Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62

CTL โลจิ สติกส์ ผู้ประกอบการรถไฟที่ใหญ่ที่สุด รายงานผลประกอบการที่ เพิ่มขึ้น 16% ใน

ไตรมาสที่สามของปี และกล่าวว่าส่วนแบ่งการตลาดของโปแลนด์เติบโต 10% นอกจากนี้ ประธานบริษัท CTL (Mr.Krysztof Sedzikowski) กล่าวว่าได้ดำเนินการมาถึงปัจจุบันและประสบความสำเร็จอย่างมาก

Posted on Dec.11, 2009
Source: IFW Daily News Bulletin

http://www.ifw-net.com:80/freightpubs/ifw/newsarticle.htm?artid=20017728612


รัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักร (UK)  พิจารณาจัดตั้งท่าเรือ Ferry “Dover”ที่หนาแน่นที่สุดให้ทางผู้ประกอบเอกชนเข้าบริหาร โดยเปิดเผยว่าได้มีการพิจารณาจากท่าเรือ 6 ท่า ซึ่งท่าเรือ “Dover” นับเป็นท่าเรื่อที่ใหญ่ที่สุด

Posted on Dec.11, 2009
Source: IFW Daily News Bulletin

http://www.ifw-net.com/freightpubs/ifw/newsarticle.htm?artid=20017728593

จากผลสรุปการบริการขนส่งสินค้าของสายการบิน Cathay Pacific และ Dragonair มีปริมาณสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบตัวเลขระหว่างเดือนพฤศจิกายนปี 2551กับ ปี 2552 สะท้อนให้เห็นถึง demand ของลูกค้ามีมากในช่วงเทศกาลที่ผ่านมา

Posted on Dec.11, 2009
Source: IFW Daily News Bulletin

http://www.ifw-net.com/freightpubs/ifw/newsarticle.htm?artid=20017728673

ในฐานะผู้ จัดการด้านโลจิสติกส์ผู้นำเข้าจำเป็นต้องกำหนดค่าห่วงโซ่อุปทาน เพื่อใช้ปริมาณการขนส่งเป็นตัวขับเคลื่อนตามความต้องการของลูกค้าจริง มากกว่าวิเคราะห์ตามการประมาณการความต้องการเหมือนที่เคยปฏิบัติมา นอกจากนี้ Andrea Harris ที่ปรึกษาบริษัท Davies & Robson กล่าว ถึงมาตรการรวมถึงการจัดตั้งร้านค้าปลีกโดยถือหุ้นในแหล่งผลิตซึ่งช่วยลดต้น ทุนการขนส่งสินค้าทางเรือและค่าใช้จ่ายในการกระจายสินค้าได้

Posted on Dec.11, 2009
Source: IFW Daily News Bulletin

http://www.ifw-net.com/freightpubs/ifw/indexarticle.htm?artid=20017728742

อุตสาหกรรม การขนส่งและโลจิสติกส์ได้แสดงความคิดเห็นร่วมต่อรัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักร ก่อนออกคำแถลงการณ์เรื่องงบประมาณ โดยมีสมาคมคลังสินค้าแห่งประเทศอังกฤษ (UKWA) สมาคมขนส่งสินค้า (FTA)เข้ามีส่วนร่วม

Posted on Dec.11, 2009
Source: IFW Daily News Bulletin

http://www.ifw-net.com:80/freightpubs/ifw/indexarticle.htm?artid=20017728651


SNCF คณะกรรมการบริหารของ SeaFrance ตัดสินใจนำกิจการเข้าสู่สนามการค้าฝรั่งเศส หลังจากที่องค์กรหลัก CFDT ได้ปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดของผู้ประกอบการในเรื่องการปลดพนักงานที่ซ้ำซ้อนงานออก จาก 500 คน คงเหลือ 482 คน ซึ่งกำหนดเวลาที่องค์กรจะเข้าไปตกลงกัน คือ 14.00 น. วันที่ 10 ธันวาคม 2552 โดยจะมีการจ่ายเงินสำรองเลี้ยงชีพให้จนกระทั่ง 15 กุมภาพันธ์ 2553

Posted on Dec.11, 2009

Source: IFW Daily News Bulletin

http://www.ifw-net.com:80/freightpubs/ifw/indexarticle.htm?artid=20017728633

source:กรุงเทพธุรกิจ

กระทรวงพาณิชย์ ปรับยุทธศาสตร์ดูแล 4 กลุ่มสินค้า หวังตลาดส่งออกไทยให้เติบโตได้ตามเป้า 13-15% รับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปีหน้า

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังหารือร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับระบบดูแลสินค้าและตลาดสำคัญใหม่ โดยมีการแต่งตั้งผู้บริหารดูแล และแยกกลุ่มสินค้าเป็น 4 กลุ่ม เพื่อให้สามารถวางแผนกลยุทธ์เจาะตลาดรวมถึงติดตามสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กลุ่มแรก คือ สินค้าหลักที่ทำรายได้ส่งออกสูงสุด 10 อันดับ ได้แก่ ข้าว สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

กลุ่มที่ 2 เป็นประเภทสินค้าเอกลักษณ์ วัฒนธรรมไทย ที่หวังเพิ่มยอดขายด้วยการสร้างยี่ห้อของไทย เช่น ข้าวหอมมะลิ ผ้าไหม

กลุ่มที่ 3 คือ สินค้าใหม่ที่มีโอกาสขยายในการส่งออก อาทิ เครื่องสำอาง สบู่ เครื่องมือแพทย์

กลุ่มที่ 4 คือสินค้าเอสเอ็มอี และสินค้าโอทอป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวด้วยว่า เนื่องจากเศรษฐกิจโลกได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วและกำลังจะเริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป กระทรวงพาณิชย์จึงได้เสนอแผนยุทธศาสตร์รายสินค้าให้ภาคเอกชนได้รับทราบ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อนำมากำหนดมาตรการส่งเสริมการส่งออกเฉพาะรายสินค้าและตลาด ขณะเดียวกันก็ถือเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการ ในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศด้วย เพื่อให้การส่งออกของไทยในปี 2553 สามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 13-15% ต่อไปได้

source:ประชาชาติธุรกิจ

"ไปรษณีย์ไทย" จีบกระทรวงเกษตรฯ-พาณิชย์เล็งก้าวเป็นตัวแทนขนส่งผลไม้ แก้ปัญหาเกษตรกรถูกกดราคา พร้อมเปิด "ปิกอัพโพสต์" บริการขนสัมภาระน้ำหนัก ไม่เกิน 200 กิโลกรัมถึงบ้าน พร้อมขยายแฟรนไชส์ "ร้านไปรษณีย์ไทย" ในต่างจังหวัด เสริมทัพให้เข้มแข็งสู้คู่แข่งต่างชาติ


นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทมีแผนจะก้าวเป็นผู้ขนส่งและกระจายผลไม้ให้กับเกษตรกร เพื่อแก้ปัญหาถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาหน้าสวน โดยจะอาศัยศูนย์ไปรษณีย์ใหญ่ 14 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งมีพื้นที่ขนาดใหญ่พอจะสร้างห้องเย็นสำหรับพัก พืชผลทางการเกษตรก่อนกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ แต่จะต้องอาศัยการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์

"ประเทศไทยมีผลไม้ออกตลอดทั้งปี แต่เกษตรกรมักจะขายไม่ได้ราคา เพราะถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา ทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ปัญหาโดยการประกันราคา ฉะนั้นแทนที่จะเข้ามาประกันราคาอย่างเดียว หากรัฐบาลเข้ามาสนับสนุนในการสร้างห้องเย็น เพื่อให้สินค้าคงคุณภาพก่อนจะกระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งตามศักยภาพของบริษัทจะใช้เวลาราว 1 วัน ในการกระจายสินค้าไปทั่วประเทศ เพียงแต่การขนส่งรูปแบบนี้ เกษตรกรจะต้องบรรจุผลไม้ในกล่องขนาดเท่า ๆ กัน ซึ่งมีความจุประมาณ 10-20 กิโลกรัม เพื่อความสะดวกในการขนส่งและกระจายสินค้าของบริษัท"

นายออมสินกล่าวว่า โครงการนี้ควรกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะมีประโยชน์กับเกษตรกร และต้องอาศัยรัฐช่วยผลักดัน เพราะในตลาดผลไม้มีผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายใหญ่อยู่ 9 รายใน ต่างจังหวัด และ 2 รายใหญ่ในเขตกรุงเทพฯ โดยขณะนี้กำลังเจรจากับกระทรวงเกษตรฯ เพื่อขอให้นำงบฯไทยเข้มแข็งมาสนับสนุนโครงการ

ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการเสริมความแข็งแกร่งบริการด้านการขนส่ง ในปีหน้าจะนำระบบการจัดการด้านโลจิสติกส์มาใช้ เพื่อให้การจัดการพัสดุ อุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องคล่องตัวมากขึ้น รวมถึงระบบคอลเซ็นเตอร์ และการเปิดแฟรนไชส์ "ร้านไปรษณีย์ไทย" ในพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อขยายบริการได้อย่างรวดเร็วในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

"ปณท.ต้องทำบริการโลจิสติกส์ให้ เข้มแข็ง เพราะต้องสู้กับคู่แข่งต่างชาติที่เข้ามาให้บริการ ซึ่งขณะนี้รายใหญ่ทั้ง 2 รายเริ่มเข้าไปเสนอส่วนลดพิเศษให้กับร้านค้ารวบรวมจดหมาย ทำให้พัสดุต่าง ๆ จากร้านเหล่านี้ถูกส่งต่อให้กับบริษัทคู่แข่ง แทนที่จะส่งให้กับไปรษณีย์ไทยเหมือนแต่ก่อน"

ปีหน้าบริษัทจะเปิด "ปิกอัพโพสต์" บริการรับ-ส่งสัมภาระที่น้ำหนักไม่เกิน 200 กิโลกรัมถึงบ้าน อาทิ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ลูกค้าไม่ต้องขนเองให้เสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เป็นการต่อยอดจากบริการโลจิสต์ โพสต์ ที่ลูกค้าต้องขนสินค้าไปส่งที่ไปรษณีย์

นอกจากนี้ยังเตรียมลงทุนระบบไอทีเพื่อรองรับการให้บริการ "อีโพสต์" การชำระค่าบริการต่าง ๆ ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีแนวโน้มจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในอีก 3-5 ปีข้างหน้า และจะมีผลกระทบกับรายได้ของไปรษณีย์ไทย ทั้งจากการส่งจดหมายธุรกิจ ซึ่งเป็นรายได้กว่า 70% ของบริษัท และบริการรับชำระค่าบริการ "เพย์แอดโพสต์"

"ตอนนี้บริษัทต่าง ๆ เริ่มใช้การแจ้งค่าบริการผ่านอีเมล์ มือถือ เพื่อลดต้นทุน และดึงดูดลูกค้าให้มาใช้ช่องทางนี้มากขึ้น โดยการให้ส่วนลด แต่ยังไม่ได้รับความนิยมจากลูกค้า เพราะยังชินกับการมีใบแจ้งหนี้มาถึงบ้าน แต่อนาคตเทรนด์จะเปลี่ยน ไปรษณีย์ไทยจึงต้อง เตรียมระบบไอทีให้สามารถเปิดรับการเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับระบบของลูกค้า ซึ่งขณะนี้ได้เขียนแผนธุรกิจเสนอบอร์ดแล้ว"

ส่วนรายได้ปีนี้คาดว่าจะเป็นไปตาม เป้าหมาย จากที่ตั้งเป้ากำไรสุทธิ 940 ล้านบาท โดย ณ สิ้นไตรมาส 3 มีกำไร 728 ล้านบาท ดูเหมือนปีนี้ตัวเลขกำไรลดลงจากปีก่อน เนื่องจากปีที่แล้ว บริษัทมีรายได้พิเศษจากการยกเลิกโทรเลขกว่าพันล้านบาท หากหักรายได้ส่วนนี้ออกในปี 2551 บริษัทจะมีกำไรราว 900 ล้านบาท ดังนั้นกำไร 940 บาทที่ตั้งเป้าไว้ จึงยังเป็นประมาณการที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ขณะที่ปีหน้าคาดว่าบริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกจากเทศกาลฟุตบอลโลก และสภาพการเมืองที่ดีขึ้น
 

 

source:ประชาชาติธุรกิจ

ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หรือจีเอ็มเอส ที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เริ่มต้นดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2535 ภายใต้ยุทธศาสตร์หลัก 3 ด้าน ได้แก่การเชื่อมโยง (connectivity) ความสามารถในการแข่งขัน (competitiveness) และชุมชน (community) เพื่อให้เกิด การพัฒนาทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค การเกษตร และ สิ่งแวดล้อม การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการท่องเที่ยว

เวลาผ่านมาเกือบ 18 ปีแล้ว ที่โครงการตามแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังดำเนินการต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในที่สุด

โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงของเอดีบี คือการสร้างการเชื่อมโยงระหว่างประเทศในกลุ่ม ด้วยการสร้างทางเชื่อมชนบท กับเมือง ชุมชนกับประเทศ และการเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ผ่านการสร้างเครือข่ายระเบียงเศรษฐกิจใน 9 เส้นทาง

ได้แก่เหนือ-ใต้ (คุนหมิง-กรุงเทพฯ) ตะวันออก (คุนหมิง-โฮจิมินห์ซิตี) ตะวันออก-ตะวันตก (เมาะลำไย-ดานัง) ทางใต้ (ทวาย-กวียง/วังเตา) ชายฝั่งทางใต้ (กรุงเทพฯ-นามเกิน) ตอนกลาง (คุนหมิง-สีหนุวิลล์/สัตหีบ) ทางเหนือ (ฝางเฉิง-ทะมุ) ทางตะวันตก (ทะมุ- เมาะลำไย) และทางตะวันออกเฉียงเหนือ (หนานหนิง-กรุงเทพฯ/แหลมฉบัง)

โดยหนึ่งในเส้นทางเศรษฐกิจเชื่อม อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ที่เอดีบีได้พาคณะสื่อมวลชนจาก 4 ประเทศในอาเซียน ซึ่งได้แก่ไทย กัมพูชา เวียดนาม และอินโดนีเซีย ไปสำรวจระหว่างวันที่ 23-28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คือเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจชายฝั่งทางใต้ (Southern Coastal Corridor) ซึ่งเส้นทางนี้เป็นทางเลียบอ่าวไทยที่เริ่มจากกรุงเทพฯ ผ่าน จ.ชลบุรี-จ.ตราด ในประเทศไทย กับ จ.เกาะกง-อ.สเรอัมเบิล-จ.สีหนุวิลล์-จ.กัมปอต ในกัมพูชา ผ่านเข้าสู่เมืองฮาเตียน ใน จ.เกียนยาง (Kien Giang) ลงไปที่ จ.ก่าเมา และสิ้นสุดเส้นทางที่ จ.นามเกิน ในเวียดนาม ระยะทางทั้งหมด 924 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม การสำรวจเส้นทางในครั้งนี้ได้ย่นระยะทาง โดยตัดการสำรวจเส้นทางในเวียดนามออกไปบางส่วน คือที่ จ.นามเกิน ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของระเบียงเศรษฐกิจชายฝั่งทางใต้ แต่ได้ย้อนขึ้นไปสำรวจเส้นทางเชื่อมโยงกับระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก ใน จ.เกิ่นเทอ และ จ.เตียนยาง (Tien Giang) เพื่อปิด การสำรวจที่โฮจิมินห์ซิตี ในเวียดนาม

นายอายุมิ โคนิชิ ผู้อำนวยการสำนักงานผู้แทนเอดีบีในเวียดนาม กล่าวถึงการสำรวจเส้นทางชายฝั่งทางใต้ครั้งนี้ว่า เพื่อให้เกิดความเข้าใจและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของตามเส้นทางนี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการปรับปรุงถนนในบางพื้นที่ และแม้ว่าจุดเริ่มต้นของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานอยู่ที่โครงการก่อสร้างถนน แต่ในอนาคตเอดีบียังมีแผนจะสร้าง "ซอฟต์แวร์" อื่น ๆ เพื่อรองรับการพัฒนาและเชื่อมโยงพื้นที่ส่วนนี้

ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของเอดีบีระบุถึงวัตถุประสงค์การสร้างเส้นทางเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายฝั่งด้านใต้ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 2 ประเด็น คือ 1) เพื่อลดเวลาและต้นทุนการขนส่งคนและสินค้าระหว่างไทย-กัมพูชาและเวียดนาม และ 2) เพื่อพัฒนาถนนเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ชนบท กับตัวเมืองในจังหวัดต่าง ๆ

โดยขณะนี้เอดีบีกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณารับข้อเสนอจากบริษัทเอกชนที่เข้ามาประมูลโครงการปรับปรุงถนนเส้นทาง NR 33 ระยะทาง 15 กิโลเมตร มูลค่า 13 ล้านเหรียญสหรัฐ เชื่อมต่อระหว่างชายแดนกัมพูชา-เวียดนาม ที่ด่าน แปร็กจัก-ส่าเสีย จ.แก๊บ ของกัมพูชา กับ จ.เกียนยาง ของเวียดนาม

ด้าน นายอิริค ชิดค์วิค เศรษฐกรอาวุโส สำนักงานผู้แทนเอดีบีในกัมพูชา ระบุว่า เส้นทางที่กำลังปรับปรุงสภาพในขณะนี้มีกำหนดให้แล้วเสร็จภายในอีก 2 ปีข้างหน้า และจะเป็นความหวังของ การขนส่งสินค้าจากกัมพูชาออกสู่ประเทศพื้นบ้านและการขนส่งไปจำหน่ายในประเทศต่าง ๆ ในโลก โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเสื้อผ้า สิ่งทอ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของกัมพูชาในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้กัมพูชายังมีท่าเรือขนาดใหญ่ที่ดำเนินการในรูปแบบรัฐวิสาหกิจ คือท่าเรือสีหนุวิลล์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกัมพูชา และเชื่อมโยงกับกรุงพนมเปญ ผ่านเส้นทางถนนหมาย เลข 4 และถนนหมายเลข 3 ประกอบกับในอนาคต จ.สีหนุวิลล์ยังมีแผนขยายสนามบินนานาชาติสีหนุวิลล์ ซึ่งปัจจุบันเปิดดำเนินการให้บริการจอดและขึ้นเครื่องบินเช่าเหมาลำขนาดเล็กเท่านั้น เพื่อรองรับนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในพื้นที่นี้ด้วย

สำหรับศักยภาพการขนส่งสินค้าบน เส้นทางระเบียงชายฝั่งทะเลทางใต้นี้มีท่าเรือใหญ่สองแห่ง ได้แก่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ในประเทศไทย ซึ่งในปี 2552 นี้รับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุตได้ทั้งหมด 4.6 ล้านตู้ ทั้งขาเข้าและขาออก ส่วนท่าเรือแหล่งที่สอง คือท่าเรือสีหนุวิลล์ ในกัมพูชา ซึ่งใน 10 เดือนแรกของปีนี้ สามารถรองรับการขนส่งตู้สินค้าขนาด 20 ฟุตได้ทั้งหมด 175,174 ตู้

อย่างไรก็ตาม การใช้เส้นทางขนส่งทางถนนเชื่อมทั้ง 3 ประเทศยังไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เนื่องจากบางจุดสภาพถนนยังเสื่อมโทรม ขรุขระ ทางแคบ และยังต้องผ่านด่านชายแดน 2 จุด ได้แก่ที่ด่านบ้านหาดเล็ก-จ๋ามเยี่ยม อ.คลองใหญ่ จ.ตราด กับ อ.จ๋ามเยี่ยม จ.เกาะกง ของกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันการข้ามแดนของบุคคลยังมีค่าธรรมเนียมทำหนังสือผ่านแดน (วีซ่า) รายละ 20-25 ดอลลาร์สหรัฐ ด่านแห่งที่สอง อยู่ที่ด่านแปร็กจัก-ส่าเสีย จ.แก๊บ ของกัมพูชา กับ จ.เกียนยาง ของเวียดนาม ซึ่งไม่มีค่าธรรมเนียมทำหนังสือผ่านแดน

แต่ในอนาคต เมื่ออาเซียนรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 การพัฒนาเพื่อเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยวในระเบียงชายฝั่งทางใต้นี้ ก็นับเป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่จะเชื่อมโยง นักท่องเที่ยวและสินค้าให้ข้ามแดนกันไป มาได้มากขึ้นได้