างๆทั้งนี้ นอกจากคลังสินค้าดังกล่าวแล้ว บริษัทฯ ยังมีคลังสินค้าของบริษัทแม่อีก 16 แห่ง ขณะนี้ใช้ 9 แห่ง เพื่อเก็บสินค้าพร้อมส่งให้กับพาร์ทเนอร์ต่างๆ โดยขณะนี้ยังมีพื้นที่จัดเก็บที่มากเพียงพอต่อการรองรับซึ่งอนาคตหากมีจำนวนสินค้ามากขึ้น บริษัทฯ มีแผนจะลงทุนจัดตั้งคลังสินค้าเองโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดติดชายแดนและพื้นที่เขตเศรษฐกิจ และพร้อมก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) นางสาวอานุสรา จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการ ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จะช่วยให้บริการของบริษัทแม่ให้บริการอย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้น ด้วยการให้บริการแบบหน่วยงานรัฐต่อหน่วยงานรัฐ(จีทูจี)ธุรกิจต่อธุรกิจ (บีทูบี)และธุรกิจต่อลูกค้า (บีทูซี) โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือกลุ่มยาและเวชภัณฑ์ อุปกรณ์สื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์และไอที และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนกลุ่มอีคอมเมิร์ซและเมล์ออเดอร์ เป็นต้น.“

ที่มา    http://www.dailynews.co.th

 

ไฟเขียวศึกษาแผนท่าเรือเฟอร์รี่ โปรเจกท์เชื่อมอ่าวไทย


                       การประชุม "พัฒนาเชื่อมโยงระบบการขนส่งและการท่องเที่ยวพื้นที่อ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก" โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ได้มีแผนงานด้านหนึ่งที่กระทรวงคมนาคมให้การสนับสนุน คือ เร่งรัดการศึกษา แผนสร้างท่าเรือเฟอร์รี่ เชื่อมโยง พัทยา (ชลบุรี)-ชะอำ (เพชรบุรี)-หัวหิน (ประจวบคีรีขันธ์) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 โดยมีเป้าหมายการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลโซนอ่าวไทย 

 
                       การพัฒนาให้เกิดท่าเรือเฟอร์รี่เชื่อมโยงอ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก สิ่งที่กระทรวงคมนาคมให้น้ำหนัก คือ การทบทวนถึงผลการศึกษาก่อนหน้านี้ ทั้งพื้นที่ท่าเรือที่มีอยู่เดิมกับพื้นที่ใหม่ที่จะจัดสร้าง ทั้งนี้ ตามแผนงานการจัดสร้างท่าเรือฝั่งตะวันออก ได้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ต่อการที่จะใช้พื้นที่ท่าเรือแหลมบาลีฮาย หรือท่าเรือโอเชียน มารีน่า ที่อยู่ใน จ.ชลบุรี ส่วนฝั่งตะวันตก พื้นที่เป้าหมายจะมีทั้ง หัวหิน ปราณบุรี ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หาดปึกเตียน และชะอำ ใน จ.เพชรบุรี 
 
                       ดังนั้นการเกิดขึ้นของโครงการดังกล่าวจะมีส่วนช่วยลดทอนการเดินทางด้วยรถยนต์ ระหว่าง ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ สำหรับขั้นตอนดำเนินการ ขณะนี้กรมเจ้าท่าได้ลงนามว่าจ้างบริษัทเอกชนเข้าทำการศึกษา ใช้งบประมาณรวม 30 ล้านบาท และจะแล้วเสร็จภายใน 12 เดือนนับจากนี้ 
 
                       อย่างไรก็ตาม หากประเมินจากแผนการศึกษาในโครงการดังกล่าวที่ทำไว้ในปี 2555 โดยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าการพัฒนาระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการเข้าด้วยกัน ด้วยการจัดทำโครงการท่าเรือเฟอร์รี่ เชื่อมเส้นทางการขนส่งทั้งเพื่อการท่องเที่ยวและขนส่งสินค้า พัทยา-ชะอำ-หัวหิน มีความเป็นไปได้ ในแง่ของความคุ้มค่าต่อการลงทุน ที่สำคัญคือ เป็นการเข้าสู่มิติของการเชื่อมต่อจากขนส่งทางบกมาเป็นขนส่งทางน้ำ
 
                       "ได้สั่งการให้กรมเจ้าท่าไปศึกษาแผนการสร้างท่าเรือเฟอร์รี่ให้เสร็จภายในกลางปี 2559 เพราะจากผลศึกษาเดิมที่ทำไว้ พบว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระหว่าง 2 พื้นที่เข้าด้วยกัน ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ซึ่ง คสช.ให้ความสนใจโครงการนี้ เพราะเป็นการเชื่อมโยงอ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกเข้าด้วยกัน" พล.อ.อ.ประจิน ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการดังกล่าว
 
                       ทั้งนี้ ผลการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า การเดินเรือเฟอร์รี่เส้นทาง พัทยา-ชะอำ-หัวหิน มีความเป็นไปได้ทางการตลาด ถือเป็นการสร้างทางเลือกใหม่ในการเดินทางของผู้โดยสารและการขนส่งสินค้าในระยะใกล้ เป็นการคำนึงถึงองค์ประกอบสนับสนุน ได้แก่ โอกาสที่จะเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวให้แก่พัทยา ชะอำ หัวหิน 
 
                       ส่วนประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และความห่วงกังวลของชุมชนที่อยู่ในแนวจัดสร้างท่าเรือ 
 
                       สำหรับความเป็นไปได้ทางการลงทุน แบ่งได้เป็น 2 แนวทาง ทางเลือกที่ 1 ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนพัฒนาท่าเรือและเดินเรือเองทั้งหมด ทางเลือกที่ 2 รัฐเป็นผู้ลงทุนและให้สัมปทานผู้ประกอบการเดินเรือเช่าท่าเรือและพัฒนาการเดินเรือทั้งหมด และผลการประเมินความเหมาะสมทางการเงินสรุป ให้ข้อพิจารณาในช่วงการศึกษาขณะนั้นว่า ทางเลือกที่ 1 จะไม่มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน ส่วนทางเลือกที่ 2 มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน ภายใต้กรอบระยะเวลาโครงการรวม 10 ปี จะมีอัตราผลตอบร้อยละ 17 ส่วนความเคลื่อนไหวต่อโครงการ ที่มีตัวแปรสำคัญอยู่ที่ผลการศึกษาที่จะแล้วเสร็จในปี 2559 ก็คือ การเสนอตัวของบริษัท สยามอีสเทิร์น โลจิสติกส์ เทอร์มินอล จำกัด 
 
                       ภาคเอกชนนำเสนอแผนการลงทุนระยะ 4 ปี (2559-2562) โดยใช้งบลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการต่อเรือ การสร้างอาคาร จุดจอดเรือ ในเส้นทางที่เชื่อมโยง โดยประเมินว่าจะเปิดเดินเรือได้ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไปใน 3 เส้นทาง ได้แก่ พัทยา-หัวหิน-ปราณบุรี, เส้นทางบางปู(สมุทรปราการ)-หัวหิน-ปราณบุรี และบางปู-พัทยา
 
                       ขณะที่ นายเรวัต โพธิ์เรียง ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เปิดเผยว่า ขั้นตอนศึกษาเพิ่มเติมอยู่ระหว่างการหาสถานที่ก่อสร้างท่าเรือเฟอร์รี่แห่งใหม่ เนื่องจากท่าเรือแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา จ.ชลบุรี โครงสร้างของท่าเรือไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อการรองรับรถยนต์ที่จะวิ่งเข้า-ออกเพื่อไปลงและขึ้นมาจากเรือเฟอร์รี่ รวมทั้งระดับความลึกของน้ำทะเลยังไม่สามารถรองรับเรือเฟอร์รี่ขนาดกินน้ำลึกเกิน 4 เมตรได้ เพราะเรือประเภทนี้เป็นเรือขนาดใหญ่ หากใช้ท่าเรือแหลมบาลีฮายก็จะต้องออกแบบใหม่ และยังจะต้องขุดลอกทะเลบริเวณที่เรือจะเข้ามาจอดเทียบท่าให้ลึกเกิน 4 เมตร ซึ่งอาจใช้งบประมาณสูง 
 
                       เช่นเดียวกับ นายรณกิจ เอกะสิงห์ รองนายกเมืองพัทยา กล่าวว่า ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย เป็นท่าเทียบเรือที่มีกิจกรรมทางทะเลใช้อยู่ตลอดเวลา และปัจจุบันก็ชำรุดอยู่ระหว่างซ่อมบำรุง ความลึกของระดับน้ำทะเลบริเวณรอบท่าเทียบเรือไม่พอสำหรับเรือเฟอร์รี่ที่กินน้ำลึกเกินกว่า 4 เมตร แต่เมืองพัทยาก็มีความพร้อมสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล 
 
                       ส่วนพื้นที่อยู่ในข่ายที่จะเป็นทางเลือกพัฒนาให้เกิดท่าเรือเฟอ์รี่ คือ พื้นที่ในเขตแหลมฉบัง สัตหีบ รวมถึงท่าเรือแหลมบาลีฮาย พัทยา ซึ่งหากการเชื่อมต่อระหว่างชายฝั่งอ่าวไทยทั้ง 2 ฝั่งเข้าด้วยกันเป็นผลสำเร็จก็จะเป็นผลดีต่อการท่องเที่ยว กลุ่มจังหวัดภาคกลางในโซนนี้ทั้งหมด
 
                       ด้านมุมมองธุรกิจท่องเที่ยว นายสินไชย วัฒนศาสตร์สาธร นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา เห็นว่า การที่พัทยาจะมีท่าเรือเฟอร์รี่เพื่อเชื่อมจากพัทยาไปหัวหิน เชื่อว่าภาคการท่องเที่ยวจะได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้น เพราะเป็นการเพิ่มโครงข่ายคมนาคม
 
                       "การเดินทางโดยเรือเฟอร์รี่จะเป็นอีกประสบการณ์เดินทางอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เป็นทางเลือกของนักท่องเที่ยว ผลดีก็จะเกิดกับเศรษฐกิจของเมืองพัทยา ส่วนที่จะไปก่อสร้างเพิ่มเติมที่ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย มองว่าปัจจุบันท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮายมีการจราจรทั้งทางน้ำและทางบกแออัดอยู่แล้ว ถึงแม้จะขยายท่าเทียบเรือก็คงต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมากเทียบเท่ากับการก่อสร้างท่าเรือขึ้นมาใหม่ ดังนั้นน่าจะกระจายพื้นที่พัฒนาออกไป" ความเห็นของนายกสมาคม ที่ต้องการให้สร้างท่าเรือในพื้นที่แห่งใหม่เพื่อกระจายการพัฒนา  
 
                       ขณะที่ความเห็นจากอ่าวไทยฝั่งตะวันตก เช่น นายจำนงค์ ตันติรัตนโอภาส ประธานหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี กล่าวสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงการขนส่งทางทะเลในจังหวัดที่มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว เพราะเท่ากับว่าจะเกิดการหมุนเวียนนักท่องเที่ยวระหว่างกัน ขณะที่การขนส่งด้วยเรือเฟอร์รี่ก็จะเป็นทางเลือกใหม่ของการเดินทาง 
 
                       "แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือ การพัฒนาให้เกิดท่าเรือ ที่จะเชื่อมพื้นที่แต่ละส่วนเข้าด้วยกัน การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่กับพื้นที่ริมฝั่ง ถือเป็นความละเอียดอ่อน ต้องมีมาตรการที่จะรองรับมือกับผลกระทบที่จะตามมาต่อระบบนิเวศวิทยาของชายฝั่งที่จะเกิดขึ้นไม่มากก็น้อย จากการเข้าไปใช้พื้นที่ สำหรับภาคเอกชนแล้วเห็นด้วยว่า การพัฒนาเศรษฐกิจต้องเป็นไปในลักษณะที่เชื่อมโยงกลุ่มจังหวัดเข้าด้วยกัน จากเดิมที่ให้น้ำหนักกับจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางเท่านั้น" ประธานหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี ทั้งหนุนและเตือนถึงผลกระทบที่ต้องมีการศึกษารองรับด้วย
 
                       ส่วน นายศุรอัฐ ณรงค์ฤทธิ์ ประธานหอการค้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า หากประเมินจากนโยบายรัฐบาล ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบขนส่งทางราง หรือการจัดทำโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง จะเห็นได้ว่า แต่ละโครงการต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และใช้ระยะเวลาพอสมควรกว่าที่โครงการจะแล้วเสร็จ ดังนั้นหากเทียบกับการพัฒนาเพื่อให้เกิดท่าเรือเฟอร์รี่ในพื้นที่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเล จึงมีความเป็นไปได้มากที่สุด ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ งบประมาณในการลงทุนอยู่ในระดับที่เอกชนมีความพร้อมจะเข้ามาดำเนินการได้ สามารถแสวงหาแหล่งเงินทุนได้ โครงการนี้จึงมีความเป็นไปได้มากที่สุด และการเกิดขึ้นของโครงการนี้จะเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการขนส่งให้เกิดขึ้นกับจังหวัดในเขตภาคตะวันออกและจังหวัดในโซนที่เป็นประตูลงสู่ภาคใต้
 
                       นอกจากนี้ ตามแผนงานของกรมเจ้าท่า ที่ศึกษาไว้ในปี 2555 ยังมั่นใจด้วยว่า การขนส่งทางทะเล นอกจากจะสร้างมิติใหม่ด้านกิจกรรมพาณิชยนาวี ที่ผสมผสานระหว่างการขนส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้าแล้ว ในระยะยาวยังจะเอื้อต่อภาคการค้าชายแดนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จากการเปิดช่องทางการค้ากับประเทศพม่า ผ่านด่านสิงขรอีกด้วย 
 
                       จึงนับเป็นโครงการขนาดใหญ่อีกหนึ่งโปรเจกท์ ที่รัฐบาลชุด "คืนความสุขประชาชน" จะเดินหน้าพัฒนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างโอกาสและสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น
 
 
ที่มา  :   คมขัดลึก