Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62

ที่มา:หนังสือพิมเดลินิวส์

 

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเอสเอ็มอี (สสว.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเดือน พ.ย. 52 อยู่ที่ 50.3 เพิ่มจากเดือนก่อนที่อยู่ระดับ 44.4 ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบปี โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นทุกภาคธุรกิจทั้ง การค้าส่ง ภาคการค้าปลีก และภาคบริการ เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศเริ่มมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น รวมถึงเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว และปีใหม่ ขณะที่ระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศทรงตัวทำให้ผู้ประกอบการคลายกังวลด้านต้นทุน จนส่งผลให้บรรยากาศการค้า การลงทุน และการบริโภคดีขึ้น

ทั้งนี้แม้ความเชื่อมั่นจะอยู่ในระดับสูง แต่อาจเป็นการฟื้นตัวในระยะสั้นเนื่องจากอยู่ในช่วงเริ่มฤดูกาลท่องเที่ยวและปีใหม่ ซึ่ง ปัจจัยที่ผู้ประกอบการเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจการมากที่สุด คือ เศรษฐกิจของประเทศและอำนาจซื้อของประชาชน รองลงมา การหดตัวของความต้องการสินค้าและบริการ การแข่งขันในตลาด ราคาต้นทุนสินค้า ค่าแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น ระดับราคาน้ำมันและค่าขนส่ง และสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง จึงอยากให้รัฐบาลมีมาตรการแก้ปัญหาและกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง

หากพิจารณาเป็นรายภูมิภาคพบว่าภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก มีค่าดัชนีเพิ่มขึ้นมากสุด เนื่องจากโรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรมเริ่มมีการจ้างงานเป็นปกติ เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิต ส่งผลให้บรรยากาศการค้าและบริการในพื้นที่ดีขึ้น

เดือนพ.ย.มีคำสั่งซื้อเพิ่มอย่างต่อ เนื่องตามความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงราคาของผลผลิตการเกษตรที่สำคัญปรับตัวขึ้น ทำให้ผู้ผลิตมีรายได้เพิ่ม

สำหรับธุรกิจในกลุ่มการค้าปลีกพบ ว่า กิจการสถานีบริการน้ำมัน มีดัชนีเพิ่มมาก ที่สุด ส่วนภาคบริการ พบว่า บริการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องโดยเฉพาะร้านอาหารและภัตตาคาร มีดัชนีเพิ่มมากสุดเนื่องจาก ระดับราคาน้ำมันที่ทรงตัว และการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน

นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรมกล่าวว่ ามอบให้นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ไปทำรายละเอียดโครงสร้างของการจัดตั้ง 3 สถาบันเพิ่มเติม คือ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปยางพารา และสถาบันพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกให้ เสร็จภายใน 3 เดือน เพื่อช่วยผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เบื้องต้นหากต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการ เท่าไหร่ก็จะทำเรื่องเพื่อเสนอของบไทยเข้มแข็งจากที่ ประชุมครม.ต่อไป

นายวิฑูรย์ สิมะ โชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การจัดตั้งสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างจะให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) และกรมพื้นฐานอุตสาหกรรมเหมืองแร่ (กพร.) ร่วมกันทำรายละเอียดเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมก่อสร้างแบบครบวงจร เนื่องจากเห็นว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยมีศักยภาพพอที่จะแข่งขันได้และเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศ

ส่วนสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราจะเน้นการพัฒนาแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา โดยสำนักงานปลัดจะเป็นผู้ดูแล ซึ่งจะเชื่อมโยงกับ 1 จังหวัด 1 อุตสาหกรรมแปรรูป.

ที่มา:หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเอสเอ็มอี (สสว.) เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคการค้าและบริการ (Trade & Service Sentiment Index : TSSI) ประจำเดือนพฤศจิกายน เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนตุลาคม 2552 พบว่า ดัชนี TSSI SMEs รวมภาคการค้าและบริการ ปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับสูงโดยอยู่ที่ 50.3 จากระดับ 44.4 และเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกภาคธุรกิจ
โดยภาคการค้าส่ง ภาคการค้าปลีก และภาคบริการ ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 47.7 , 50.0 และ 51.3 จากระดับ 43.3 , 43.5 และ 45.7 เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นต่อธุรกิจตนเอง ที่ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 48.0 จากระดับ 41.1 ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศ ค่าดัชนีปรับตัวลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 46.5 จาก 46.9
“ผลการสำรวจในเดือนพฤศจิกายนนี้ พบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นทั้งภาพรวม ความเชื่อมั่นต่อธุรกิจตนเอง รวมทั้งความเชื่อมั่นรายภูมิภาค ทั้งปัจจุบันและคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้นในระดับสูงทั้งหมด สาเหตุสำคัญมาจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศเริ่มมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว เทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ขณะที่ระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศทรงตัวทำให้ผู้ประกอบการคลายความกังวล ด้านต้นทุน สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้บรรยากาศการค้า การลงทุน และการบริโภคดีขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นในระดับสูง” นายยุทธศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้เมื่อพิจารณาแยกเป็นประเภทกิจการ พบว่า ภาคการค้าส่ง กิจการค้าส่งสินค้าเกษตร ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ 46.5 จากระดับ 39.7 (เพิ่มขึ้น 6.8) ผลจากสถานการณ์ด้านปริมาณผลผลิตและระดับราคาของผลผลิตการเกษตรที่สำคัญปรับ ตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังคลายความกังวลต่อสถานการณ์ด้านต้นทุนเนื่อง จากระดับราคาน้ำมันทรงตัว
นอกจากนี้การบริโภคในภาพรวมเริ่มมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อ เนื่อง สำหรับภาคการค้าปลีก กิจการสถานีบริการน้ำมัน มีค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ 52.9 จากระดับ 44.0 (เพิ่มขึ้น 8.9) ผลจากระดับราคาน้ำมันที่ทรงตัว กอรปกับเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว เทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ส่งผลให้เริ่มมีการเดินทางท่องเที่ยวและขนส่งสินค้าเพื่อรองรับความต้องการ ของประชาชนเพิ่มมากขึ้น
ส่วนภาคบริการ พบว่า บริการท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องโดยเฉพาะร้านอาหารและภัตตาคาร มีค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด และมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับทุกประเภทธุรกิจที่ทำการสำรวจ โดยอยู่ที่ระดับ 57.5 และ 54.5 จากระดับ 46.0 และ 43.8 (เพิ่มขึ้น 11.5 และ 10.7 ตามลำดับ) ผลจากเริ่มเข้าสู่ช่วง High Season ของภาคการท่องเที่ยว และใกล้ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่
นอกจากนี้รัฐบาลได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน

ในส่วนดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า รวมภาคการค้าและบริการ ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับสูงเช่นกัน โดยอยู่ที่ 53.1 จากระดับ 47.9 และเป็นการเพิ่มขึ้นทุกประเภทกิจการ
โดยภาคการค้าส่ง ภาคการค้าปลีก และภาคบริการ ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 52.9  52.9 และ 53.5 จากระดับ 51.3  46.6 และ 48.0 ตามลำดับ เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศและต่อธุรกิจตนเอง ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 55.5 และ 61.0 จากระดับ 53.2 และ 53.3
สำหรับผลสำรวจดัชนีรายภูมิภาคในเดือนพฤศจิกายน เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนตุลาคม พบว่าทุกภูมิภาคมีค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก เป็นภูมิภาคที่ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ 54.0 จากระดับ 34.9 (เพิ่มขึ้น 19.0)
"สาเหตุสำคัญมาจากการที่โรงงานต่างๆ ในเขตนิคมอุตสาหกรรมที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าว เริ่มมีการจ้างงานเป็นปกติและบางแห่งก็มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น จึงส่งผลให้บรรยากาศการค้าและบริการในพื้นที่ดังกล่าวดีขึ้น"
รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 50.4 จากระดับ 41.0 (เพิ่มขึ้น 9.4) ภาคใต้ ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 50.2 จากระดับ 47.7 (เพิ่มขึ้น 2.5) ภาคเหนือ ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 49.8 จากระดับ 48.0 (เพิ่มขึ้น 1.8) และ กรุงเทพฯ ปริมณฑล ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 48.4 จากระดับ 46.7 (เพิ่มขึ้น 1.7)
“อย่างไรก็ดีความเชื่อมั่นของเดือนพฤศจิกายนที่สะท้อนตัวเลขดีขึ้นมาก นี้ อาจจะเป็นการฟื้นตัวในระยะสั้นเนื่องจากอยู่ในช่วงเริ่มฤดูกาลท่องเที่ยว และเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ เพราะปัจจัยที่ผู้ประกอบการเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจการในระดับสูง ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศและอำนาจซื้อของประชาชน รองลงมาคือการหดตัวของความต้องการสินค้าและบริการ การแข่งขันในตลาด ราคาต้นทุนสินค้าและค่าแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น ระดับราคาน้ำมันและค่าขนส่ง และสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ดังนั้นผู้ประกอบการ SMEs จึงต้องการให้รัฐบาลมีมาตรการในการแก้ปัญหาและกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็น รูปธรรมอย่างต่อเนื่อง”

ที่มา:หนังสือพิมพ์ข่าวสด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เชลล์ได้ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมัน 80 ส.ต./ลิตรทุกประเภท มีผลวันที่ 4 ม.ค. ส่วนผู้ค้ารายอื่นได้ทยอยประกาศปรับขึ้นราคาในอัตราเดียวกัน 80 ส.ต./ลิตร มีผลในวันที่ 5 ม.ค.

นายจักกฤช จารุจินดา ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ตลาดขายปลีก บมจ.ปตท. เปิดเผยว่า ในช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ ได้ตรึงราคาน้ำมันเพื่อให้ประชาชนเดินทางอย่างมีความสุข แต่จากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ขยับขึ้นโดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสปิดใกล้ 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สูงกว่าปีก่อนถึง 78% ในขณะที่ราคาน้ำมันสิงคโปร์ได้ขยับขึ้นเช่นกัน ทำให้ค่าการตลาดติดลบ หรือไม่เหลือค่าการตลาดเลย จากที่ควรจะได้ประมาณ 1.70 บาท/ลิตร ดังนั้น ปตท.จึงจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาน้ำมันที่ 5 ม.ค. ในขณะที่คาดว่าราคาน้ำมันดิบปีนี้จะเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว 15 เหรียญสหรัฐ จึงอาจทำให้ราคาขายปลีกของไทยขยับขึ้นในปีนี้ถึง 2-3 บาท/ลิตร จึงขอให้ประชาชนใช้น้ำมันอย่างประหยัด

ด้าน บมจ.ไทยออยล์ รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ที่ตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือนก.พ. ปรับเพิ่มขึ้น 0.08 เหรียญสหรัฐ ปิดที่ 79.36 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เนื่องจากน้ำมันคงคลังของสหรัฐ สิ้นสุด ณ วันที่ 25 ธ.ค. ปรับลดลง โดยปริมาณน้ำมันดิบคงคลังปรับลดลง 1.5 ล้านบาร์เรล เนื่องจากโรงกลั่นปรับเพิ่มกำลังการผลิต 0.3% มาอยู่ที่ 80.3% ส่วนปริมาณดีเซลคงคลังปรับเพิ่มขึ้นมากถึง 2.0 ล้านบาร์เรล เนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นขึ้น ส่งผลให้การใช้น้ำมันดีเซลเพื่อทำความร้อนปรับสูงขึ้น

source:ประชาชาติธุรกิจ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และ สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออกฯ ได้ร่วมกันจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ "แนวทางการวางแผนยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ไทย" ขึ้น ณ กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการโลจิสติกส์ไทย ในการค้นหาประเด็นสำคัญและวางกลยุทธ์ด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า

การประชุมครั้งนี้ต่อเนื่องมาจากการสัมมนาเมื่อปลายเดือนกันยายน 2552 ที่มีการเชิญตัวแทนจากสหภาพยุโรป (อียู) สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และฮ่องกง มาบรรยายถึงการดำเนินนโยบายโลจิสติกส์ของแต่ละประเทศ รวมทั้งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อไทย

โดย นายเตชะ บุณยะชัย รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ได้กล่าวสรุปนโยบายโลจิสติกส์ของสหภาพยุโรป (อียู) จากตัวแทนอียูว่า ในด้านมาตรฐานโลจิสติกส์ อียูได้ให้ความสำคัญต่อระบบรักษาความปลอดภัยด้าน โลจิสติกส์ โดยได้จัดตั้งระบบ authorized economic operator (AEO) ซึ่งหมายถึง สถานภาพที่อนุญาตให้ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานของ World Customs Organization (WCO) ดำเนินกิจการด้านศุลกากรและบริหารระบบรักษาความปลอดภัยของโซ่อุปทานภายในอี ยู ปัจจุบันสิงคโปร์เป็นประเทศเดียวในกลุ่ม ASEAN ที่มีระบบ AEO

สำหรับข้อสังเกตกลุ่มอาเซียนที่อนาคตจะก้าวขึ้นไปเป็นกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ตัวแทนจากอียูให้ความเห็นว่า อาเซียนมีรูปแบบทางการค้าที่แตกต่างจาก อียู กล่าวคือการค้าภายในอียู ส่วนใหญ่เป็นการขนส่งทางบก (ถนนและรถไฟ) ในขณะที่การค้าภายในอาเซียนมีการขนส่งสินค้าทั้งทางบกและทางน้ำอาเซียนจึง ควรที่จะพัฒนาเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมขนส่งแบบ multimodal corridor

ความท้าทายของอาเซียน คือทำอย่างไรที่จะพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือกลุ่มประเทศอนุ ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) และอาเซียน ให้เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกันได้

ส่วนข้อแนะนำสำหรับประเทศไทย คือ 1.ควรมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและเอกชน 2.ควรมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และ 3.ต้องมีกลไกในการติดต่อสื่อสารที่ชัดเจนสำหรับความร่วมมือของภาครัฐและ เอกชน



สำหรับประเทศจีน รัฐสภาจีนผ่านแผนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ชื่อ To Strive to Develop China"s Modern Logistics Industry รวมไว้ในแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 11 มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิเศษดังกล่าว โดยมีคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปของจีน (National Development and Reform Commission) เป็นหน่วยงานหลัก ทำหน้าที่ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม โลจิสติกส์และรับมือกับประเด็นปัญหา ต่าง ๆ ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในความสำเร็จของการพัฒนาโลจิสติกส์ของจีน

แผนการพัฒนาโลจิสติกส์ของจีนในปัจจุบันมีชื่อว่า Opinions Concerning Improving the Development of China"s Modern Logistics ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก 9 หน่วยงานรัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ และ National Development and Reform Committee (NDRC)

โดยจีนมีนโยบายที่เข้าถึงได้คือ นโยบายการออกใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบการให้บริการโลจิสติกส์เพื่อลดความยุ่ง ยาก ซับซ้อน เช่น นโยบายเกี่ยวกับภาษีอากร ช่วยลดการเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อนและอำนวยความสะดวกกับบริษัทโลจิสติกส์สำหรับการ ชำระภาษี ด้านนโยบายเชิงเทคนิค รัฐบาลกลางและหน่วยงานรัฐบาลต่าง ๆ ได้ร่วมกันจัดตั้งและพัฒนาระบบเทคโนโลยี โลจิสติกส์ รวมถึงระบบไอที ให้ได้มาตรฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานให้สูงที่สุด ปัจจุบันระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้านการค้าเพื่ออำนวยความสะดวกการนำเข้า -ส่งออก (National Single Window : NSW) ของจีนเสร็จแล้ว

ส่วนนโยบายเกี่ยวกับบุคลากร มีนโยบายที่จะพัฒนาบุคลากรโลจิสติกส์ในระดับต่าง ๆ โดยมีการเพิ่มหลักสูตร โลจิสติกส์ในสถาบันการศึกษา มีการฝึกอบรมผู้ประกอบการ ผู้บริหารและพนักงานของสถานประกอบการและธุรกิจผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และมีการนำ introduce the advanced foreign logistics qualification system

นโยบายเกี่ยวกับเงินทุนต่างประเทศ จีนมีนโยบายสนับสนุนและส่งเสริมให้บริษัทและผู้ประกอบการโลจิสติกส์ต่างชาติ เข้ามาลงทุนในจีน ตามขอบเขตกฎหมายที่กำหนดไว้ และมีการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ใช้เทคโนโลยี อุปกรณ์ และเงินทุนจากต่างชาติ ร่วมในการก่อสร้างและดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศ

นโยบายด้านพิธีการศุลกากร มีการจัดตั้งเขตพิธีการศุลกากรพิเศษ (Customs Special Zones) เพื่อช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และสนับสนุนให้มีการ carry out the mode of locally ally, locally port checking and approving

นอกจากนี้ NDRC ยังร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องจัดตั้งระบบประสานงานกลางระหว่าง หน่วยงานต่าง ๆ ขึ้นเพื่อดูแล ประสานงาน และประชุมหารือเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับระบบโลจิสติกส์เพื่อช่วยให้การขับเคลื่อนการพัฒนาระบบ เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับข้อแนะนำของจีนต่อประเทศไทยคือ 1.ควรจัดการหารือทุกฝ่ายเป็นระยะ ๆ เพราะจะช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมีความเข้าใจที่ตรง กันในเรื่องโลจิสติกส์ 2.จัดให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกันไปศึกษาดูงานเรื่อง โลจิสติกส์ในประเทศอื่น ๆ เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีความเข้าใจร่วมกันในเรื่องนั้น 3.ใช้ประสบการณ์ของผู้อื่นเป็นแบบอย่างในการให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่หน่วย งานต่าง ๆ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องโลจิสติกส์ที่ถูกต้อง 4.หน่วยงานที่ดูแลเรื่องโลจิสติกส์ควรเป็นหน่วยงานที่เป็นกลาง สามารถให้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เป็นกลาง

ส่วนญี่ปุ่น มีนโยบายการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ปี 2552-2556 ดังนี้ คือ 1.การพัฒนาระบบสารสนเทศและเชื่อมต่อระบบ EDI ให้เป็นมาตรฐานสากล 2.พัฒนาการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางรถไฟ ถนน สนามบินและท่าเรือ โดยใช้แนวคิด Interregional Logistics 3.Total Plan for Urban Area Logistics 4.พัฒนาและสร้างบุคลากรโลจิสติกส์

ในด้านการค้าระหว่างประเทศ ญี่ปุ่น มีนโยบายเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของบริษัทญี่ปุ่น โดยเน้นภูมิภาคเอเชียตะวันออกและอาเซียน มีเป้าหมายลดต้นทุนโลจิสติกส์และระยะเวลาการดำเนินการ (lead time) 50% ในภูมิภาคอาเซียนภายในปี 2015

ข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาระบบ โลจิสติกส์ของไทยจากมุมมองประเทศญี่ปุ่นนั้น ตัวแทนจากญี่ปุ่นเสนอว่า ไทยควรดำเนินการ 3 เรื่อง คือ 1.จำเป็นต้องมีกลไกการทำงานเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ร่วมกัน ระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยต้องมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ และควรมีการจัดตั้งคณะทำงานพิเศษในระดับรัฐมนตรีขึ้นมา ทำหน้าที่กำกับดูแลและส่งเสริมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ 2.อยากทราบบทบาทของสหภาพแรงงานรถไฟไทย 3.ผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ที่เกี่ยวข้อง

สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของภาคเอกชนไทยต่อยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ประเทศไทย นายเตชะกล่าวว่า มีทั้งหมด 8 ประเด็น คือ 1.แนวทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของไทยตามยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ปี 2550- 2554 ควรมียุทธศาสตร์หรือแผนการดำเนินการที่เชื่อมโยงและบูรณาการยุทธศาสตร์และ เจ้าภาพของแต่ละยุทธศาสตร์ด้วยกัน 2.ควรมีการพัฒนาการกำหนดและดำเนินการตามนโยบายด้วยหลักของการเคลื่อนย้าย สินค้า (commodity based) 3.มีการเชื่อมโยงระบบการขนส่งโดยพิจารณาและ วิเคราะห์จากความต้องการเคลื่อนย้ายสินค้า (mode/nodes link) 4.ผลักดันกลไกการขับเคลื่อนนโยบาย โดยการตั้งหน่วยงานกลางที่มีผู้รับผิดชอบในการดำเนินการตามแผนอย่างชัดเจน และเป็นรูปธรรมในระดับปฏิบัติการต่อเนื่องจากกลไกระดับนโยบายคือ คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.)

5.เพิ่มมิติด้านเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศและภูมิภาค 6.เพิ่มยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ แม้จะดีอยู่แล้ว 7.การพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโลจิสติกส์วิศวกรรม และ 8.การบริหารจัดการ โลจิสติกส์และโซ่อุปทานอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

source:ประชาชาติธุรกิจ

กระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการแข่งขันที่รุนแรงของภาคธุรกิจอุตสาหกรรม จำเป็นอย่างยิ่งที่แต่ละองค์กรต้องปรับตัวเรียนรู้วิทยาการใหม่ ๆ

การอ่านทฤษฎีในตำรา และงานวิจัย เพื่อหาองค์ความรู้ใหม่ ๆ ถือเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ยังมีหลายคนคิดว่า งานวิจัย หรือทฤษฎีในตำราควรจะอยู่บนหิ้งเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ในทางปฏิบัติได้

ขณะที่หลายองค์กรพยายามพัฒนาบุคลากร ด้วยการส่งเสริมให้เรียนต่อในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก เพื่อหวังให้นำความรู้กลับมาต่อยอดธุรกิจ แต่ภาพที่เกิดขึ้น คือ หลักสูตรในมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังไม่สามารถตอบโจทย์การทำงานขององค์กรธุรกิจในชีวิตจริง ได้

"สถาบันวิทยาการโซ่อุปทาน" แห่งมหาวิทยาลัยศรีปทุมถือกำเนิดขึ้น เพื่อหาจุดเชื่อมโยงของเหตุปัจจัยข้างต้น

เชื่อมโยงช่องว่างนักวิจัยกับนักปฏิบัติ

ดร.วิทยา สุหฤทดำรง ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการโซ่อุปทาน ได้เล่าเหตุผลของการตัดสินใจลาออกจากงานราชการ และที่มาของการจัดตั้งสถาบันที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม

ท่านอธิบการบดี ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน เปิดโอกาสให้เราทำเป็น business unit เป็นหน่วยงานเฉพาะกิจที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ เพียงแต่ว่า มาทำภารกิจสร้างองค์ความรู้ที่ไม่ได้มาจากหนังสือ แต่มาจากการปฏิบัติ

"ผมคิดว่า ผมมาทำการศึกษานอกรูปแบบสักตั้ง หลังจากสอนการศึกษาในรูปแบบมาแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ผมว่าการมาเรียนปริญญาโทมันผิด ผมบอกนักศึกษาปริญญาโทเสมอว่า ถ้าอยากได้ความรู้ไปหาเอาข้างนอก ความรู้เกิดจากการปฏิบัติได้ประโยชน์ ได้ความรู้ แต่การมานั่งเรียนได้องค์ความรู้ไป ไม่ได้ทำให้ได้เงินเดือนเพิ่มมากขึ้น และความรู้ในหนังสือคือ เมื่อ 10 ปีที่แล้วบางครั้งความรู้ในโปรแกรมปริญญาโทอาจไม่ได้นำไปใช้ เรียน 10 วิชาอาจได้ใช้ครึ่งวิชา ที่เหลือเก็บไว้ บางทีก็ลืมไป แต่ทุกคนต้องการได้ใบปริญญาโท"

ผมมีปรัชญา triple R หรือ 3 R เริ่มจาก R แรก คือ routine สิ่งที่เราปฏิบัติกันอยู่ เมื่อปฏิบัติไปเกิดปัญหา ต้องทำการทดลอง หาวิธี หาองค์ความรู้ วิ่งเข้า R ตัวที่สอง คือ วิจัย (research) และจากงานวิจัยมาเป็น R ตัวที่สาม reality คือ ความเป็นจริง สามารถนำไปใช้ใน routine ได้ เมื่อความรู้ที่อยู่ในตำราไม่เพียงพอ และความรู้ที่อยู่ในงานวิจัยอาจจะไม่สามารถเข้าถึงผู้ปฏิบัติได้ สถาบันวิทยาการโซ่อุปทานจะเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างนักปฏิบัติกับนักวิจัย

เมื่อ routine ไม่ถึง research เมื่อ research ไม่วิ่งเข้าสู่ reality สถาบันวิทยาการโซ่อุปทานจะเป็นตัวเชื่อมโยงทั้งหมดให้มาเจอกันเป็นวงรอบ วัฏจักรจะหมุนขึ้น นั่นคือการพัฒนาอุตสาหกรรม ผมเชื่อว่า จะช่วยทำให้เกิดการพัฒนาธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

บทบาทของสถาบันวิทยาการโซ่อุปทาน จะเป็นนักวิจัยเชิงปฏิบัติในภาคอุตสาห กรรม เข้าไปเป็น "ที่ปรึกษา" ให้ผู้ปฏิบัติ เป็นผู้ที่ให้บริการข้อมูลทางด้านอุตสาหกรรม เราจะไม่เรียกตัวเองว่าเป็นอาจารย์ผู้สอน เราจะเข้าไปทำสถานประกอบการให้เป็นห้องทดลอง แล้วสร้างภาวะให้ผู้ปฏิบัติงานในกิจวัตรประจำวันของธุรกิจต้องเป็นนักวิจัย ยิ่งผู้ปฏิบัติสามารถทำการทดลอง ค้นคว้าหาสิ่งใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องจ้างอาจารย์ที่ปรึกษาข้างนอก ผมเชื่อว่า นั่นคือ ความสามารถในการแข่งขันในยุคปัจจุบัน

ที่ผ่านมาผู้ปฏิบัติงานพยายามจะผลักทฤษฎีออกไป แต่เวลาผมเข้าโรงงาน ผู้ประกอบการโรงงานบอกอาจารย์ผมไม่เอาวิชาการ ทั้งที่บริษัทใหญ่ ๆ ที่ประสบความสำเร็จขึ้นมา ล้วนอาศัยวิชาการทั้งนั้น ขณะที่นักวิชาการที่ยึดทฤษฎีจะไม่คำนึงถึงการปฏิบัติ เพราะสามารถสร้างทฤษฎีสู่ทฤษฎี และได้รับผลตอบแทนในลักษณะผลงานทางวิชาการ ทั้งที่ทฤษฎี และการปฏิบัติมีจุดที่เชื่อมโยงกันอยู่ เพราะฉะนั้นต้องมาอุดช่องว่างนี้ให้เห็นผลประโยชน์ร่วมกันให้ได้

เราจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนสร้างทฤษฎีของตัวเอง และทฤษฎีนี้ไม่จำเป็นต้องเลิศหรู เมื่อใดสามารถอธิบายสิ่งที่ทำ สามารถรู้เหตุและผล รู้ถึงผลกระทบ สามารถควบคุมมันได้ แม้จะรู้คนเดียว คนอื่นไม่รู้ไม่เป็นไร สามารถทำกำไรจากตรงนั้น สร้างประโยชน์ได้ ผมว่าผู้ปฏิบัติงานคนนั้นประสบผลสำเร็จเป็นนักวิจัยแล้ว

เพราะฉะนั้นเลิกพูดกันเสียทีว่า งานวิจัยต้องลงจากหิ้ง งานวิจัยต้องทำต่อไป แต่นักปฏิบัติต้องพัฒนาตัวเองให้สูงตาม ขึ้นไป มีมาตรฐานเพิ่มมากขึ้น

สำหรับหลักสูตรระดับปริญญาโท ปริญญาเอกนั้น เป็นเพียงสื่อหนึ่ง ซึ่งทำให้สามารถนำนักศึกษามาทำวิจัย มาสอน และเป็นห้องทดลองที่จะนำความรู้สื่อสารลงไปกับผู้ปฏิบัติ

พัฒนาคนสร้างผู้นำปรับกระบวนคิด

นอกจากนี้ กระบวนการที่เป็นปัญหาในการจัดการอุตสาหกรรมธุรกิจในเมืองไทย คือ เราขาดกระบวนการการคิด เราสามารถที่จะคิดได้ แต่ไม่เคยถูกฝึกมา ไม่เคยตระหนักถึงเรื่องกระบวนการที่จะใช้ความคิด เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพื่อสร้างคุณค่า

เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึง best practice ทุกคนจะนึกถึงว่า บริษัทนั้นทำอย่างไรบ้าง ไปดูวิธีทำ ไปลอกวิธีคิด แต่บางคนบอกว่า รู้วิธีคิด แต่ทำไมทำไม่ได้ ผมก็บอกว่า นั่นแสดงว่ายังไม่เข้าใจว่าบริษัทเราทำอะไร ถ้าเราเข้าใจตัวเอง เราสามารถคิดได้ ผมเชื่อว่าเราสามารถสร้างสิ่งใหม่ เปลี่ยนกระบวนการการคิดใหม่ แต่อยู่ที่ระบบการศึกษาด้วย สิ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ เราขาดกระบวนการแก้ไขปัญหา เราขาดความคิดตรงนั้น โดยเฉพาะการกำหนดปัญหา การมองปัญหาที่แท้จริง

เพราะฉะนั้นในสถาบันวิทยาการโซ่ อุปทานพยายามสร้างบุคลากร สร้างกระบวนการในการแก้ปัญหา สามารถที่จะระบุบ่งชี้ปัญหาได้ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น เราไม่อยากให้เกิดปัญหาหน้างาน เหมือน พนักงานดับไฟ สถาบันวิทยาการโซ่อุปทานต้องพัฒนาคนให้มีลักษณะของความเป็นผู้นำ (readership) ในเรื่องการจัดการอุตสาหกรรมต่าง ๆ มีหลายมิติที่ต้อง เอามาผสมผสานกัน

source:ข่าวสด

นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงภาวการณ์ลงทุนในปี"52 (ม.ค.-21 ธ.ค.52) ว่า มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 1,193 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 514,598 ล้านบาท จะก่อให้เกิดการจ้างงาน 129,453 คน ซึ่งมีมูลค่าเงินลงทุนสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เมื่อตอนต้นปี 400,000 ล้านบาท ถึง 114,598 ล้านบาท หรือสูงกว่าเป้าหมาย 28%

ทั้งนี้ ภาพรวมของการลงทุนในช่วงปลายปี"52 เริ่มมีสถานการณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนสุดท้ายคือ พ.ย.-ธ.ค.52 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มาตรการพิเศษกระตุ้นการลงทุนตามนโยบายปีแห่งการ ลงทุนจะหมดลง มีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 264 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุนเฉพาะ 1 พ.ย.-21 ธ.ค. มีมูลค่า 181,198 ล้านบาท สำหรับอุตสาหกรรมที่สนใจจะลงทุนมากที่สุดได้แก่ อุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค มูลค่าการลงทุนรวม 303,696 ล้านบาท รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 51,487 ล้านบาท ตามด้วยอุตสาหกรรมโลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง 49,454 ล้านบาท และอุตสาหกรรมเกษตร 43,453 ล้านบาท


source:โพส์ทูเดย์

ต้องรอนานกันเกือบหมดปี นับตั้งแต่เดือนม.ค.จนผ่านเดือนต.ค. กว่าตัวเลขส่งออกปีนี้จะฟื้นกลับมาเป็นบวกได้ครั้งแรกในรอบปี เมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา

กระนั้น ศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ก็ยังย้ำว่า เป้าหมายส่งออกปีหน้าจะโตถึง 14% แม้เอกชนจะท้วงว่า ถ้าได้แค่ 10% ก็ถือว่าเก่งแล้ว เนื่องจากดูสภาพตลาดปีนี้ค่อนข้างเหนื่อย จากเดิมที่หวังกันมากว่าปลายไตรมาส 3 ส่งออกจะกลับมาเป็นบวก พอเอาเข้าจริงกลับต้องรอจนเกือบหมดปี

ศรีรัตน์ กล่าวว่า การตั้งเป้าหมายไว้ที่ตัวเลข 14% ถือเป็นความท้าทาย เพื่อกระตุ้นการทำงานของทีมให้หนักขึ้น ยิ่งเอกชนคาดหวังตัวเลขไว้ต่ำ กรมส่งเสริมฯ ยิ่งต้องทำตัวเลขให้สูงเข้าไว้ เพราะ ถ้าทำได้ นอกจากผลประโยชน์จะตกแก่เอกชนแล้ว เศรษฐกิจของประเทศก็จะเดินหน้าได้เร็วยิ่งขึ้น

ยิ่งภาวะเศรษฐกิจโลกในเวลานี้ แม้จะถูกมองว่ากำลังฟื้น ส่งออกจะกลับมาเป็นขาขึ้นได้ไม่ยาก แต่ในความเป็นจริงก็ยังชะล่าใจไม่ได้ เรายังไม่ได้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ทั้งหมดเสียทีเดียว แค่มีแสงสว่าง เข้ามาเท่านั้น ตอนนี้จึงเป็นช่วงที่ต้องเร่งปรับตัว เร่งทำงาน

ปัจจัยสำคัญอีกประการคือ ปีหน้าตลาดอาเซียนจะเข้ามามีบทบาทต่อการค้าระหว่างประเทศของไทยมากยิ่งขึ้น จากการเปิดเสรีทางการค้า และการเดินหน้ารวมกลุ่มจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในฐานะหน่วยงานรัฐจึงต้องทำหน้าที่ในการสร้างความพร้อมให้เอกชนไทยได้ ประโยชน์จากเวทีการค้าเสรีให้ได้มากที่สุด

นอกจากอาเซียนจะเป็นตลาดเป้าหมายหลัก ในการขยายส่งออกแล้ว ตลาดจีนและอินเดียก็ให้ความสำคัญเช่นกัน เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่ ในช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกไม่มาก และรัฐบาลของทั้งสองประเทศก็มีนโยบายอัดฉีดงบประมาณจำนวนมากเข้าไปพยุง เศรษฐกิจแล้ว

กรณีของจีน ทุกวันนี้จีนเป็นตลาดขนาดใหญ่อันดับ 3 ของไทยในการส่งออก ซึ่งเท่าที่ติดตามสถานการณ์ในจีนก็ยังไม่พบว่ามีความเสี่ยงถึงขึ้นจะเกิด วิกฤตเหมือนสหรัฐ หรือกรณีของอินเดีย ถึงอสังหาริมทรัพย์ในหลายเมืองจะมีราคาแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะเกิดฟองสบู่

ตลาดตะวันออกกลางโดยเฉพาะดูไบก็ยังคงเป็นตลาดเป้าหมายหลักด้วย แม้จะเพิ่งเกิดปัญหาขึ้นกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ผลกระทบยังจำกัดอยู่ในวงแคบ อีกทั้งแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็กำลังดำเนินการแก้ปัญหา สถานการณ์จึงไม่ได้ร้ายแรงเหมือนกรณีของวิกฤตการเงินในสหรัฐอเมริกาที่ ลุกลามไปในหลายทวีปทั่วโลก

ฉะนั้น ในภาคการค้าตลาดดูไบและตลาดตะวันออกกลางในภาพรวมยังคงเดินได้ต่อไป

ตลาดอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ที่เป็นตลาดใหม่จริงๆ กำลังศึกษาเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ โดยดูความเป็นไปได้ในเรื่องของกำลังซื้อ พฤติกรรมการบริโภค และความเสี่ยงในการทำการค้าด้วยว่ามีหรือไม่ เพราะกรมส่งเสริมฯ ไม่ได้มุ่งเน้นเพิ่มปริมาณตลาดเพียงอย่างเดียว ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงเป็นสำคัญ ถ้าค้าขายด้วยแล้วมีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดปัญหาชำระหนี้ ไม่ได้ ก็ไม่เลือก

“เราไม่ได้ทำตลาดแบบหว่าน ไปทั่ว เราไปไม่ได้ทุกตลาดแน่ เพราะบุคลากรเรามีจำกัด กรมฯ จึงต้องเลือกเจาะตลาดที่หาข้อมูลแล้วว่ามีความเป็นไปได้ แล้วจึงกำหนดยุทธศาสตร์” ศรีรัตน์ กล่าว

สินค้านำขบวนในการบุกตลาดโลกปีหน้า อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ระบุว่า ยังคงพึ่งพาสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป และอาหาร เนื่องจากตลอดปีนี้ชื่อเสียงของสินค้าไทยได้รับการยอมรับในวงกว้างยิ่งขึ้น กระทั่งจีนที่เคยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ก็หันมาสั่งสินค้าในกลุ่มนี้จากไทยด้วย เช่นกัน หลังจากจีนมีปัญหาในกระบวนการผลิตเรื่องความปลอดภัย ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมบางรายการก็มีแนวโน้มการส่งออกค่อนข้างดี ทั้งหมดนี้จะเข้ามาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนการส่งออกปีหน้า

 

แน่นอนว่า การจะเดินไปให้บรรลุเป้าหมาย ตามแผนที่วางไว้ก็ต้องหาเครื่องมือมาช่วย

เครื่องมือที่ว่าก็คือ บุคลากร นั่นเอง

การปรับโครงสร้างบุคลากรภายในองค์กร โดยเฉพาะการโยกย้ายทูตพาณิชย์และผู้ช่วย ทูตพาณิชย์ ที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ อายุงานครบ 4 ปี ให้ทยอยเดินทางกลับ เพื่อคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมไปทำหน้าที่แทน เป็นแผนปฏิบัติการที่อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออกหมายมั่นปั้นมือมากกว่าจะ เป็นกลไกสำคัญ ในการเพิ่มจำนวนบุคลากรคุณภาพให้มีไว้ใช้งานได้มาก ยิ่งขึ้น

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า แผนดังกล่าวมีใบสั่งนักการเมืองบ้าง มีการเรียกรับค่าหัวคิวแลกกับการได้รับการคัดเลือกบ้าง หรือกระทั่งกระแสโจมตีเด็กฝากก็ตาม แต่ศรีรัตน์ก็ยังยืนยันว่า นโยบายนี้เดินมาถูกทางแล้ว

เหตุผลก็เพราะข้าราชการทุกวันนี้มีจำนวน เพิ่มมากขึ้น มีคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานเพิ่ม ถือว่า เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรและนโยบายรัฐ

การทำงานต้องเกิดการผสมผสานระหว่างข้าราชการทุกรุ่น ข้าราชการรุ่นเก่าจะมีประสบการณ์มาก มีความเชี่ยวชาญสูง แต่ข้าราชการ รุ่นใหม่ก็จะมีแนวคิดใหม่ๆ เข้ามาช่วยเสริม ระบบการทำงานแบบเดิมๆ จึงต้องเปิดโอกาสให้ทำงานได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น จะได้มีโอกาส นำความรู้ใหม่ๆ เข้าไปประยุกต์ใช้ในแต่ละ สถานการณ์

“ในระดับทูตพาณิชย์ที่อยู่ครบเทอม 4 ปี ที่ ต้องย้ายกลับมีอยู่ประมาณ 8-9 คน ส่วนตำแหน่ง ผู้ช่วยฯ ที่อยู่ครบเทอมมีราว 30 คน แต่ถ้าประเทศไทยทั้งทูตพาณิชย์และผู้ช่วยฯ อายุการทำหน้าที่ครบเทอมพร้อมกัน ก็จะให้คนหนึ่งอยู่ต่อก่อน 3 เดือน รอสอนงานให้คนใหม่แล้วค่อยกลับตาม ไม่เหมารวมว่าทุกคนที่ทำหน้าที่อยู่ในต่างประเทศต้องกลับมาทั้งหมด”

ศรีรัตน์ กล่าวว่า คนเก่าที่ย้ายกลับก็จะได้นำประสบการณ์และระบบการทำงานในต่างแดนมาช่วย พัฒนาการทำงานในประเทศอีกทาง ผลที่ได้คือการทำงานในภาพรวมขององค์กรจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คนเก่งก็มีเพิ่มขึ้น

ศรีรัตน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบเก่าที่ไม่เคย มีการโยกย้ายทูตพาณิชย์เลย ทำให้หลายคนประจำอยู่ในต่างประเทศนานนับ 10 ปี เพราะสมัยก่อนจำนวนข้าราชการมีจำกัด แต่สมัยใหม่คนรุ่นใหม่ เข้ามารับราชการเพิ่ม แต่ละคนก็มีความรู้ความสามารถ แถมโลกก็เปลี่ยนแปลงเร็ว องค์กรก็ ต้องปรับตัวตามให้ทัน ถ้าการทำงานยังย้ำอยู่กับที่ ข้าราชการก็จะทำงานร่วมกับเอกชนได้ลำบาก

การจะปรับองค์กรให้ทันสมัย มีความเป็นสากล วิ่งตามกระแสโลกได้ ก็ต้องพัฒนาบุคลากร หมุนเวียนการทำงานให้ทุกคนกระตือรือร้นอยู่ตลอด ไม่ใช่ปล่อยให้การทำงานกระจุกอยู่กับที่ การพัฒนาก็ลำบาก เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ขณะนี้กระบวนการรับสมัครและการคัดเลือกเป็นไปอย่างเข้มข้น การันตีได้ว่ามีความโปร่งใส ยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ก็เข้ามา ดูแลขั้นตอนการคัดเลือกด้วยตัวเอง ไม่ใช่เลือกใคร ก็ได้ และหลังจากคัดผู้เหมาะสมได้แล้ว จะต้อง จัดอบรมเพิ่มภูมิความรู้ก่อนส่งออกไปปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

“ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคงทำให้ทุกคนพอใจทั้งหมดไม่ ได้ เพราะอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบเก่าไปสู่ระบบใหม่ ย่อมมีคนที่ ปรับตัวตามไม่ทันไม่พอใจเป็นธรรมดา แต่เตือนว่าทุกคนต้องเรียนรู้ จะได้เดินไปพร้อมกันได้ เพื่อประโยชน์ในภาพรวม คงไม่เหมาะที่ใครคนใด คนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะออกมาเคลื่อนไหว เพียงเพราะเสียประโยชน์ส่วนตัว” ศรีรัตน์ กล่าว ทิ้งท้าย

source:กรุงเทพธุรกิจ

กระทรวงพาณิชย์ จัดสัมนาให้ความรู้ การเปิดเสรีทางการค้าสินค้า การบริการ และการลงทุนของไทยในรูปแบบ FTA คลินิก

กระทรวงพาณิชย์จัดสัมนาให้ความรู้ การเปิดเสรีทางการค้า สินค้า การบริการ และการลงทุนของไทย ในรูปแบบ FTA คลินิกให้ผู้นำท้องถิ่น เพื่อนำข้อมูลไปถ่ายทอดแก่ชุมชน
นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง การเปิดเสรีทางการค้าสินค้า การบริการและการลงทุนของไทย ในรูปแบบ FTA คลินิก เพื่อผู้นำท้องถิ่น อบต. อบจ.และผู้นำเกษตรกร ภาคกลางและกรุงเทพมหานครว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 53 เป็นต้นไป ความตกลงการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟต้า จะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ และจากกรอบกำแพงภาษี ระหว่างกันของกลุ่มสมาชิก 10 ประเทศ จะลดภาษีศุลกากรให้เหลือเพียง 0% ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะทำการชี้แจงให้กับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ได้เข้าใจ เพื่อให้ประชาชนในกลุ่มต่างๆ นำไปถ่ายทอด ให้ได้รับความรู้ความเข้าใจ เหตุผล ความเป็นมาของการเปิดเสรีทางการค้า

ทั้งนี้ ยอมรับว่าประชาชนส่วนใหญ่ในแต่ละท้องถิ่นยังสับสนเกี่ยวกับการเปิดเสรีทาง การค้าซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบประเทศคู่ค้า เพราะจะมีสินค้าหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย จนทำให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชผลทางการเกษตร ได้รับผลกระทบ อีกทั้งมองว่าไทยจะเสียเปรียบมากกว่าได้เปรียบ จึงเป็นสิ่งที่ภาครัฐจะต้องเร่งดำเนินการชี้แจงทำความเข้าใจในแต่ละพื้นที่

นายอลงกรณ์กล่าวด้วยว่า ภาครัฐได้เตรียมการจัดตั้งกองทุนเยียวยา สำหรับสินค้าหรือบริการ ที่จะได้รับผลกระทบ เพื่อพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพ แข่งขันได้ และเพิ่มโอกาสทางการค้า รวมทั้งจะติดตามการใช้สิทธิ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการนำเข้าสินค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยในปีหน้ากระทรวงพาณิชย์ ตั้งเป้าการส่งออกจะขยายตัว ภายใต้กลุ่มความร่วมมือ อาฟตาไม่ต่ำกว่า 20%

source:ประชาชาติธุรกิจ

จากการศึกษาวิเคราะห์และเตือนภัย SMEs รายสาขาโดย SAW สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า จำนวนวิสาหกิจของกลุ่มธุรกิจการค้าและการบริการที่มีมากกว่า 2.2 ล้านราย หรือกว่าร้อยละ 70 ของ SMEs ส่วนมากเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคลและมีเงินได้ พึงประเมินไม่เกิน 1,200,000 บาทต่อปี พบว่า SMEs ในธุรกิจการค้ามีผลตอบแทนจากการดำเนินงานต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานโดยรวม หรืออาจจะมีผลตอบแทนเพียงร้อยละ 2.34 เท่านั้น ซึ่งเป็นผลพวงมาจากอัตราการบริโภคและพฤติกรรมการบริโภคที่มีความระมัดระวัง มาก ยิ่งขึ้นในปี 2552 และคาดว่าน่าจะสืบเนื่องไปถึงต้นปี 2553 เพราะ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ในภาคครัวเรือน ยังมีความกังวลกับเศรษฐกิจ การเมือง และความหวาดระแวงต่อการเลิกจ้างในอนาคต

นอกจากนี้ SMEs ในกลุ่มธุรกิจการค้ายังต้องเผชิญกับปัญหาการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากยิ่ง ขึ้น จากการแข่งขันกับธุรกิจ รายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ ในส่วนของรายได้ด้อยค่า (รายได้ที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด) ที่มีอัตราส่วนถึงร้อยละ 49 เป็นตัวบ่งชี้ว่า หาก SMEs ในกลุ่มนี้ไม่เร่งปรับตัวหรือปรับเปลี่ยนวิธีการประกอบธุรกิจ ในอนาคตธุรกิจการค้ารายย่อยแบบดั้งเดิมแท้จริงจากคนรุ่นก่อนคงไม่มีการสาน ต่อในรุ่นหลัง

ทั้งนี้การส่งเสริมของภาครัฐต่าง ๆ ในระยะสั้น กลาง ยาวควรมีการบูรณาการกันอย่างจริงจังในเรื่องของการตลาด ปัจจัยเอื้อต่าง ๆ ด้านพื้นที่ แหล่งเงินทุนในลักษณะการฟื้นฟูธุรกิจ การขยายธุรกิจ การเริ่มต้น ควรจะเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมระดับมหภาคจาก รัฐบาล

ธุรกิจบริการก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยในลำดับต้น ๆ แต่หากพิจารณาเป็นรายสาขาจะพบว่ารายได้ที่เกิดขึ้นไม่สามารถรับรองถึงความ เข้มแข็งของธุรกิจแต่อย่างใด โดยเฉพาะ SMEs ในสาขา โรงแรมและภัตตาคาร บริการให้เช่าสินทรัพย์ บริการอำนวยการ บริการ

วัฒนธรรม บันเทิงและกีฬา และบริการเสริมสร้างสุขภาพสปาและสังคม หรือแม้แต่ในบางธุรกิจอย่างบริการก่อสร้าง บริการ Logistic บริการคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ และบริการสุขภาพและอนามัย

เนื่องจากพบว่าในสาขาเหล่านี้จะมีรายได้ที่เกิดจากการบริการที่ไม่เป็นที่ ต้องการของลูกค้าอยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก อันแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการที่จะพัฒนาการบริการใหม่ ๆ และเติบโตได้ในอนาคตมีค่อนข้างต่ำ ซึ่งสะท้อนจากตัวเลขรายได้ด้อยค่าที่สัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะสาขาการก่อสร้าง สาขาโรงแรมและภัตตาคาร สาขา Logistic ไปรษณีย์และโทรคมนาคม บริการอสังหาริมทรัพย์ บริการวิจัยและพัฒนา บริการอำนวยการ บริการสุขภาพและอนามัย และบริการสุขภาพสปาและสังคม

นอกจากนี้ยังพบว่าแรงงานในภาคการบริการยังมีคุณภาพค่อนข้างต่ำ อันเนื่องมาจากส่วนหนึ่งที่ต้องใช้แรงงานจากต่างชาติเพื่อลดต้นทุน โดยแรงงานเหล่านี้ค่อนข้าง จะมีการศึกษาต่ำและขาดความรู้ในการประกอบอาชีพในสาขาบริการนั้น ๆ โดยเฉพาะสาขาการก่อสร้างและสาขาโรงแรมและภัตตาคารที่ส่วนใหญ่จำเป็นต้อง ใช้แรงงานเหล่านี้เป็นหลัก ซึ่งชี้วัดคุณภาพได้จากผลิตภาพแรงงานที่แนวโน้มการเติบโตค่อนข้างต่ำ ในขณะที่สาขาบริการท่องเที่ยว สาขา Logistic สาขาไปรษณีย์และโทรคมนาคม สาขาบริการการเงิน สาขาบริการอสังหาริมทรัพย์ สาขาให้เช่าสินทรัพย์ บริการคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ บริการวิจัยและพัฒนา บริการที่ปรึกษา บริการสุขภาพและอนามัย บริการวัฒนธรรม บันเทิง และบริการสุขภาพ สปาและสังคม ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวัง

source :ไทยพีอาร์ ดอทเน็ต

ทีเอ็นที เอ็กซเพรส เปิดให้บริการเซ็นรับสินค้า ด้วยระบบ PoD แบบออนไลน์แก่ลูกค้าแล้วในวันนี้ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานใหม่ของบริษัทในด้านการกำหนดเส้นทางและติดตามสินค้าด้วย ระบบออนไลน์และผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์รูปแบบต่างๆ อาทิ myTNT, ExpressShipper, ExpressManager และ ExpressConnect บริการนี้เปิดให้บริการแล้วในกว่า 85 ประเทศทั่วโลก ทั้งในตลาดการขนส่งพัสดุภัณฑ์ด่วนขนาดใหญ่และตลาดที่กำลังเติบโต เช่น ประเทศจีน อินเดีย และบราซิล ตลอดจนประเทศอื่นๆ อีกมากมาย
ระบบ PoD คือเอกสารสำเนาของลายเซ็นผู้รับสินค้าหรือตราประทับของบริษัทแบบดิจิตัล ซึ่งระบุวันที่และเวลาในการส่งมอบสินค้า โดยภาพดิจิตัลนี้จะมีอายุใช้งานจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้นหลังวันส่งมอบสินค้า ซึ่งผู้ส่งสินค้าสามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เืพื่อตรวจสอบสถานะการขนส่ง สินค้าของตนได้อย่างง่ายดาย จึงช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในขั้นตอนการบริหารจัดการและการชำระค่าบริการ ทีเอ็นที เอ็กซเพรสให้บริการดังกล่าวแก่ลูกค้าโดยที่ลูกค้าไม่ต้องยื่นขอรับบริการแต่ อย่างใด และไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม

“เราได้สรรค์สร้างบริการ เซ็นรับสินค้าด้วยระบบ PoD ที่ถือเป็นการขยายบริการครอบคลุมภูมิภาคสำคัญต่างๆ ของโลก ด้วยการบริการที่มีคุณภาพสูงและการเชื่อมต่อที่ง่ายดายสำหรับลูกค้าของเรา ทุกท่าน” เจน วิลเลม บรีน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายแห่งทีเอ็นที เอ็กซเพรส กล่าว “แม้สิ่งนี้มิได้ถือเป็นบริการรูปแบบใหม่สำหรับผู้ให้บริการขนส่งด่วนครบ วงจร แต่นี่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจของเรา” 
อลัน มิว กรรมการผู้จัดการใหญ่แห่งทีเอ็นที ประเทศไทย กล่าวว่า “บริการตรวจสอบสินค้าด้วยภาพลายเซ็นรูปแบบใหม่นี้ถือเป็นความพยายามที่น่า ชื่นชมอย่างยิ่ง ซึ่งจะช่วยให้เราบรรลุถึงเป้าหมายแห่งบริการขนส่งสินค้าที่ดีเยี่ยมที่สุด เท่าที่เราจะสามารถทำได้สำหรับลูกค้าของเรา ผู้ซึ่งต้องการติดตามสถานะการขนส่งสินค้าของตนเองอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น บริการด้วยระบบ PoD นี้ สามารถตอบสนองและเอื้อให้เกิดประโยชน์อีกมากมาย อาทิ การขนถ่ายพัสดุภัณฑ์ที่ดีกว่าเดิมไปจนถึงระบบการทำบัญชีรายการขนส่งสินค้า ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
โซลูชั่นของทีเอ็นทีสามารถครอบคลุมลายเซ็นได้หลายรูปแบบ ทำให้ทีเอ็นทีสามารถมอบความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าได้ในทุกพื้นที่และทุกรูป แบบของการปฏิบัติงาน บริการนี้ยังครอบคลุมภูมิภาคต่างๆ อย่างกว้างขวาง สามารถให้บริการพันธมิตรทางธุรกิจหรือแม้แต่องค์กรต่างๆ ได้
ทีเอ็นที เอ็กซเพรส ให้บริการเซ็นรับสินค้าด้วยระบบ PoD ในกว่า 85 ประเทศ ครอบคลุมประเภทการขนส่งพัสดุภัณฑ์กว่า 90% โดยทีเอ็นที เอ็กซเพรส มีแผนขยายขอบข่ายการให้บริการโซลูชั่นส์ถึง 100 จุดหมายปลายทางใน 2-3 เดือนข้างหน้า เพื่อให้ครอบคลุมประเทศและดินแดนต่างๆ ทั่วโลก