Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62

Wednesday, 20 January 2010 12:59

Latest News

Wednesday, 20 January 2010 11:07

Hot News

ที่มา:หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ThaiMoney

กนง.ประกาศตรึง อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.25% ตามคาด เผยปีนี้เน้นดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ยันบาทแข็งไม่กระทบส่งออก

รายงานข่าวเปิดผยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ต่อปีต่อไป เนื่องจากเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสมเอื้อต่อการ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

นอก จากนี้ ยังระบุว่า ในปีนี้จะปรับทิศทางนโยบายการเงินมาเป็นการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมากขึ้นจาก ปีก่อนที่เน้นการดูแลให้เศรษฐกิจเติบโต ขณะที่ค่าเงินบาทขณะนี้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ 


นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนธันวาคมเร่งตัวขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นผลจากราคาน้ำมัน ขณะที่แรงกดดันต่อเงินเฟ้อจากด้านอุปสงค์ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

อย่าง ไรก็ตาม คณะกรรมการฯ ประเมินว่า ในปีนี้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น ทั้งจากราคาน้ำมัน การยกเลิกมาตรการของรัฐ และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องติดตามแนวโน้มด้านอัตราเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ต่อไป

สำหรับ เศรษฐกิจโลกปรับตัวดีต่อเนื่อง แต่ปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวในระยะต่อไปยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลัก ขณะที่เศรษฐกิจเอเชียมีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วกว่า ซึ่งอาจทำให้เกิดความแตกต่างของการดำเนินนโยบาย และส่งผลให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศผันผวนมากขึ้น

ทั้ง นี้ จากข้อมูลล่าสุดชี้ว่าเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่องจากปัจจัยสนับ สนุนที่สำคัญ เช่น การบริโภคภาคเอกชนในส่วนของสินค้าคงทนโดยเฉพาะหมวดยานยนต์ รายได้จากการท่องเที่ยวและภาคการเกษตร และการส่งออกที่ปรับดีขึ้นตามการขยายตัวของการค้าโลก แต่การลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำ

 

 

ที่มา:ผู้จัดการออนไลด์

 

ปัญหามาบตาพุด เศรษฐกิจโลกตกต่ำ หาใช่อุปสรรค บีโอไอกางตัวเลขการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนปี 2552 มูลค่าทะลุ 7.2 แสนล้านบาท สูงสุดในรอบกว่า 40 ปี เป็นงงเดือนสุดท้ายแห่ยื่นกว่าแสนล้านบาท เหตุสิ้นสุดสิทธิประโยชน์ตามปีแห่งการลงทุนที่ให้ 6 กลุ่มกิจการ ทำให้เร่งมาขอล่วงหน้า อุตฯ ยันตัวเลขของจริงไม่มีโม้ สั่งบีโอไอศึกษารีวิวแพคเกจใหม่

นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้สรุปภาวะการลงทุนในปี 2552 พบว่ามีนักลงทุนเข้ามายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับบีโอไอทั้งสิ้น 1,573 โครงการรวมมูลค่า 723,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการลงทุน เพราะถือว่ามูลค่าการลงทุนสูงสุดในรอบกว่า 40 ปี ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีปัจจัยที่สามารถดึงดูดการลงทุนได้ แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในช่วงชะลอตัว และไทยอยู่ในช่วงการแก้ไขปัญหามาบตาพุดก็ตาม

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งได้มีการเข้ามายื่นขอรับส่งเสริมฯ โดยเฉพาะช่วงสิ้นปีค่อนข้างมาก เนื่องจากปี 2551-2552 เป็นปีแห่งการส่งเสริมการลงทุน จึงมีการให้สิทธิประโยชน์พิเศษแก่ 6 กลุ่มกิจการ ดังนั้นเมื่อจะสิ้นสุดในปลายปี 2552 ทำให้กิจการจำนวนมากเร่งมายื่นขอไว้ล่วงหน้าเพื่อขอใช้สิทธิพิเศษดังกล่าว โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานทดแทน จึงทำให้เงินลงทุนของโครงการที่ขอรับส่งเสริมในปี 2552 สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ตอนช่วงต้นปีที่ 400,000 ล้านบาท ถึง 323,400 ล้านบาท หรือสูงกว่าเป้าหมาย 80%

สำหรับอุตสาหกรรมที่มีความสนใจจะเข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด คือ กลุ่มอุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค จำนวน 709 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 430,800 ล้านบาท รองลงมาเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 219 โครงการ มูลค่า 100,900 ล้านบาท อันดับ 3 คือ อุตสาหกรรมเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร จำนวน 212 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 66,800 ล้านบาท ส่วนใหญ่มีความสนใจจะลงทุนในกิจการผลิตพลังงานทดแทนจากพืช เช่น เอทานอล และไบโอดีเซล กิจการผลิตอาหารสำเร็จรูป และอาหารแปรรูป และอันดับ 4 คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วน เครื่องจักร และโลหะจำนวน 217 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 55,500 ล้านบาท

สำหรับตัวอย่างโครงการขนาดใหญ่ที่ยื่นขอรับส่งเสริมหลังวันที่ 21 ธ.ค. ซึ่งเคยออกข่าวไปว่ามีมูลค่าเงินลงทุน 5.7 แสนล้าน อาทิ กิจการผลิต HDD 1.36 หมื่นล้านบาท กิจการผลิตชิ้นส่วน HDD 1.06 หมื่นล้านบาท กิจการผลิตชิ้นส่วน HDD 4.1 พันล้าน กิจการผลิตแผงวงจรรวม 6.3 พันล้านบาท กิจการผลิต กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม 5 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 7 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ 1.36 หมื่นล้านบาท และการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ 1 โครงการ 5.1 พันล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีกิจการขนาดใหญ่อื่นๆ คือ การผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน 1.5 พันล้านบาท การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 3.2 พันล้านบาท การผลิตเอทานอล 2 โครงการมูลค่า 5.8 พันล้านบาท เป็นต้น

นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตัวเลขการลงทุนดังกล่าวเป็นของจริง แต่ยอมรับว่าเป็นเพียงการยื่นขอฯ ยังไม่ได้เป็นการลงทุนจริงแต่อย่างใด โดยการขอยื่นลงทุนมากระจุกตัวช่วงเดือนสุดท้ายที่มีกว่าแสนล้านบาท เพราะมาตรการสิทธิประโยชน์ของปีแห่งการลงทุน จึงได้มอบหมายให้บีโอไอไปทบทวนสิทธิประโยชน์ดังกล่าวว่าประเภทกิจการใดใน 6 กิจการควรจะต่ออายุหรือไม่อย่างไร หรืออาจจะเพิ่มประเภทกิจการใหม่หรือไม่ รวมถึงการปรับเป้าหมายการลงทุนปี 2553 ซึ่งบอร์ดบีโอไอจะหารือวันที่ 25 ธ.ค.นี้ ก็อาจจะนำประเด็นเหล่านี้ไปหารืออีกครั้ง

 

ที่มา:หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

บอร์ดกรุงเทพธนาคมไฟเขียวให้ "บีทีเอส" เดินรถบีอาร์ทีของกทม. หลังยื่นประมูลเพียงรายเดียว เตรียมทดสอบระบบปลายเดือนเม.ย.นี้

นาย ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ ประธานคณะกรรมการ บ.กรุงเทพธนาคม เปิดเผยภายหลังบอร์ดประชุมหาข้อสรุปเรื่องการประกวดราคาจัดหาผู้เดินรถประจำ ทางด่วนพิเศษ (บีอาร์ที) ว่า ที่ประชุมได้หารือข้อสรุปถึงการประมูลจัดหาผู้เดินรถบีอาร์ทีของ กทม.สาย ช่องนนทรี-ราชพฤกษ์ ระยะทาง 15.9 กิโลเมตร วงเงิน 550 ล้านบาท หลังจากการประกวดราคาเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ ผ่านมา บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) (บีทีเอส) ยื่นซองประกวดราคาเพียงรายเดียว โดยที่ประชุมตัดสินใจให้เดินหน้าการประกวดต่อไป

โดยอาศัยระเบียบพัสดุบริษัทกรุงเทพธนาคม พ.ศ. 2547 ข้อ 14 แม้ จะมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียวก็สามารถดำเนินการประกวดราคาไปจนสิ้น สุดกระบวนการได้ เนื่องจากระเบียบดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าจะต้องมีผู้เสนอราคากี่ราย คณะกรรมการฯ จึงถือว่าไม่ว่าจะมีผู้ยื่นซองกี่รายก็ดำเนินการได้ หลังจากนี้จะดำเนินการลงนามว่าจ้าง บ.บีทีเอส ต่อไป

ด้านนาย อมร กิจเชวงกุล กรรมการผู้อำนวยการ บ.กรุงเทพธนาคม กล่าวว่า ตามข้อเสนอทางเทคนิคของ บ.บีทีเอส ระบุว่าจะส่งรถให้ กทม. 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 จำนวน 12 คัน เริ่มวันที่ 23 เม.ย.เป็นต้นไป ซึ่ง บ.กรุงเทพธนาคม จะต้องนำรถไปติดตั้งระบบ ITS และ ผ่านกระบวนการตรวจสอบรถกับกรมขนส่งทางบก จากนั้นจึงจะเริ่มนำรถไปวิ่งทดสอบรถประมาณปลายเดือน เม.ย. เช่น ระบบเบรก ความดังของเสียง ความดันเชื้อเพลิง เป็นต้น ส่วนระยะที่ 2 บีทีเอส จะจัดส่งรถให้หลังจากการเดินรถ ในวันที่ 15 พ.ค. และรถทั้งหมดจำนวน 25 คัน จะต้องส่งมอบก่อนวันที่ 15 ส.ค. 53

พร้อม กันนี้คณะกรรมการรับและเปิดซองประกวดราคาผู้เดินรถ ได้เชิญตัวแทนจาก บีทีเอส มายืนยันราคาและเปิดซองราคากันต่อหน้า โดยราคาที่ บีทีเอส ยื่นมามีมูลค่ารวมทั้งโครงการ 532,306,536 บาท ทั้งนี้ บีทีเอส จะต้องมีค่าดำเนินการช่วงก่อนเดินรถ 5,355,885 บาท ซึ่งเป็นค่าดำเนินการต่างๆ เช่น การฝึกอบรมบุคลากร ค่าทดสอบระบบ เป็นต้น ขณะเดียวกัน บีทีเอส ยังยื่นข้อเสนอบริษัทจะมีรายได้จากการโฆษณาบนตัวรถตลอดระยะสัญญา

อย่าง ไรก็ตาม หลังจากนี้คณะกรรมการประกวดราคา จะไปพิจารณารายละเอียดข้อเสนอต่างๆ จากนั้นจะเรียก บีทีเอส มาต่อรองราคา และเซ็นสัญญาภายใน 7 วัน

ด้าน นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการและผู้อำนวยการสายปฏิบัติการ บ.บีทีเอส กล่าวว่า บีทีเอส มีความพร้อมในการเดินรถเต็มที่ โดยในส่วนของรถนั้นจะเช่ารถจากประเทศจีน เพราะบริษัทพิจารณาแล้วพบว่าบริษัทในประเทศจีน มีความสามารถที่จะจัดหารถให้ตรงตามคุณสมบัติของ กทม. คือต้องจัดหารถให้ทันภายในเดือน พ.ค.นี้ ขณะนี้กำลังดูอยู่ 2-3 บริษัท แต่ยังไม่สรุปว่าจะเช่าบริษัทใด เพราะต้องรอให้เซ็นสัญญากับ บ.กรุงเทพธนาคม ก่อน

 

 

 

ที่มา:โอเคเนชั่นล็อค

หากติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางด้านเศรษฐกิจในลุ่มแม่น้ำโขงแล้ว โครงการสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 นับเป็นโครงการสำคัญที่จะต่อท่อเศรษฐกิจระหว่างจีน และอาเซียนให้สะดวกขึ้น และหากโครงการนี้เสร็จในปี 2555 จะ เป็นการต่อท่อสุดท้ายสำหรับโครงการเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยโครงการสะพานนี้เป็นข้อตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาล แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยร่วมกันรับผิดชอบค่าก่อสร้างฝ่ายละเท่ากัน

ล่าสุดจากการเปิดเผยของ นายวีระ เรืองสุขศรีวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวง วันนี้ (10 มกราคม 2553) หลังการเปิดซองประมูลเมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมาว่า โดยมีกลุ่มบริษัทร่วมค้าระหว่างบริษัทของไทยกับจีน จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย กลุ่ม Joint Venture CKYS กลุ่ม CTN Joint Venture กลุ่ม VC Joint Venture และ กลุ่ม CR5-KT Joint Ventureได้ เข้ายื่นซองประกวดราคาเพื่อคัดเลือกเป็นผู้ดำเนินงานก่อสร้าง

ปรากฏว่า กลุ่ม CR5-KT Joint Venture ได้เสนอราคาต่ำสุด 43,158,581.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1431,138,545 บาท จากราคากลาง 43,772,060.20 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกลุ่ม CR5-KT Joint Venture ประกอบด้วย China Railway No.5 Engineering Group Co ,Ltd ประเทศจีน และบริษัทกรุงธนเอนยิเนียร์ จำกัด (ประเทศไทย) คาดว่าจะสามารถตรวจสอบผลการประกวดราคาและลงนามสัญญาจ้างเพื่อเริ่มงานก่อสร้างได้ในเดือนมีนาคม 2553 และใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 30 เดือน

การ ประมูลครั้งนี้สืบ เนื่องจากรัฐบาลไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ตกลงร่วมกันในการจัดการด้านการเงินสำหรับงานก่อสร้างโครงการสะพานข้ามแม่ น้ำโขงตามแนวเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (ห้วยทราย-เชียงของ) ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยร่วมกันรับผิดชอบฝ่ายละเท่ากัน ในวงเงินค่าก่อสร้างเป็นเงิน 1,624 ล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2552 ในวงเงินค่าก่อสร้างในส่วนที่รัฐบาลไทยต้องรับผิดชอบเป็นเงิน 812 ล้านบาท และค่าควบคุมงานในส่วนที่รัฐบาลไทยต้องรับผิดชอบอีกเป็นเงิน 45.5 ล้านบาท

ทั้ง นี้ โครงการสะพานข้ามแม่น้ำโขงตามแนวเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (ห้วยทราย-เชียงของ) ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ตั้งอยู่บริเวณบ้านปักอิง ต.ศรีดอนไชย อ.เชียงของ จ.เชียงราย ส่วนฝั่งลาวนั้นจะเป็นบริเวณทางตอนใต้ของเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว มีความยาวรวมทั้งสิ้น 11.6 กิโลเมตร ประกอบด้วย ส่วนสะพานข้ามแม่น้ำโขง เป็นสะพานขนาด 2 ช่องจราจรพร้อมทางเท้า ความยาวสะพานช่วงข้ามแม่น้ำโขง 480 เมตร และสะพานเชิงลาดฝั่งไทย 150 เมตร รวม 630 เมตร

ส่วน ถนนฝั่งไทยมี ความยาวประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นทางหลวงลาดยางขนาด 4 ช่องจราจรพร้อมอาคารด่านพรมแดนรูปแบบสถาปัตยกรรมล้านนา มีจุดเปลี่ยนทิศทางจราจร (Traffic Changeover) เป็น ทางแยกควบคุมด้วยสัญญาณไฟจราจร สำหรับสลับทิศทางการขับขี่จากซ้ายเป็นขวา แล้วลดความกว้างเป็นขนาด 2 ช่องจราจรต่อเนื่องกับตัวสะพาน และส่วนถนนฝั่ง สปป.ลาว มีความยาวประมาณ 6 กิโลเมตร เป็นทางหลวงลาดยางขนาด 2 ช่องจราจรพร้อมด่านพรมแดนรูปแบบสถาปัตยกรรมล้านช้าง เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะก่อให้เกิดประโยชน์ กับอนุภูมิภาคแห่งนี้ ในด้านการค้าการลงทุน ความสะดวกในการคมนาคม การติดต่อกัน รวมทั้งศักยภาพด้านการท่องเที่ยวระหว่างเชียงรายถึงคุนหมิง (สำนักข่าวไทย)

สำหรับ ความเป็นมาและเรื่องเกี่ยวเนื่องโปรดอ่านเรื่องเชื่อมโยงครับ เป็นที่สังเกตว่าทุนที่เข้าประมูลส่วนใหญ่เป็นการร่วมทุนระหว่างไทยจีน และบริษัทร่วมทุนที่ได้ก็เชี่ยวชาญทางด้านการก่อสร้างรางรถไฟโดยเฉพาะ บริษัทกรุงธนเอนจิเนียร์ ก็เป็นขาประจำในการยื่นซองประกวดราคาก่อสร้างรถไฟรางคู่ และโครงการถนนของกรมทางหลวง ซึ่งอาจคาดได้ว่าโครงสร้างสะพานอาจจะเตรียมรองรับการก่อสร้างทางรถไฟในอนาคต ด้วย

 

<!--{12634590998472}-->

ที่มา:หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

"บัณฑูร"ฟันธงกนง .คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ เอื้อเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว "ประสาร"คาดดอกเบี้ยอาร์พีขยับ 0.75% ในปีนี้

นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้ (13 ม.ค.) เชื่อว่าจะไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจากปัจจุบันที่อยู่ที่ระดับ 1.25% ซึ่ง เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เนื่องจากเศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงการฟื้นตัว การดำเนินนโยบายการเงินคงต้องเอื้ออำนวยต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

"ดอกเบี้ยนโยบายน่าจะยังทรงตัวต่อไปในช่วงครึ่งปีแรก ปี 2553  หลังจากนั้นคงจะต้องมีการพิจารณาสถานการณ์อีกครั้ง"

ขณะที่นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การประชุม กนง.วันนี้ น่าจะยังคงดอกเบี้ยนโยบายในระดับเดิมต่อไป เพราะเศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงการฟื้นตัว แม้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น แต่การปล่อยสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีไม่มากนัก

กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวอีกว่า ดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มจะปรับขึ้นได้ในช่วงครึ่งหลังปี 2553 อย่างน้อย 3 ครั้ง ๆละ 0.25% รวมปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้งปี 0.75%

 

<!--{12634590824482}-->

ที่มา:หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

<!--{12634590824486}--> ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคปี 2553 คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.2 หลังจากที่ปี 2552 ติดลบร้อยละ 2.7 แต่ เศรษฐกิจของไทยอาจไม่เป็นไปตามทิศทางที่เป็นบวกมากนัก เพราะความเปราะบางยังติดอยู่ใน กับดักของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศที่มีสัญญาณว่าอาจจะมีความ รุนแรงขยายวงไปมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งระดับนักการเมืองและภาคประชาชน เป็นปัจจัยภายในที่ซับซ้อนอย่างยิ่งที่จะแก้ไขด้วยระบบกฎหมาย และหรือแนวทางการเมืองการปกครองในรูปแบบปกติ อีกทั้งความไม่ชัดเจนของกฎหมาย ด้านการลงทุนกรณีมาบตาพุดจะเป็นตัวกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน อาจทำให้นักลงทุนมีการชะลอตัวเพื่อดูสถานการณ์ ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 2553 ยังขึ้นอยู่ กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน เพราะหากทางภาครัฐของแต่ละประเทศชะลอหรือยกเลิกการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย

1.เร่งการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญสูงสุดที่บั่นทอนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รัฐบาลอาจจะมีการตั้ง "สมัชชาแก้ปัญหาความ ขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ" เพื่อหาทางออกของประเทศร่วมกัน 2.การกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศด้วยการปฏิรูปการเบิกจ่ายงบประมาณและเม็ดเงินการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยเข้มแข็งให้ได้ร้อยละ 80 รัฐบาลจะต้องเร่งให้มีการผ่าน พ.ร.บ.เงินกู้ และหาแหล่งเงินกู้ประมาณ 400,000 ล้านบาท และอัดฉีดเม็ดเงินจริงลงไปในภาคเศรษฐกิจอย่างน้อย 80% ทั้งด้านการก่อสร้าง ด้านการท่องเที่ยว เพื่อให้เม็ดเงินลงไปกระตุ้นให้เกิดการบริโภค ให้มีการขยายตัว 2.5-3.0

3.มาตรการผลักดันการส่งออกให้สามารถขยายตัวได้ที่ร้อยละ 14-16 เช่น การแข็งค่าของเงินบาท, ปัญหาการแข่งขันเชิงราคา, มาตรการ AD และ NTB ใน รูปแบบต่าง ๆ ปัญหาผู้สั่งซื้อไม่สามารถเปิด L/C, ปัญหาการขาดเงินทุนหมุนเวียนของ SMEs, ค่า ระวางเรือมีการปรับราคา สูงขึ้น รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับราคาวัตถุดิบนำเข้าเริ่มมีการขยายตัว กระทรวงพาณิชย์ต้องมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงกระทรวงที่เกี่ยวข้อง 4.มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว 5.มาตรการด้านการส่งเสริมรายได้ภาคเกษตร 6.การแก้ปัญหาสภาพคล่องให้กับ SMEs 7.มาตรการในการตรึงอัตราดอกเบี้ยและควบคุมเงินเฟ้อ 8.แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 11 (ปี 2555-2559) จะ ต้องวาง เป้าหมายการขาดดุลงบประมาณให้ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลในอนาคตใช้นโยบายประชานิยมจนเกินขอบเขตที่ระบบ เศรษฐกิจจะรับได้ 9.การแก้ปัญหาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน

10.การเร่งรัดปฏิรูประบบโลจิสติกส์และการส่งเสริมพลังงานทดแทน ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น บางช่วงอาจเกิน 90 เหรียญต่อบาร์เรล รัฐบาลจะต้องเร่งผลักดันยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ของ กบส. เพื่อการลดต้นทุนโลจิสติกส์ในการรับมือการเปิดเสรีอาเซียน-จีน และการเป็น HUB ของภูมิภาค โดยเฉพาะการปฏิรูประบบรถไฟ การพัฒนารางคู่ 5 เส้น ทาง การส่งเสริมการขนส่งทางน้ำ และการใช้ สนามบินดอนเมืองให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคและล้าสมัย นอกจากนี้รัฐบาลจะต้องเร่งการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ควรจะต้องจัดตั้งให้มีหน่วยงานระดับกรมมาดูแลพลังงานทดแทนอย่างเป็นระบบ 11.การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นและยาเสพติด และ 12.การปฏิรูประบบโครงสร้าง SMEs ไทย ปัจจุบันสถานะ SMEs ไม่ชัดเจน ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและการปล่อยสินเชื่อของ


 

A weakening of expectations among European freight forwarders reflects industrial companies taking a prolonged Christmas holiday rather than a longer-term economic relapse.


เนื่องจากติดวันหยุดระยะยาวในช่วงคริสต์มาสทำให้การคาดหวังเรื่องการฟื้นตัว ทางเศรษฐกิจของบริษัท Freight forwarders ทางยุโรปมากกว่า 100 บริษัท, นักวิเคราะห์ตราสารภาคขนส่ง ไม่เป็นไปตามคาดหมาย แต่ต่อไปคาดว่าจะดีขึ้นกว่าต้นปี 2009


Source: IFW DAILY NEWS posted on Jan.o4, 2010
http://www.ifw-net.com/freightpubs/ifw/indexarticle.htm?artid=20017733621

Maritime Transport has acquired DHL’s UK container haulage arm, DHL Container Logistics, for an undisclosed sum.


"Maritime Transport ตกลงขอซื้อธุระกิจขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ของ DHL ในสหราชอานาจักรที่เป็นส่วนหนึ่งของธุระกิจ DHL CONTAINER LOGISTICS โดยไม่มีการเปิดเผยราคาที่ซื้อขายกัน"


Source: IFW DAILY NEWS posted on Jan.o4, 2010
http://www.ifw-net.com/freightpubs/ifw/indexarticle.htm?artid=20017733608

Page 1 of 62