jeab2007

jeab2007

 เมือท่าแขกเมืองเอกของแขวงคำม่วน ในภาพถ่ายระยะไกลจากโรงแรมที่พักริมแม่น้ำโขงเมืองนครพนมของไทย เวลาเช้าตรู่วันที่ 22 ก.พ.2555 ที่เห็นระโยงระยางอยู่มุมบนขวาของภาพเป็นสายส่งไฟฟ้าข้ามแดนระหว่างไทยกับลาว ที่นี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีทั้งการซื้อและขายไฟ แต่ปัจจุบันแขวงภาคกลางของลาวแห่งนี้ผลิตไฟฟ้าได้อย่างเหลือเฟือ รวมทั้งจากเขื่อนน้ำเทิน 2 ซึ่งใหญ่ที่สุดในขณะนี้ด้วยและมีระบบสายส่งที่ไปได้ทั่วถึงมากขึ้น ลาวไม่จำเป็นต้องซื้อไฟฟ้าจากฝั่งไทยอีกแล้ว ในอีก 2 ปีก็จะเลิกพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้านทางฝั่งขวาอย่างสิ้นเชิง. --- ภาพโดยวุฒิพงษ์ หลักคำ-บุญญะสาร.

 
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปรับโครงสร้างราคาก๊าซ 3 กลุ่มพ่นพิษ หลังประชาชนลักลอบถ่ายเทก๊าซหุงต้มไปใช้ในภาคขนส่ง-อุตสาหกรรมเกลื่อนเมือง แถมส่งออกเพื่อนบ้านเย้ยอีก กรมธุรกิจพลังงานสั่งพลังงานจังหวัดเข้มงวดตรวจสอบการลักลอบขนถ่ายผิดประเภท เล็งติดระบบอาร์เอฟไอดีที่ถังบรรจุ เพิ่มมาตรการห้ามขนส่งถังแอลพีจีข้ามจังหวัด

ผู้นำสิงคโปร์และมาเลเซีย ตกลงสร้างทางรถไฟความเร็วสูง เชื่อมต่อสิงคโปร์กับกรุงกัวลาลัมเปอร์แล้ว ในการประชุมเมื่อวันอังคาร โดยจะย่นเวลาเดินทางข้ามประเทศได้อย่างมาก...

            เพราะตอนนี้ ใครต่อใครก็พูดถึงแต่ประชาคมอาเซียน หรือ AEC จนกลายเป็นประเด็นหลักในแทบทุกงานสัมมนาทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ประเทศไทยและคนไทยควรต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่คว้า โอกาสที่กำลังจะเข้ามาในปีอีกไม่ถึง 3 ปีข้างหน้า แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมตัวรับมือกับ ความท้าทายที่มักจะมาเคียงคู่กันทุกครั้ง

              แต่กว่าจะถึงปี 2558 เราคงได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ AEC จนหนาหู ทำให้บางคนอาจหลงลืม โอกาสอื่นๆ ที่บินโฉบไปเฉี่ยวมาใกล้ๆ ตัวเราไปแล้ว โดยเฉพาะโอกาสจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับ อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหรือ GMS (Great Mekong Sub-region) ซึ่งประเทศไทยเคยตื่นตัวอย่างมากเมื่อประมาณ 3-5 ปีก่อนหน้านี้

การพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงเกิดขึ้นราวปี 2535 ภายใต้แนวคิด "หกเหลี่ยมเศรษฐกิจ" โดยประกอบด้วย 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา, จีน-ยูนานพม่า, ลาว, เวียดนาม และไทย ครอบคลุมเนื้อที่ราว 2.34 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากรรวม 257.5 ล้านคน จุดประสงค์ของความร่วมมือคือ เพื่อส่งเสริมการขยายตัวด้านอุตสาหกรรม การเกษตร การค้า การลงทุนและบริการ ตลอดจนเพื่อให้เกิดการจ้างงาน ยกระดับการครองชีพ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการศึกษา และใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ส่งเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ดูจากขนาดพื้นที่และประชากรแล้ว หลายคนอาจมองว่า AEC นั้นน่าสนใจกว่ากันเยอะ เพราะหากมองในแง่ของตลาด AEC นั้นใหญ่กว่ากันมากกว่าสองเท่า แต่เหตุที่ประเทศไทยไม่ควรมองข้าม GMSเพราะโดยชัยภูมิของ GMS ถือเป็นจุดทำเลที่เป็นยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเอเชีย และเมื่อเทียบศักยภาพของ เมืองไทยในเวที AEC กับเวที GMS จะเห็นว่า ในเวทีหลัง ประเทศไทยดูเหมือนจะมีความพร้อมมากที่สุดของกลุ่ม ในการเป็น หัวหอกและศูนย์กลางในด้านต่างๆ ของกลุ่ม GMS

ผศ.ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุลแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เคยวิเคราะห์ไว้ว่า มีการคาดการณ์ว่า การเกิด GMS จะส่งผลให้ไทยมีโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกับชาติสมาชิกได้มากขึ้น อาทิ การค้าขายระหว่างประเทศไทยกับลาวและไทยกับพม่า โดยเฉพาะกับจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ และไทยจะมีมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นสำหรับการลงทุนในประเทศจีน ลาว และพม่า ซึ่งกำลัง สาวเนื้อหอมอยู่ในขณะนี้ เพราะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสสูงในแง่ของการท่องเที่ยวกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ชูจุดขายความเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน หรือเมนูทัวร์ 5 เชียง เป็นต้น แต่ โอกาสที่สำคัญมากคือ การก้าวไปสู่การเป็นฮับด้านโลจิสติกส์ และการขนส่งลุ่มแม่น้ำโขง  

ความคืบหน้าของ GMS มีอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและเส้นทางการคมนาคมขนส่งทางถนน อาทิ การพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) เชื่อมโยงระหว่างไทย-พม่า/ลาว-จีนการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) เชื่อมโยงพม่า-ไทย-ลาว-เวียดนามการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor) - เชื่อมโยงไทย-กัมพูชา-เวียดนาม

ยิ่งไปกว่านี้ ตามกรอบความร่วมมือกับภูมิภาคอื่น GMS ยังมีการเชื่อมระบบการค้ากับกลุ่มตลาดใหม่ที่มีศักยภาพอย่างกลุ่มประเทศ BIMSTEC ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือระหว่าง 7 ประเทศในภูมิภาคอ่าวเบงกอล ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย พม่า เนปาล ศรีลังกา และไทย โดยครอบคลุมไปจนถึงสหภาพยุโรป (European Union: EU) ภายใต้ ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ GMS-BIMSTEC-EU” ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือที่ครอบคลุมตลาดที่มีศักยภาพสูงไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะจีน บังคลาเทศ และอินเดีย

 คุณนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวหลังจากกลับจากการประชุม GMS Summit ณ ประเทศพม่า ว่า ใน GMS มีโอกาสดีๆ หลายเรื่องที่ประเทศไทยน่าจะคว้าไว้ให้ได้เพราะ GMS ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญทางภูมิศาสตร์ คือเป็นจุดที่อยู่ตรงกลางในการเชื่อมภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้าด้วยกัน

 เช่นเดียวกับคุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ได้ให้ข้อคิดว่า ประเทศไทยมี แต้มต่อสูงมาก ในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงโลจิสติกส์ตามยุทธศาสตร์นี้ โดยเฉพาะในแง่จุดยุทธศาสตร์ เพราะไทยมีที่ตั้งเหมาะสำหรับการผลิตและการค้า และไทยอยู่ใกล้กับ โอกาสตรงนี้มากที่สุดในขณะนี้ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะสามารถต่อยอด และใช้ความได้เปรียบที่มีให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง

 นอกจากภาครัฐที่ต้องเร่งเสริมสร้างศักยภาพของประเทศและผู้คน ภาคเอกชนเองก็ต้องพัฒนาศักยภาพของตัวเอง และเปลี่ยนจากเกมรับเป็นเกมรุก เพื่อไขว่คว้า โอกาสที่จะเข้าชิงพื้นที่และสร้างความมั่นคงทางธุรกิจในระดับภูมิภาค GMS เอาไว้ให้ได้ก่อนที่ AEC จะมาถึง

 เพราะ ณ เวลานั้น ถ้าบริษัทของเราแข็งแรงพอ เวที GMS จะกลายเป็น สปริงบอร์ดให้เราขยายต่อไปใน AEC ได้ไม่ยากและอย่างมั่นคง แต่ถ้าแม้แต่โอกาสใน GMS เรายังไม่สามารถคว้าไว้ได้ ทันที่ที่เปิดเสรีตามกรอบ AEC ซึ่งเท่ากับเปิด ประตูบ้านให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาแข่งขันในประเทศไทยมากขึ้น เมื่อนั้น เราอาจไม่เหลือ ที่ให้ยืนทางธุรกิจ ทั้งในเวที AEC และ GMS หรือแม้แต่ในประเทศไทย ก็ตาม

 

ที่มา : http://www.logistics2day.com/App_Website/Community/blog.aspx?id=2270

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าว ในงานมอบนโยบายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศและการชี้แจงการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี57 ว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้จะอยู่ที่ 5.5%ส่วนอัตราเงินเฟ้อถือว่ายังอยู่ในภาวะปกติ คือ 3% โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังจากเกิดอุทกภัยและวิกฤตเศรษฐกิจโลก ผ่านนโยบายของรัฐบาลทั้ง 16โครงการ สามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 0.7% ขณะที่นโยบายรถคันแรกมีประชนใช้สิทธิกว่า 1.25 ล้านคัน โดย 26% เป็นรถจดทะเบียนกรุงเทพ ส่วนที่เหลือกระจายไปในต่างจังหวัด สะท้อนว่าเกษตรกรมีกำลังซื้อมากขึ้น ด้านการลงทุนมีนักธุรกิจขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอเพิ่มขึ้นกว่า 2,500ล้านบาท 
 
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 57 รัฐบาลมีแผนจะลงทุนในโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า3.5 แสนล้านบาท และงบลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีก 2.2ล้านล้านบาท ขณะที่รัฐบาลยังตั้งเป้าหมายลดการขาดดุลงบประมาณลดลง โดยคาดว่าจะเข้าสู่งบสมดุลในปี 60 
 
นายกรัฐมนตรีกล่าวเน้นว่า 4 ยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนประเทศและรองรับเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 58 ประกอบด้วย 1.การสร้างความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากประเทศรายได้น้อย เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง 2.ยุทธศาสตร์ลดความเหลี่อมล้ำ เพื่อสร้างโอกาสความเสมอภาค และความเท่าเทียมกับสังคม ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม 3.ยุทธศาสตร์สร้างความเติบโตบนพื้นฐานคุณภาพชีวิต เพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 4.ยุทธศาสตร์การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ 
 
"เชื่อมั่นว่าทั้ง 4ยุทธศาสตร์จะนำไปสู่การขับเคลื่อนประเทศ ตามนโยบายขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวและยอมรับว่า การบริหาราชการกว่า 1 ปีที่ผ่านมามีความท้าทาย เพราะมีปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่ยังไม่นิ่ง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจที่มีความผันผวน
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปที่ให้ความสำคัญประชาธิปไตย และความเท่าเทียม เศรษฐกิจของประเทศที่ไม่สมดุล และสังคมขาดการดูแล แต่ทั้งนี้ ด้วยความร่วมมือของหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
 
ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงการแข่งค่าของเงินบาทว่า อัตราการแข็งค่าเงินบาทค่อนข้างเร็วกว่าสกุลเงินภูมิภาคเอเชีย แต่ในแง่ของการเคลื่อนไหวอัตราแลกเปลี่ยนควรดูกรอบเวลาเหมาะสมหรือช่วงระยะยาวมากกว่า โดยเมื่อเทียบตลอด 1 ปีกับ 2สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทยังถือว่าเงินบาทไม่แตกต่างกับสกุลเงินภูมิภาคมากนัก และเงินบาทยังสอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจไทยอยู่ อย่างไรก็ตาม ธปท.ก็มีการเตรียมเครื่องมือไว้พร้อมอยู่แล้ว หากเกิดความจำเป็นในสถานการณ์ต่างๆ
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ธปท.ได้แถลงนโยบาย “ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน ธปท.ประจำปี 56” โดย ธปท. ชี้แจงว่า ปัจจุบันไทยกำลังเข้าสู่ยุคแห่งการเชื่อมโยง ซึ่งครอบคลุมหลายมิติ ทำให้ความซับซ้อนมีมากขึ้นและอาจนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพของระบบได้ แม้จะเป็นการก่อตัวเล็กๆ ดังนั้นความท้าทายในการดำเนินงานของผู้ดูแลนโยบายเศรษฐกิจ จึงเห็นว่าควรอยู่ที่การรักษาสมดุลนโยบาย เพื่อสร้างประสิทธิผลสูงสุดของนโยบาย 
 
ทั้งนี้ นโยบายการเงินและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนนั้น จะเห็นว่าควรรักษาสมดุลระหว่างการขยายตัวเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพการเงิน เพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำเกินไปอาจจะสูงใจให้ภาคเอกชนก่อหนี้สินมากเกินควรหรือกระตุ้นให้ผู้ฝากเงินหันไปลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่ามากขึ้นและอาจนำไปสู่การสะสมความไม่สมดุลในระบบการเงินหรือภาวะฟองสบู่ได้ในอนาคต ซึ่งปัจจุบันราคาอสังหาริมทรัพย์ไทยไม่ได้สูงเกินไป เทียบกับประเทศภูมิภาคนี้
 
นอกจากนี้ การดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีความผันผวนมากขึ้น รวมถึงการติดตามและประเมินผลกระทบของค่าเงินบาทต่อภาคเศรษฐกิจ ซึ่งการวางโครงสร้างและเตรียมความพร้อมแก่ภาคเอกชน ถือเป็นการพิจารณาสำคัญต่อการเลือกแผนรับมือในสถานการณ์ต่างๆ ขณะที่นโยบายระบบชำระเงินจะรักษาสมดุลในการพัฒนา เพื่อเสริมประสิทธิภาพและสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ระบบการชำระเงินไทย ธปท.ตั้งเป้าที่จะขยายระบบการหักบัญชีเช็คด้วยภาพเช็คและระบบการจัดเก็บภาพเช็ค( ICAS)ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้การเรียกเก็บเช็คข้ามจังหวัดที่ปัจจุบันใช้เวลา3-5 วันทำการจะเหลือเพียง 1 วันทำการ และส่งเสริมให้ใช้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทดแทนเงินสด รวมถึงยกระดับระบบการชำระเงินไทยให้เอื้อต่อการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ
 
ขณะที่ความท้าทายนโยบายสถาบันการเงินจะรักษาสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการทางการเงิน เสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และการคุ้มครองผู้ใช้บริการ โดยในปีนี้ ธปท.มีแผนจะให้ใบอนุญาตแก่สถาบันการเงินต่างชาติที่จะเข้ามาดำเนินการใน
 
ที่มา : http://www.logistics2day.com/App_Website/Community/interview.aspx?id=2637

 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (กรมส่งเสริมการส่งออกเดิม) เดินหน้า

เพิ่มศักยภาพผู้ให้บริการโลจิสติกส์ของไทย รองรับการรวมตัวประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 ขณะที่สำนักโลจิสติกส์การค้า ชูจุดแข็งผู้ประกอบการไทย พร้อมผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์การค้าของอาเซียน

นางศรีรัตน์ รัฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า "การรวมตัว AEC ในอีก 2 ปีข้างหน้า จะส่งผลให้มีการเปิดเสรีทางด้านการค้า การลงทุน ธุรกิจบริการ รวมถึงแรงงานมีฝีมือ ทำให้ผู้ลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะจากประเทศสมาชิกอาเซียนเข้ามาแข่งขันและเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยก็สามารถเข้าไปลงทุนและสร้างส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียนได้เช่นกัน รวมถึงสร้างโอกาสการค้ากับกลุ่มคู่ค้าสำคัญๆ อย่างเช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี อินเดีย สหภาพยุโรป หรือสหรัฐอเมริกาได้อีกด้วย ทั้งนี้ สภาพการแข่งขันที่สูงขึ้นนี้ จะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าไทย ต้องเร่งพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน คุณภาพ และลดต้นทุนสินค้า ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่จะยกระดับความสามารถทาง การแข่งขันทางด้านการค้าระหว่างประเทศให้กับผู้ประกอบธุรกิจการค้าไทย นั่นคือการพัฒนาประสิทธิภาพและการลดต้นทุนด้านการจัดการโลจิสติกส์ ที่จะเป็นภาคธุรกิจแรกๆ ที่เปิดเสรีเมื่อ AEC เสร็จสมบูรณ์"

นางศรีรัตน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า "สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้แบ่งโครงสร้างของบริการโลจิสติกส์ไทย ไว้เป็น 5 ประเภท ได้แก่ การขนส่งสินค้า การจัดเก็บสินค้า บริการด้านพิธีการต่างๆ บริการงานโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการเสริม และบริการพัสดุและไปรษณียภัณฑ์ ปัจจุบันพบว่าผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศไทย มี 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ประกอบการขนส่งทางบก ขนส่งทางน้ำ ขนส่งทางอากาศ ตัวแทนออกของและตัวแทนขนส่ง และคลังสินค้า รวมกว่า 10,000 บริษัท และกว่าร้อยละ 80 เป็นผู้ประกอบการขนาดย่อมและขนาดกลางหรือ SMEs ส่วนผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร มักเป็นบริษัทข้ามชาติ หรือผู้ประกอบการไทยรายใหญ่ๆ เท่านั้น

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ยังกล่าวย้ำเตือนให้ผู้ประกอบตื่นตัวในการพัฒนาศักยภาพ พร้อมทั้งเชิญชวนให้ติดตามข่าวสารจากสำนักโลจิสติกส์การค้า ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง และมีการจัดโครงการและกิจกรรมเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง อาทิ การนำคณะผู้ประกอบการของไทยเดินทางไปเจรจาการค้าในต่างประเทศเพื่อสร้างพันธมิตรทางการค้าพร้อมทั้งขยายตลาด รวมถึงการจัดโครงการลดต้นทุนโลจิสติกส์สำหรับผู้ส่งออก และโครงการศึกษาเส้นทางการขนส่งเพื่อรองรับการแข่งขันในอนาคต เป็นต้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมด้านโลจิสติกส์การค้า โทร.02-5078-420-8430 อีเมล์ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. เว็บไซต์ www.tradelogistics.go.th

ที่มา : http://www.ryt9.com/s/bmnd/1585606

 "โนริโกะ" ชะลอแผนทำตลาดอาเซียน ระบุการออกไปหาตลาดมีต้นทุนสูง แนะรัฐช่วยอุดหนุนงบเอสเอ็มอีร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ

ที แอนด์ พี มาร์เก็ตติ้ง ผู้ผลิตอาหารทะเลแปรรูปแบรนด์ “โนริโกะ” โดยได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้เป็นที่ต้องการของตลาดในและต่างประเทศ

นางทิพวัลย์ วิเศษพุทธศาสตร์ เจ้าของกิจการที แอนด์ พี มาร์เก็ตติ้ง เปิดเผยว่า ที แอนด์ พี มาร์เก็ตติ้งเคยออกไปทำตลาดในอาเซียนมาแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยไปร่วมงานแสดงสินค้าที่สิงคโปร์ 2 ครั้ง เมื่อ 5-6 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งสินค้าที่นำไปสามารถขายปลีกได้ แต่หลังจากเจรจาห้างสรรพสินค้าที่จะส่งสินค้าเข้าไปมีค่าธรรมเนียมแรกเข้าทำให้ต้นทุนสูงขึ้น และสินค้าที่ส่งไปยังไม่มีชื่อเสียง จึงทำให้ตัวแทนจำหน่ายส่งไปขายที่ร้านค้าปลีก แต่ก็ทำตลาดไม่สำเร็จ

นางทิพวัลย์ กล่าวว่า หลังจากนั้นไปร่วมงานแสดงสินค้าที่กัมพูชา 2 ครั้ง เมื่อ 4 ปี ที่แล้ว ซึ่งสินค้าที่นำไปแสดงสามารถขายปลีกได้เพราะผู้บริโภคกัมพูชานิยมสินค้าไทย แต่ตั้งราคาขายต่ำกว่าในไทย 20-30 % เพราะเห็นว่ากำลังซื้อต่ำ และมีตัวแทนจำหน่ายสินค้าติดต่อเข้ามาสั่งซื้อสินค้าไป แต่ผลตอบรับไม่ค่อยดี เนื่องจากกัมพูชามีปลามาก จึงทำให้สินค้าแปรรูปมีลักษณะคล้ายกัน โดยสินค้าที่ส่งไปมีคุณภาพดีกว่า จึงเห็นว่าถ้าจะเข้าไปทำตลาดอีกครั้งจะต้องเน้นตลาดบน

ส่วนตลาดพม่าได้เข้าไปเจรจากับผู้ประกอบการไทย ที่ทำธุรกิจนำเข้าส่งออกตามชายแดนพม่าเมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมาก็มีผลตอบรับไม่ค่อยดี เพราะผู้ประกอบการนำเข้าส่งออกสินค้าชายแดนมีสินค้าที่ค้าขายดีอยู่แล้ว เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำพริกแม่ประนอม จึงทำให้สนใจทำตลาดสินค้าให้ที แอนด์ พี มาร์เก็ตติ้งไม่มาก

นางทิพวัลย์ กล่าวว่า เมื่อการออกไปทำตลาดเองในอาเซียนไม่สำเร็จเท่าที่ควร ทำให้หันมาส่งออกสินค้าผ่านบริษัทเทรดเดอร์ไปตลาดสหรัฐ ซึ่งช่วยจัดการแก้ปัญหาขั้นตอนการส่งออกต่างๆ ให้กับเอสเอ็มอีได้ และช่วงนั้นไม่แน่ใจว่าถ้าออกไปทำตลาดหรือร่วมงานแสดงสินค้าเองในอาเซียนอีก 10 ครั้ง จะได้คำสั่งซื้อกลับคืนมาหรือไม่ รวมทั้งสินค้าที่นำไปแสดงและขายปลีกในต่างประเทศก็ไม่คุ้มค่ากับต้นทุนการไปร่วมงานแสดงสินค้าแต่ละครั้ง แต่ที แอนด์ พี มาร์เก็ตติ้งก็ไม่ถอดใจ จากการทำตลาดอาเซียนเสียทีเดียว เพียงแต่รอโอกาสที่ดี และถ้ามีช่องทางเข้ามาก็พร้อมออกไปทำตลาดอาเซียนอีก

นางทิพวัลย์ กล่าวว่า หากหน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยเหลือในการออกไปทำตลาดในอาเซียน ก็จะไปทำตลาดอีกครั้ง โดยเอสเอ็มอีไม่สามารถจัดงบเดินทางไปร่วมงานแสดงสินค้าเองได้ทั้งหมด ซึ่งการไปร่วมงานแสดงสินค้าในกัมพูชาและสิงคโปร์ไปกับกระทรวงพาณิชย์ ส่วนการไปเจรจาการค้าชายแดนพม่าไปกับกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ต้องออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด

ถ้ารัฐบาลต้องการให้เอสเอ็มอีออกไปหาโอกาสจากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) มากกว่าควรมีโครงการสนับสนุนเอสเอ็มอีมากขึ้น เช่น การอุดหนุนค่าใช้จ่ายการร่วมงานแสดงสินค้า รวมทั้งจัดบริษัทเทรดเดอร์ที่ทำการค้าในอาเซียนมาเจรจาจับคู่กับเอสเอ็มอี เพราะการส่งสินค้าผ่านบริษัทเทรดเดอร์ทำให้เอสเอ็มอีส่งออกได้คล่องตัวมากขึ้น ซึ่งเอสเอ็มอีมีปัญหาไม่รู้จักช่องทางการตลาดมากนักจึงต้องหาทางเจรจาจับคู่ธุรกิจ และถ้าจะให้เอสเอ็มอีเดินทางไปร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศบ่อยๆ ก็ไม่ไหว

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/asean-plus/20130116/485990/%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99.html

 นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุม (ครม.)วานนี้ (12 ก.พ.) ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฤดูกาลผลิตปี 2555/2556 ที่ราคา 950 บาทต่อตันอ้อย ที่ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส.หรือประมาณ 90.96%ของประมาณการราคาอ้อยเฉลี่ยทั่วประเทศ 1,044.45บาทต่อตันอ้อยและกำหนดอัตราขึ้นและลงของราคาอ้อยเท่ากับ 57 บาทต่อ 1 หน่วยซี.ซี.เอส และกำหนดผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ฤดูกาลผลิต 2555/2556ที่ 407.15 บาทต่อตันอ้อยตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ

อย่างไรก็ตามสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) มีความเห็นว่ากระทรวงอุตสาหกรรมควรกำหนดราคาให้คุ้มกับต้นทุนการผลิตที่แท้จริงของชาวไร่อ้อย พร้อมทั้งให้คุ้มทุนกับการผลิตที่แท้จริงสำหรับฤดูการผลิตปีต่อ ๆ ไปด้วย เพื่อที่กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ไม่ต้องมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นจากการกู้เงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) มาจ่ายเงินส่วนเพิ่มราคาอ้อยให้กับชาวไร่อ้อย เนื่องจากสถานะการเงินของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 56 ยังเป็นลูกหนี้ต่อธ.ก.ส. จำนวน 3,045.15 ล้านบาท

นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมต้องเร่งพัฒนาพันธุ์อ้อยใหม่ที่ให้ผลผลิตต่อไร่และความหวานที่เพิ่มขึ้น มีความต้านทานโรค และพัฒนาระบบการจัดการน้ำในไร่อ้อย พัฒนาระบบโลจิสติกส์ในการเก็บเกี่ยวและขนส่งอ้อยให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น รวมทั้งต้องจัดทำแผนการชำระหนี้โดยกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนในการชำระหนี้คืนให้แก่ธ.ก.ส.และยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายที่มาจากการปรับเพิ่มราคาจำหน่ายน้ำตาลทรายในอัตราก.ก.ละ5บาทหลังจากที่กองทุนอ้อยฯชำระหนี้เงินกู้ธ.ก.ส.ที่เหลืออยู่เสร็จสิ้นแล้ว พร้อมทั้งให้เร่งรัดศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างอุตสาหรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบให้แล้วเสร็จและเสนอให้ครม.เพื่อให้แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมนี้ในระยะยาวต่อไป

นายชลิตรัตน์ กล่าวด้วยว่า ครม.ยังรับทราบแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มและราคาผลปาล์มตกต่ำปี 2555/2556 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ดูดซับน้ำมันปาล์มดิบออกจากระบบตลาดในรอบที่ 1โดยเข้ารับซื้อตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.2555- 24 ม.ค.2556 มีโรงงานสกัดรับซื้อตามโครงการฯ 42 ราย รับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกรตามโควตาที่ได้รับการจัดสรรคิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ รวม 43,583 ตันและได้ส่งมอบน้ำมันปาล์มดิบเข้าคลังกลางของอคส. เมื่อวันที่ 27 ม.ค.2556แล้วจำนวน 27,233.84 ตัน โดยส่งผลต่อตลาด ราคารับซื้อผลปาล์ม ณ หน้าโรงงานเดือนม.ค. 2556ปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนพ.ย. 2554 ก.ก.ละ 3.35-3.80 บาท เป็นก.ก.ละ 3.8 - 4 บาท

ส่วนการดูดซับน้ำมันปาล์มออกจากระบบตลาดในรอบที่ 2 นี้ องค์การคลังสินค้าจะรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบรวมทั้งสิ้น1 แสนตัน ในราคาก.ก.ละ 25บาทโดยขยายเวลารับซื้อไปจนถึงเดือนเม.ย.2556 ส่วนแนวทางการระบายน้ำมันดิบที่อคส.รับซื้อนั้นจะผลิตเป็นน้ำมันพืชปาล์มบรรจุขวด ถุงและปี๊บจำหน่ายในโครงการธงฟ้าราคาประหยัด ร้านถูกใจและร้านค้าทั่วไป และจำหน่ายให้แก่โรงงานไบโอดีเซล พร้อมกับผลักดันส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปต่างประเทศ

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20130212/490099/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88950%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97-%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99.html

 “อีเกิลส์ฯ” ผนึกกำลังกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในพม่า ตั้งบริษัท “อีเกิลส์ โกลบอล โลจิสติกส์” ให้บริการแบบครบวงจรถึงประตูบ้าน นำร่องธุรกิจแรกของไทยที่เปิดตลาดสู่เออีซี ตั้งเป้าสิ้นปีมีอัตราเติบโตกว่า 20%
       
       นางสาววัลภา สถิรชวาล ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ บริษัท อีเกิลส์ แอร์ แอนด์ ซี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับบริษัท เอ็มเค กรุ๊ป ของประเทศพม่า จัดตั้งบริษัท อีเกิลส์ โกลบอล โลจิสติกส์ เพื่อให้บริการขนส่งสินค้าและบริหารจัดการระบบลอจิสติกส์แบบครบวงจร โดยจะเน้นให้บริการแบบส่งถึงประตูบ้านเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า
       
       “เหตุผลที่เลือกประเทศพม่าเนื่องจากมองเห็นโอกาสที่จะสามารถทำธุรกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะพม่าเป็นประเทศที่พร้อมจะเติบโตขึ้นมาอีกเยอะ ดังนั้นมองว่าเราควรนำจุดเด่นของเขาและเรามาร่วมกันเพื่อพัฒนาธุรกิจให้ก้าวหน้า”
       
       สำหรับธุรกิจลอจิสติกส์ในปีนี้เชื่อว่าจะเติบโตกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวได้นำร่องเปิดตลาดเออีซีไปเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลให้หลายๆ บริษัทปรับตัวและมองหาพันธมิตรเพื่อเข้าสู่ตลาดที่เกิดขึ้น ส่วนตลาดในไทยได้มีการขยายการให้บริการเป็นศูนย์กระจายสินค้าในเขตทั่วไปและเขตปลอดอากร ซึ่งจะครอบคลุมในเรื่องของการขนส่งทางบก การขนส่งทางเรือ และการขนส่งทางอากาศ โดยบริษัทอีเกิลส์ฯ ให้ความสำคัญต่อการนำเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาบริหารงาน โดยมีระบบออนไลน์เชื่อมโยงกันระหว่างบริษัทในเครือทั้ง 5 สาขา และมีการบริหารจัดการคลังสินค้า ซึ่งพัฒนาขึ้นเองในการบริหารจัดการคลังสินค้า ทั้งนี้ เชื่อว่าจากการรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง และการเปิดตลาดของเออีซีจะทำให้บริษัทเติบโตกว่าปีที่ผ่านมา 20%

 นายบาวเค่อ ราวเออร์ส ประธานกลุ่ม บริษัทยูนิลีเวอร์ในประเทศไทย และอินโดไชน่า เปิดเผยว่าภาพรวมของธุรกิจในปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 40,000 ล้านบาท เติบโต 13% นับเป็นการเติบโตครั้งแรกในรอบ 10 ปี และเป็นครั้งสำคัญที่บริษัทมีการเติบโต 2 หลัก ซึ่งปัจจัยการเติบโตมาจากกลุ่มสินค้าในเครือกว่า 50 กลุ่ม ที่มีการเติบโต อาทิ กลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือนมีการเติบโตมากกว่า 2 หลัก กลุ่มสินค้าทำความสะอาดผิวหน้าและผิวกาย โดยเฉพาะในตลาดผู้ชายมีการเติบโต 17% มากกว่าตลาดรวมที่เติบโต 11% และกลุ่มไอศกรีม โดยเฉพาะแบรนด์ “แม็กนั่ม” เติบโตสูงถึง 4 เท่า

“ความสำเร็จของสินค้าของใช้ส่วนตัวสำหรับผู้ชายในปี 2555 ที่สูงมาก ทั้งแบรนด์เคลียร์ เมน และวาสลีน เมน เพราะการเล็งเห็นโอกาสในช่องทางตลาดผู้ชาย ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่มีช่องทางการเติบโตสูงที่สุดในไทย จากข้อมูลพบว่า 70% ของผู้ชายไทย ยังคงใช้สินค้าดูแลผิวหน้าของผู้หญิง และพบว่าปี 2555 ตลาดสินค้ากลุ่มผู้ชายเติบโต 17% จากปี 2554 ที่เติบโตเพียง 11%”นายบาวเค่อ ราวเออร์ส กล่าว

นอกจากนี้ ปี 2555 ยังเป็นปีที่บริษัทได้ให้ความเชื่อมั่นกับคนไทยว่า บริษัทจะสร้างธุรกิจในไทยต่อเนื่องอย่างยั่งยืน ด้วยการลงทุนกว่า 600 ล้านบาท สร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาระดับภูมิภาค ตั้งอยู่ภายในพื้นที่โรงงานของยูนิลีเวอร์ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของยูนิลีเวอร์ประจำประเทศไทย บนถนนพระราม 9 ด้วยงบลงทุน 2,600 ล้านบาท จะเปิดดำเนินการได้ในปี 2557

ทั้งนี้จากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้บริษัทเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องด้วยงบลงทุน 2,800ล้านบาท ซึ่งล่าสุดทุ่มงบประมาณกว่า 800 ล้านบาทเพื่อขยายกำลังการผลิตกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนชนิดน้ำ ภายใต้การผลิตของโรงงานยูนิลีเวอร์นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง และมีการใช้งบเพิ่มเติมอีกกว่า 2,000 ล้านบาท ในการสร้างศูนย์กระจายสินค้าที่อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ รวมถึงการขยายตลาดไปยังสินค้ากลุ่มใหม่ ผ่านแนวคิด 1.การเพิ่มกลุ่มผู้ใช้สินค้า, 2.การเพิ่มปริมาณการใช้สินค้า และ 3.การเพิ่มคุณประโยชน์ให้แก่ผู้ใช้สินค้า

สำหรับแนวโน้มการจับจ่ายสินค้าของผู้บริโภคคนไทยในปี 2556 นี้ บริษัทเชื่อว่าน่าจะมีการใช้จ่ายที่มากขึ้น เนื่องจากปัจจัยด้านการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ อีกทั้งในอนาคตสัดส่วนกลุ่มชนชั้นกลางหรือกลุ่มระดับ B จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 90% ในปี 2563 จากสัดส่วน 35% ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามบริษัทตั้งเป้าหมายว่าในปี 2556 นี้ ผลประกอบการ

จะมีการเติบโตอยู่ที่ 13% และในปี 2565 จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว จากรายได้ในปี 2555 ที่ผ่านมา

ที่มา : http://www.ryt9.com/s/nnd/1587632