jeab2007

jeab2007

 

กลุ่มคนรักษ์อโศกค้านสร้างสะพานลอยฟ้า 4 ช่องจราจร อ้างเกิดปัญหามากมายทั้งทัศนียภาพ -มลพิษ ลงมติไม่เห็นด้วย ขณะที่ผู้จัดการโครงการยัน จำเป็นต้องแก้ปัญหาจราจรคอขวดถนนอโศกมนตรีที่รถติดอย่างหนัก


วันนี้ ( 29 มิ.ย.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมสมาคมนามธารีสังคัตแห่งประเทศไทย ถนนอโศกมนตรี แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม.นายประพันธ์ ใจดี นางจารุณี คงสวัสดิ์ นายไชยยุทธ สุขวณิชนันท์ กลุ่มรักษ์อโศก ได้จัดการประชุมเพื่อร่วมแสดงความคิดเห็นของประชาชนอาศัยในย่านอโศกที่ได้รับผลกระทบในโครงการสร้างสะพานลอยฟ้า โดยมีการชี้แจงข้อเท็จจริงจาก นายสมเกียรติ เตรียมแจ้งอรุณ ผจก.โครงการ นายจงสฤษณ์ จงอุดมการณ์ วิศวกรจราจร ดร.กฤษกร เหลืองวิไล วิศวกรโครงสร้าง นายกนก เข็มนาค ผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 100 คน

 

นายสมเกียรติ กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเสนอโครงการสำรวจออกแบบเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรบริเวณถนนอโศกมนตรี เนื่องด้วยถนนอโศกมนตรีมีลักษณะคล้ายคอขวดเป็นจุดตัดทำให้เกิดปัญหาจราจรอย่างมาก ทำให้การคมนาคมในย่านนี้ต้องใช้ระยะเวลาการเดินทางประมาณ 1-2 ชั่วโมง จึงได้ออกแบบโครงการขึ้นด้วยการสร้างสะพานลอยฟ้าบนถนนอโศกมนตรีโดยเริ่มจากบริเวณทางแยกสุขุมวิทไปตามถนนอโศกมนตรีถึงบริเวณทางแยกพระราม 9 สะพานลอยฟ้าดังกล่าวมีขนาด 4 ช่องจราจร ระยะทาง 4 กม. ตลอดเส้นทาง ใช้เงินลงทุนในการสร้างพร้อมด้วยค่าเวรคืนที่ดินและชดเชยประมาณ 4,500 ล้านบาท

 

นายสมเกียรติ กล่าวต่ออีกว่า โครงการสำรวจออกแบบเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรบริเวณถนนอโศกมนตรี ได้ร่วมกับบริษัทก่อสร้าง 3 บริษัทได้แก่ บริษัทเอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด บริษัท อรุณ ชัยเสรี คอนซัลติ้ง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด บริษัท วิสิทธิ์ เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด โดยระยะการออกแบบแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน โดยเริ่มจากขั้นแรกด้วยการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขั้นสองการออกแบบร่างของสะพานลอยฟ้าแบบละเอียด ขั้นสุดท้ายคือการเวรคืนอสังหาริมทรัพย์ ในขณะนี้ดำเนินการเสร็จไปแล้วถึง 70% อยู่ระหว่างขั้นที่สอง ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือน กันยายน-ตุลาคม ก่อนเสนอให้ กทม. ตรวจสอบ

 

ด้าน ดร.กฤษกร กล่าวว่า สะพานลอยฟ้าดังกล่าวประเมินความสูงจากพื้นถนนถึงคานสะพานประมาณ 7 เมตรครึ่ง โดยแบ่งการวางเสาเป็น 3 เสา โดยจะมีการเวรคืนพื้นที่ความกว้างจากขอบถนนประมาณ 5 เมตร เพื่อขยายรากฐานของเสาในการก่อสร้างครั้งนี้ ด้านสิ่งแวดล้อม

 

ขณะที่นายกนก กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่าหลังจากการสร้างสะพานลอยฟ้าทำให้เสียทัศนียภาพ บรรยากาศของอากาศเป็นพิษ มีเสียงรบกวนทางการสัญจร รวมทั้งการอุปสรรคต่อการเกิดภัยต่างๆ

 

ส่วนนายประพันธ์ กล่าวว่า การรวมตัวในการประชุมในวันนี้ คือ กลุ่มประชาชนที่ได้รับผลเสียหายจากการสร้างสะพานยกระดับถนนอโศกมนตรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้ทราบถึงข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด นอกจากนี้มีการแสดงความคิดเห็นของประชาชนชาวอโศกที่คัดค้านอย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหาสภาพการจราจรด้วยการสร้างสะพานยกระดับ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากได้ร่วมประชุมเพื่อร่วมแสดงความคิดเห็นของประชาชนอาศัยในย่านอโศกที่ได้รับผลกระทบในโครงการสร้างสะพานลอยฟ้า ทางแกนนำกลุ่มรักษ์อโศกได้ให้ประชาชนที่เข้าร่วมประชุมลงมติว่าเห็นด้วยกับการสร้างสะพานหรือไม่ ซึ่งประชาชนทุกคนที่เข้าร่วมประชุมพร้อมใจลงมติไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตามจะมีการนัดประชุมอีกครั้งในวันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม นี้

 

ที่มา - http://www.dailynews.co.th/

 

กทม.สั่งให้ขยายเวลาเดินเรือไปมีนบุรีฟรีอีก1ปี หลังเปิดทดลองในคลองแสนแสบ มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หวังช่วยให้การจราจรดีขึ้น


วันนี้ ( 30 มิ.ย.) นายอมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า   จากที่กรุงเทพมหานคร ได้เปิดทดลองเดินเรือในคลองแสนแสบ ส่วนต่อขยายจากท่าวัดศรีบุญเรือง – มีนบุรี ฟรี  ตั้งแต่ ธ.ค.55 เป็นต้นมา  โดยกำหนดทดลองเดินรถถึง 13 ส.ค.นี้   ซึ่งปริมาณผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จาก 700 คนต่อวันเป็นกว่า 1,000 คนต่อวัน และตัวเลขของผู้ใช้บริการเรือในวันเปิดทำการ และวันหยุดเสาร์อาทิตย์จำนวนตัวเลขไม่แตกต่างกันมาก 

ทั้งนี้กทม.เห็นว่าโครงการดังกล่าวเป็นประโยชน์และเป็นทางเลือกในการเดินทางสำหรับประชาชน  จึงได้เสนอเรื่องเพื่อขยายเวลาให้บริการเดินเรือฟรี ขยายไปอีก 1 ปี สิ้นสุดวันที่ 13 ส.ค.57  สำหรับปัญหาต้องลงต่อเรือที่ประตูระบายน้ำบางชันนั้นคงไม่สามารถแก้ไขโดยให้เรือวิ่งผ่านได้  ต้องใช้การลงมาต่อเรือเช่นเดิม  แต่ไม่ได้ทำให้เวลาให้บริการเดินเรือต้องล่าช้ามาก    ซึ่งกทม.จะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในเส้นทางให้รับทราบข้อมูลโครงการให้มากขึ้น 

สำหรับท่าที่เปิดให้บริการตลอดเส้นทางในปัจจุบันมี 10 ท่า คือ  1. วัดศรีบุญเรือง  2. สถาบันนิด้า  3. โรงเรียนพร้อมมิตรพิทยาคม  4. สุเหร่าแดง  5. โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า  6. นิคมอุตสาหกรรมบางชัน 7. ตลาดน้ำขวัญเรียม  8. วัดบำเพ็ญเหนือ  9. เคหะชุมชนรามคำแหง และ 10. ตลาดมีนบุรี

 

ที่มา - http://www.dailynews.co.th/

โยนกทม.ตัดสินใจรูปแบบสร้างรถไฟฟ้าแยกบางพลัด

วันนี้ ( 23 มิ.ย.) นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ตามที่มีประชาชนที่อาศัยอยู่บนถนนจรัญสนิทวงศ์ ใกล้กับสี่แยกบางพลัด คัดค้านรูปแบบการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน บริเวณแยกบางพลัด จากเดิมที่ออกแบบให้เสาอยู่บนทางเท้า คร่อมอุโมงค์ลอดแยกบางพลัดของกรุงเทพมหานคร (กทม.) แต่ติดปัญหาใต้ดินมีระบบสาธารณูปโภคหนาแน่น หากทำการการรื้อย้ายอาจจะมีผลกระทบต่อการระบายน้ำได้ จึงต้องขยับเสาตอม่อไปยังตึกแถวริมถนนจรัญสนิทวงศ์ จึงต้องเวนคืนเพิ่มประมาณ 84 ห้อง โดยได้ไปร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ ชุดดังกล่าวได้ให้ รฟม.และ กทม.ไม่ร่วมกันหาทางออกร่วมกันตามที่ประชาชนร้องขอ ให้ได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือน ซึ่งจะครบกำหนดในต้นเดือน ก.ค.นี้

ทั้งนี้ชาวบ้านไม่ต้องการให้มีการเวนคืนเพิ่ม แต่ให้ย้ายตอม่อไปที่กึ่งกลางอุโมงค์แยกบางพลัดแทน ซึ่งข้อเสนอนี้ตามหลักวิศวกรรมสามารถทำได้ แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ กทม.เพราะแต่เดิม กทม.ไม่ให้แตะต้องอุโมงค์ ถ้า กทม.ยอมเปลี่ยนแปลงตรงนี้ รฟม.ก็ปรับแบบตามได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวไม่ทำให้เกิดปัญหาการก่อสร้างล่าช้ามากนัก เพราะสามารถก่อสร้างในส่วนอื่นๆ ไปก่อนได้ เมื่อได้ข้อสรุปเรื่องรูปแบบ จะสามารถเดินหน้าก่อสร้างได้ทันที

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/bkk/


บอร์ดรฟม.อนุมัติสร้างรถไฟฟ้าศูนย์วัฒธรรม-มีนบุรี

วันนี้ ( 23 มิ.ย.) น.ส.รัชนี ตรีพิพัฒน์กุล ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้อนุมัติให้ รฟม.ดำเนินการก่อสร้าง โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มด้านตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี ระยะทางประมาณ 20 กม. กรอบวงเงิน 85,483 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินค่าก่อสร้างและค่าจ้างที่ปรึกษา ยังไม่รวมค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน มีแนวเส้นทางเริ่มจากสถานีศูนย์วัฒนธรรม ของรถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคลในปัจจุบัน เป็นโครงสร้างใต้ดิน เข้าสู่พื้นที่ศูนย์ซ่อมบำรุง รฟม. มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วเข้าสู่แนวถนนพระราม 9 บริเวณหน้าที่ทำการของ รฟม. มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ผ่านแยกพระราม 9 - ประดิษฐ์มนูธรรม แล้วเข้าสู่ถนนรามคำแหงบริเวณแยกรามคำแหง ผ่านมหาวิทยาลัยรามคำแหง ราชมังคลากีฬาสถาน แยกลำสาลี ผ่านจุดตัดถนนศรีบูรพา จากนั้นจึงเริ่มยกระดับตามแนวเกาะกลางถนนเข้าสู่สถานีบ้านม้า ผ่านหมู่บ้านสัมมากร ยกข้ามทางแยกต่างระดับรามคำแหงจุดตัดถนนกาญจนาภิเษก ผ่านแยกลาดบัวขาวจุดตัดถนนมีนพัฒนา ผ่านเคหะรามคำแหง ไปสิ้นสุดเส้นทางที่ถนนสุวินทวงศ์ ซึ่ง จะพิจารณา นำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออนุมัติต่อไป


ที่มา : http://www.dailynews.co.th/bkk/

 

                เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2556 TMB ได้จัดงานสัมมนา “Borderless on stage ตอน ธุรกิจไทยจัดทัพ สร้างฮับ AEC” ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน

                คุณบุญทักษ์หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TMB ได้กล่าวเปิดงานสัมมนา และ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ได้ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ จุดยุทธศาสตร์สำคัญในเวทีการค้าอาเซียนและในช่วงเวลาต่อมาได้มีการเสวนาในหัวข้อ ธุรกิจไทยจัดทัพ สร้างฮับ AEC” โดย คุณเกริกกล้าสนธิมาศ ประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ,คุณชาย เวชากร ประธานกรรมการ บริษัท ยูโรเปี้ยนฟู้ด จำกัด (มหาชน) ,ดร.เรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ,ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี เจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ TMB

 

                โดยผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดข้อมูลการสัมมนาของสมาพันธ์ฯได้ตามไฟล์ดาวน์โหลดด้านล่าง 

 

ภาพเหตุการณ์ รถโดยสารที่วิ่งอยู่บนทางยกระดับบีอาร์ที ในเมืองเซียะเหมิน มณฑลฝูเจี้ยนของจีน ขณะเกิดเพลิงไหม้ เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 7 มิ.ย. หลังแล่นออกจาก สถานีจินชาน ได้เพียง 500 เมตรเท่านั้น โดยเหตุการณ์นี้ เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีความรุนแรงมาก มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 48 ราย บาดเจ็บอีก 34 คน (ภาพซินหวา)


    เอเยนซี - เกิดเหตุไฟลุกไหม้รถโดยสารบีอาร์ที (BRT) ในเมืองเซียะเหมิน มณฑลฝูเจี้ยนของจีน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 48 ราย บาดเจ็บอีก 34 คน นับเป็นเหตุการณ์สูญเสียครั้งรุนแรงอีกครั้งในรอบสัปดาห์ หลังไฟไหม้โรงงานแปรรูปไก่ คนงานเสียชีวิตกว่า 120 คน
       
       สื่อจีนรายงาน (8 มิ.ย.) ว่า เกิดเหตุไฟลุกไหม้รถโดยสารในเมืองเซียะเหมิน มณฑลฝูเจี้ยนของจีน เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 7 มิ.ย. ขณะเพิ่งแล่นออกจาก สถานีจินชาน ได้เพียง 500 เมตรเท่านั้น โดยเหตุการณ์นี้ เจ้าหน้าที่ระบุว่ามีความรุนแรงมาก มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 48 ราย บาดเจ็บอีก 34 คน
       
       เจ้าหน้าที่ตำรวจฯ รายงานผลการสืบสวนเบื้องต้น ของเหตุไฟไหม้รถโดยสาร ครั้งร้ายแรง ที่มีผู้เสียชีวิต 48 คน และบาดเจ็บเข้ารักษาในโรงพยาบาลต่างๆ ในฝูเจี้ยน อีก 34 คน ซึ่งถือว่าเป็น "ภัยร้ายแรง" โดยพบว่า ยางล้อรถและถังน้ำมันของรถ ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ขณะที่มีการระบุว่าต้นเหตุของการลุกไหม้อาจจะมาจากยางรถก่อน แล้วไฟลามไปที่ถังน้ำมัน จากนั้นจึงเกิดระเบิดไฟลุกท่วมทั้งคันภายในเวลารวดเร็ว ขณะที่พยานผู้รอดชีวิตคนหนึ่ง ระบุว่า ได้กลิ่นน้ำมันคละคลุ้งในรถไปทั่ว ก่อนที่เกิดไฟไหม้ ควันดำคลุมทั่วทั้งคันรถ และมีเสียงระเบิด โดยไฟลุกไหม้รถทั้งคันอยู่นาน 10 นาที ก่อนเจ้าหน้าที่ฯ จะสามารถควบคุมฯ ได้ พยานฯ อีกคนกล่าวว่า เธอเริ่มได้กลิ่นไหม้ ตั้งแต่ก่อนออกจากสถานีจินซาน และได้ยินเสียงคนร้องตกใจ ในเวลานั้นทุกคนต่างพยายามกระโดดออกจากรถทางหน้าต่างฯ โดยตนเองสามารถหนีออกมาได้ แต่ก็โดนไฟลวกที่ขาทั้งสองข้าง
       
       อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรง มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงขอเวลาในการสอบสวนอย่างละเอียดรอบคอบ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงรักษาความปลอดภัยสาธารณะ กั่ว เซิงคุน ได้เดินทางไปที่เซียะเหมินแล้ว เพื่อดูแลการสอบสวนฯ นอกจากนั้นยังได้จัดชุดทำงานเฉพาะกิจฯ ให้ดำเนินแผนการรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บทั้งหมด
       
       รายงานข่าวกล่าวว่า ก่อนหน้านี้เพียงวันเดียว ประธานาธิบดีจีน สี่ จิ้นผิง ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนผู้นำในต่างแดน เพิ่งจะแถลงให้ความสำคัญต่อประเด็นความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานแปรรูปไก่ จนมีคนงานเสียชีวิตกว่า 120 คน โดยกล่าวว่า "ชีวิตมนุษย์ทุกคนมีค่าเกินกว่าจะประเมิน และไม่ว่าการพัฒนาในด้านใดๆ ก็ตาม จะต้องไม่ก้าวข้ามประเด็นความปลอดภัยต่อชีวิต และจากเหตุการณ์ร้ายแรงสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ยิ่งทำให้ต้องทำทุกเรื่องด้วยความระมัดระวัง อย่าให้เกิดเหตุซ้ำขึ้นอีกได้ในอนาคต
       
       นายกรัฐมนตรีจีน ยังกล่าวถึงการพัฒนาระบบบริหารจัดการให้ความช่วยเหลือกู้ชีพฯ เพื่อบรรเทาความสูญเสียจากภัยต่างๆ โดย นาย หม่าไค รองนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศว่า จะมีการยกเครื่องมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน และใช้กฎเหล็กกับผู้ฝ่าฝืนฯ ทุกราย ทุกภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกิจการเหมืองฯ ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป
       
       ทั้งนี้ ผู้ให้บริการรถบัสคันมรณะ คือ รถบัสของบริษัท เซียะเหมิน บีอาร์ที (BRT) ซึ่งเริ่มให้บริการมาตั้งแต่ปี 2551 วิ่งระยะทางไกลกว่า 80 กิโลเมตร โดยเฉลี่ยต่อวันจะมีผู้โดยสารกว่า 250,000 คน และจะมากเป็นพิเศษในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน


ที่มา-http://www.manager.co.th/

 

เริ่มแล้ว! สุวรรณภูมิปิดซ่อมใหญ่แท็กซี่เวย์ และหลุมจอด หลังพบชำรุดหนัก เฟสแรกเริ่ม 10 มิ.ย.นี้ รวม 110 วันรวม 20 หลุมจอด เฟส 2 อีก 20 หลุมจอด ใช้เวลาอีก 9 เดือน ทอท.ตั้งวอร์รูมประสานสายการบินใช้รีโมตปาร์กกิ้งแทน กำชับการบินไทย-บีเอฟเอสเพิ่มคนและเครื่องมือบริการภาคพื้นไม่ให้กระทบผู้โดยสาร ด้าน AOC ขอประเมินผลกระทบวันต่อวัน จี้ ทอท.แจ้งกรณีย้ายหลุมจอดล่วงหน้า เน้นดูสิ่งแปลกปลอมบนพื้นผิว (FOD) หวั่นมีอันตรายต่อเครื่องบิน
       
       นางระวีวรรณ เนตระคเวสนะ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2556 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะเริ่มการซ่อมแซมทางขับ (แท็กซี่เวย์) และลานจอดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งถือเป็นการซ่อมครั้งใหญ่หลังจากผ่านการใช้งานอย่างหนักมานานทำให้การชำรุดสะสม โดยการซ่อมจะมี 2 เฟสใหญ่ เฟสแรกได้จัดจ้างบริษัท ไทยสเลอฯ เป็นผู้รับเหมา วงเงิน 67 ล้านบาท ระยะเวลารวม 110 วัน ส่วนเฟส 2 อยู่ระหว่างการทดสอบยางพอลิเมอร์ชนิดพิเศษ ซึ่งมีความยืดหยุ่นและใช้งานได้นานขึ้น โดยจะประมูลหาผู้รับเหมาเร็วๆ นี้ วงเงินกว่า 100 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาประมาณ 9 เดือน
       
       และในขณะเดียวกัน ทอท.จะปรับระบบการซ่อมฉุกเฉิน จากเดิมใช้วิธีซ่อมเอง พบจุดใดชำรุดจะสั่งวัสดุเข้ามาดำเนินการแบบปะผุ ซึ่งต้องใช้เวลาซ่อม 1-2 วัน และหลังซ่อมจะใช้งานได้ไม่กี่วันก็ชำรุดอีกซ้ำซาก มาเป็นการนำแพลนยางพิเศษ 2 ตัวเข้ามาในพื้นที่พร้อมผู้เชี่ยวชาญ สามารถซ่อมเสร็จภายใน 10 ชั่วโมง ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับกรมทางหลวง (ทล.) โดยอายุใช้งานหลังซ่อมจะเพิ่มขึ้น 10-30 วัน
       
       ทั้งนี้ ในระหว่างซ่อมหลุมจอดนั้นจะต้องปรับให้เครื่องบินไปจอดที่บริเวนลานจอดระยะไกล (Remote Parking) บางส่วน ดังนั้น เมื่อวันที่ 7 มิถุนายนจึงได้เชิญสายการบินมาทำความเข้าใจ และกำชับผู้ให้บริการภาคพื้น คือ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บางกอกไฟล์ทเซอร์วิสเซส (บีเอฟเอส) เตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการและเพิ่มทั้งกำลังคนและอุปกรณ์เครื่องมือ
       
       สำหรับแผนการซ่อมแซมในเฟสแรกจะดำเนินการบริเวณหลุมจอดตรงกลางอาคารผู้โดยสารหลัก คองคอร์ด C, D, E โดยแบ่งออกเป็น 4 ช่วงเพื่อทยอยปิดหลุมจอดไม่ให้กระทบต่อการให้บริการ ช่วง 1 บริเวณ T8 มี 4 หลุมจอด ใช้เวลา 25 วัน โดย 10 มิถุนายนจะปิดพื้นที่เพื่อเจาะสำรวจ ช่วง 2 บริเวณ T12 ฝั่งซ้าย 6 หลุมจอด ใช้เวลา 25-30 วัน,ช่วง 3 บริเวณ T12 ฝั่งขวา 6 หลุมจอด และช่วง 4 บริเวณ T11 มี 4 หลุม โดยคาดว่าจะมีอายุใช้งานได้อย่างน้อย 2 ปี ส่วนเฟส 2 จะปิดซ่อมแซมบริเวณ T 13, 14, 16, 17, 3, 4 รวมประมาณ 20 หลุมจอด โดยจะรอผลทดสอบยางพอลิเมอร์เกรด A บวก ซึ่งจะทำให้อายุการใช้งานนานขึ้นอีก และวางแผนการให้บริการ
       
       โดยต้องยอมรับว่าการซ่อมทางขับและหลุมจอดครั้งนี้จะเป็นการซ่อมหนัก ใช้วงเงินรวม 220 ล้านบาท บางจุดขูดผิวลึก 33 ซม.โดยเฉพาะในเฟส 2 ซึ่งเป็นจุดที่ผ่านการใช้งาน และต้องซ่อมตั้งแต่ปี 2555 แต่ผู้รับเหมาไม่ได้คุณภาพ จึงต้องขยับแผนมาทำในปี 2556 และมีการปรับทัั้งวิธีการ คุณภาพยาง รวมถึงต้องรับประกันการซ่อมอย่างน้อย 6 เดือนเพื่อไม่ต้องซ่อมบ่อย
       
       ด้านนางมาริสา พงษ์พัฒนพันธุ์ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานธุรกิจการบิน (AOC) กล่าวว่า สายการบินรับทราบแผนการซ่อมทางขับและหลุมจอดของสุวรรณภูมิแล้ว โดยขอให้ ทอท.แจ้งสายการบินล่วงหน้ากรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือย้ายหลุมจอดเพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการผู้โดยสารและเที่ยวบินไม่ล่าช้า และเน้นให้ระมัดระวังตรวจสอบวัสดุแปลกปลอมในเขตการบิน หรือ Foreign Object Damage : FOD เพื่อป้องกันอุบัติเหตุของเครื่องบิน ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าสุวรรณภูมิเคยมีปัญหาหนักกว่านี้ และปัจจุบันจำนวนเที่ยวบินเพิ่มมากขึ้นจนไม่มีช่วง Low Season แล้ว ซึ่ง ทอท.จะตั้งวอร์รูมเพื่อประสานการทำงานกับทุกฝ่าย คงต้องประเมินผลกระทบแบบวันต่อวัน โดยขณะนี้ยังไม่มีสายการบินใดปรับเปลี่ยนตารางบิน
       
       “ทอท.แจ้งให้สายการบินทราบแล้วว่ารีโมตปาร์กกิ้งรองรับอีก 7-8 หลุมระหว่างที่หลุมจอดประชิดอาคารทยอยปิดซ่อม ในภาพรวมเพียงพอยกเว้นเกิดสถานการณซ้อน เพราะสภาพรันเวย์ แท็กซี่เวย์ หลุมจอดของสุวรรณภูมินั้นอยู่ในสภาพชำรุดเป็นส่วนใหญ่ และขอให้ ทอท.สื่อสารข้อมูลทั้งภายใน ทอท.เอง และกับผู้เกี่ยวข้องให้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ” นางมาริสากล่าว


ที่มา-http://www.manager.co.th/iBizChannel/

          สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทยโดยรองประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย คุณณรงค์ ทำประโยชน์ เข้าร่วมการแถลงข่าวการสรุปสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง "ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนสู่ประชาคมอาเซียน : แนวทางการขับเคลื่อนเพื่อบรรลุสู่เป้าหมาย 2015" เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ณ ห้องแถลงข่าวรัฐสภา อาคารรัฐสภา 1

         คณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย สภาผู้แทนราษฎรร่วมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ สมช. และหน่วยงานภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทสไทย สภาอุตสาหกรรมท่งเที่ยวแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์โลจิสิตกส์ไทย ร่วมกันจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง "ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนสู่ประชาคมอาเซียน : แนวทางการขับเคลื่อนเพื่อบรรลุสู่เป้าหมาย 2015" เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ที่ผ่านมา โดยคณะทำงานได้ให้ข้อสรุป เพื่อนำไปแก้ปัญหาอุปสรรคการค้าชายแดนที่ตรงกัน โดยมีประเด็นหลักดังต่อไปนี้

1. ปัญหาทางกฎหมายที่ใช้บังคับในพื้นที่ชายแดนยังล้าสมับและมีความซ้ำซ้อน 

2. ปัญหาการบริหารจัดการของหน่วยงานในพื้นที่ชายแดน

3. รัฐบาลควรยกเลิกกฎอัยการศึกที่ยังคงประกาศใช้อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนทั้ง 31 จังหวัด 183 อำเภอ โดยเร็ว

4. ควรจัดตั้ง "คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชายแดน" ขึ้นมาทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านในแต่ละด้าน

ทั้งนี้สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้เอกสารแนบ

 

 

มหาวิทยาลัยคริสเตียน ขอเรียนเชิญท่านและผู้สนใจเข้าร่วมฟังสัมมนาหัวข้อ อภิมหาโปรเจกต์ ท่าเรือทวาย : ความได้เปรียบในประชาคเศรษฐกิจอาเซียน ” ในวันอาทิตย์ที่ มิถุนายน 2556 เวลา 13.00-16.00 .  ณ ศูนย์ศึกษาสยามคอมเพล็กซ์ เชิงสพาหัวช้าง ถ. พญาไท กรุงเทพฯ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 


กำหนดการ
วัน
อาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน  2556
ณ ห้องประชุม 8
-1  ชั้น   ศูนย์ศึกษาสยามคอมเพล็กซ์ เชิงสะพานหัวช้าง ถ.พญาไท
…………………………………….. 
13.
30 – 13.45 น.        ลงทะเบียน

13.45 – 14.00 น.        กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนา

                                     โดย  อาจารย์ ดร. เสาวนีย์   กานต์เดชารักษ์

                                     คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยคริสเตียน

14.00 – 15.30 น.        การบรรยายพิเศษในหัวข้อ อภิมหาโปรเจกต์ ท่าเรือทวาย :ความได้เปรียบในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 

                                     โดย  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ชัย   อธิคมรัตนกุล 

                                     ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางโลจิสติกส์

                                     มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

15.30 – 16.30 น.        ร่วมเสวนาและแลกเปลี่ยนความรู้ 


 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีรถหรูยี่ห้อดังหลายคันถูกไฟไหม้ที่ จ.นครราชสีมา ขณะบรรทุกอยู่บนรถเทรลเลอร์ในระหว่างทางนำไปส่งที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ เพื่อจะนำมาจดทะเบียนที่ จ.ศรีสะเกษ ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น
       
       ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเวลา 15.30 น. วันนี้ (2 มิ.ย.) นายดนัย โคตรอาษา ขนส่งจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ขณะนี้ตนพร้อมที่จะให้เข้ามาทำการตรวจสอบความเรียบร้อยถูกต้องของการจดทะเบียนรถหรูที่ จ.ศรีสะเกษ เนื่องจากว่าในการดำเนินการจดทะเบียนรถหรู รวมทั้งการจดทะเบียนรถทุกชนิดทุกยี่ห้อมีการดำเนินการที่ถูกต้องตามระเบียบของกรมการขนส่งทางบกทุกประการ และในการดำเนินการไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ ตอบแทนทั้งสิ้น ซึ่งนับตั้งแต่เดือน ต.ค.53-ก.ย.54 มีการจดทะเบียนรถหรูไป จำนวน 9 คัน เดือน ต.ค.54 -ก.ย.55 มีการจดทะเบียนรถหรู จำนวน 7 คัน
       
       นับตั้งแต่ตนมาดำรงตำแหน่งที่ จ.ศรีสะเกษ ตั้งแต่เดือน ต.ค.2555 ถึงปัจจุบัน มีการจดทะเบียนรถหรูไป จำนวน 7 คัน รวมทั้งสิ้น จ.ศรีสะเกษ มีการจดทะเบียนรถหรูไป จำนวนทั้งสิ้น 23 คัน
       
       ส่วนที่มีข่าวว่า ขนส่งจังหวัดศรีสะเกษมีการเรียกรับเงินในการจดทะเบียนรถหรู ตนเห็นว่าเป็นการกล่าวหาโดยไม่มีมูลความจริง ทำให้ตน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้รับความเสียหายเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งตนขอความเป็นธรรมในเรื่องนี้ด้วย และจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่กล่าวหาขนส่ง จ.ศรีสะเกษ ต่อไป
        
       
       นายดนัย กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ารถหรูที่ถูกไฟไหม้มีการติดตั้งแก๊สหลอกเอาไว้ และอาจจะมีการนำเอารถหรูไปจดทะเบียนที่ สนง.ขนส่ง จ.ศรีสะเกษนั้น เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากว่าหากไม่มีการติดตั้งแก๊สถูกต้องตามระเบียบก็จะไม่สามารถจดทะเบียนได้อยู่แล้ว
       
       ทั้งนี้ รถที่ติดตั้งแก๊สทุกคันจะต้องมีวิศวกรรับรองว่ามีความถูกต้องปลอดภัย ซึ่งเมื่อมีการมายื่นขอจดทะเบียน ตนก็จะให้เจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจสอบสภาพรถได้ทำการถ่ายรูปรูปที่ติดตั้งแก๊สเอาไว้ จากนั้นจะทำหนังสือไปยัง ผอ.วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ เพื่อขอให้อาจารย์ที่เชี่ยวชาญได้ทำการตรวจสอบสภาพรถว่ามีการติดตั้งแก๊สถูกต้องหรือไม่ เมื่อมีหนังสือรับรองความถูกต้องแล้ว จึงจะนำเอารถมาดำเนินการตรวจสภาพรถอีกครั้ง ซึ่งตนจะทำการควบคุมการตรวจสภาพรถด้วยตนเอง จากนั้นจึงจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
       
       นายดนัย กล่าวอีกว่า นับตั้งแต่ตนมาดำรงตำแหน่งที่ จ.ศรีสะเกษ ได้ทำหนังสือขอความร่วมมือจาก ผอ.วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ให้ทำการตรวจสอบสภาพการติดตั้งแก๊สไปแล้ว จำนวน 4 คัน จากนั้นได้รับแจ้งจากทางวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษว่า เนื่องจากรถหรูที่นำเอามาตรวจสภาพการติดตั้งแก๊สมีระบบเทคนิคกลไกต่างๆ ที่ค่อนข้างสูงมาก เนื่องจากว่าเป็นรถที่ราคาแพงมาก และเจ้าหน้าที่ไม่มีความรู้ด้านนี้เพียงพอ
       
       ดังนั้น ตนจึงได้ทำหนังสือไปยังร้านค้าที่ติดตั้งแก๊สเพื่อให้ทางร้านที่มีความรู้ด้านนี้ยืนยันว่ามีการติดตั้งแก๊สที่ถูกต้องมาให้ โดยหากว่ารถหรูที่นำเอามาจดทะเบียนสามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ ตนก็จะแจ้งให้ทางร้านที่ทำการตรวจสอบการติดตั้งแก๊สให้ถอดถังน้ำมันออก และถอดท่อสำหรับเติมน้ำมันออกไปด้วย ซึ่งก็ได้มีการดำเนินการมาแล้ว หากไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตนก็จะไม่ดำเนินการจดทะเบียนให้อย่างเด็ดขา


ที่มา - http://www.manager.co.th/