jeab2007

jeab2007

ฟรี!!! ไม่มีค่าใช้จ่าย

 
สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ขอเชิญเข้าร่วมงานเสวนา  
ในงาน Thailand International Logistics Fair 2013 (TILOG 2013)
 
หัวข้อ " Thailand 2020 2 ASEAN+1 " (การเสวนาและแสดงความคิดเห็น เรื่องของโครงการ 2.2 ล้านล้าน)
วันที่ 6 กันยายน 2556  เวลา 9.00 – 12.00น.  
 
และหัวข้อ " Thailand 2020 2 ASEAN+1 "   (การเสวนา เรื่องการพัฒนากำลังคน ให้สอคคล้องกับ โครงการ 2.2 ล้านล้าน)
ในรอบบ่าย เวลา 13.30 - 16.30  
 
ณ BITEC บางนา Room 1  Hall 101 – 102
 
สอบถาม 0-2252-7425
 

ฟรี!!! ไม่มีค่าใช้จ่าย

สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ร่วมกับ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
 
ขอเชิญเข้าร่วมงานเสวนา หัวข้อ " Safety of AEC Connectivity by Happy 8 "
(พัฒนาคุณภาพผู้ให้บริการขนส่ง และจุดพักรถเพื่อความปลอดภัยรองรับการเปิด AEC)  
 
ภายในงาน Thailand International Logistics Fair 2013 (TILOG 2013) ร่วมเสวนาโดยตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนชั้นนำ
วันที่ 6 กันยายน 2556  เวลา 9.00 – 12.00น.  ณ BITEC บางนา Room 4  Hall 101 – 102 
  
สอบถาม 0-2252-7425
 

สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทยโดยผุ้อำนวยการสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย นายสุริยะ ศรีเสาวคนธ์ ได้เข้าร่วมการเสวนาเรื่อง "พลวัตรการขับเคลื่อนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของไทยรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)” จัดโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรร เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2556  ณ โรงแรม โรแมนติค รีสอร์ท แอนด์ สปา อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 

 

เกิดอุบัติเหตุรถโดยสารเสียหลักพุ่งชนสะพานก่อนตกเหวลึก 30 เมตร ทางตอนใต้ของอิตาลี มีผู้เสียชีวิตแล้ว 37 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 10 คน


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 37 ศพ และบาดเจ็บอีกไม่ต่ำกว่า 10 คน จากอุบัติเหตุรถโดยสารพุ่งชนสะพาน แล้วตกลงสู่เหวลึก 30 เมตร ทางตอนใต้ของอิตาลี เมื่อวันอาทิตย์


พยานในที่เกิดเหตุหลายคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า รถโดยสารคันดังกล่าวบรรทุกผู้โดยสารกว่า 40 คน ออกเดินทางมาจากสักการสถานแห่งหนึ่ง เพื่อมุ่งหน้ากลับเมืองเนเปิลส์ ในแคว้นกัมปาเนีย ทางตอนใต้ของประเทศ ทว่าขณะแล่นผ่านเมืองอาเวลลิโน กลับเสียหลักชนรถยนต์หลายคัน ก่อนพุ่งชนขอบสะพาน และร่วงจากระดับความสูง 30 เมตร ตกลงสู่พื้นที่อยู่เบื้องล่าง แรงเหวี่ยงทำให้ผู้โดยสารบางคนกระเด็นออกนอกตัวรถด้วย


หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดเส้นทางหลวงสายเมืองเนเปิลส์-บารีทันที เพื่อเปิดทางให้เหน่วยกู้ภัยลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเจ้าหน้าที่พบศพแล้ว 37 ศพ และผู้รอดชีวิตอย่างน้อย 11 คน แต่ส่วนใหญ่มีอาการสาหัส และมีเด็กรวมอยู่ด้วยหลายคน


ขณะที่สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ ซึ่งสันนิษฐานในเบื้องต้นว่า คนขับรถอาจหลับใน เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงกลางดึก ส่วนพยานบางคนกล่าวว่า อาจเป็นเพราะเบรกแตก อย่างไรก็ตาม การสืบสวนอาจต้องกินเวลานานกว่าที่คิด หลังมีแนวโน้มสูงว่า คนขับรถอาจเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต

 

ที่มา - http://www.dailynews.co.th

 

คนขับรถไฟขวนที่เกิดอุบัติเหตุตกรางที่สเปน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ถูกทางการตั้งข้อหา 79 กระทง เท่ากับจำนวนผู้เสียชีวิตล่าสุด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองซันติอาโก เดอ กอมโปสเตลา ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ว่าทางการสเปนตั้งข้อหาฆาตกรรมผู้อื่นด้วยความประมาท 79 กระทง ต่อคนขับรถไฟสายมรณะ ก่อนจะอนุญาตให้ประกันตัวออกไป


นายฟรานซิสโก โฮเซ การ์ซอน อาโม วัย 52 ปี พนักงานขับรถไฟของบริษัท "เรนเฟ" ขึ้นรายงานตัวต่อต่อศาลสูงแคว้นกาลิเซีย เมื่อวันอาทิตย์ เพื่อรับทราบการถูกตั้งข้อกล่าวหาฆาตกรรมผู้อื่นโดยประมาท 79 กระทง เท่ากับจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้ทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิม 1 ศพเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่การ์ซอนจะเข้ารายงานตัว เจ้าหน้าที่เผยเพียงว่า ผู้เสียชีวิตคนล่าสุดเป็นหญิงชาวอเมริกัน


แม้จะได้รับการประกันตัวภายใต้วงเงินที่ไม่มีการเปิดเผย แต่ศาลออกคำสั่งให้การ์ซอนต้องมารายงานตัวต่อศาลด้วยตัวเองสัปดาห์ละครั้ง ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ 6 เดือน และใบอนุญาตขับขี่รถไฟของเขาถูกระงับ 6 เดือนเช่นกัน


เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวการ์ซอนได้ 1 วันหลังเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการถูกกระแทกรุนแรงบริเวณศีรษะ ทั้งนี้ ผลการสืบสวนเบื้องต้นระบุว่า การ์ซอนใช้ความเร็วขณะนำขบวนรถไฟเลี้ยงโค้งสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดถึง 2 เท่า


ขณะที่นายกอนซาโล เฟอร์เร ประธานบริษัทการรถไฟสเปน ให้สัมภาษณ์ว่า การ์ซอนได้รับการแจ้งเตือนให้ลดความเร็ว ที่ระยะทาง 4 กิโลเมตรก่อนเกิดเหตุ ซึ่งการ์ซอนกล่าวในภายหลังต่อศาลว่า พยายามแล้วเบรกรถแล้วแต่ไม่สำเร็จ


โศกนาฏกรรมรถไฟตกราง ใกล้กับเมืองซันติอาโก เดอ กอมโปสเตลา ในแคว้นกาลิเซีย ทางตะวันตกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 79 ศพ ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติ 9 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 130 คน ถือเป็นอุบัติเหตุทางรถไฟที่เลวร้ายที่สุดของสเปน

ที่มา - http://www.dailynews.co.th

พิธีลงนามความร่วมมือเปิดหลักสูตร หัวหน้างานคลังสินค้าพันธุ์ใหม่ Smart Warehouses Supervisor โดยความร่วมมือระหว่าง สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับเกียรติจากท่านอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้เกียรติเข้าร่วมพิธีลงนาม MOU ความร่วมมือเปิดหลักสูตรฯ 

พิธีการดังกล่าวจะจัดขึ้นใน วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม 2556 เวลา 13.00 – 15.30น. ณ ห้องประชุมสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย  ( อาคารวิทยกิตติ์ ชั้น 19 สยามสแควร์ ซอย 9 ) 
 
สมาพันธ์ฯ ขอเรียนเชิญท่าน หรือ ผู้แทน ให้เกียรติเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีการลงนามฯ  และขอเรียนเชิญเข้าร่วมงานเสวนาแถลงข่าวเปิดตัวหลักสูตรฯ ในวันและเวลาดังกล่าว 
 
ดาวน์โหลด แบบตอบรับเข้าร่วมงาน 
Download attachments: 
 
 
 

                สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทยโดยท่านเกริกกล้า สนธิมาศ ประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทยได้เข้าร่วมการประชุมเรื่อง การระดมสมองเพื่อการพัฒนาโจทย์วิจัยด้านโลจิสติกส์ระบบราง” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ณ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา

                โดยการประชุมเรื่อง การดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ระบบรางของประเทศไทยและแนวทางการพัฒนาเพื่อการวิจัยแห่งชาติผู้บรรยายประกอบด้วย

·       ผู้แทนสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

·       ดร.รุ่งโรจน์ กมลเดชเดชา จากสำนักคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.)

·       ดร. พิเชษฐ์ คุณาธรรมรักษ์ จากสำนักงานนโยบาย และแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)

·       ดร.ณรงค์ ป้อมหลักทอง มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 ทั้งนี้ข้อเสนอแนะต่างๆในที่ประชุมทางคณะผู้วิจัยจะนำไปปรับใช้เพื่อให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ได้จริง

 


สามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบการได้ตามลิงค์ดาวน์โหลดข้างล่าง

โครงการอบรม “หัวหน้างานคลังสินค้าพันธุ์ใหม่”
สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ร่วมกับ สถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จัดโครงการฝึกอบรม “หัวหน้างานคลังสินค้าพัน
ธุ์ใหม่” เพื่อสร้างยอดหัวหน้างาน ที่สามารถจัดการงานคลังสินค้าได้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

ด้วยหลักสูตร Hard Skill ซึ่งจะช่วยพัฒนาบุคลากรให้เป็นยอดนักบริหารงาน และหลักสูตร Soft Skill เพื่อพัฒนาบุคลากรให้เป็นยอดนักบริหารคน

โดยทีมวิทยากรที่มีประสบการณ์คลังสินค้าโดยตรงจากหน่วยงานเอกชนมากมาย


สอบถามและสำรองที่นั่ง

Tel : 0-2252-7425 Fax : 0-2252-7426 

E-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
สมัครวันนี้ รับสิทธิพิเศษ!!!


รายละเอียดเพิ่มเติม

 



การที่ประเทศไทยจะเป็นประเทศศูนย์กลางการเจริญเติบโตของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ได้นั้น ประเทศไทยจะต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นศูนย์กลางการกระจายความเจริญในหลายด้าน เพื่อแสดงความจริงใจว่าประเทศไทยต้องการเห็นการพัฒนาไปด้วยกันของประเทศในหมู่สมาชิก โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่มีดินแดนติดกับประเทศไทย ซึ่งในที่สุดแล้วประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุด

 

นอกจากเรื่องการพัฒนาการเชื่อมต่อในด้านต่างๆ กับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว การร่วมมือเพื่อพัฒนาพลังงานทดแทนของ AEC ก็เป็นเรื่องที่ประเทศไทยสามารถทำได้ เพราะปัจจุบันการพัฒนาพลังงานทดแทน ของไทยนับว่าก้าวหน้าที่สุดใน AEC โดยในสมัยที่ผู้เขียนไปประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ปรากฏว่าทุกประเทศอยากจะมาศึกษาการพัฒนาพลังงานทดแทนของไทย เพราะเห็นว่าไทยมีการพัฒนาพลังงานทดแทนที่ก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาคนี้

 

เพื่อสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมทำงานวิจัยในหัวข้อ ยุทธศาสตร์ความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานทดแทนรองรับการเข้าสู่ AEC ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางพลังงานอีกสี่ท่าน จากกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และ บมจ.บางจาก ซึ่งมีความรู้ความชำนาญเกี่ยวข้องกับด้านนี้โดยตรง

 

จุดประสงค์ของการวิจัย คือ อยากให้ประเทศในกลุ่ม AEC ที่คาดหมายกันว่าจะเป็นภูมิภาคที่มีการเจริญเติบโตสูง จะมีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงปีละ 4.8% โดยให้มีการส่งเสริมและพัฒนาพลังงานทดแทน 25% ภายในปี 2568 โดยประเทศไทยเป็นแบบอย่างตามนโยบายรัฐบาลที่จะให้มีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนถึง 25% ภายในปี 2564 ซึ่งจะทำให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีความมั่นคงและพึ่งพาตนเองทางพลังงานได้โดยไม่ต้องอาศัยพลังงานจากฟอสซิล ถึง 1 ใน 4 ของการใช้พลังงานทั้งหมด

 

ผลจากการวิจัยพบว่า ปัญหาหลักของประเทศในอาเซียน รวมถึงประเทศไทยด้วยคือความรู้เรื่องพลังงานของประชาชนในประเทศยังมีน้อย พอพูดถึงพลังงาน ประชาชนส่วนใหญ่อยากให้มีราคาถูก และอยากให้รัฐบาลสนับสนุนราคาพลังงาน และรัฐบาลในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย ได้มีการนำราคาพลังงานมาใช้ในการหาคะแนนนิยม กลายเป็นเรื่องทางการเมือง ซึ่งทำให้กลายเป็นปัญหายุ่งยากและซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยหากดูตัวอย่างจากประเทศที่พัฒนาแล้ว จะพบว่าการเมืองจะไม่เข้าไปยุ่งนโยบายทางพลังงานเลย โดยพวกเขาจะมีการดำเนินนโยบายแน่นอนทางพลังงานตลอด เพราะรู้ดีว่าหากเข้าไปยุ่งแล้วจะเป็นปัญหาระยะยาว ซึ่งในโลกความเป็นจริง ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนสามารถสนับสนุนราคาพลังงานได้ตลอดไป โดยเฉพาะหากยังเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน นอกจากจะเป็นประเทศที่มีแหล่งพลังงานจำนวนมหาศาลเอง และการสนับสนุนราคาพลังงานนอกจากจะบิดเบือนกลไกตลาด ทำให้มีการใช้พลังงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพแล้ว การสนับสนุนราคาพลังงานยังทำให้ไม่สามารถพัฒนาพลังงานทดแทนได้ เพราะไม่มีแรงจูงใจจากส่วนต่างของราคาพลังงาน ซึ่งในอนาคตพลังงานที่มาจากฟอสซิลก็จะหมดลงไม่วันใดก็วันหนึ่ง ดังนั้น จะช้าจะเร็วการพัฒนาพลังงานทดแทนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นของทุกประเทศและของโลก

 

บทเรียนของประเทศอินโดนีเซียถือเป็นตัวอย่างที่ดี จากการที่ประชาชนจำนวนมากออกมาประท้วงรัฐบาล หลังจากที่รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันทันที 44% เพราะไม่สามารถแบกรับภาระการสนับสนุนราคาน้ำมันที่นำเข้าถึงปีละกว่า 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อไปได้ ทั้งนี้ สาเหตุมาจากประชาชนอินโดนีเซียเคยชินกับการใช้น้ำมันราคาถูกจากแหล่งน้ำมันภายในประเทศ แต่แหล่งน้ำมันในอินโดนีเซียได้หมดลง และอินโดนีเซียต้องออกจากสมาชิกโอเปก

 

ประเทศไทย ก็อาจจะประสบปัญหาราคาพลังงานเช่นกัน เพราะแหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่อ่าวไทยใช้เป็นแหล่งพลังงานมาเป็นเวลานานจะหมดลงในระยะเวลาประมาณ 10-15 ปี ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นประเทศไทยจะต้องมีการนำเข้าก๊าซ LNG มาใช้แทน ซึ่งจะมีราคาสูงกว่าราคาก๊าซในอ่าวไทยประมาณเท่าตัว ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ปัจจุบันอาศัยก๊าซในการผลิตถึงเกือบ 70% ต้องมีราคาปรับขึ้นในอัตราส่วนเดียวกัน

 

ทางออกที่น่าจะดีที่สุดคือการเจรจากับประเทศกัมพูชาในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งมีแหล่งก๊าซธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็ถูกนำมาเป็นประเด็นทางการเมืองตลอด เพราะรัฐบาลถูกพรรคฝ่ายค้านกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำกัมพูชา ซึ่งอาจจะทำให้เกิดประโยชน์ทับซ้อนได้

 

ทั้งๆ ที่ในสมัยที่ฝ่ายค้านเป็นรัฐบาล และทั้งๆ ที่มีความขัดแย้งกันอยู่ แต่ปรากฏว่ามีหนังสือจากหน่วยงานของรัฐบาลกัมพูชาแจ้งมาว่า รองนายกฯขณะนั้น ได้แอบไปเจรจาลับๆ 2 หนกับผู้นำกัมพูชาที่ฮ่องกง ในวันที่ 1 สิงหาคม 2552 และที่คุนหมิง ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 โดยฝ่ายไทยเป็นผู้ร้องขอ ซึ่งทางกัมพูชาสงสัยว่าทำไมต้องเจรจาลับ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่ และควรเปิดเผยให้ประชาชนทั้งสองประเทศได้รับรู้ เพื่อความโปร่งใส ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสงสัยยิ่งกว่า

 

ในเอกสารวิจัยพบว่า พลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนสำคัญๆ ที่ใช้กันอยู่มีประเภทและข้อมูลเชิงวิเคราะห์พอสังเขปดังนี้

 

พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar power) โดยคนส่วนมากคิดว่าประเทศไทยมีแสงแดดมาก น่าจะผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้ดี และอยากให้ผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์มากๆ แต่ที่ไม่ค่อยทราบกันคือ การผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์มีต้นทุนที่สูง ต้องมีแรงจูงใจเป็นอัตราส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (แอดเดอร์) ในสัญญารับซื้อไฟฟ้า ให้กับพลังงานที่ผลิตจากแสงอาทิตย์ แต่เดิมมีการให้แอดเดอร์ถึง 8 บาท คือราคาไฟฟ้าหน่วยละเท่าไหร่เพิ่มให้อีก 8 บาท ต่อมาลดลงเหลือ 6.50 บาท และปัจจุบันกำลังคิดสูตรคำนวณเป็น Feed-in Tariff ที่จะให้มีอัตราส่วนเพิ่มของราคารวมค่าไฟฟ้าที่คงที่ตลอดสัญญา เพื่อความยุติธรรมกับผู้ใช้ไฟฟ้า และให้เป็นการปรับให้เข้ากับราคาอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์ที่มีราคาลดลง

 

การที่ต้องมีส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้านี้ ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอีกมาก และจะไปรวมกับค่าเอฟทีของค่าใช้ไฟฟ้าของประชาชน นอกจากนี้ พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังแสงแดดยังไม่เสถียร คือ ไม่สามารถคาดเดาพลังงานที่จะผลิตได้แน่นนอน ทำให้ถ้าหากมีการส่งเสริมให้ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในจำนวนมาก ก็จะต้องมีโรงไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงอื่นสำรองด้วย ในกรณีที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามที่คาดหมายไว้

 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังแสงอาทิตย์นั้นยังมีราคาแพงและไม่เสถียร แต่ก็ยังควรจะมีการส่งเสริมในด้านนี้อยู่ แต่ไม่ควรให้มีสัดส่วนที่มากเกินไปนัก โดยหวังว่าในอนาคตต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิย์จะมีราคาลดลงจนไม่ต้องมีแอดเดอร์ และมีความเสถียรเพิ่มขึ้น

 

พลังงานจากลม (Wind Energy) การผลิตไฟฟ้าจากแรงลม จะต้องหาบริเวณที่มีกระแสลมในปริมาณเพียงพอที่จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้คุ้มทุน ซึ่งหาได้ไม่ง่ายนัก หลายแห่งในประเทศไทยเป็นบริเวณเชิงเขาที่เป็นป่าสงวน ซึ่งต้องไปขออนุญาตเช่าป่า และเสี่ยงต่อการทำลายพื้นที่ป่า โดยการผลิตไฟฟ้าจากลมประสบปัญหาเช่นเดียวกับการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ เพราะยังต้องมีแอดเดอร์และการผลิตไฟฟ้ายังไม่เสถียรเพราะต้องขึ้นกับปริมาณลม ซึ่งก็ควรมีการส่งเสริมในสัดส่วนที่ไม่มากนัก และรอการพัฒนาเช่นกัน

 

พลังงานจากชีวมวล (Biomass) การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล มีความจำเป็นจะต้องหาวัตถุดิบที่เป็นเชื้อเพลิงให้เพียงพอในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งหลายครั้งปริมาณที่ดูเหมือนมากแต่เวลานำมาผลิตไฟฟ้าจริงๆ แล้วอาจจะไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ยังอาจเกิดปัญหาการแย่งวัตถุดิบกันเกิดขึ้น และหากวัตถุดิบที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้านี้เกิดมีราคาแพงขึ้นก็จะทำให้โครงการดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จได้ นอกจากนี้ การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลหากควบคุมไม่ดียังอาจจะก่อให้เกิดปัญหามลพิษทำลายสภาวะแวดล้อมได้ด้วย

 

เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประเทศไทยน่าส่งเสริมอย่างมาก และควรมีการส่งเสริมไปยังประเทศในอาเซียนด้วย โดยเฉพาะประเทศที่มีเนื้อที่ติดกันกับไทย โดยเฉพาะการผลิตเอทานอลจากอ้อยและมันสำปะหลัง การผลิตไบโอดีเซลจากปาล์ม โดยประเทศไทยได้มีการพัฒนาทางด้านนี้ก้าวหน้าไปอย่างมาก โดยผู้เขียนเป็นผู้ริเริ่มการยกเลิกการจำหน่ายเบนซิน 91 ซึ่งทำให้มีการใช้เอทานอลผสมเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ยิ่งใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มขึ้นเท่าไรก็จะใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลที่ต้องนำเข้าลดลงเท่านั้น ซึ่งเป็นการรักษาเงินตราต่างประเทศให้คงอยู่ในประเทศด้วย

 

พลังงานจากน้ำ (Hydro Power) หลายคนยังเข้าใจผิดคิดว่าประเทศไทยพึ่งการผลิตไฟฟ้าเองจากเขื่อน ซึ่งจริงๆ แล้วพึ่งน้อยมาก มีสัดส่วนเพียง 5-6% เท่านั้น แต่พลังงานจากน้ำจากเขื่อนในประเทศเพื่อนบ้านเช่น ลาวและเมียนมาร์ ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เป็นหมื่นเมกะวัตต์ จะเป็นอนาคตที่ไทยสามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ได้

 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าพลังงานทดแทนที่จะสามารถดำเนินการได้ในปริมาณที่มากคือ เชื้อเพลิงชีวภาพ และพลังงานจากน้ำ ส่วนที่เหลือคงต้องใช้เวลาในการพัฒนา

 

โดยจะมี 4 ยุทธศาสตร์ คือ

 

1) ยุทธศาสตร์เพิ่มการใช้พลังงานทดแทนของอาเซียน โดยลดการอุดหนุนพลังงานพื้นฐานเปลี่ยนมาอุดหนุนพลังงานทดแทน และปรับโครงสร้างพลังงานให้มีมาตรฐานเดียวกัน เร่งผลักดันมาตรฐานและนโยบายการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพทั่วทั้งภูมิภาค ส่งเสริมการลงทุนให้มีการเร่งลงทุนในพลังงานทดแทนในมาตรฐานเดียวกันทั้งภูมิภาค

 

2) ลดต้นทุนการผลิตพลังงานทดแทนเพื่อขจัดการอุดหนุนราคาในระยะยาว เช่นในเชื้อเพลิงชีวภาพ จะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี คัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมเพื่อให้มีผลผลิตสูงสุด วางแผนจัดสรรพื้นที่การปลูกพืชพลังงานทั้งภูมิภาค พร้อมทั้งตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพของภูมิภาค

 

3) ยุทธศาสตร์การสร้างศูนย์กลางและมาตรฐานพลังงานทดแทนอาเซียน โดยผลักดันก่อตั้งในประเทศไทย ซึ่งจะทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานกลางให้เหมาะกับภูมิภาค และเป็นตลาดศูนย์กลางการค้าพลังงานทดแทน

 

4) ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการพัฒนาและลงทุนในพลังงานทดแทนให้เติบโตอย่างยั่งยืน เช่น จัดตั้งกองทุนพลังงานทดแทน จัดตั้งองค์กรกลางเพื่อพัฒนา กำหนดนโยบาย ไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้ง และควบคุมการลงทุน พัฒนาเศรษฐกิจกับชนบท พร้อมทั้งการดูแลสภาพแวดล้อมและธรรมชาติ

 

ประโยชน์จากการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานทดแทนในภูมิภาคอาเซียน

 

1) ไทยจะเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาพลังงานทดแทนในระดับภูมิภาค

 

2) ความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคและของประเทศไทย

 

3) เพิ่มความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ

 

4) ลดปัญหามลพิษและวิกฤตโลกร้อน

 

5) แก้ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

 

หากสามารถดำเนินยุทธศาสตร์พลังงานทดแทนของ AEC นี้ได้สำเร็จจะเป็นเรื่องที่ให้ประโยชน์อย่างมากแก่ทุกประเทศใน AEC โดยเฉพาะประเทศไทย จะได้ประโยชน์มากที่สุด

 

 

การที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการกระจายความเจริญทางด้านพลังงานทดแทนของภูมิภาคนี้ น่าจะให้ความภูมิใจและเกิดประโยชน์มากกว่า การเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่ง แต่ชาวนายังยากจนและลำบากอยู่มากมายนัก


 

ที่มา : http://www.matichon.co.th

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม  นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวถึงแนวทางการพัฒนารถไฟไทยภายหลังจากเกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง ว่า