jeab2007

jeab2007

 วันนี้ (2 มิ.ย.) นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังนาย Abdul Samad Abdullah รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมัลดีฟส์ คารวะนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และหารือ ที่ห้อง VIP โรงแรม Kurumba Maldives ว่า นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าไทยให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์กับมัลดีฟส์เป็นอย่างมาก เนื่องจากไทยและมัลดีฟส์ถือเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา ซึ่งไทยพร้อมที่จะสานต่อความร่วมมือเพื่อการพัฒนากับมัลดีฟส์ในด้านที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ และสาขาที่มัลดีฟส์มีความต้องการและเชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศจะสามารถขยายความร่วมมือได้ ภายหลังจากที่ได้มีการลงนามความตกลง 4 ฉบับ ทั้งนี้ รัฐบาลไทยพร้อมให้การสนับสนุนภาคเอกชนไทยให้เข้ามาลงทุนในมัลดีฟส์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ก่อสร้าง และธุรกิจที่เกี่ยวกับการบริการ โดยข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจจะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือด้านอาหาร ที่จะลดต้นทุนการนำเข้า เพราะมัลดีฟส์มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก และต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหาร เพื่อตอบสนองความต้องการอาหารที่มีคุณภาพ ซึ่งไทยจะช่วยพัฒนาด้านโลจิสติกส์การนำเข้าอาหารที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ มัลดีฟส์ขอให้ไทยพิจารณาการยกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยวจากมัลดีฟส์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางไปประเทศไทยเพื่อการท่องเที่ยว และการดูแลรักษาสุขภาพ ที่ไทยมีการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ ที่มัลดีฟส์มีความมั่นใจ
       
       ทั้งนี้ นายกฯ ได้หารือกับนาย Anmed Faiz Hussain ประธานศาลฎีกามัลดีฟส์ โดยประธานศาลฯกล่าวถึงการปฏิรูปและพัฒนาระบบกฎระเบียบและกฎหมายต่างๆ เพื่อส่งเสริม คุ้มครองและให้ความมั่นใจต่อนักลงทุนต่างชาติ ที่เข้ามาลงทุนในมัลดีฟส์ พร้อมยืนยันถึงการยึดมั่นในระบบประชาธิปไตยและส่งเสริมและสนับสนุนรัฐบาลเพื่อพัฒนาประเทศ และส่งเสริมการลงทุน จากต่างประเทศ และนายกรัฐมนตรีก็พร้อมที่จะสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ยุติธรรมไทยและมัลดีฟส์ เพื่อมีการส่งเสริมและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านกระบวนการยุติธรรม และความรู้เกี่ยวกับกฏหมายคุ้มครองการลงทุน ตามที่มัลดีฟส์ต้องการ
       
       สำหรับการหารือกับนาย Abdullah Shahid ประธานรัฐสภามัลดีฟส์ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกระชับความร่วมมือระหว่างรัฐสภา และหวังจะให้มีการแลกเปลี่ยนผู้แทนระหว่างรัฐสภาของสองประเทศ โดยรัฐบาลไทยให้การส่งเสริมและปกป้องประชาธิปไตย และสร้างความเข็มแข็งให้แก่หลักนิติธรรม ซึ่งรัฐสภามีบทบาทอย่างมากในการผ่านกฎหมาย เพื่อปกป้องประชาธิปไตยไทย ทั้งนี้ประธานรัฐสภามัลดีฟส์ ได้ชื่นชมในบทบาทนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนอย่างท่วมท้น และเป็นแรงบันดาลใจให้กับมัลดีฟส์ ที่จะมีการเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้นี้ และเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจะบริสุทธิ์ ยุติธรรม และโปร่งใส เพื่อความมั่นใจต่อระบบประชาธิปไตยของมัลดีฟส์
       
       มีรายงานว่าเมื่อเวลา 15.36 น.นายธีรัตน์ ได้พิมพ์ข้อความในทวิตเตอร์ส่วนตัว โดยระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้หารือ รมต.ต่างประเทศมัลดีฟส์ ถึงกรณีช่วยเหลือลดต้นทุนการนำเข้าสินค้า และพัฒนาระบบโลจิสติกส์ โดย รมต.ต่างประเทศมัลดีฟส์ ได้ขอให้ไทยพิจารณายกเว้นวีซ่าให้คนมัลดีฟส์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางไปท่องเที่ยวและใช้บริการด้านสุขภาพในไทย ขณะเดี่ยวกัน มัลดีฟส์ต้องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศถึง 60% มาให้บริการนักท่องเที่ยว จึงอยากร่วมมือกับไทยในการลดต้นทุน นอกจากนี้ รมต.ต่างประเทศมัลดีฟส์เชิญชวนนักลงทุนไทยมาลงทุนในมัลดีฟส์เพิ่มในธุรกิจด้านการท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานเพิ่ม
       
       ขณะเดียวกัน ประธานศาลฎีกามัลดีฟส์ได้เข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยกล่าวยืนยันว่าระบบยุติธรรมมัลดีฟส์จะดูแลและให้ความเป็นธรรมกับนักลงทุนต่างประเทศ ส่วนประธานศาลฎีกามัลดีฟส์ได้ขอความร่วมมือรัฐบาลไทยประสานงานให้ความร่วมมือแลกเปลี่ยนด้านการเรียนรู้กระบวนการยุติธรรม 2 ประเทศ ซึ่งนายกฯได้ตกลงร่วมกัน พร้อมกับประธานสภามัลดีฟส์ยังได้กล่าวชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ หวังว่าไทยจะขยายการลงทุนเพิ่มในมัลดีฟส์ ด้านนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าจะเน้นการนำอาหารฮาลาลส่งเข้ามายังมัลดีฟส์ และหาทางใช้ท่าเรือน้ำลึกทวายเอื้อประโยชน์ต่อการค้าระหว่างกัน และนายกรัฐมนตรียังกล่าวชื่นชมมัลดีฟส์ในการรักษาสภาพแวดล้อมให้ประเทศมีความสวยงาม สามารถดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี


ที่มา - http://www.manager.co.th/

สำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร (Healthy Organization Promotion Section)

ได้จัดเวทีเสวนาการสร้างสุขภาวะในองค์กร ณ.ห้อง M219 ไบเทค บางนา

ซึ่งได้รับเกียรติจากวิทยากรการสร้างสุขในองค์กรจาก บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) ได้แชร์ถึงการสร้างสุขภาวะในองค์กร เริ่มต้นที่เบอร์ 1 ขององค์กรให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน แต่เนื่องจาก TVD มีพนักงานอยู่ประมาณ 1,500 คน และกระจายอยู่ในหลาย ๆ พื้นที่ ทำให้ต้องจัดกิจกรรมให้มากเพื่อครอบคลุมให้พนักงานทั้งหมดได้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่ง TVD ดูแลพนักงานทุกเพศ ทุกวัย ร่วมถึงเพศที่ 3 ให้มีความสำคัญในกิจกรรมต่าง ๆ และทีมงานสร้างสุขในแต่ละองค์กรจะต้องเป็นผู้เสียสละ และอุทิศตนเป็นอย่างมาก โดยวิทยากรได้ตั้งคำถามน่าสนใจว่า เมื่อทำงานหนักแล้วทำไมถึงยังอยู่กับ TVD ซึ่งวิทยากรทั้งสามคนได้ให้คำตอบว่า รู้สึกว่าที่ทำงานคือบ้าน ทำงานได้ความรู้ทุกวัน ได้พลังจากที่ทำงาน และผู้ใหญ่ให้ความสำคัญกับงานที่ทำ แค่นี้พนักงานก็มีความสุขและรักที่จะอยู่กับองค์กรแล้ว ถ้าสนใจเรื่องสุขภาวะในองค์กรสามารถเข้าไปดูได้ที่เวปไซด์ สสส. http://www.thaihealth.or.th/

หรือถ้าสนใจอยากเข้าร่วมกิจกรรมต่าง  ๆ ในการสร้างสุขภาวะในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ โทร : 02-252-7425

 

 

เงื่อนเวลาบีบ ทอท. เจรจาบริษัท เชื้อเพลิงการบิน (TARCO) เป็นผู้ให้บริการระบบส่งน้ำมันทางท่อสุวรรณภูมิเฟส 2 หวั่นเปิดประมูลใหม่ทำก่อสร้างขยายเฟส 2 ล่าช้าไปด้วย ขณะที่กฤษฎีกาไม่ขี้ขาด โยนทอท.ตัดสินใจเองว่าเป็นโครงการใหม่หรือส่วนต่อจากเฟส1 ฝ่ายบริหารชงบอร์ด 29 พ.ค.เคาะเดินหน้าเจรจา ทอท.หวังเพิ่มสัดส่วนหุ้นและผลตอยแทนเพิ่มและเตรียมเสนอโมเดลแก้แออัดสนามบินทั้งภูเก็ตและสุวรรณภูมิแบบเร่งด่วน
       
       นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ กรรมการและรักษาการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการระบบให้บริการส่งน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านท่อแบบ Hydrant เพื่อรองรับการขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 ว่า หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.)ได้แจ้งให้ทอท.เป็นผู้พิจารณาการดำเนินการเองว่า จะให้สิทธิแก่บริษัท ไทยเชื้อเพลิงการบิน จำกัด (TARCO) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบส่งน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานผ่านท่อแบบ Hydrant ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 1 หรือเปิดประกวดราคาใหม่ โดยให้ดูเจตนารมณ์ของสัญญาเฟส 1 เป็นหลักว่าระบบท่อส่งน้ำมันเชื้อเพลิงฯของสุวรรณภูมิ เฟส 2 ถือเป็นส่วนหนึ่งของเฟส 1 หรือไม่ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท.ที่มีน.ต.ศิธา ทิวารี เป็นประธานเมื่อวันที่ 26เมษายนที่ผ่านมาได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาด้านข้อกฎหมายมี นางสาวศศิศุภา สุคนธทรัพย์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานอำนวยการทอท. เป็นประธาน และให้เสนอต่อที่ประชุมบอร์ดวันที่ 29 พฤษภาคมพิจารณาสรุปเพื่อเร่งเดินหน้าโครงการต่อไป
       
       ทั้งนี้ การก่อสร้างระบบส่งน้ำมันเชื้อเพลิงต้องเร่งสรุปและเริ่มดำเนินการภายใน 5 เดือนหลังจากนี้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อโครงการขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 เนื่องจากการก่อสร้างท่อน้ำมันส่วนใต้ดินต้องเสร็จก่อนที่งาน Airfield Pavement จะเริ่มงานอีกทั้งต้องออกแบบรายละเอียดระบบท่อฯให้สอดคล้องกับโครงสร้างหลักของระบบต่างๆของเฟส
       2ซึ่งเงื่อนไขด้านเวลาเป็นตัวแปรสำคัญในการพิจารณา ในขณะเดียวกันได้มีการพิจารณาถึงผลตอบแทนกรณีที่ให้ TARCO เป็นผู้ดำเนินการระบบท่อน้ำมันเฟส 2 ไปพร้อมกันด้วยเพื่อไม่ให้ล่าช้า
       
       รายงานข่าวแจ้งว่า ปัจจุบัน ทอท.ถือหุ้นในบริษัท ไทยเชื้อเพลิงการบิน จำกัด (TARCO) สัดส่วน 10% และ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFS ถือ 90% โดยหากทอท.อนุมัติให้ TARCO ลงทุนท่อน้ำมันเฟส 2 จะต้องมีการปรับผลประโยชน์ตอบแทน ให้ทอท.เพิ่มเติมจากสัญญาสัมปทานเดิม โดยปรับเพิ่มสัดส่วนผู้ถือหุ้นของทอท.ใน TARCO จาก 10% เป็น 25% และเพิ่มอัตราส่วนแบ่งรายได้จาก 2% เป็น
       8% ในขณะที่ เงื่อนไขดังกล่าว ทาง TARCO ยังไม่ตกลงทั้งหมดเนื่องจากจะต้องเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อขอมติก่อนตามระเบียบของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ จึงยังไม่มีความชัดเจนว่า จะสามารถเจรจาตกลงกันได้ตามเงื่อนไขที่ทอท.ต้องการหรือไม่
       
       อย่างไรก็ตาม ทอท.ยืนยันว่า การที่ TARCO เป็นผู้ให้บริการระบบท่อน้ำมันทั้งเฟส1และ2 ไม่ถือเป็นการผูกขาดเพราะเป็นระบบท่อน้ำมันกลางในขณะที่ปัจจุบัน ผู้ให้บริการมีมากกว่า 1 รายอยู่แล้ว โดยคาดว่าการวางท่อส่งน้ำมันจะใช้เวลาก่อสร้าง 14 เดือน โดยจะแล้วเสร็จเดือนสิงหาคม 2557
       
       ผุดโมเดลลดความแออัดสนามบินภูเก็ต-สุวรรณภูมแบบเร่งด่วน
       
       นางพงศ์ศักติฐ์กล่าวว่า นอกจากนี้จะเสนอโมเดลแก้ปัญหาความแออัดของท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของทอท.ทั้ง 6 แห่งต่อที่ประชุมบอร์ด 29 พฤษภาคมนี้ด้วย โดยจะเป็นการปรับปรุงแบบเร่งด่วนเฉพาะหน้า สามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลเป็นการเฉพาะ เน้นการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการ วางผังหรือ Lay out
       การเคลื่อนของผู้โดยสารใหม่การเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อให้บริการในจุดที่แออัดคับคั่ง ซึ่งเป็นการปรับที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม แต่จะมีการปรับปรุงทางกายภาพในบางพื้นที่ซึ่งจะต้องลงทุนเพิ่มแต่ไม่มาก เช่น ท่าอากาศยานภูเก็ต มียุทธศาสตร์ในการปรับปรุงเพื่อลดความแออัดภายในอาคารผู้โดยสารทั้งการหาพื้นที่ในเขตสนามบินทำเป็นอาคารเช็คอินเพิ่มรวมถึงใช้พื้นที่ของส่วนราชการโดยร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่น โดยหลักการจะพยายามไม่เวนคืนที่ดินเพื่อขยายสนามบิน หรือหากเป็นที่ดินของเอกชนจะเป็นรูปแบบการลงทุนร่วมกัน


ที่มา - http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000063182

กรมทางหลวงประเมินต้องใช้เวลาอีก 2-3 เดือนการก่อสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) จึงจะแล้วเสร็จ ขณะที่สัญญาจะสิ้นสุด มิ.ย. 56 นี้ ยันไม่มีการต่อสัญญาอีก หลังจากก่อนหน้านี้ขยายสัญญามาแล้วจากสิ้นสุด 10 ธ.ค. 55 เป็น มิ.ย. 56 จ่อปรับผู้รับเหมาประมาณวันละ 5 แสนบาทตามสัญญา
       
       แหล่งข่าวจากกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) จังหวัดเชียงรายว่า จากการประเมินล่าสุดคาดว่า จะต้องใช้เวลาก่อสร้างอีกประมาณ 2-3 เดือนจึงจะแล้วเสร็จ ในขณะที่สัญญาก่อสร้างจะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน 2556 นี้ ซึ่งกรมทางหลวงจะไม่มีการขยายสัญญาให้ผู้รับเหมาอีก เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้มีการขยายอายุสัญญาก่อสร้างออกไปแล้ว 6 เดือน จากเดิมสัญญาก่อสร้างเริ่มต้นวันที่ 11 มิถุนายน 2553-10 ธันวาคม 2555 เป็นสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2556 ดังนั้น หากพ้นกำหนดสัญญางานยังไม่แล้วเสร็จผู้รับเหมาจะต้องจ่ายเงินค่าปรับประมาณวันละ 500,000 บาทจนกว่าโครงการก่อสร้างจะแล้วเสร็จสมบูรณ์
       
       โดยสาเหตุของการขยายอายุสัญญาก่อสร้างเนื่องจากมีปัญหา 2 ประเด็น คือ การก่อสร้างช่วงแรกมีการเบิกจ่ายเงินล่าช้าในส่วนที่จีนรับผิดชอบ ทำให้ผู้รับเหมาต้องหยุดการก่อสร้าง และต้องชะลอก่อสร้างในช่วงเวลาที่น้ำขึ้น โดยขณะนี้โครงสร้างหลักได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว เหลืองานสะพานข้ามคลอง 2 แห่ง และถนนพื้นราบในฝั่งลาวต่อเชื่อมกับสะพานข้ามแม่น้ำโขงก่อสร้างสะดุดล่าช้ากว่าแผน เนื่องจากบริษัท กรุงธน เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้รับเหมาฝ่ายไทย ซึ่งรับผิดชอบงานก่อสร้างส่วนดังกล่าวมีปัญหาขาดสภาพคล่อง ส่งผลทำให้การก่อสร้างสะพานไม่แล้วเสร็จและเปิดใช้งานได้ตามสัญญาภายในวันที่ 10 มิถุนายน นี้
       
       สำหรับสะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทย ลาว และจีน โดยไทยและจีนให้การสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างฝ่ายละ 50% วงเงิน 44.81 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีกลุ่ม CR5-KT Joint Venture (บริษัท ไชน่าเรลเวย์ นัมเบอร์ 5 เอ็นจิเนียริ่งกรุ๊ป จำกัด ร่วมทุนกับบริษัท กรุงธน เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด) เป็นผู้รับจ้าง วงเงิน 1,486.5 ล้านบาท เป็นสะพานความยาว 630 เมตร ถนนฝั่งไทยความยาว 5 กิโลเมตร ก่อสร้างขนาด 4 ช่องจราจร ฝั่งลาวความยาว 6 กิโลเมตร ขนาด 2 ช่องจราจร พร้อมอาคารด่านชายแดนฝั่งไทยและลาว เป็นโครงข่ายถนนสายเอเชียหมายเลข AH3 แล้วเสร็จสมบูรณ์ ทำให้การขนส่งสินค้าและการบริการการท่องเที่ยวระหว่างประเทศโดยเฉพาะจากจังหวัดเชียงรายของประเทศไทย กับเมืองห้วยทรายของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐประชาชนจีนทางตอนใต้มีความสะดวกรวดเร็ว


ที่มา - http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000062600

กรมการขนส่งทางบกจับมือหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการจัดระเบียบ และพัฒนารถรับ-ส่งนักเรียนให้มีประสิทธิภาพ มีระบบมาตรฐานความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจต่อผู้ใช้บริการ เร่งตรวจสอบรถส่วนบุคคล 7 ที่นั่งดัดแปลงรับส่งนักเรียน ชี้ต้องขออนุญาตจากกรมฯ ครั้งละ 1 ภาคเรียน
       
       นายวัฒนา พัทรชนม์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกได้ดำเนินการออกกฎหมายเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยของรถโรงเรียนมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2526 เป็นต้นมา ทั้งการออกกฎกระทรวงว่าด้วย “รถโรงเรียน” ตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก โดยได้กำหนดให้รถโรงเรียนต้องติดแผ่นป้ายพื้นสีส้มสะท้อนแสง มีข้อความ “รถโรงเรียน” เป็นตัวอักษรสีดำ ติดอยู่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถให้เห็นชัดเจน สีของตัวรถต้องมีสีเหลืองคาดดำ พร้อมมีอุปกรณ์ส่วนควบตามที่กำหนด ต้องมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นกรณีฉุกเฉิน เช่น เครื่องดับเพลิง ค้อนทุบกระจก เหล็กชะแลง และที่สำคัญผู้ขับรถโรงเรียนต้องได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี รวมทั้งต้องมีผู้ควบคุมดูแลนักเรียน ซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ประจำอยู่ในรถตลอดเวลาที่ใช้รับ-ส่งนักเรียน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของเด็กนักเรียนที่ใช้บริการรถโรงเรียน
       
       ส่วนการออกกฎกระทรวงว่าด้วย “รถรับส่งนักเรียน” ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ได้มีการอนุญาตให้นำรถที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คนมาใช้เป็นรถรับ-ส่งนักเรียนแต่ต้องได้มาตรฐานตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด โดยจะอนุญาตเป็นครั้งคราว คือครั้งละ 1 ภาคการศึกษา แต่ปรากฏว่ายังมีเจ้าของรถรับ-ส่งนักเรียนบางส่วนฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ดังกล่าว ดังนั้น กรมการขนส่งทางบกจึงมีแนวคิดเรื่องการจัดระเบียบรถรับ-ส่งนักเรียนให้เป็นมาตรฐานและเข้าสู่ระบบ เพื่อให้สามารถกำกับดูแลการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้มาตรฐานความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
       
       โดยได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการด้านความปลอดภัยของรถรับ-ส่งนักเรียน โดยจะกำหนดทิศทางที่เหมาะสมทั้งในด้านการบริหารจัดการ การให้บริการ การควบคุมกำกับดูแล และการบังคับใช้กฎหมายที่สามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะมีทั้งมาตรการระยะสั้น และมาตรการระยะยาว ก่อนนำเสนอคณะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา และนำเสนอในระดับนโยบายเพื่อให้มีการดำเนินมาตรการในทุกจังหวัดทั่วประเทศต่อไป
       
       ทั้งนี้ เบื้องต้นได้ขอความร่วมมือให้โรงเรียนออกหนังสือรับรองแก่ผู้ประกอบการหรือเจ้าของรถรับ-ส่งนักเรียน เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นขออนุญาตด้วย เพื่อเป็นการตรวจสอบกลั่นกรองจากทางโรงเรียนก่อนที่จะได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก พร้อมทั้งขอความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการดำเนินการกวดขันจับกุมรถรับ-ส่งนักเรียนที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และได้สั่งการให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกจังหวัดออกตรวจสอบ และควบคุมรถรับ-ส่งนักเรียน
       
       อย่างไรก็ตาม คาดว่าต้องใช้ระยะเวลาศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการให้บริการรถโรงเรียนสักระยะ โดยหากอนาคตสามารถดำเนินการจดทะเบียนผู้ประกอบการได้สำเร็จอาจจะมีการนำระบบควบคุมความเร็วผู้ขับรถโดยสารสาธารณะ หรืออาร์เอฟไอดี มาบังคับใช้กับผู้ประกอบการรถโรงเรียนด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้มีการขับขี่รถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยป้องกัน ลดอุบัติเหตุ และความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อีกทางหนึ่งด้วย

ที่มา - http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000062416

       เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2556 เวลา 08.30 - 16.30 น. ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทยร่วมงานสัมมาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนสู่ประชาคมอาเซียน : แนวทางการขับเคลื่อนเพื่อบรรลุสู่เป้าหมาย ร่วมกับคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย สภาผู้แทนราษฎร และคณะอนุกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย (อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง : GMS) ในคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายสมาคิด บาลไธสง ประธานคณะอนุกรรมการ คณะอนุกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย (อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง : GMS) ในคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย สภาผู้แทนราษฎร และผู้ทรงคุณวุฒิอีกมากมาย อาทิเช่น นายสามารถ มะลูลีม  ประธานคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทยสภาผู้แทนราษฎร พลโทภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ 

       วัตถุประสงการจัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการในครั้งเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นในการรับทราบสภาพปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าในบริเวณพื้นที่ชายแดน โดยร่วมระดมความคิดเห็นจากผู้ประกอบการค้าพื้นที่ชายแดน เพื่อนำข้อเสนอแนะและปัญหานำเสนอต่อฝ่ายบริหารไปสู้การแก้ไขปัญหาต่อไป อันนำไปสู่การเตรียมความพร้อมในการรองรับเข้าสู่ประชาคมอาเซียนปี 2558

         การบรรยายปาฐกถา โดย พลโทภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้นำเสนอภาพรวมของเศรษฐกิจชายแดน การบูรณาการค้าชายแดนความมั่นคง  และการเสริมสร้างความมั่นคงเพื่อเตรียมพร้อมก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยมีกลไกความรับผิดชอบเชื่อมโยงทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ การขับเคลื่อนแผนแบบบูรณาการ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนนั้นจะเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จของแผนงานในครั้งนี้

        และเวทีเสวนา โดย ประธานคณะกรรมการคณะกรรมาธิการกิจการชายแดน สภาผู้แทนราษฎร ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย (อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง : GMS) ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ซึ่งแต่ละหน่วยงานได้กล่าวถึงบทบาทที่เกี่ยวข้องที่จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนไทย

        จากการจัดงานในครั้งนี้ทำให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนให้ความสนใจและเข้าร่วมงานอย่างมากมาย และจากการที่ได้ทำ Workshop และเปลี่ยนความคิดเห็นนั้น สามารถทำให้ได้ข้อสรุปประเด็นปัญหาจากผู้ประกอบการ และปัญหาจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่การปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดนให้มีความยั่งยืนต่อไป

 ขอเรียนเชิญเข้าร่วมงานเสวนา  การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2ล้านล้านบาท ประเทศชาติ และ ผู้ประกอบการได้อะไร ?" : 24 เม.ย. 56