Romnalin

Romnalin

 

ขอประชาสัมพันธ์การจัดงาน eLogistics Summit 2018  ภายใต้หลักแนวคิด Reimaging The Future of Digital Logistics เพื่อผนวกทุกองคาพยพของการปฎิรูประบบโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ไทย ด้วยดิจิทัลเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย สู่อนาคตและ Thailand 4.0  วิสัยทัศน์ “ยกระดับความสามารถของระบบโลจิสติกส์ของประเทศ สนับสนุนการเป็นศูนย์กลางทางการค้าการบริการ การลงทุนในภูมิภาคอาเซียน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน” ในวันที่ 26-27 พฤศจิกายน 2561 ณ อาคารศูนย์ประชุมวายุภักษ์ 5-7 ชั้น 5 โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอมเวนชันเซ็นเตอร์

 

 

 

หมายเหตุ   กำหนดการตามไฟล์แนบด้านล่าง


 

 

ผู้เชี่ยวชาญโลจิสติกส์ระดับโลก ร่วมแบ่งปันความรู้ ในงาน “Symposium2018

เผยกลยุทธ์การบริหารห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรและสินค้าเน่าเสียง่าย



จากนโยบายของ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการยกระดับการบริการโลจิสติกส์ของไทยให้มีมาตรฐาน สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและอาเซียน สร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมนำเข้า-ส่งออก และมีการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือด้านโลจิสติกส์การค้าระหว่างประเทศ จึงเป็นที่มาของการจัดงาน Symposiumนางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้กล่าวถึงความสำคัญของงานนี้ว่า Symposium เป็นงานระดับนานาชาติที่กรมฯ จัดเป็นประจำทุกปีในงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์ (TILOG-LOGISTIX)เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูลสถานการณ์การค้า และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ระหว่างผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องในแวดวงธุรกิจของไทย กับผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และการค้าระหว่างประเทศจากองค์กรชั้นนำระดับโลก

“นับเป็นโอกาสอันดีที่หาได้ยากเพราะมีเพียงปีละครั้งเท่านั้นที่จะมีการบรรยายและเสวนาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ และแนวทางการบริหารจัดการโลจิสติกส์ รวมไปถึงปัจจัยความสำเร็จของผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งวิทยากรที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ให้ฟังแต่ละท่านล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ระดับนานาชาติ ข้อมูลต่างๆ นับว่าเป็นประโยชน์สำหรับผู้ร่วมงานที่จะนำไปพัฒนาต่อยอด ประยุกต์ใช้ในการพัฒนาธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นางจันทิรา กล่าว

Symposium2018 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30-31 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ไบเทค บางนา ภายใต้แนวคิด The Future of Agriculture and Perishable Goods Value Chain หรือ ทิศทางในอนาคตของห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตรและสินค้าเน่าเสียง่าย เพื่อสนับสนุนทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการโลจิสติกส์ปรับตัวรับการขยายตัวของตลาดสินค้าเกษตรและอาหารในอนาคต และตอบรับยุทธศาสตร์กระทรวงฯ ในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ สร้างความเข้มแข็งของภาคการเกษตรซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากของไทย ตลอดจนส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยวันแรกของงานเป็นการบรรยายในหัวข้อ “แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโซ่อุปทานอาหารของโลก” และ “สถานการณ์ของโซ่อุปทานอาหารในเอเชีย” ซึ่งข้อมูลจากการบรรยายทั้ง 2 หัวข้อนับว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก




ดร.ทอม เดน แฮร์ทอค อดีตประธานบริหาร Ahold Asia Pacific (ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต) ผู้บุกเบิกและมีวิสัยทัศน์ในการจัดการค้าปลีกและซัพพลายเชนอาหารผักผลไม้สดระดับโลก ผู้บรรยายในหัวข้อ “แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโซ่อุปทานอาหารของโลก” กล่าวว่า การทำงานในระบบโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการต้องตระหนักว่าผู้บริโภคคือผู้ที่ยากจะคาดการณ์ ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลง อย่าคิดว่าจะมีคำตอบเดียวกับทุกโจทย์ ในเบื้องต้นเราต้องมีสินค้าดี อยู่ในทำเลที่เหมาะสม มีความรวดเร็วในการส่ง แต่เท่านั้นยังไม่พอ ต้องมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเสริม เพราะเทคโนโลยีและนวัตกรรมในโซ่อุปทานจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปได้ ซึ่งปัจจุบันองค์กรชั้นนำของโลกได้มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ยกตัวอย่าง อเมซอนและอาลีบาบาที่นำหุ่นยนต์ที่สามารถยกสินค้าที่มีน้ำหนักได้ถึง 500 กิโลกรัม เคลื่อนที่ได้ 360 องศา หุ่นยนต์แต่ละตัวมีปฏิสัมพันธ์ และสามารถประสานการทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี ซึ่งทำให้การทำงานในคลังสินค้าของทั้งอเมซอนและอาลีบาบามีประสิทธิภาพมาก

ดร.ทอม เดน แฮร์ทอค ยังกล่าวถึง Big Data และ Block Chain ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโซ่อุปทาน โดยเน้นย้ำว่าผู้ประกอบการต้องเรียนรู้เรื่อง Big Data เพื่อที่จะสามารถนำข้อมูลที่มีอยู่มาวิเคราะห์และคาดการณ์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ ทราบว่าลูกค้าต้องการสินค้าอะไร จำนวนเท่าไหร่ ต้องการสินค้านั้นเมื่อไหร่ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราผลิตสินค้าและบริหารคลังสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ Block Chain ยังเป็นทางเลือกสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องศึกษา เพราะ Block Chain เชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกัน กรณีที่ข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่อาจส่งผลกระทบต่อโซ่อุปทานอย่างมาก Block Chain จะเชื่อมโยงข้อมูลทุกๆ จุดเพื่อห้ผู้ประกอบการสามารถ จัดการและนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจล่วงหน้าได้อย่างเหมาะสม ปัจจุบันบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่ง อาทิ ไอบีเอ็ม หรือวอลมาร์ต ได้นำ Block Chain มาใช้แล้ว นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) มาช่วยก็ทำให้องค์กรพัฒนาขึ้น อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวให้เร็ว

ดร.ทอม เดน แฮร์ทอค กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้ประกอบการควรมองไปในอนาคตว่าจะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและแบรนด์สินค้าได้อย่างไร รวมถึงต้องหาวิธีที่จะสร้างความแข็งแกร่งที่แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น โดยมองความต้องการของผู้บริโภคเป็นสิ่งสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น การให้ข้อมูลที่ผู้บริโภคต้องการอย่างเพียงพอ เช่น ข้อมูลการแพ้อาหาร เป็นต้น ซึ่งองค์กรที่ทำได้ดีในเรื่องนี้คืออาลีบาบา นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอาจจะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าด้วยการพัฒนาช่องทางการจำหน่ายแบบผสมผสาน มีทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ซึ่งต้องพิจารณาให้ดีว่าสินค้าของเราเหมาะกับช่องทางการจำหน่ายแบบใดในสัดส่วนเท่าไหร่



ทางด้าน นายเทจ มัยยูร์ คอนแทร็คเตอร์ ผู้มีประสบการณ์ยาวนานในวงการโลจิสติกส์ ผู้นำนวัตกรรมมาพัฒนาองค์กร และผู้เชี่ยวชาญด้าน e-Commerce, Multimodal Transportation และ Last Mile Delivery บรรยายในหัวข้อ “สถานการณ์ของโซ่อุปทานอาหารในเอเชีย” โดยกล่าวว่า ระบบโซ่อุปทานในปัจจุบันมีบทบาทสำคัญมาก เนื่องจากเป็นปัจจัยที่สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ บริษัทที่สามารถบริหารจัดการโซ่อุปทาน และส่งสินค้าถึงมือลูกค้าได้รวดเร็วกว่าย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จในตลาดได้มากกว่า อย่างไรก็ดี การจัดการเรื่องโซ่อุปทานเป็นสิ่งที่มีความซับซ้อน และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้เสร็จสมบูรณ์ได้ในครั้งเดียว ระบบโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพนั้นมีหลากหลายรูปแบบ มีกระบวนการและวิธีการจัดการที่ต่างกัน เราจำเป็นต้องรู้วิธีการบริหารจัดการกับแต่ละรูปแบบ สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าผู้บริโภคต้องการอะไร เพื่อที่จะได้ตอบสนองความต้องการได้ตรงจุด การแข่งขันในยุคปัจจุบัน ไม่ได้แข่งขันที่ตัวผลิตภัณฑ์ เพราะสินค้าอาจไม่แตกต่างกันมากนัก แต่เป็นการแข่งขันที่โซ่อุปทาน คือ ต้องรวดเร็ว ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องอาศัยความได้เปรียบในเรื่องโซ่อุปทาน วัดกันว่าใครมีการจัดส่งที่รวดเร็วทันใจมากกว่า

สำหรับการจัดการโซ่อุปทานนั้น นายเทจ มัยยูร์ คอนแทร็คเตอร์ กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการบูรณาการกระบวนการทำงาน เชื่อมโยงเครือข่ายทั้งระบบโซ่อุปทานในทุกขั้นตอน ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ แต่ละฝ่ายต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์คเพื่อไปสู่เป้าหมายความสำเร็จ และควรมีการประเมิน ตรวจสอบระบบภายในห่วงโซ่อยู่เสมอว่าเหมาะสมแล้วหรือยัง ส่วนโซ่อุปทานด้านอาหารนั้น ต้องบริหารความหลากหลายและความแตกต่างของอาหารแต่ละประเภทให้ได้ ต้องคำนึงเรื่องกระบวนการจัดการ เช่น การควบคุมอุณหภูมิ การจัดเก็บ การเคลื่อนย้ายขนส่ง และต้นทุนซึ่งมีทั้งต้นทุนทางตรงและทางอ้อมที่มาจากหลากหลายปัจจัย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญเรื่องมาตรการภาษี หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย เพราะแม้จะบริหารจัดการธุรกิจได้ดี มีรายได้เพิ่ม แต่อาจจะเสียโอกาสในตอนท้าย เพราะไม่ได้ดูเรื่องสิทธิประโยชน์ภาษีหรือกฏหมายการจัดเก็บภาษีต่างๆ

            นอกจากนี้ งาน Symposium2018 วันแรกยังมีการเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ในหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายในการบริหารจัดการโซ่อุปทานอาหารและสินค้าที่เสื่อมเสียง่าย” โดย นายประวิทย์ โชติปรายนกุล ผู้อำนวยการสถาบันรหัสสากล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้ส่งเสริมและผลักดันมาตรฐานสากลร่วมกับระบบการสืบย้อนกลับในทุกกระบวนการที่ทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์จากการทราบถึงแหล่งที่มาของสินค้า นายเรมอน กฤษณัน ผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติด้านการบริหารจัดการโซ่อุปทานระหว่างประเทศ พร้อมด้วย ดร.ทอม เดน แฮร์ทอค และ นายเทจ มัยยูร์ คอนแทร็คเตอร์ โดยมี นายไกรซาร์  กีลิตวาลา ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ลินฟ้อกซ์ ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ การตลาด อีคอมเมิร์ซ ตลอดจนอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภค ที่มีประสบการณ์กว่า 25 ปี เป็นผู้ดำเนินรายการ

            เปิดการเสวนาด้วยคำถามจากผู้ดำเนินรายการที่ว่า อะไรคือสิ่งสำคัญในกระบวนการโลจิกติกส์และการบริหารจัดการโซ่อุปทานด้านอาหาร ซึ่งผู้เข้าร่วมเสวนาให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่ผ่านมามีตัวอย่างในประเทศสเปนที่ประสบวิกฤตเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร จนส่งผลให้ยอดขายตกต่ำรุนแรง หรือในประเทศจีน ที่ผู้บริโภคไม่ค่อยมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรเรียนรู้ และคิดต่อว่าจะต้องจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร เช่น ควรมีการสร้างช่องทางสื่อสารหรือการจัดทำคำอธิบายตัวสินค้า เช่น การติดฉลากบรรจุภัณฑ์แสดงรายละเอียดสินค้า ซึ่งปัจจุบันมีการจัดทำในระบบบาร์โค้ด ที่สามารถใส่รายละเอียดได้มากกว่าเดิม ทั้งส่วนผสม จุดขายสินค้า และการสืบย้อนกลับเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถทราบแหล่งที่มาของอาหารได้ นอกจากนี้ ความรวดเร็วในการขนส่งก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญด้วย หากการขนส่งติดขัดล่าช้า อาจทำให้อาหารเสีย ส่งผลต่อความปลอดภัยของอาหารเช่นกัน

            ผู้ร่วมเสวนายังแสดงความคิดเห็นด้านความร่วมมือในการพัฒนาโซ่อุปทานว่า เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน เกือบทุกประเทศ ภาครัฐจะเป็นผู้สร้างมาตรการ วางกฏเกณฑ์เงื่อนไข และสนับสนุนในเรื่องโซ่อุปทาน ซึ่งอาจะมีความล่าช้าและไม่ทันต่อการพัฒนาหรือความเปลี่ยนแปลง เอกชนก็ไม่ควรรอแต่ภาครัฐ ต้องลงมือทำเองด้วย เราอยู่ในยุคที่มีข่าวสารมากมาย สามารถเข้าถึงข้อมูลและความรู้ต่างๆ เองได้ การเรียนรู้จากบทเรียนต่างๆ จะทำให้เราวางแผนป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะปัจจุบันผู้บริโภคตระหนักเรื่องนี้มากขึ้น พฤติกรรมบางอย่างที่เคยมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก เช่น การนำภาชนะจากบ้านไปใส่อาหารที่ร้าน เพื่อลดประมาณขยะ วันนี้หลายคนยินดีที่จะทำ อีกสิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือการที่ผู้ประกอบการระดับเอสเอ็มอีไม่สามารถส่งออกได้ เพราะไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎหมายส่งออก ดังนั้น จึงควรมีการให้ข้อมูลข่าวสารกับผู้ประกอบการ และร่วมมือพัฒนาหรือสร้างความแข็งแกร่งร่วมกัน แบ่งปันข้อมูลข่าวสารในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ เช่น เรื่องกฏหมายส่งออกระหว่างประเทศ

      ผู้ร่วมเสวนายังทิ้งท้ายในประเด็นเรื่องเทคโนโลยีที่อาจเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอย่างมากในอนาคต (Disruption) ซึ่งผู้ประกอบการควรใช้ข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์แทนที่จะมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก



 

 

 

 สค. จัดสัมมนานานาชาติ

 หนุนโลจิสติกส์ไทยปรับตัวรับตลาดสินค้าเกษตรและอาหารเติบโต



 

ธุรกิจเกษตรและอาหารของไทยมีแนวโน้มสดใสและมีโอกาสที่จะขยายตัวได้อีกมาก เนื่องจากตลาดโลกมีความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สค.) จึงใช้โอกาสอันดีนี้จัดงานSymposium 2018” ภายใต้แนวคิด The Future of Agriculture and Perishable Goods Value Chainหรือ ทิศทางในอนาคตของห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตรและสินค้าเน่าเสียง่าย เปิดเวทีให้กูรูโลจิสติกส์จากองค์กรชั้นนำระดับโลก มาเสวนาเจาะลึกสถานการณ์และทิศทางโลจิสติกส์ของโลกโดยเฉพาะเอเชีย พร้อมเผยกลยุทธ์การบริหารห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรและสินค้าเน่าเสียง่าย เพื่อให้ผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการโลจิสติกส์ได้ปรับตัวรับกับการขยายตัวของตลาดสินค้าเกษตรและอาหารในอนาคต



Symposium เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูลสถานการณ์การค้า และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ระหว่างผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องในแวดวงธุรกิจของไทย กับผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจโลจิสติกส์และการค้าระหว่างประเทศจากองค์กรชั้นนำระดับโลก ซึ่งเป็นการตอบรับยุทธศาสตร์ของกระทรวงพาณิชย์ในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ สร้างความเข้มแข็งของภาคการเกษตรซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากของไทย ตลอดจนส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน งานSymposium ได้จัดขึ้นภายในงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์เป็นประจำทุกปี แต่ละปีจะมีวิทยากรจากองค์กรชั้นนำมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ส่วนหัวข้อการบรรยายจะเปลี่ยนไปทุกปีเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สำหรับในปีนี้เน้นเรื่องโลจิสติกส์สินค้าเกษตรและสินค้าเน่าเสียง่าย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐที่ต้องการส่งเสริมสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ให้มีการขยายฐานการค้าออกสู่ตลาดต่างประเทศแบบครบวงจร ตามนโยบายที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในอุตสาหกรรมอาหารไทยภายใต้โครงการครัวไทยสู่ครัวโลกนางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าว  



งาน Symposium2018 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30-31 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ไบเทค บางนา โดยวันที่สองของงานมีการบรรยายในหัวข้อ “ระบบโลจิสติกส์ของสินค้าอุปโภค-บริโภค” โดย นายจอห์น พาร์ค ผู้เชี่ยวชาญในวงการโลจิสติกส์ระดับนานาชาติ ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์โดยเฉพาะสินค้าอุปโภค-บริโภค (Fast Moving Consumer Goods: FMCG) และหัวข้อ “การจัดการโซ่ความเย็นในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์เกษตร” บรรยายโดย นายริชาร์ด เหย่ ประธานกิตติมศักดิ์ของ Taiwan International Logistics Supply Chain และที่ปรึกษารัฐบาลไต้หวันในการส่งเสริมมาตรฐานสากลสำหรับผลิตภัณฑ์การเกษตร



ในส่วนของการบรรยายเรื่องระบบโลจิสติกส์ของสินค้าอุปโภค-บริโภคนั้น นายจอห์น พาร์ค กล่าวว่า การค้าแบบใหม่จะผสมผสานกันระหว่างการค้าแบบออนไลน์ การค้าแบบออฟไลน์ ระบบโลจิสติกส์ และการใช้ข้อมูลสารสนเทศ เช่น ระบบการชำระเงินผ่านมือถือ ระบบเซนเซอร์ ระบบ AI (Artificial Intelligence) สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือ ไม่เพียงแค่ยักษ์ใหญ่ออนไลน์อย่างอเมซอน และอาลีบาบาเท่านั้นที่ลงทุนในร้านค้าปลีก แต่ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมก็กำลังแสวงหาความร่วมมือกับผู้ให้บริการออนไลน์ เพื่อบริการลูกค้าแบบครบวงจร ตัวอย่างเช่น กูเกิล และวอลมาร์ต ที่ร่วมกันให้บริการจัดส่งสินค้าของอเมซอน ไพร์ม ขณะเดียวกัน ลูกค้าของวอลมาร์ตก็สามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซของกูเกิล เอ็กซ์เพรส ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ชี้ให้เห็นอนาคตว่าการค้าปลีกออนไลน์และออฟไลน์จะกลายเป็นประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ

รูปแบบการค้าแบบใหม่ ประกอบด้วย 4 เรื่อง คือ ระบบสมาชิก (Subscription Service) การส่งสินค้าถึงบ้าน (Home Delivery) การรับสินค้าตามสถานที่ที่กำหนด (Click & Collect) และการค้าผ่านร้านตัวแทน (Third Party) ตัวอย่างที่ดีของระบบสมาชิกคือร้านสตาร์บัคส์ที่ให้ลูกค้าสมัครสมาขิกเพื่อรับสิทธิพิเศษ ส่วนการจัดส่งสินค้าถึงบ้านเป็นบริการที่ร้านค้าปลีกทำขึ้นเพื่อเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า สำหรับ Click & Collect จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าออนไลน์ให้สามารถไปรับสินค้าตามร้านที่กำหนด ส่วนการค้าผ่านร้านค้าตัวแทน เหมาะกับเขตเมืองที่มีประชากรหนาแน่นและมีความต้องการสินค้าสูง เช่น กำหนดให้ไปรับสินค้าที่ร้าน 7eleven ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าจากหลายแบรนด์ได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ร้านค้าตัวแทนก็มีลูกค้าและรายได้เพิ่มขึ้น

            นายจอห์น พาร์ค ยังกล่าวถึงการค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Commerce) ว่าเป็นอีคอมเมิร์ซที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งทำให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการซื้อและขายสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ผู้ซื้อในสังคมออนไลน์จะมีการแบ่งปันประสบการณ์การซื้อสินค้า มีการแนะนำ และรวมกันซื้อสินค้าด้วยกัน ขณะเดียวกันผู้ขายในสังคมออนไลน์ก็จะมีข้อเสนอที่คุ้มค่า อาทิ มอบส่วนลดจำนวนมากให้กับลูกค้าที่รวมกลุ่มกันซื้อสินค้า ซึ่งเมื่อเทียบกับอีคอมเมิร์ซแบบเดิมแล้ว ผู้ซื้อในสังคมออนไลน์จะมีประสบการณ์เชิงบวกทั้งในเรื่องของประโยชน์และความสะดวกในการใช้บริการ ปัจจุบัน อเมซอนเริ่มให้ลูกค้าเพิ่มสินค้าในตะกร้าสินค้าด้วย #AmazonCart และสร้างร้าน Instagram เพื่อช่วยให้ผู้ติดตามสามารถค้นหาและซื้อสินค้าได้ง่ายดาย นอกจากนี้ Pinduoduo ก็ยังเป็นแอพพลิเคชั่นอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดในจีน เนื่องจากเป็นแอพพลิเคชั่นที่สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มกันซื้อสินค้า และร่วมกันต่อรองราคาสินค้า

นอกจากนี้ เทคโนโลยี Virtual Reality(VR) หรือความจริงเสมือน และเทคโนโลยี Augmented Reality(AR) หรือการรวมสภาพแวดล้อมจริงกับวัตถุเสมือน ก็กำลังเข้าสู่ตลาดค้าปลีกด้วยการผสมผสานประสบการณ์จริงกับระบบดิจิทัล ลูกค้าสามารถเพลิดเพลินและสะดวกสบายไปกับการเลือกซื้อสินค้าผ่านเทคโนโลยี VR และ AR ซึ่งปัจจุบัน อาลีบาบาได้เปิดตัว VR shopping ที่ทำให้ลูกค้าสามารถเรียกดูและซื้อสินค้าในร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ได้อย่างสะดวกสบายในบ้านของตนเอง

การบรรยายในหัวข้อการจัดการโซ่ความเย็นในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์เกษตรนั้น นายริชาร์ด เหย่ กล่าวว่า สินค้าที่มีความจำเป็นต้องใช้ระบบการจัดการโซ่ความเย็นเข้ามาช่วย ได้แก่ อาหาร เช่น ผักผลไม้สด ที่ต้องใช้กระบวนการควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสม เนื้อสัตว์และอาหารทะเลที่ต้องใช้กระบวนแช่แข็ง รวมทั้งสินค้าจำพวกยา เคมีภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์ชีวภาพ หัวใจสำคัญของโซ่ความเย็น คือ การบริหารความเย็นเพื่อรักษาสภาพสินค้าและลดความสูญเสียจากกระบวนการโลจิสติกส์ ยิ่งควบคุมอุณหภูมิให้ต่ำได้ก็ยิ่งรักษาอายุสินค้าได้นาน ส่วนสินค้าประเภทเนื้อสัตว์ที่ต้องแช่แข็งต้องทำอุณหภูมิให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สำหรับสินค้าเกษตรประเภทพืชผักผลไม้ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการโซ่ความเย็นจะมีความซับซ้อนกว่า ประกอบด้วยปัจจัยหลายประการ ได้แก่ อุณหภูมิในการเก็บรักษา ความชื้น และสัดส่วนของก๊าซออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และเอธีลีน ที่มีผลต่อการสุกงอม

นายริชาร์ด เหย่ กล่าวถึงประโยชน์ของการบริหารโซ่ความเย็นว่า จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า โดยการยืดอายุสินค้าให้นานขึ้น จะทำให้สามารถจัดส่งสินค้าได้ไกลออกไปยิ่งขึ้น ผักผลไม้ที่ยังอยู่ในสภาพที่สวยงาม จะช่วยลดอัตราการเคลมสินค้าคืน นอกจากนี้ ยังลดต้นทุนขนส่ง เพราะสามารถขนส่งทางเรือแทนทางเครื่องบินได้ หัวใจสำคัญของการบริหารโซ่ความเย็นคือต้องควบคุมอุณหภูมิตั้งแต่วินาทีแรกหลังการเก็บเกี่ยว ตั้งค่าอุณหภูมิที่เหมาะสม ควบคุมอุณหภูมิระหว่างการโหลดผลไม้เข้าตู้คอนเทนเนอร์ ตลอดจนการเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม



นอกจากนี้ ในงานยังมีการบรรยายพิเศษ “แพลตฟอร์มการค้า B2B ระดับโลก” โดย นายโทนี่ หยิน ผู้จัดการพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ กลุ่มบริษัทอาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ จากประเทศจีน ซึ่งเปิดเผยถึงโอกาสทางธุรกิจในการขยายตลาดสู่ผู้ซื้อระดับองค์กรทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์ม Alibaba.com ระบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจกับธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก นายโทนี่ หยิน กล่าวว่า ปัจจุบันอาลีบาบาเป็นตลาดที่มีลูกค้าอยู่ทั่วโลก มีผู้ซื้อผู้ขายกว่า 10 ล้านราย มีฐานอยู่ทั้งในจีน มาเลเซีย และอนาคตมีแผนที่จะมาตั้งในประเทศไทยด้วย จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และการเติบโตของธุรกิจสมาร์ตโฟน ส่งผลให้ผู้บริโภคเข้าถึงโลกออนไลน์ได้ง่ายผ่านโทรศัพท์มือถือ และเกิดการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา อาลีบาบาจึงได้พัฒนาเครื่องมือและเทคโนโลยีหลายอย่างเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า อาทิ การนำระบบ Virtual Reality (VR) มาใช้ เมื่อเจ้าของกิจการต้องการสั่งสินค้าจากโรงงานใดๆ สามารถใช้ระบบ VR แบบเรียลไทม์ได้ทุกที่แทนการเดินทางไปดูที่โรงงานด้วยตัวเอง

นายโทนี่ หยิน กล่าวอีกว่า อาลีบาบาตั้งเป้าหมายที่จะเป็น One Stop Platform ในอดีตการซื้อขายสินค้าจะต้องทำธุรกรรมเรื่องการจ่ายเงิน การจัดส่ง การหาซัพพลายเออร์ ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย และใช้เวลามาก One Stop Platform นี้จะทำให้ธุรกรรมออนไลน์สามารถทำผ่านอาลีบาบาได้ทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีผู้ให้คำปรึกษาทุกขั้นตอน สามารถเสนอราคาแบบเรียลไทม์ ประมูลสินค้า รับและส่งสินค้าที่หน้าโรงงานได้เลย

อาลีบาบายังร่วมพัฒนาศักยภาพกับพันธมิตร อาทิ การจัดโครงการอีคอมเมิร์ซ ชาเลนจ์ ให้ความรู้เรื่องโลจิสติกส์และเทคโนโลยี สำหรับในประเทศไทยได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พัฒนาบุคลากรจำนวน 1,200 ราย เพื่อเป็นผู้ช่วยพัฒนาเอสเอ็มอีในการทำธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และเร็วๆ นี้ จะจัดกิจกรรม SuperSeptember คัดเลือกสินค้าคุณภาพจากไทยไปโปรโมทที่ประเทศจีนและจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจเพื่อให้ผู้ขายได้พบผู้ซื้อ

นอกจากการบรรยายที่น่าสนใจทั้ง 3 หัวข้อแล้ว งาน Symposium 2018 ในวันที่สอง ยังมีการเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ ในหัวข้อ “โอกาสและความท้ายทายของการบริหารจัดการในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์โซ่ความเย็น” ร่วมเสวนาโดย นายซาลดี้ย์ อิลฮัม มาสิตา ประธานสมาคมโลจิสติกส์แห่งประเทศอินโดนีเซีย ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ อีคอมเมิร์ซ และซัพพลายเชน นายเลอย์ ดุย เฮียบ ประธานสมาคมโลจิสติกส์แห่งประเทศเวียดนาม ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และห้องเย็นมาตรฐานสากล พร้อมด้วย นายริชาร์ด เหย่ และ นายโทนี่ หยิน โดยมี นายไกรซาร์ กีลิตวาลา ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ลินฟ้อกซ์ ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ การตลาด อีคอมเมิร์ซ ตลอดจนอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภค เป็นผู้ดำเนินรายการ

ใจความสำคัญของการเสวนาสรุปได้ว่า การพัฒนาการจัดการโซ่ความเย็นให้มีประสิทธิภาพนั้น ต้องมีการบูรณาการร่วมกัน ระหว่างภาครัฐและเอกชน และเอกชนด้วยกันเอง เช่น แต่ละประเทศมีกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าแตกต่างกัน ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องกฎระเบียบเหล่านี้ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน นอกจากนี้ ยังต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและคุณภาพสินค้า ควรนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วย และต้องมีการควบคุมคุณภาพสินค้าตั้งแต่ต้นทาง รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่สามารถสืบย้อนไปถึงแหล่งผลิตของสินค้าได้ ขณะเดียวกันต้องมีการควบคุมอุณหภูมิ และป้องกันการปนเปื้อน สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การร่วมมือกับพันธมิตรในการบริหารจัดการโซ่ความเย็น เพราะทุกกระบวนการมีความสำคัญและส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของสินค้านั้นๆ

            อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญในการเสวนาครั้งนี้คือ การนำ Big Data มาใช้ประโยชน์ในกระบวนการจัดการห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเน่าเสียง่าย โดยเฉพาะการพยากรณ์ผลผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นเรื่องยาก เนื่องจากมีปัจจัยมากมาย เช่น ฤดูกาล สภาพอากาศ ปัญหาโลกร้อนที่ทำให้ไม่ได้ผลผลิตตามฤดูกาล นอกจากนี้ Big Data ยังสามารถนำไปใช้ในการบริหารจัดการโซ่ความเย็นด้วย ปัจจุบัน มีการใช้ Big Data วิเคราะห์ว่าอุปกรณ์ในระบบชิ้นส่วนใดมีโอกาสที่จะเสีย หรือแต่ละชิ้นมีอายุการใช้งานเฉลี่ยเท่าไหร่ เพื่อนำมาวางแผนการบำรุงรักษาก่อนที่จะชำรุด เพื่อป้องกันไม่ให้ห่วงโซ่จุดใดจุดหนึ่งขาดตอน ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายมาก



 

 

ไทยสมเด็จฯ” และ“กรุงเทพคลังเอกสาร”

คว้ารางวัลเกียรติยศด้านบริหารจัดการโลจิสติกส์ “ELMA 2018”

 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มอบรางวัลผู้ประกอบการที่มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์ หรือ ELMA 2018 ให้ “บริษัท ไทยสมเด็จ เซอร์วิส จำกัด”และ “บริษัท กรุงเทพคลังเอกสาร จำกัด” ที่มีการบริหารจัดการและคุณภาพบริการด้านโลจิสติกส์ตามมาตรฐานสากล

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า (ในวันนี้ 29 ส.ค.61) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้จัดพิธีมอบ รางวัลผู้ประกอบการที่มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ประจำปี 2561 (Excellent Logistics Management Award 2018:ELMA 2018)”ให้แก่ บริษัท ไทยสมเด็จ เซอร์วิส จำกัดในสาขาตัวแทนออกของ (Customs Brokerage Service) และบริษัท กรุงเทพคลังเอกสาร จำกัด ในสาขาผู้ให้บริการคลังสินค้า (Warehousing Service)

“โครงการประกวดรางวัล ELMA จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 นับเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย และแสดงถึงมาตรฐานที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งก่อนมอบรางวัลให้กับผู้ประกอบการรายใดนั้น คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะตรวจประเมินและพิจารณาอย่างเข้มข้นตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ เพื่อให้ได้ผู้ที่มีความเป็นเลิศทางด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์อย่างแท้จริง รางวัลนี้ยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการพัฒนาตนเองให้มีการบริหารจัดการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยนำคำแนะนำของคณะกรรมการไปพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนองค์กรให้แข็งแกร่งในอนาคต ซึ่งนับว่าสอดคล้องกับเป้าหมายของกรมฯ ที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมสากล และเป็นที่ยอมรับในเวทีการค้าระดับโลก” นางจันทิรา กล่าว

นายวิสาร ฉันท์เศรษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสมเด็จ เซอร์วิส จำกัด ผู้ให้บริการด้านพิธีการศุลกากรที่ให้บริการมากว่า 48 ปีกล่าวถึงความภูมิใจที่ได้รับรางวัล ELMA 2018 ว่า บริษัทฯ ได้เข้าร่วมประกวดตั้งแต่ปี2015 ซึ่งในการประกวดแต่ละปี ได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการในการพัฒนาองค์กรด้านต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการธุรกิจ ทำให้ทราบถึงจุดเด่นที่บริษัททำได้ดีอยู่แล้ว และสิ่งที่บริษัทยังต้องพัฒนาเพิ่มจนทำให้ปีนี้สามารถคว้ารางวัลในสาขาตัวแทนออกของ จากการนำเทคโนโลยี Intelligent Customs Clearance Technology (ICCT)ที่ได้คิดค้นขึ้นเองมาพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านพิธีการศุลกากรเพื่อช่วยแก้ปัญหาด้านขั้นตอนเอกสารที่ยุ่งยากสามารถบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุนของบริษัทและลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าอีคอมเมิร์ซ ซึ่งมีสินค้าจำนวนมากที่จะต้องทำเอกสารผ่านศุลกากร และเป็นบริษัทแรกของไทยที่พัฒนาระบบโดยไม่ต้องใช้พนักงานคีย์ข้อมูล ทำให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างได้รวดเร็ว

  

ด้านนายสุภาพ ตั้งตรัยรัตนกุล กรรมการและกรรมการผู้จัดการบริษัท กรุงเทพคลังเอกสาร จำกัด  ผู้ให้บริการเก็บรักษาเอกสารและข้อมูลกล่าวถึงความรู้สึกที่ได้รับรางวัล ELMA 2018 ว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่บริษัทฯเข้าร่วมประกวดและได้รับรางวัลในสาขาผู้ให้บริการคลังสินค้า เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจการเงินบริษัทฯจึงให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยในการเก็บรักษาเอกสารอย่างเข้มข้น  บริษัทเน้นการออกแบบบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุดทำให้สามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าแต่ละรายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเพิ่ม Value Added Services ด้วยการขยายไปถึงบริการรับจัดเก็บและบริหารเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ Hosting ด้วยระบบ Livelink Enterprise เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าปัจจุบันและรองรับกับตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง

โครงการประกวดรางวัล ELMA แบ่งออกเป็น 4 สาขา ได้แก่ 1) สาขาผู้ให้บริการขนส่งสินค้า (Transportation Services) 2) สาขาผู้ให้บริการคลังสินค้า (Warehousing Services) 3) สาขาผู้ให้บริการตัวแทนในการจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ หรือตัวแทนออกของ (International Freight Forwarding Services or Customs Brokerage Services) 4) สาขาผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร (Third Party Logistics Services : 3PL) โดยในปี 2561 มีผู้ได้รับรางวัลเพียง 2 สาขา

ค.จัดเสวนานักโลจิสติกส์ระดับโลก

เจาะลึกกลยุทธ์บริหารห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรและสินค้าเน่าเสียง่าย

 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ(สค.) เชิญผู้เชี่ยวชาญโลจิสติกส์ระดับโลก เปิดเวที TILOG-LOGISTIX 2018 จัด Symposium เสวนาเจาะลึกสถานการณ์และทิศทางโลจิสติกส์ของโลกโดยเฉพาะเอเชีย พร้อมเผยกลยุทธ์บริหารห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรและสินค้าเน่าเสียง่ายภายใต้แนวคิดThe Future of Agriculture and Perishable Goods Value Chainหนุนทั้งผู้ให้และผู้ใช้บริการโลจิสติกส์ปรับตัวรับการขยายตัวตลาดสินค้าเกษตรและอาหารในอนาคต

 

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกำหนดจัดงานSymposiumภายในงานแสดงสินค้าโลจิสติกส์ (TILOG-LOGISTIX) เป็นประจำทุกปี เพื่อให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูลสถานการณ์การค้า และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ระหว่างผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องในแวดวงธุรกิจของไทยกับผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจโลจิสติกส์และการค้าระหว่างประเทศจากองค์กรชั้นนำระดับโลกตอบรับยุทธศาสตร์กระทรวงฯ ในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ สร้างความเข้มแข็งของภาคการเกษตรซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากของไทยตลอดจนส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทานSymposium 2018จัดขึ้นภายใต้แนวคิด The Future of Agriculture and Perishable Goods Value Chainหรือ ทิศทางในอนาคตของห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตรและสินค้าเน่าเสียง่ายระหว่างวันที่ 30-31 สิงหาคมนี้ ณ ห้องภิรัชฮอลล์ 3 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

 

Symposium 2018 แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การบรรยาย และการเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ โดยผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ระดับนานาชาติผู้ร่วมงานจะได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์และแนวทางการบริหารจัดการโลจิสติกส์ รวมไปถึงปัจจัยความสำเร็จของผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งปีนี้จะเน้นไปที่โลจิสติกส์สินค้าเกษตรและสินค้าเน่าเสียง่ายที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน ผู้ร่วมงานสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาต่อยอด ประยุกต์ใช้ในการพัฒนาธุรกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นางจันทิรา กล่าว

 

ในส่วนของการบรรยายปีนี้มีผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานมาร่วมบรรยาย5ท่าน ประกอบด้วย

 

ดร.ทอม เดน แฮร์ทอค(Drs.Tom Den Hertog) อดีตประธานบริหาร Ahold Asia Pacific (ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต) ผู้บุกเบิกและมีวิสัยทัศน์ในการจัดการค้าปลีกและซัพพลายเชนอาหารผักผลไม้สดระดับโลก บรรยายในหัวข้อ“แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโซ่อุปทานอาหารของโลก”เปิดเผยถึงเทคโนโลยีการพัฒนากลยุทธ์และนวัตกรรมของธุรกิจชั้นนำในโซ่อุปทานอาหาร เพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป

  

นายเทจ มัยยูร์ คอนแทร็คเตอร์(Mr.TejMayurContractor)ผู้มีประสบการณ์ยาวนานในวงการโลจิสติกส์ ผู้นำนวัตกรรมมาพัฒนาองค์กร และผู้เชี่ยวชาญด้าน e-Commerce, Multimodal Transportation และ Last Mile Deliveryบรรยายในหัวข้อ “สถานการณ์ของโซ่อุปทานอาหารในเอเชีย”ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาความร่วมมือในระบบการจัดการโซ่อุปทานอาหาร เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับเกษตรกรและผู้ผลิต โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนและมีต้นทุนด้านโลจิสติกส์สูง

 

นายจอห์น พาร์ค(Mr.John Parkes)ผู้เชี่ยวชาญในวงการโลจิสติกส์ระดับนานาชาติ ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์โดยเฉพาะสินค้าอุปโภค-บริโภค (Fast Moving Consumer Goods: FMCG)บรรยายในหัวข้อ “ระบบโลจิสติกส์ของสินค้าอุปโภค-บริโภค”กล่าวถึงเทคโนโลยีระบบการค้าปลีกยุคใหม่ (New Retail) ซึ่งบูรณาการการค้าออนไลน์ การค้าออฟไลน์ ระบบโลจิสติกส์และข้อมูลสารสนเทศเชื่อมโยงตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค

 

นายริชาร์ดเหย่(Mr.Richard Yeh) ประธานกิตติมศักดิ์ของTaiwan International Logistics Supply Chain และที่ปรึกษารัฐบาลไต้หวันในการส่งเสริมมาตรฐานสากลสำหรับผลิตภัณฑ์การเกษตร บรรยายในหัวข้อ “การจัดการโซ่ความเย็นในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์เกษตรกรรม” เปิดแนวคิดใหม่ด้านการบริหารจัดการโซ่ความเย็น เพื่อเพิ่มคุณค่าของสินค้า ยืดอายุการเก็บรักษา ลดต้นทุนการขนส่ง และการลดความเสี่ยงในการจัดการสินค้าควบคุมอุณหภูมิ

 

            นายโทนี่หยิน (Mr.Tony (Zhigao) Yin) ผู้จัดการพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ กลุ่มบริษัทอาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซ จากประเทศจีน บรรยายในหัวข้อ “แพลตฟอร์มการค้า B2B ระดับโลก”เปิดเผยถึงโอกาสทางธุรกิจในการขยายตลาดสู่ผู้ซื้อระดับองค์กรทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์มAlibaba.com ระบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business e-Commerce) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการสนับสนุนผู้ประกอบการในด้านต่างๆ

 

สำหรับการเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ จัดขึ้น2 หัวข้อ ได้แก่ “โอกาสและความท้าทายในการบริหารจัดการโซ่อุปทานอาหารและสินค้าเน่าเสียง่าย”โดยนายประวิทย์ โชติปรายนกุลผู้อำนวยการสถาบันรหัสสากล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้ส่งเสริมและผลักดันมาตรฐานสากลร่วมกับระบบการสืบย้อนกลับ (Traceability) ในทุกกระบวนการที่ทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์จากการทราบถึงแหล่งที่มาของสินค้า นายเรมอน กฤษณัน (Mr.Raymon Krishnan)ผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติด้านการบริหารจัดการโซ่อุปทานระหว่างประเทศ พร้อมด้วย ดร.ทอม เดน แฮร์ทอคและ นายเทจ มัยยูร์ คอนแทร็คเตอร์และหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายของการบริหารจัดการในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์โซ่ความเย็น” โดยนายซาลดี้ย์อิลฮัม มาสิตา (Mr.ZaldyIIhamMasita)ประธานสมาคมโลจิสติกส์แห่งประเทศอินโดนีเซีย ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ อีคอมเมิร์ซ และซัพพลายเชนที่มีประสบการณ์กว่า 15 ปี ในบริษัทชั้นนำของโลกหลายแห่ง นายเลอย์ดุยเฮียบ(Mr.Le DuyHiep) ประธานสมาคมโลจิสติกส์แห่งประเทศเวียดนามผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และห้องเย็นมาตรฐานสากล พร้อมด้วย นายริชาร์ดเหย่และ นายโทนี่ หยินโดยมี นายไกรซาร์กีลิตวาลา(Mr.KraisarGilitwala)ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ลินฟ้อกซ์ ทรานสปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ การตลาด อีคอมเมิร์ซ ตลอดจนอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภค ที่มีประสบการณ์กว่า 25 ปี ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ

 

ผลการดำเนินงานของสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ช่วงระหว่างเดือน  กุมภาพันธ์ ถึง เดือน สิงหาคม 2561


·         ประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนกำลังคนกลุ่มสาขาอาชีพโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

·         ตรวจมาตรฐาน Q Markให้กับ หจก.ต๋องพัฒนา / บจก.สามเสือ ทรานสปอต์  / บจก.จีแก็ส โลจิสติกส์ / บริษัท ศรีไทยเอ็นเตอร์ไพร์ส

·         ประชุมทางวิชาการและนวัตกรรมเทคโนโลยีบัณฑิต สถาบันอาชีวศึกษา

·         เข้าร่วมงานเปิดตัวสถาบันวิทยากรนวัตกรรม NIA ACADEMY

·         เข้าร่วมเป็นผู้ทรงคุณวุฒิวิพากษ์งาน โครงการวิจัย แนวทางการพัฒนาเครือข่ายตลาดสีเขียวในกระบวนการ

โลจิสติกส์และโซ่อุปทาน เกษตรอินทรีย์ พื้นที่ จังหวัดนครสวรรค์

·         เข้าร่วมเป็นผู้ทรงคุณวุฒิวิพากษ์งาน โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาความเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ไทยจีน China One Belt One Road

·         เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ Digital Economy

·         เข้าร่วมประชุมวิชาการและนิทรรศการนานาชาติ SETA 2018 “โครงการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเซีย 2018 ภายใต้แนวคิดหลัก Towards A Low Carbon Society ”

·         ประชุมคณะขับเคลื่อนการผลิตและพัฒนากำลังคนฯ Cold Chain

·         เข้าร่วมสัมมนา โครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทบูรณาการพัฒนาระบบการจราจรเขต กทม./ปริมณฑล

·         ประชุมคณะอนุกรรมการมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพโลจิสติกส์

·         ECR Dinner Talk 2018 in Thailand Blockchain in Suppl;y Chain Management

·         เข้าร่วมงานสัมมนา เจาะลึกสู่ความเป็นเลิศของโลจิสติกส์ไทย

·         เข้าร่วมเป็นผู้ทรงคุณวุฒิวิพากษ์งานโครงการวิจัยการศึกษาข้อมูลระบบโลจิสติกส์ กรุงเทพมหานคร/ปริมณฑลเบื้องต้นเตรียมตัวพร้อมการเป็นมหานครแห่งเอเซีย

·         เข้าร่วมเป็นผู้ทรงคุณวุฒิวิพากษ์งานโครงการวิจัยเรื่องการพัฒนาขีดความสามารถผู้ประกอบการเพื่อสร้างนวัตกรรมการศึกษากระบวนการโลจิสติกส์สู่อุตสาหกรรม 4.0

·         เข้าร่วมสัมมนา Logistics & Supply Chain กับการท่องเที่ยว+โอกาสและความท้าทาย

·         เข้าร่วมประชุมพิจารณาข้อเสนอโครงการวิจัยงบประมาณคงเหลือ ปี 2555 – 2560 ร่วมกับที่ปรึกษากองนโยบายและแผนงานวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

·         เข้าร่วมประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการผลิตและพัฒนาพนักงานควบคุมยานพาหนะมืออาชีพประเภทบรรทุก

·         เข้าร่วมสัมมนาสร้างโอกาสทางธุรกิจขนส่งสินค้า ในยุคดิจิทัล ร่วมกับ สำนักงานขนส่งสินค้า กรมการขนส่งทางบก

·         เข้าร่วมเป็นผู้ทรงคุณวุฒิวิพากษ์งานโครงการวิจัยด้านโลจิสติกส์  โครงการระบบบริหารการจัดการกระบวนการ ให้บริการและการจราจรเขตปลอดอากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและหลักคิด

·         ประชุมคณะผู้ตรวจสอบทางวิชาการด้านยานยนต์ไฟฟ้า

·         เข้าร่วมสัมมนาประชาสัมพันธ์โครงการและรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ภายใต้การศึกษาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาท่าเรือบก Dry Port เพื่อนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค

·         เข้าร่วมสัมมนา ทิศทางความต้องการแรงงานรองรับแผนการพัฒนาพื้นที่ EEC ขับเคลื่อนนโยบายด้านแรงงานตอบสนองพัฒนาพื้นที่ EEC

·         เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ Value Chain & Trade Facilitation

·         เข้าร่วมเป็นผู้ทรงคุณวุฒิวิพากษ์งานด้านระบบโลจิสติกส์และดซ่อุปทานในการประชุมนำเสนอร่างเล่มรายงานฉบับสมบูรณ์ปิดโครงการวิจัย ปี2559 – 2560

·         เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์พันธุ์ใหม่

·         ได้รับทุนวิจัย ปี2560 จากการสนับสนุนของ สกว. หัวข้อการศึกษา ระบบโลจิสติกส์ย้อนกลับของขยะอันตรายอย่างมีประสิทธิภาพ และ ศึกษาเยี่ยมชมโรงงานคัดแยกขยะเพื่อรีไซคืเคิลวงษ์พาณิชย์ จ.พิษณุโลก

·         เข้าร่วมระดมความคิดเห็นต่อการศึกษาโครงการ การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของประเทศสมาชิกอาเซียนสู่ความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าโลก

·         เข้าร่วมสัมมนาพิธีการศุลกากรใหม่สำหรับเข้าเขตปลอดอากร : การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและผลกระทบต่อผู้ประกอบการ

·         เข้าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อกำหนดประเด็นวิจัยและนวัตกรรมกลุ่ม Smart Logistics

·         เข้าร่วมพิธีส่งมอบผลการวิจัยโครงการเรื่อง แผนงานระบบจัดการขนส่งเที่ยวเปล่าปี 2560 ให้กับ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด

·         ประชุม Focus Group เขียนแผนปฏิบัติงานของคณะอนุกรรมการพัฒนาขับเคลื่อนกำลังคนกลุ่มอาชีพโลจิสติกส์

·         เข้าร่วมเป็นวิทยากรโครงการอบรมพัฒนาครูเชิงปฏิบัติการเรื่องโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ยุคไทยแลนด์ 4.0

·         ได้รับเชิญให้เข้าร่วมตัดสินกิจกรรมประกวดรางวัลนวัตกรรมด้านโลจิสติกส์Logistics Innovation Award  2018

 

 

ภาพกิจกรรมเพิ่มเติม คลิ๊กที่นี่

 

ขอเชิญร่วมงาน “Symposium 2018 ภายใต้แนวคิด The Future of Agriculture and Perishable Goods Value Chainเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูลสถานการณ์การค้า และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ระหว่างผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องในแวดวงธุรกิจบริการของไทยกับผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจโลจิสติกส์และการค้าระหว่างประเทศจากองค์กรชั้นนำระดับโลก ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้พัฒนาธุรกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรและสินค้าที่เน่าเสียง่าย นำโดย Drs. Tom Den Hertogอดีตประธานบริหาร Royal Ahold Brazil, Royal Ahold Asia Pacific (ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต) ผู้บุกเบิกและมีวิสัยทัศน์ในการจัดการธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่และ   ซัพพลายเชนสินค้าเกษตร จากประเทศเนเธอร์แลนด์ Mr. John Parkes Executive Director, Head of Hong Kong and Head of Global Business Development for LF Logistics จากสหราชอาณาจักร Mr. Richard Yehประธานกิตติมศักดิ์ของ Taiwan International Logistics Supply Chain จากไต้หวัน และMr. Andy Chen Thailand Business Development Manager, Alibabaจากประเทศจีน พร้อมด้วยวิทยากรผู้มีความรู้และประสบการณ์จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์ อินเดีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น มาร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทิศทางของอุตสาหกรรมธุรกิจโลจิสติกส์ในอนาคต        

 

งาน Symposium 2018 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30-31 สิงหาคมนี้ ณ ห้องประชุมภิรัชฮอลล์ 3    ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จึงขอเรียนเชิญบริษัทฯ ของท่าน ส่งตัวแทนเข้าร่วมงานสัมมนาดังกล่าว โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.tilog-logistix.com/

 

.

 

 



ขอเชิญร่วมงานสัมมนางาน TILOG-LOGISTIX 2018

หัวข้อสัมมนาของสมาพันธ์โลจิสติกส์ ร่วม กับ หน่วยงานอื่นๆ ภายในงาน TILOG 2018 (วันที่ 29 - 31 ส.ค.2561)  





 
 
ช่องทางในการลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนา ได้ 2 ช่องทาง 


1. Link สำหรับการลงทะเบียน 


2.QR Code สำหรับการลงทะเบียน  

 

 
Tuesday, 27 February 2018 17:00

แรงงานอีอีซี

 

 

แรงงานอีอีซี

 

โลกปัจจุบันประเทศไทยมีความจำเป็นในการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการวางแผนผลิตบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งระบบเพื่อรองรับอย่างเพียงพอ ไม่ว่าอาจารย์ผู้สอน เจ้าหน้าที่และนักเรียนนักศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมแรงงานที่เข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ยิ่งพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ยิ่งมีความจำเป็น

 

บัณทิตที่ผลิตออกมา จะต้องตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ดังนั้นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันโดยมุ่งพัฒนาสายอาชีวศึกษา เป็นเรื่องที่ต้องเดินหน้าต่อ เพื่อเพิ่มสัดส่วนนักเรียนในแต่ละปีให้มีสายอาชีวะเกิน 50% ต่อไปเด็ก ปวช. ปวส.จะมีส่วนร่วมสำคัญในพื้นที่อีอีซี และถือเป็นกำลังหลักในการพัฒนาไทยให้เจริญก้าวหน้า ยกระดับจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
รัฐบาลโดยคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ กนศ. มีแผนสนับสนุนและมีการก่อตั้งโครงการ สัตหีบโมเดลนำร่องผลักดันให้เกิดการผลิตบุคลากรชั้นดีออกมาให้ทันการลงทุนในอีอีซี นอกจากได้เชิญผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาในพื้นที่มาประชุม ยังหารือภาคเอกชนในประเทศและต่างประเทศ มาสนับสนุนค่าใช้จ่าย ค่าเล่าเรียนจนจบหลักสูตร

 

เรียกได้ว่าเรียนฟรีแถมมีเบี้ยเลี้ยง ก่อนจะจบออกมาทำงานมีรายได้ 2 หมื่นบาทสำหรับวุฒิ ปวช. สาเหตุที่ได้รับเงินเดือนมาก เพราะถือเป็นแรงงานที่มีทักษะสูง โครงการ สัตหีบโมเดลในปีแรกจะเป็นแผนนำร่องในสถาบันอาชีวะ 12 แห่ง  จะผลิตนักศึกษาระดับ ปวช.ได้ปีละประมาณ 6,000 คน แผนต่อไปเป็นระยะ 3 ปี ที่จะประเมินผลจาก 12 สถาบันนำร่องขยายผลไปยังวิทยาลัยอาชีวะอื่น



รัฐบาลโดยคณะกรรมการอีอีซียังมีแนวทางขยายผล ด้วยการดึงคนที่ยังไม่มีงานทำ มาอบรมหลักสูตรระยะสั้น 3-6 เดือน ป้อนอีอีซีในสาขาวิชาชีพเฉพาะทางอีก 100,000 อัตรา ขณะนี้เริ่มผลิตได้แล้ว 1,000 คน แผนปีต่อไปจะขยายสาขาและจำนวน ฐานเศรษฐกิจจะติดตามข่าวสารมานำเสนออย่างต่อเนื่อง คนไทยก็ต้องเอาใจช่วยไม่เพียงเพื่อตัวเอง แต่เพื่อลูกหลานและประเทศจะได้ผงาดบนเวทีโลกอย่างน่าภูมิใจ



 

ที่มา http://www.thansettakij.com/content/262684

 

 

 

Page 1 of 16