jeab2007

jeab2007

ร่างทีโออาร์ซื้อรถเมล์3,183คันเสร็จแล้ว เตรียมประกาศผ่านเวบไซต์รับฟังความเห็น19-25ก.ค.

จับตาจีนสะดุดลามถึงไทย ฉุดส่งออกรวน 'ยาง-มัน' เชื่อยังไปไหว : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน

 

 

การส่งออกของไทยในปีนี้ ยังไม่แน่นอนว่าจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ที่ตั้งไว้ว่า จะขยายตัวระดับ 7-7.5% หรือไม่ หลังจากได้ปรับลดลงมาครั้งหนึ่งแล้ว จากเมื่อต้นปีที่คาดการณ์ไว้จะเติบโต 8-9% เนื่องจากมีปัจจัยลบหลายด้านที่สร้างความไม่แน่นอนให้แก่เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดสำคัญๆ ของไทย ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ การฟื้นตัวยังไม่เต็มที่ ตลาดยุโรปที่ซบเซาลงอย่างชัดเจน ตลาดญี่ปุ่นก็กำลังประสบปัญหาจนต้องอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

                             ส่วน “จีน” ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย เมื่อแยกเป็นรายประเทศ ด้วยสัดส่วน 11.71% ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2556 ที่ผ่านมา หลายฝ่ายกำลังส่งสัญญาณถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน อาจกระทบต่อยอดส่งออกของไทยในที่สุด อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจกลุ่มผู้ส่งออกสินค้าไปจีนโดยเฉพาะสินค้าหลักคือ ยางพารา และมันสำปะหลัง ยังมองว่าตลาดจีนยังมีความต้องการซื้อสินค้าจากไทยอย่างต่อเนื่อง

 

ตลาดจีนทรุดฉุดส่งออกต่ำเป้า

 

                             นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงภาพรวมการส่งออกของไทยว่า จีนเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย โดยมีสัดส่วนตลาดอยู่ 12% รองจากกลุ่มอาเซียน ที่มีสัดส่วน 25% ส่วนตลาดในสหรัฐ มีสัดส่วน 10% ยุโรป 8% และญี่ปุ่นราว 10% โดยเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงจากการบริโภคภายในที่มีปัญหา การมีหนี้สถาบันการเงินสูง นั่นหมายถึงการมีหนี้เสียที่สูงด้วย ทำให้สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ขณะเดียวกันรัฐบาลจีนเองมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะไม่กระตุ้นเศรษฐกิจโดยอัดฉีดเงินแบบสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น จึงทำให้ความมั่นใจในการบริโภคลดลง

                             การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจะกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรบางส่วนของไทย ตลอดจนสินค้าในกลุ่มเคมีภัณฑ์ พลาสติก และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสินค้ากึ่งวัตถุดิบที่นำไปประกอบและส่งออกอีกทอด ขณะเดียวกันตลาดส่งออกของจีน หลักๆ ก็คือ สหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ซึ่งเศรษฐกิจโลกโดยรวมก็ชะลอตัวลงเช่นกัน ทางออกของจีนก็คือ การไปเพิ่มการส่งออกในตลาดที่มีศักยภาพ และการที่ทำได้ก็คือ การไปทุ่มตลาด และประเทศไทยก็น่าจะเป็นเป้าหมายที่สินค้าจีนจะมาทุ่มตลาด ดังนั้นผู้ประกอบการไทยเอง นอกจากจะประสบปัญหาการส่งออกที่ลดลงแล้ว ตลาดภายในประเทศอาจต้องระวังสินค้าจีนที่จะมาทุ่มตลาดในไทยด้วย ซึ่งไทยยังไม่มีมาตรการรองรับในเรื่องนี้เลย

                             “ขณะนี้คำสั่งซื้อสินค้าจากจีนลดลง โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เม็ดพลาสติก และยางพารา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการซื้อเพื่อบริโภคภายในประเทศด้วย แต่การบริโภคภายในของจีนก็ลดลงไป ส่วนจะมีผลกระทบต่อเนื่องยาวนานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนเองว่าจะทำได้แค่ไหน ส่วนเป้าหมายการส่งออกของไทยปีนี้มองว่า โตเพียง 3% ต่ำกว่าที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 7-7.5%” นายวัลลภ กล่าว

                             นายวัลลภ กล่าวด้วยว่า หลายปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการส่งออกประสบปัจจัยลบมาต่อเนื่อง ตั้งแต่วิกฤติซัพไพรม์ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ และวิกฤติอียู ตลอดจนปัจจัยลบจากภายในประเทศอีก ทั้งน้ำท่วมครั้งใหญ่ ค่าแรงสูงขึ้น และเงินบาทแข็ง ขณะที่มาตรการที่เสนอขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลก็ประสบกับปัญหาที่ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง แต่เมื่อรัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวดีขึ้นภายในการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัวลง แผนการลงทุนชะงัก ความเชื่อมั่นด้านการเมืองสั่นคลอน ขณะที่เศรษฐกิจโลกก็ยังชะลอตัวลงด้วยนั้น มองว่าทางเดียวคือ การกระตุ้นให้การค้าชายแดนให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

                             ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมาการค้าชายแดนมีมูลค่าสูงถึง 9.1 แสนล้านบาท แต่เป็นการบริโภคชายแดน 80% มีเพียง 20% ที่เข้าไปถึงศูนย์กลางของประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น รัฐบาลจึงต้องดูว่าควรทำอย่างไรให้สินค้าชายแดนเข้าไปสู่ศูนย์กลางของประเทศนั้นๆ ให้ได้มากที่สุด และหนทางหนึ่งก็คือ การหาช่องทางให้ผู้ผลิตของไทยสามารถเข้าไปทำตลาดได้ด้วยตนเอง เพราะมีความเข้าใจสินค้าของตนดีกว่าดีลเลอร์ พร้อมทั้งควรอำนวยความสะดวกการค้าชายแดน และลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์

 

“ยาง-มัน”มั่นในตลาดจีนยังโต

 

                             ขณะที่ นายหลักชัย กิตติพล นายกกิตติมศักดิ์สมาคมยางพาราไทย กล่าวว่า ปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน ที่รัฐบาลจีนมีนโยบายควบคุมความร้อนแรงทางเศรษฐกิจในประเทศนั้น เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกยางพาราของไทยไปตลาดจีน เนื่องจากนายกรัฐมนตรีจีนออกมาประกาศชัดเจนแล้วว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้จะยังขยายตัวได้ถึง 7.5% ซึ่งส่งผลให้ยังมีความต้องการซื้อรถยนต์และยางรถยนต์เพิ่มขึ้น เห็นได้จากในช่วงครึ่งปีแรกจีนนำเข้ายางพาราจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกคิดเป็นเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา  

                             นอกจากนี้ เมื่อดูผลประกอบการของโรงงานผลิตรถยนต์ และยางรถยนต์ในจีนก็ยังมียอดขายและกำไรเพิ่มขึ้น ทำให้คาดว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจะยังคงมีความต้องการซื้อรถยนต์และยางรถยนต์เพิ่มขึ้น

                             ทั้งนี้ ปัจจุบันจีนเป็นผู้ใช้ยางพารารายใหญ่ที่สุดของโลก มีการนำเข้าเมื่อปีที่ผ่านมามากกว่า 3 ล้านตัน โดยครึ่งหนึ่งเป็นการนำเข้าจากไทย โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ การส่งออกยางพาราไทยไปจีน มีมูลค่า 49,377.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9.49% และคาดว่าทั้งปียอดการส่งออกยางพาราไทยในปีนี้ยังคงเพิ่มขึ้น แต่มูลค่าอาจจะลดลงไป เนื่องจากราคายางพาราในปีนี้ต่ำกว่าปีก่อนถึง 25% โดยคาดว่าในปีนี้จีนจะมีการนำเข้ายางพาราจากไทยประมาณ 1.6 ล้านตัน

                             ขณะที่ภาพรวมการส่งออกยางพาราของไทย คาดว่าจะอยู่ที่ 3.2 ล้านตัน ในด้านมูลค่าน่าจะลดลงเหลือ 250,000 ล้านบาท หรือลดลง 20% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 270,000 ล้านบาท โดย 5 เดือนที่ผ่านมา ไทยส่งออกยางพาราไปแล้วปริมาณ 1.351 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 7.7% มูลค่า 3,613 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ลดลง 11% ในเดือนพฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา ส่งออกได้ในปริมาณ 220,005 ตัน เพิ่มขึ้น 0.9% มูลค่า 563 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 22%

                             นางสุรีย์ ยอดประจง นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงนั้น กระทบต่อสินค้าที่ส่งออกไปจีนเกือบทุกตัว ส่วนมันเส้น ซึ่งมีจีนเป็นตลาดใหญ่ที่สุด โดยไทยมีการส่งออกมันเส้นไปจีนคิดเป็นสัดส่วน 99% ของการส่งออกมันเส้นทั้งหมด ได้รับผลกระทบบ้างจากมาตรการพิเศษที่ผู้นำจีนคนใหม่ประกาศใช้ เช่น การงดจัดงานเลี้ยงที่มีแอลกอฮอล์ และการที่ธนาคารกลางจีนให้ปรับเพิ่มดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อบ้านหลังที่ 2 เพื่อลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจลง จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ความต้องการใช้มันเส้นในอุตสาหกรรมต่างๆ ลดลง ทั้งที่การนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมยาและเคมีภัณฑ์ รวมถึงอยู่ในอุตสาหกรรมปลายน้ำของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากที่ธุรกิจอสังหาฯ ต้องชะงักงันไปในทันที

                             อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่า หากรัฐบาลจีนสามารถควบคุม และรักษาระดับความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของประเทศตามที่ต้องการได้ ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่องต่อไป ความต้องการในการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมต่างๆ จะยังมีอยู่ต่อเนื่อง ยกเว้นจะมีวัตถุดิบอื่นที่จะเข้ามาทดแทนการใช้มันสำปะหลัง ซึ่งขณะนี้ทางสมาคมกำลังติดตามการนำถ่านหินมาใช้ผลิตแอลกอฮอล์ ซึ่งทางจีนคาดว่าจะสามารถผลิตได้จริงในอีก 2 ปีข้างหน้า ก็น่าจะทำให้มีผลกระทบกับมันสำปะหลังแน่นอน โดยปัจจุบันมันเส้นที่ส่งออกไปจีนจะใช้ในอุตสาหกรรมสูงถึง 80%

                             ทั้งนี้ การส่งออกมันเส้นไปจีนที่ผ่านมาได้รับผลกระทบ 2 เรื่อง คือ ตลาดจีนที่ชะลอลง และอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนหนัก อย่างไรก็ตาม ในแง่ของปริมาณส่งออกไปยังไม่ลดลง โดยไทยจะส่งออกมันเส้นไปจีนปีละประมาณ 3.5 ล้านตัน หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนที่ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ)

 

จี้รัฐเปิดแผนระบายมันในสต็อก

 

                             นางสุรีย์ กล่าวอีกว่า ปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบหนักคือ โครงการรับจำนำของรัฐบาล และการที่รัฐบาลระบายมันสำปะหลังในสต็อกของรัฐด้วยวิธีการขายแบบจีทูจี (รัฐบาลต่อรัฐบาล) ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบวางแผนการใช้ผิดพลาด ไม่สามารถดูแลลูกค้าได้ กระทบตลาดส่งออกในส่วนของเอกชนทำให้หายไปถึง 2.5 ล้านตัน จะเหลือเพียง 1 ล้านตัน ทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้เวียดนามเข้ามาขยายตลาดมันสำปะหลังเข้าไปในกัมพูชา จากกรณีการเฝ้าระวังเกรงว่าจะมีการนำเข้ามันมาสวมสิทธิ์ในโครงการจำนำมันสำปะหลัง

                             อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มันเส้นในมือของเอกชนเหลือน้อยเพียง 4-5 แสนตันเท่านั้น ทาง 4 สมาคมมันสำปะหลัง ได้แก่ สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย จึงต้องการจะขอทราบความชัดเจนจากกระทรวงพาณิชย์ว่า จะดำเนินการอย่างไรกับมันเส้นในสต็อกที่ยังเหลืออยู่ ยังไม่ได้ระบายออกไปประมาณ 2.5 ล้านตัน เพื่อทางผู้ประกอบการจะสามารถวางแผนได้ และสามารถให้คำตอบผู้ซื้อได้ชัดเจน ส่วนแป้งมันที่มีอยู่ในสต็อกรัฐราว 8 แสนตันนั้น ล่าสุดทราบข่าวออกมาแล้วว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมจะระบายแป้งมันแล้ว

 

ที่มา : http://www.komchadluek.net/

 

หลังจากบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ปรับภาพลักษณ์องค์กรครั้งใหญ่ เปิดสถานีบริการน้ำมัน “พีที” รูปโฉมใหม่ ยกเครื่องร้านสะดวกซื้อจาก “พีทีมาร์ท” เป็น “แมกซ์มาร์ท” และขยายธุรกิจร้านกาแฟ “พันธุ์ไทย” นำร่องปั๊มครบวงจรแห่งแรกที่อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อต้นปี 2556 พร้อมๆ กับการปูพรมเปิดสาขาทั่วประเทศ 647 แห่ง จนกลายเป็นบริษัทน้ำมันที่มีจำนวนปั๊มมากเป็นอันดับ 3 แซงหน้าค่ายน้ำมันต่างชาติและไล่ตาม 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง ปตท. และบางจาก โดยตั้งเป้าขยายให้ได้ 1,104 สาขาภายในปี 2559

ล่าสุด ค่ายพีทีกำลังเปิดเกมรุกครั้งใหม่ในสงครามบัตรเติมน้ำมันที่ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดชิ้นสำคัญและแข่งขันกันอย่างดุเดือด

ทั้งนี้ หากเทียบจำนวนตัวเลขและจุดขายของบริษัทน้ำมันทั้ง 3 ค่าย เบอร์ 1 ปตท. มีจำนวนสถานีบริการ 1,352 สาขา จำหน่ายน้ำมันครบทุกชนิด ภายในปั๊มมีบริการครบวงจร ทั้งศูนย์บริการยานยนต์ ฟิตสเตชั่นและโปรเช็ค คอนวีเนียนสโตร์ เซเว่น-อีเลฟเว่น และจิฟฟี่ ธนาคาร ร้านอาหาร และเบเกอรี่หลากหลายแบรนด์ ร้านกาแฟในเครืออย่าง “คาเฟ่อะเมซอน” ร้านค้าหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นร้านเสื้อผ้า ร้านหนังสือ ร้านขายยา ร้านขายของที่ระลึก

ขณะที่ “บางจาก” ณ ปัจจุบันมีสาขารวม 1,067 แห่ง และผนึกความร่วมมือกับ “บิ๊กซี” เข้ามาเปิด “มินิบิ๊กซี” เสริมธุรกิจค้าปลีกผสมผสานกับร้าน “ใบจากมาร์ท” มีร้านกาแฟแบรนด์ “อินทนิล” ศูนย์บริการ “กรีน ออโต้ เซอร์วิส” และ “กรีนเซิร์ฟ” ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด

ส่วน “พีที” เฉพาะแผนปี 2556 เตรียมเม็ดเงิน 1,000 ล้านบาท เร่งขยายสาขา 125 แห่ง แบ่งเป็นปั๊มของบริษัท 100 แห่ง และปั๊มของตัวแทนจำหน่ายหรือดีลเลอร์ 25 แห่ง รีโนเวตสถานีบริการเก่า โดยวางแผนขยายสาขาสถานีบริการน้ำมันในอัตราเร่งปีละ 125 แห่งอย่างต่อเนื่อง ขยายร้านสะดวกซื้อ “แมกซ์มาร์ท” ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ในเครือและร้านกาแฟ “พันธุ์ไทย” ซึ่งร่วมมือกับบริษัท ดอยช้าง คอฟฟี่ ออริจินอล เจ้าของกาแฟ “ดอยช้าง” ปีละ 10-20 สาขา ทั้งในและนอกปั๊ม โดยอยู่ระหว่างการเปิดร้านกาแฟพันธุ์ไทยสาขาใหญ่ที่อาคารไซเบอร์เวิลด์ ถนนรัชดาภิเษก ในเร็วๆ นี้

พิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในแง่ธุรกิจน้ำมัน บริษัทสามารถรองรับความต้องการใช้น้ำมันได้อย่างเพียงพอ มีคลังน้ำมันและจำนวนปั๊มที่ครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆทั่วประเทศ การสร้างความน่าเชื่อถือด้านคุณภาพน้ำมัน  รวมถึงเงินทุนจากการเข้าตลาดหลักทรัพย์

กลยุทธ์ขั้นต่อไป คือการสร้างบริการครบวงจรตอบสนองลูกค้า ทั้งร้านค้าและบริการเสริม โดยเฉพาะบริการบัตรชนิดต่างๆ ซึ่งเตรียมเปิดตัวไฮไลต์ครั้งใหญ่ เพราะถือเป็นบริการที่สามารถอำนวยความสะดวกและสร้างฐานลูกค้าได้อย่างเหนียวแน่น

ปี 2555 บริษัทซุ่มเปิดตัวบัตรสมาชิก “แมกซ์คาร์ด” ประเดิมเป็นตัวแรก โดยให้ลูกค้าสะสมแต้ม 1 ลิตร 1 แต้ม และมีแมกซ์พอยท์โบนัสอีกส่วนหนึ่ง เพื่อแลกของรางวัลต่างๆ เช่น คูปองเติมน้ำมันฟรี 100 บาท และ 1,000 บาท เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น หม้อหุงข้าว พัดลม ไมโครเวฟ โฮมเธียเตอร์ ทีวีแอลอีดี และสร้อยคอทองคำ ซึ่งแมกซ์คาร์ดจะเป็น “หมัดเด็ด” สำคัญที่จะใช้ต่อสู้กับค่ายน้ำมัน 2 ค่ายใหญ่ โดยเฉพาะการแจกรางวัลชิ้นใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ส่วนลดในการซื้อสินค้าหรือบริการ 10% หรือ 20%

ขณะเดียวกันพีทีเพิ่งเปิตตัวบัตรเครดิตนิติบุคคล “พีที แมกซ์ฟลีทการ์ด” เพื่อรองรับลูกค้านิติบุคคลประเภทธุรกิจขนส่ง ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของปั๊มน้ำมันพีที ที่มีการเติมน้ำมันต่อครั้งเป็นจำนวนมาก 50-60 ล้านลิตร/เดือน และขยายไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรม หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ โดยตั้งเป้าจำนวนไม่น้อยกว่า 16,500 บัตร และมียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 25,600 ล้านบาท ภายใน 5 ปี หรือมีส่วนแบ่งการตลาด 5,600,000 ลิตร/เดือน ภายในปี 2557 คิดเป็น 9.4-11.2 % และมียอดจำหน่ายที่ 22 ล้านลิตรต่อเดือน ในปี 2561 คิดเป็น 36% ของตลาดลูกค้าองค์กรและนิติบุคคล

อย่างไรก็ตาม สงครามบัตรเติมน้ำมันมีการแข่งขันที่รุนแรงมาก ทุกค่ายส่งบัตรออกมาหลากหลายชนิด และสร้างจุดขายให้เด่นชัดขึ้นโดยเฉพาะการเปิดตัว “พีทีที บลูคาร์ด” (PTT Blue Card) ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สามารถสร้างภาพลักษณ์การตลาดในวงการธุรกิจน้ำมันอย่างพลิกโฉม ทั้งสีสัน การนำเสนอผ่านพรีเซนเตอร์ศิลปินดาราดังแบบจัดเต็ม เพื่อสะท้อนไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่และลิงค์กับบริการต่างๆ ในปั๊ม ปตท. ไม่ว่าจะเป็น แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์, ญาญ่า หญิง รฐา โพธิ์งาม, เชียร์ ฑิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์ หรือพีท ทองเจือ

นอกจากนี้ ยังใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียสร้างพื้นที่ให้สมาชิกติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ข่าวสาร เทรนด์แฟชั่น ร้านอาหาร และแลกเปลี่ยนแจ้งความต้องการของลูกค้า ผ่านเว็บไซต์ www.pttbluesociety.com และแอพพลิเคชั่น ร่วมกับการระดมพันธมิตรมอบส่วนลด ทั้งโรงแรม รีสอร์ต สปา สถานเสริมความงาม โรงพยาบาล ร้านอาหาร เพิ่มเติมจากการสะสมแต้มใช้ชำระค่าบริการต่างๆ ในปั๊มแทนเงินสด

ปัจจุบัน พีทีที บลูคาร์ด มียอดผู้สมัครเกือบ 500,000 คนหลังจากเปิดตัวเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเพียงไม่กี่เดือน และน่าจะแตะ 730,000 คนภายในสิ้นปี เกินเป้าหมายที่ ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เคยประกาศไว้ จะมียอดสมาชิกปีแรก 200,000 ราย และ 500,000 รายภายใน  3 ปี จึงถือเป็นความสำเร็จค่อนข้างถล่มทลาย

อันที่จริง “บางจาก” เป็นค่ายน้ำมันที่ริเริ่มรูปแบบบัตรสมาชิกและมีบัตรหลากหลายแยกตามชนิดน้ำมัน โดยประเดิมบัตรแรก “แก๊สโซฮอล์คลับ” เมื่อประมาณ 7 ปีก่อน ในยุคที่เริ่มจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และต้องการหากลยุทธ์กระตุ้นให้ผู้ขับขี่เปลี่ยนมาใช้น้ำมันชนิดนี้แทนน้ำมันเบนซิน เพื่อส่งเสริมพืชพลังงานและลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ด้วยวิธีให้สิทธิพิเศษแก่สมาชิก สะสมแต้มแลกส่วนลดน้ำมันลิตรละ 20 สตางค์และมีบริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง 

ผลก็คือ บัตรแก๊สโซฮอล์คลับโดนใจผู้บริโภคและได้รับความนิยมมาก เพราะประหยัดเงินในกระเป๋า ทั้งข้อดีเรื่องราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่ถูกกว่าน้ำมันเบนซินและกระแสการอนุรักษ์พลังงาน

จนกระทั่งรูปแบบบัตรมีการขยายประเภท ทั้งบัตรดีเซลคลับ, แก๊สโซฮอล์ คลับ เลดี้การ์ด และแก๊สโซฮอล์ คลับ แวลู่ พอยท์ โดยเพิ่มเรื่องสิทธิพิเศษ โปรโมชั่นส่วนลดต่างๆ เช่น โรงแรม รีสอร์ต สถาบันสอนภาษา โรงพยาบาล ร้านอาหาร และเกิด “บัตรแก๊สโซฮอล์ แวลู่ พอยท์” ซึ่งเป็นบัตรตัวใหม่ล่าสุด มีการขยายการสะสมแต้มเมื่อใช้บริการร้านต่างๆ ในปั๊มบางจาก เช่น ร้านกาแฟอินทนิล ใบจากมาร์ท มินิบิ๊กซี รวมถึงศูนย์บริการรถยนต์กรีนออโต้เซอร์วิส กรีนวอช และกรีนเซิร์ฟ

ความสำเร็จของบัตรเติมน้ำมันของบางจากกลายเป็นกลยุทธ์ใหม่ที่  ปตท. เองต้องหยิบมาใช้เป็นกลไกการสร้างฐานลูกค้า เพิ่มเติมจากบัตรสินเชื่อประเภท “ฟลีทคาร์ด” หรือบัตรเครดิตให้สินเชื่อเติมน้ำมันแก่ลูกค้าองค์กร และบัตรเงินสด

ต้องถือว่ากลยุทธ์การตลาดครบวงจรทำให้การแข่งขันในธุรกิจน้ำมันต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่ขายน้ำมันแต่ต้องมีโปรแกรมอำนวยความสะดวก เน้นบริการใหม่ที่ตอบสนองลูกค้า เพื่อทำให้ธุรกิจปั๊มน้ำมันมีศักยภาพ มีมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ที่มีส่วนต่างกำไรมากกว่าการขายน้ำมันลิตรต่อลิตร  ซึ่งทุกค่ายต่างมีโมเดลธุรกิจเหมือนกัน คือสร้างธุรกิจนอนออยล์เป็นตัวดึงดูดลูกค้า

พิทักษ์กล่าวกับ “ผู้จัดการ360  ํ” ว่า พีทีกำลังศึกษากลยุทธ์ต่างๆ และกล้าแข่งกับรายใหญ่ ทั้งธุรกิจน้ำมันและนอนออยล์เพราะมีจุดแข็งที่เหนือกว่า โดยเฉพาะการมีกองรถบรรทุกน้ำมันของตัวเองมากกว่า 300 คัน ส่งผลให้การบริหารต้นทุนมีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่น มั่นใจเรื่องคุณภาพน้ำมันทุกหยดที่มาถึงปั๊ม ขณะที่เจ้าใหญ่ต้องจ้างบริษัทเอาต์ซอร์ส ขนส่งจากคลังน้ำมัน

ที่สำคัญ “พีที” ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการ แต่ระยะเวลามากกว่า 20 ปี บนเส้นทางธุรกิจน้ำมัน เริ่มต้นจากกลุ่มนักธุรกิจเจ้าของกิจการคลังน้ำมันและค้าน้ำมันจับมือกันก่อตั้งบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด จากคลังน้ำมันเพียง 2 แห่ง คือ คลังน้ำมันชุมพร ใน อ. เมืองชุมพร จ.ชุมพร และคลังน้ำมันแม่กลอง ใน อ. เมือง จ.สมุทรสงคราม ลูกค้าส่วนใหญ่ในยุคก่อนจำกัดเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการประมงและโรงงานอุตสาหกรรมในภาคใต้

แต่วันนี้ พีทีก้าวเข้ามาท้าทายเจ้าตลาด มีธุรกิจในแครือทั้งธุรกิจคลังน้ำมัน 7 แห่ง ธุรกิจค้าส่งน้ำมัน ธุรกิจขนส่งหรือกองรถบรรทุก ธุรกิจค้าปลีกร้านสะดวกซื้อ และธุรกิจร้านกาแฟ รายได้รวมต่อปีเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ปีหลัง ตัวเลขมากกว่า 50,000 ล้านบาท และประกาศเติบโตแบบก้าวกระโดดปีละ 12,000 ล้านบาท กำไรสูงขึ้นมากกว่า 40%

ทั้งหมดทั้งปวงและเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าสงครามการแข่งขันจะดุเดือดเลือดพล่านแค่ไหน แต่ธุรกิจน้ำมันได้เปลี่ยนจากยุคน้ำมันต่างชาติเข้ามาอยู่ในมือคนไทยอีกครั้ง

 

 

ที่มา : http://www.gotomanager.com/

            เมื่อวันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.. 2556 สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทยเข้าร่วมการประชุมเรื่อง การพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้กับชุมชนจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

          สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดการประชุมเรื่อง การพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้กับชุมชน เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยต่อสาธารณชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้นักวิจัยได้นำเสนอข้อมูลผลการวิจัย และข้อเสนอแนะต่อสาธรณชนและบุคคล/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

          โดยงานวิจัยที่นำเสนอในครั้งนี้ประกอบด้วย

           1. “การศึกษาศักยภาพและมูลค่าผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวต่อการสร้างรายได้ในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ โดย ดร.ปิยะ ปานผู้มีทรัพย์ (สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์)

      2. “การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนบนพื้นที่สูงโดยใช้การท่องเที่ยวโดยชุมชน โดย ผศ.ดร.ดวงพร อ่อนหวาน (สาขาวิชาการจัดการ คณะบริหารธุรกิจและศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา)

      3. “กลยุทธ์ขับเคลื่อนคลัสเตอร์การท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดย ดร.รักษ์พงศ์ วงศาโรจน์ (ศูนย์ศึกษาการจัดการการท่องเที่ยวแบบบูรณการสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์)

            4. “การศึกษาศักยภาพและมูลค่าของผลิตภัณท์การท่องเที่ยวต่อการสร้างรายได้ โดย ผศ.ประภาศรี ศรีประดิษฐ์ (ภาควิชาศิลปกรรมศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร)

 

            โดยสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทยได้เข้าร่วมการประชุม และให้ข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะที่น่าจะเป็นประโยชน์กับนักวิจัย เพื่อพัฒนางานวิจัยต่อไป

 

            * ท่านใดสนใจสามารถ Download ได้ด้านล่างนี้ครับ

 

นายชาติศิริ โสภณพนิช ประธานสมาคมธนาคารไทยและประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า กกร.มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังขยายตัวในทิศทางที่ดี แม้หลายสำนักจะปรับประมาณการเศรษฐกิจลง 

นายอิทธิชัย ยศศรี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ได้ศึกษาความได้เปรียบทางการค้าของสินค้าอุตสาหกรรมของไทย

CEO คุณก่อศักดิ์ CP7-11 "ผมเข้มงวดกับตัวเองแต่ไม่แล้งน้ำใจต่อผู้อื่น" ความไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ

ประจำเดือน เมษายน-มิถุนายน 2556

 

หนังสือ CUSTOMS IMPORT-EXPORT  /THE Fast track t to Global Trade NO.144/2013/

- คุณเกริกกล้า สนธิมาศ ประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทยเปิดใจลงบทความพิเศษ SPECIAL GUEST หน้า68-72 หนังสือ CUSTOMS IMPORT-EXPORT  /THE Fast track t to Global Trade NO.144/2013/ ภาคภาษาไทย-อังกฤษ  หัวข้อ "เปิดใจประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย คุณเกริกกล้า สนธิมาศ กับทิศทางส่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" /(Thai Federation on Logistics View towards AEC Trend)  ชี้ประเด็นและเผยวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจถึงทิศทางโลจิสติกส์ไทยในปีและอนาคตข้างหน้าอันใกล้ถึงความเปลี่ยนแปลง ทำให้รูปแบบการค้าของไทยหันมาค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนและประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมากยิ่งขึ้นกว่าการค้าขายกับประเทศทางยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาเหมือนเช่นเคยมาที่มีนัยสำคัญคือ เศรษฐกิจทางกลุ่มประเทศอาเซียนจะเติบโตอย่างรวดเร็ว และทำให้กลุ่มเออีซีกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจกลุ่มใหม่ของโลก ประเทศไทยจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กฏระเบียบและการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับเออีซีอย่างองค์รวม เช่นความร่วมมือกับทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้โครงการ แฮปปี้เวิร์คเพลส เริ่มต้นด้วยการพัฒนาบุคลากรพนักงานขนส่งสินค้า ฯลฯ  สำหรับจุดที่เพิ่มเติมน่าสนใจคือ การให้ความรู้เรื่องภาษาอังกฤษ หรือคำศัพท์ทางเทคนิค (Technical Term) เป็นจำนวนมากที่จำเป็นต้องเข้าใจรวมถึงภาษาที่สาม ซึ่งล้วนแต่มีความสำคัญในการติดต่อเชื่อมโยงกัน เช่น เมียนมาร์ ลาว  กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมทั้งภาษาจีน เป็นต้น ทั้งนี้ยังไม่ทิ้งประเด็นการการให้ความสำคัญในการพัฒนาการเชื่อมโยงระบบขนส่งทางบกของไทย  โดย 88% เป็นทางถนน  คุณเกริกกล้า ยังคงผลักดันสนับสนุนการจัดตั้งจุดพักรถ ศุนย์รวบรวมกระจายสินค้าหรือเขตเศรษฐกิจพิเศษบนเส้นทางเชื่อมต่อกับอาเซียนไฮเวย์ 12 สายหลัก เพื่อช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและช่วยกลั่นกรองป้องกันการนำสินค้าได้คุณภาพเข้ามาขายในประเทศไทย โดยจุดพักรถ ควรแยกตัวจากด่านชายแดน..เป็นต้น

สามารถอ่านเพิ่มเติมได้โดย download  ข้อมูลเพิ่มเติมในเอกสารแนบไฟล์

บทความพิเศษของคุณเกริกกล้า-CUSTOMS IMPORT-EXPORT-2013

 

 

ประจำเดือน เมษายน-มิถุนายน 2556

PROMOTE THAI LOGISTICS STANDARD  AS THE  ASEAN  MEASUREMENT

- คุณเกริกกล้า สนธิมาศ ประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ให้ สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Power Logistics by Transport  Journal / CIO World& Business Issue No.131 ประจำเดือนเมษายน 2556 www.transportnews.co.th ชี้ประเด็นการยกระดับคุณภาพโลจิสติกส์ทั้งระบบให้มีความทัดเทียมและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ คือ เจตนารมณ์ในการก่อตั้ง สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย  นอกจากมิติของกิจกรรมด้านโลจิสติกส์แล้ว ยังให้ความสำคัญ โดยการเสริมสร้างองค์กรสุขภาวะ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีหรือรู้จักกันในนาม Happy Workplace / Happy8; Happy Body, Happy Heart, Happy Relax, Happy Brain, Happy Soul, Happy Money, Happy Family, Happy Society .อีกทั้งยังเสนอความคิดเห็นถึงการปรับตัวเข้าสู่ AEC ควรมองว่าเป็นโอกาสมากกว่าวิกฤต  รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ภาครัฐควรมีแผนเชื่อมการขนส่งทางถนนกับทางรถไฟรางคู่ที่รัฐฯมีแผนก่อสร้าง เพื่อเป็นชุมทางชุมทองในการขนส่ง  ซึ่งจุดนี้เอกชนจะได้ประโยชน์หากมีการจัดการระบบที่ดี ทั้งการตรวจสอบสินค้าและการบริการต่างๆแบบครบวงจรเพราะช่วยลดการวิ่งรถที่ยวเปล่า เพิ่มความปลอดภัยและรองรับการขนส่งที่จะมีปริมาณที่มากขึ้นหลักการเปิด AEC  ดังนั้นการจัดทำมาตรฐานโลจิสติกส์ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการยกระดับระดับสากล

 

ข้อมูลเพิ่มเติม download ได้ตามเอกสารแนบไฟล์;

CEO Talk- power logistics- Promote Thai logistics Standard as the Asean Measurement คุณเกริกกล้า

ประจำเดือน เมษายน-มิถุนายน 2556

บทความ CEO Vision ในนิตยสาร FREIGHT MAX VOL.18  หน้า 17-19  Version; Thai-Eng  in APRIL-JUNE 2013

- คุณเกริกกล้า สนธิมาศ ประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ให้สัมภาษณ์ลงบทความ CEO Vision ในนิตยสาร FREIGHT MAX VOL.18  หน้า 17-19  Version; Thai-Eng  in APRIL-JUNE 2013  http://www.freightmaxad.com

หัวข้อ "ระดมกูรูตั้งคณะทำงานมาตรฐานทางด้านโลจิสติกส์ เสริมขีดความสามารถติดอาวุธการแข่งขันรับมือ AEC" (Experts to be set to standardize and enhance logistics efficiency and ready for AEC)

 มุ่งเน้นประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ ทางด้านการวางมาตรฐานด้านโลจิสติกส์ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์สู่ระดับสากลและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรับเปิดเสรีโลจิสติกส์

 

มาตรฐานด้านโลจิสติกส์ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์สู่ระดับสากล จำนวน 8 โครงการ 

1.การยกระดับมาตรฐานการให้บริการของสายเรือ (Liner) และการสร้างมาตรฐานการ ให้บริการและความรับผิดของ Freight Forwarder สำหรับการใช้บริการขนส่งสินค้า ระหว่างประเทศ
2. การผลักดันให้มีการจัดทำ Service Contract ตามสัญญามาตรฐาน SERVICECON ที่ พัฒนาโดย BIMCO
3. การเร่งรัดออกประกาศมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับพาเลทพลาสติกหมุนเวียน
4. การจัดทำมาตรฐานกระบวนการและโครงสร้างต้นทุนการส่งออกของไทย (Export Cost Structure)
5. มาตรฐานกระบวนการทดสอบสินค้าและบรรจุภัณฑ์สำหรับการส่งออก อาทิจุภัณฑ์บรรจุอาหารเพื่อการส่งออก เป็นต้น
6. มาตรฐานโลจิสติกส์กับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Logistics) โดยการใช้ “การประเมินวัฏจักรชีวิตของ ผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA)” ในการ วิเคราะห์
7. การกำหนดมาตรฐาน Key Performance Indicator (KPI) ของโลจิสติกส์ภาคการเกษตร (อ้างอิงตาม Logistics Services Information Center: ซึ่งมีตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ใน 9 กิจกรรม 3 มิติ คือ ต้นทุน, เวลา,ความน่าเชื่อถือ)
8. มาตรฐานฝีมือแรงงานด้านโลจิสติกส์

(ข้อมูลเพิ่มเติม download ได้ตามเอกสารแนบไฟล์ (Download attachments); CEO Vision-Freight Max-คุณเกริกกล้า กูรูฯ)