Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62

source:ฐานเศรษฐกิจ

สถาบันอาหาร ชี้ภาพรวมส่งออกอาหารไทยปี 2553 แนวโน้มสดใส ฟันธงมูลค่าพุ่งเกือบ 800,000 ล้านบาท ระบุอานิสงส์เศรษฐกิจโลกฟื้น ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น และอาฟต้าลดภาษีเป็น 0 แต่การกีดกันการค้ายังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

ประเมินผลกระทบปัญหาทางการเงินในดูไบ ร้านอาหารไทยอ่วมสุด ยอดขายวูบกว่า 30% ส่วนกรณีเวียดนามลดค่าเงินด่อง 5 กลุ่มสินค้าไทยส่อกระทบหนัก
นายอมร งามมงคลรัตน์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยถึง ภาพรวมการส่งออกสินค้าอาหารของไทยในปี 2552 ว่า คาดจะมีมูลค่าทั้งสิ้น 737,000 ล้านบาท ขยายตัวลดลง 5.2% เมื่อเทียบกับปี 2551 มีปัจจัยสำคัญจากความต้องการสินค้าในตลาดโลกได้หดตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันการค้าอาหารของโลกในปี 2552  ก็มีแนวโน้มหดตัวลง โดยทั้งปีคาดจะมีมูลค่าเพียง 863,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือลดลง 15% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
สำหรับแนวโน้มในปี 2553 การส่งออกอาหารคาดจะปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งในปี 2553 การค้าอาหารของโลกจะมีมูลค่าประมาณ 975,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้น 13 % เมื่อเทียบกับปี 2552 ขณะที่แนวโน้มการส่งออกอาหารของไทยในปี 2553 คาดจะมีมูลค่า 793,000 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีนี้ 7.5%
โดยปัจจัยบวกนอกจากเศรษฐกิจโลก ค่อยๆ ฟื้นตัวแล้ว ยังเป็นผลจากหลายประเทศในเอเชียที่เป็นทั้งคู่แข่งและคู่ค้าประสบภัยธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้มีการนำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงเป็นผลจากราคาสินค้าต่อหน่วยจะสูงขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังได้รับผลดีจากความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน(อาฟต้า)ที่จะลดภาษีระหว่างกันลงเป็น 0% ในปีหน้า ทำให้ต้นทุนสินค้าไทยถูกลงและเพื่อนบ้านจะมีการนำเข้าสินค้าไทยเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้สินค้าส่งออกหลักที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น ไก่และสัตว์ปีก ทูน่ากระป๋องและทูน่าแปรรูป ปลากระป๋องและปลาแปรรูป ผักผลไม้กระป๋องและแปรรูป เครื่องปรุงรส ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ อาหารสำเร็จรูป เป็นต้น
อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยได้แก่ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักยังมีความเปราะบาง มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี(เอ็นทีบี)ในรูปแบบใหม่ๆที่จะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออก เช่นมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงราคาน้ำมัน ซึ่งหากสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้
นายอมร ยังเปิดเผยถึง สองปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยคือกรณีปัญหาโครงสร้างทางการเงินของรัฐดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี) และการลดค่าเงินด่องของเวียดนามลง 5% ว่า ในกรณีแรกล่าสุดได้รับรายงานว่า สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยูเออี ที่กระทบมากในครั้งนี้ได้แก่ ข้าว ซึ่งเป็นสินค้าหลักคิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของสินค้ากลุ่มอาหารทั้งหมดที่ไทยส่งไปยูเออี รองลงมาคือ ทูน่าและสับปะรดกระป๋อง เบียร์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าธุรกิจร้านอาหารที่คนไทยเข้าไปลงทุนในยูเออี ได้รับผลกระทบจากยอดขายลดลงประมาณ 30% เนื่องจากผู้บริโภคชาวเอเชียซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก ถูกเลิกจ้างและถูกส่งกลับประเทศเป็นจำนวนมาก
ส่วนกรณีการลดค่าเงินด่องของเวียดนาม สินค้าไทยที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ได้แก่ กลุ่มอาหารทะเล เช่น กุ้ง และเนื้อปลาบด ข้าว มันสำปะหลัง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพราะเป็นสินค้าเป็นคู่แข่งกัน นอกจากนี้การลดค่าเงินดังกล่าวอาจเป็นปัจจัยดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมทูน่าในเวียดนามเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกสินค้าในกลุ่มดังกล่าวของไทยได้

source:ข่าวสด

สตูล - นายสุเมธ ชัยเลิศวณิชกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวว่า สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือสนข. กำหนดให้กลุ่มที่ปรึกษาดำเนินการจัดประชุมปฐมนิเทศ เพื่อศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเบื้องต้นทางรถไฟเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ ระหว่างเวลา 09.00-12.30 น. ณ โรงแรมสินเกียรติธานี อำเภอเมือง เพื่อชี้แจงรายละเอียดและความจำเป็นของการดำเนินการศึกษาดังกล่าวให้ผู้แทนส่วนราชการภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนสื่อมวลชนในทุกพื้นที่ได้มีโอกาสรับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการศึกษา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ที่ดำเนินการศึกษาตลอดแนวเส้นทาง รวมถึงขอบเขตการศึกษาในมิติต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอรับฟังความคิดเห็น ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ที่จะนำมาใช้ประกอบการพิจารณา ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นต่อไป

สำหรับกลุ่มที่ปรึกษาในครั้งนี้ มีบริษัทเอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด เป็นบริษัทที่ปรึกษาหลักและมีบริษัทที่ปรึกษาร่วมรวม 4 บริษัทเป็นผู้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเบื้องต้นทางรถไฟเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน เริ่มการปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 16 ก.ย. และกำหนดแล้วเสร็จประมาณเดือนก.ย. 53

 

source:กรุงเทพธุรกิจ

สสว. จับมือ 5 สถาบันการศึกษา 5 ภูมิภาค เดินหน้าศึกษาสถานภาพ SMEs สร้างฐานข้อมูลที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง การจัดทำแผนส่งเสริมSMEs

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเอสเอ็มอี (สสว.) เปิดเผยว่า จากความสำคัญของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เห็นได้จาก SMEs ซึ่ง มีจำนวนประมาณ 2.82 ล้านกิจการ คิดเป็นร้อยละ 99.7 ของจำนวนวิสาหกิจทั่วประเทศ มีการจ้างงานจำนวน 8.9 ล้านคน คิดเป็นน้อยละ 76 ก่อให้เกิดมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม 3.44 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37.8 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศ มูลค่าส่งออก 1.69 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 28.9 ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งประเทศ ขณะเดียวกันยังเป็นกลไกการเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในระดับวิสาหกิจ ชุมชน สู่การเป็นสังคมผู้ประกอบการ

ทั้งนี้เพื่อให้การส่งเสริม SMEs เป็นไปอย่างสอดคล้องกับศักยภาพ และจุดแข็งทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ สสว. จึงได้ร่วมกับสถาบันการศึกษา 5 แห่ง ใน 5 ภูมิภาค ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินโครงการ “ศึกษาวิเคราะห์สถานภาพ SMEs ประเทศไทย : บทบาทเชิงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม” เพื่อนำไปสู่การสร้างฐานข้อมูล SMEs ที่สามารถบ่งบอกถึงลักษณะหรืออัตลักษณ์ของ SMEs ในแต่ละกลุ่ม ชุมชน และแต่ละพื้นที่
การดำเนินงานครั้งนี้จะมุ่งศึกษาวิเคราะห์สถานภาพ SMEs ในแต่ละภูมิภาค ทั้ง บทบาททางเศรษฐกิจ เช่น โครงสร้างสถานภาพของธุรกิจ ลักษณะการประกอบธุรกิจ ความเป็นผู้ประกอบการ ขีดความสามารถในการประกอบธุรกิจ ปัจจัยแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ ตำแหน่งของธุรกิจใน Value Chain ความเชื่อมโยงของธุรกิจ SMEs ในแต่ละกลุ่ม รวมถึงความเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการรายใหญ่ บทบาททางสังคม เช่น การปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมและแรงงานจากธุรกิจ SMEs ในพื้นที่ การย้ายถิ่นฐานของแรงงาน คุณภาพของแรงงาน การเชื่อมโยงของธุรกิจ SMEs กับชุมชนและสิ่งแวดล้อม และ บทบาททางวัฒนธรรม เช่น โครงสร้างและสถานภาพของธุรกิจ SMEs ที่นำทุนทางวัฒนธรรมมาใช้ในทางธุรกิจ การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตซึ่งเป็นผลมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ เป็นต้น
โดยจะดำเนินการศึกษาผ่านการจัดกิจกรรมประชุม Focus Group ในพื้นที่ 14 จังหวัดใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ประกอบด้วย ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ได้แก่ อยุธยา สุพรรณบุรี เพชรบุรี และระยอง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ขอนแก่น อุดรธานี สุรินทร์ ภาคใต้ ได้แก่ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต และสงขลา และ กรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ผู้ประกอบการ SMEs จากธุรกิจที่มีบทบาทในแต่ละพื้นที่ ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชน รวมถึงธุรกิจรายใหญ่ ซึ่งการประชุมครั้งแรกจะจัดขึ้นในกลางเดือนธันวาคมนี้ ที่จังหวัดขอนแก่น และจะสัญจรไปจัดในทุกพื้นที่เป้าหมาย ตั้งแต่ช่วงระหว่างเดือนธันวาคม 2552-กุมภาพันธ์ 2553
 “เชื่อว่าผลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้จะช่วยให้ สสว. ได้ฐานข้อมูลในเชิงคุณภาพที่มีการวิเคราะห์ในเชิงลึกทั้งบทบาททางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อให้สามารถบอกได้ถึงลักษณะ หรืออัตลักษณ์ของ SMEs ในแต่ละกลุ่ม ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญนำไปสู่การวางยุทธศาสตร์การส่งเสริม SMEs ที่คมชัด และช่วยชี้นำการปรับกระบวนทรรศน์ของการส่งเสริม SMEs ในประเทศไทยต่อไป” ผอ.สสว. กล่าวในที่สุด

source:กรุงเทพธุรกิจ

บีโอไอ เร่งโรดโชว์ฝั่งยุโรปส่งท้ายปี 52 หวังชวนกลุ่มทุนใหญ่จากเยอรมนี สวิสฯ และอิตาลี ลงทุนในไทย

รัฐมนตรีชาญชัย นำทัพกระทรวงอุตสาหกรรมและบีโอไอ เดินทางไปชักจูงการลงทุน 3 ประเทศชั้นนำในยุโรป ได้แก่ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และอิตาลี เตรียมกล่อมค่ายรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนำให้มาลงทุนในไทย อาทิ เบนซ์ บีเอ็มดับเบิลยู บอช พร้อมพบปะหารือกับ 10 บริษัทชั้นนำในเยอรมนี และรัฐมนตรีของรัฐบาเดิน เวอร์ทเทมแบร์ก จากนั้นจะเดินทางไปหารือกับกลุ่มนักธุรกิจสวิสและอิตาลี

นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 14 – 24 ธันวาคม 2552 นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมและบีโอไอ จะเดินทางไปชักจูงการลงทุนใน 3 ประเทศสำคัญของกลุ่มสหภาพยุโรป ได้แก่ เยอรมนี สวิสเซอร์แลนด์ และอิตาลี ซึ่งถือเป็นกิจกรรมเดินสายชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศครั้งสุดท้ายของปี 2552

ทั้งนี้ การเดินทางไปชักจูงการลงทุนใน 3 ประเทศ ก็เพื่อพบปะหารือและชี้แจงนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ๆ ให้กับนักลงทุนทั้งรายเก่าและรายใหม่ให้เห็นถึงโอกาสการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และการจัดตั้งศูนย์ OSOS หรือ ONE START ONE STOP INVENTMENT CENTERซึ่งเป็นศูนย์กลางการให้บริการเกี่ยวกับการทำธุรกิจในประเทศไทยและช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดตั้งบริษัทของบริษัทต่างชาติในไทย เพื่อให้ข้อมูลและคำปรึกษาตลอดจนการออกใบอนุญาตต่างๆ

สำหรับการเดินทางไปเยอรมนี จะมีการพบปะหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำด้านยานยนต์ใน 2 เมืองใหญ่ คือ สตุ๊ดการ์ด และมิวนิก ประกอบด้วย เมอร์ซิเดส เบนซ์, บีเอ็มดับเบิลยู และบริษัทบอช ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนำของเยอรมนี

นอกจากนี้ คณะของไทยจะได้พบปะหารือกับบริษัทชั้นนำ 10 รายของเยอรมนี ซึ่งครอบคลุมธุรกิจหลายสาขา อาทิ ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ กิจการโทรคมนาคมและการสื่อสาร การขนส่งสินค้าทางเรือ และกลุ่มผู้ผลิตแว่นและเลนส์

เลขาธิการบีโอไอกล่าวต่อไปว่า คณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและบีโอไอจะได้พบปะหารือกับ นายเดราท์ ริชาร์ด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของรัฐบาเดิน เวอร์ทเทมแบร์ก (BADEN WUTTEMBERG) เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานพันธมิตร รวมทั้งรับฟังและหารือโอกาสการการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาเดิน-เวอร์ทเทมแบร์ก (BADEN WUTTEMBERG) มีศักยภาพอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมด้านยานยนต์ และมีศักยภาพในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และด้านวิจัยและพัฒนา ซึ่งทั้งสามอย่างนี้ สอดรับกับนโยบายหลักของประเทศไทย

ระหว่างปี 2547 จนถึงครึ่งปีแรกของปีนี้ นักลงทุนเยอรมันได้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 1.15 พันล้านยูโร การลงทุนจากเยอรมนีในไทยกว่าครึ่งเป็นกิจการที่เกี่ยวกับเครื่องจักรและโลหะ รองลงมาคือกิจการเกี่ยวเนื่องกับเคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเซรามิกส์

การเดินทางไปชักจูงการลงทุนในสวิตเซอร์แลนด์ กระทรวงอุตสาหกรรมและบีโอไอได้ร่วมกับหอการค้าสวิส-เอเชีย จัดสัมมนาการลงทุน เพื่อตอกย้ำนโยบายส่งเสริมการลงทุนของต่างประเทศของไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีแต่การปรับปรุงให้สอดรับกับสถานการณ์และการดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น และชี้ให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจไทยได้ฟื้นตัวแล้ว โดยคาดว่าจะมีนักธุรกิจชั้นนำของสวิสเซอร์แลนด์เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 100 ราย


นับจากปี 2547 จนกระทั่งถึงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีมูลค่าเงินลงทุนสะสมจากประเทศสวิสที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 1 พันล้านฟรังก์สวิส โดยหนึ่งในสามของคำขอส่งเสริมการลงทุนนั้น เป็นกิจการในประเภทอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมยานยนต์ เคมีภัณฑ์ บริการ และเซรามิกซ์ เป็นต้น

ด้านการเดินทางไปประเทศอิตาลี จะเป็นการพบปะหารือกับบริษัทดาเนียเล่ ผู้ผลิต เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเหล็กของอิตาลี ซึ่งลงทุนในไทยอยู่แล้ว เพื่อชักชวน ให้ดาเนียเล่ขยายการลงทุนในไทยในอนาคต และหารือกับบริษัทชั้นนำในธุรกิจการต่อและซ่อมบำรุงเรือยอร์ชของอิตาลี

source:transportjounal

 หอการค้าตราด มั่นใจท่าเรือคลองใหญ่ สามารถรับปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นได้ในอนาคต โชว์ตัวเลขค้าชายแดนไทยเกินดุลกัมพูชากว่า 16,000 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นกว่า 300 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะแนะรัฐขจัดอุปสรรคทางการค้า
     นายประเสริฐ ศิริ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดตราด เปิดเผยขณะธนาคารพัฒนาเอเชีย ได้นำคณะสื่อมวลชนไปดูงานที่ จ.ตราด ว่า ตราดมีศักยภาพทางด้านการค้า ซึ่งตั้งแต่ปี 2539 ไทยได้ดุลการค้ากับกัมพูชามาตลอด โดยช่องทางทางการค้า พบว่าช่วงปี 2543 จนถึงปัจจุบัน การค้ากับประเทศกัมพูชาด้านจังหวัดตราด ได้ทำการค้าโดยผ่านช่องทางการค้าจำนวน 2 ช่องทาง ได้แก่
     1. จุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก พื้นที่ ต.หาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ประกาศเปิดจุดผ่านแดนถาวร เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2541 ตรงกันข้ามกับบ้านจามเยี่ยม อ.มณฑลสีมา จ.เกาะกง ของกัมพูชา ลักษณะการค้าผ่านช่องทางนี้ร้อยละ 80 ซึ่งจะนำสินค้าลงเรือเพื่อขนส่งไปยังกัมพูชา โดยใช้ท่าเรือเอกชน 4 แห่ง คือ ท่าเทียบเรือชลาลัย ท่าเทียบเรือกัลปังหา ท่าเรือป.เกษม และท่าเรือ ส.กฤตวรรณ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านหาดเล็ก ประมาณ 10 กม. เป็นจุดขนถ่ายสินค้า อีกร้อยละ 20 เป็นการนำเข้าและส่งออกผ่านจุดผ่านแดนถาวรโดยตรง
     2. จุดผ่อนปรนการค้าบ้านหมื่นด่าน พื้นที่ ต.บ่อพลอย อ.บ่อไร่ จ.ตราด ตรงกันข้ามกับบ้านศาลเจ้า อ.สำรุด จ.พระตะบอง ของกัมพูชา แต่ลักษณะการค้าที่ผ่านช่องทางน้ำปริมาณการค้าน้อยมาก เนื่องจากสภาพพื้นที่บริเวณจุดผ่อนปรนเป็นเทือกเขา การคมนาคมไม่สะดวกเท่าที่ควร
     สำหรับการค้าด้าน จ.ตราด ปีงบประมาณ 2552 ตั้งแต่เดือน ต.ค.-ก.ย. 2552 ที่ผ่านพิธีการทางศุลกากร ณ ด่านศุลกากรคลองใหญ่ จ.ตราด พบว่า มูลค่าการค้ารวม จำนวน 16,778.23 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2551 พบว่า มูลค่าการค้ารวมเพิ่มขึ้น จำนวน 326.71 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.98 มูลค่าการส่งออก จำนวน 16,778.23 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2551 ปรากฏว่า มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 327.45 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2
     มูลค่าการนำเข้า จำนวน 42.82 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2551 ปรากฏว่ามูลค่าการนำเข้าลดลง 0.74 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 1.70 ซึ่งทำให้ดุลการค้าเกินดุลจำนวน 16,692.59 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2551 ปรากฏว่าดุลการค้าเกินดุล 328.19 ล้านบาท หรือเกินดุลเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.01
     นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า ในอนาคตเชื่อว่าการค้าบริเวณจังหวัดตราดกับกัมพูชา จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากเมื่อเร็วๆ นี้ คณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติให้กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีดำเนินโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรืออเนก ประสงค์คลองใหญ่ จ.ตราด ในวงเงิน 1,200 ล้านบาท ซึ่งท่าเรือแห่งนี้สามารถรองรับเรือขนาด 500 ตันกรอส
     โครงการท่าเรืออเนกประสงค์ จ.ตราด เป็นการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทางน้ำ และเป็นการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกโครงสร้างพื้นฐานให้ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งทางน้ำมากขึ้น รวมทั้งการขนส่งสินค้าเพื่อการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการทำให้เกิดมูลค่าเศรษฐกิจของการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยวในภูมิภาค
     อย่างไรก็ตาม แม้ว่าขณะนี้มูลค่าทางการค้าของ จ.ตราด จะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีปัญหาและอุปสรรคต่อการส่งเสริมและพัฒนาเพื่อขยายตัวทางด้านการค้าและการท่องเที่ยวหลายเรื่อง เช่น
     1. ขณะนี้ท่าเทียบเรือยังไม่ได้มาตรฐานซึ่งไม่สามารถรองรับเรือขนาด 500 ตันกรอส เพื่องรองรับการส่งออก ดังนั้นการก่อสร้างท่าเรืออเนกประสงค์คลองใหญ่ เป็นเรื่องที่ต้องรีบเร่งรัดดำเนินการซึ่งเรื่องนี้กระทรวงคมมนาคม เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบ
     2. ไม่มีตลาดกลางแสดงและจำหน่ายสินค้าบริเวณชายแดนที่ได้มาตรฐาน ซึ่งตลาดกลางบ้านหาดเล้ ในปัจจุบันมีความอึดอัดมาก ดังนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ต้องดำเนินการจัดตั้งตลาดกลาง
     3. ช่องทางการค้าทางชายแดนยังมีน้อย เห็นว่ากระทรวงมหาดไทย ควรเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มขึ้นอีก 2 จุด ได้แก่ จุดบ้านเขาวง ต.คลองใหญ่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด และจุดบ้านท่าเส้น อ.เมือง ตรงข้ามกับด้านทมอดา อ.เวียลแวง จ.โพธิสัต ประเทศกัมพูชา
     4. เส้นทางการขนส่งทางบกยังไม่สะดวก ต้องขยายเส้นทางบกถนนหมายเลข 318 ตราด-คลองใหญ่
     5. สนามบินไม่สามารถรองรับการขนส่งสินค้าได้ ดังนั้น ควรขยายสนามบินเพื่อรองรับเครื่องบินบรรทุกสินค้าขนาดกลาง
     6. ผู้ประกอบการขาดความรู้ด้านการส่งออกต่างประเทศดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ ควรอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการด้านการนำเข้าส่งออกสินค้า และภาษาต่างประเทศควรจัดการประชุมเจรจาการค้าระดับประเทศ และตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชน ด้านการค้าชายแดน

source:ประชาชาติธุรกิจ

เบื้องหลังอุตสาหกรรมการผลิตยา ที่มีขั้นตอนซับซ้อน บริษัทชั้นนำด้านเภสัชกรรม เครื่องมือทางการแพทย์ และเทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านงานวิจัยด้านสาธารณสุข (clinical trail) ต่างได้รับแรงกดดันจากการแข่งขัน ที่ค่อนข้างสูงจากผู้ผลิตยาเลียนแบบ และการสิ้นสุดระยะเวลาของลิขสิทธิ์

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยังต้องเสาะหาแหล่งวัตถุดิบจากทั่วโลก สร้างโรงงานผลิตในแหล่งใหม่ และการเปิดตลาดใหม่อย่างเช่น จีน และอินเดีย เพื่อกระจายผลิตภัณฑ์ กระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนต้องการผู้ที่มีความชำนาญด้านการบริหารโลจิสติกส์ ที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องของการขนส่งด่วนและโลจิสติกส์ที่สามารถตอบโจทย์ธุรกิจที่มีลักษณะเฉพาะนี้ได้เป็นอย่างดี

บริษัทดีเอชแอล ผู้ให้บริการขนส่งด่วนและโลจิสติกส์ระดับโลก ได้มองเห็นถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ เพราะเกี่ยวข้องกับสุขภาพของมวลมนุษยชาติ และได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบโลจิสติกส์ของอุตสาหกรรมกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตและสุขภาพ (life sciences & healthcare-LS&H) จึงได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าเพื่อทำความเข้าใจถึงความท้าทายและความต้องการของลูกค้าในกลุ่มนี้ที่ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นในขั้นตอนคิดค้นวิจัย ระยะเวลาของลิขสิทธิ์ กฎระเบียบข้อบังคับที่ซับซ้อน

ความคาดหวังของผู้ป่วยที่ต้องการยารักษาโรคที่มีความปลอดภัย ผู้ผลิตยาและเวชภัณฑ์ต้องการปรับปรุงด้านความเร็ว ความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพของการให้บริการ เพื่อนำเสนอโซลูชั่นที่มีคุณภาพและมาตรฐานที่เคร่งครัดในการขนส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า

ดีเอชแอลจึงได้ลงทุนพัฒนาโซลูชั่นแบบครบวงจรที่ออกแบบโดยเฉพาะสำหรับความต้องการพิเศษของลูกค้าในธุรกิจนี้ โดยยึด "ความรวดเร็วและความปลอดภัย" เป็นสำคัญ

ในประเทศไทย ดีเอชแอลได้ให้บริการ DHL Medical Express แก่โรงพยาบาล สถาบันด้านงานวิจัยต่าง ๆ ในแง่ของการขนส่งเพื่อโครงการวิจัย (clinical trial) เช่น ผู้นำในด้านการจัดการซัพพลายเชนเพื่องานวิจัยด้านสาธารณสุข และผู้แทนจำหน่ายยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพชั้นนำในสิงคโปร์ ที่ไว้วางใจให้ดีเอชแอล ทำหน้าที่นำเข้ายาเพื่อการทดสอบด้านความปลอดภัย การทดสอบเรื่องผลข้างเคียง ซึ่งมีอาสาสมัครเข้าร่วมในงานทดสอบนี้หลายร้อยคนจากทั่วประเทศ

ล่าสุดดีเอชแอลได้รับมอบหมายให้ เป็น ผู้ให้บริการขนส่งด่วนให้แก่ VitalLife ซึ่งเป็นบริการในเครือ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โดยขนส่งเลือดและปัสสาวะของผู้รับบริการใน 10 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ บังกลาเทศ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และฮ่องกง มายัง VitalLife ในประเทศไทย เพื่อทำการตรวจสอบในห้องแล็บ นอกจากนั้นดีเอชแอล ยังรับผิดชอบจัดส่งผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจาก VitalLife ไปถึงยังมือผู้รับใน 10 ประเทศดังที่กล่าวมา

จากตัวอย่างที่ยกมานี้ พบว่ามีความต้องการขนส่งสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่เอกสารบันทึกและรายงาน อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ ยา ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ไปจนกระทั่งเนื้อเยื่อ และ สารคัดหลั่งต่าง ๆ

ดังนั้น DHL Medical Express จึงมีบริการที่สามารถรองรับการขนส่งสินค้า ทั้งในอุณหภูมิปกติ หรือการขนส่งที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมกับ สินค้า โดยใช้บรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อควบคุมอุณหภูมิ ในกรณีที่สินค้าต้องได้รับการขนส่ง ที่อุณหภูมิต่ำ กว่า -20 องศาเซลเซียส ดีเอชแอลสามารถให้ความช่วยเหลือในการจัดหาน้ำแข็งแห้ง เพื่อเป็นตัวช่วยในการทำ ความเย็นได้ ทั้งนี้บรรจุภัณฑ์ควบคุม อุณหภูมิเหล่านี้ได้ผ่านการทดสอบว่าสามารถทนต่อกระบวนการขนย้ายที่เร่งรีบ และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในระหว่างการขนส่ง อีกทั้งเป็นบรรจุภัณฑ์ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สอดคล้องกับนโยบาย Go Green ของดีเอชแอล

นอกจากนี้ ดีเอชแอลยังขนส่งสินค้าประเภทติดเชื้อแต่ไม่แพร่กระจาย หมายความว่าไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ ซึ่งการขนส่งสินค้าประเภทนี้จัดเป็นพัสดุภัณฑ์ปกติ แต่จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับบริการ DHL Medical Express

โดยดีเอชแอลมีทีมงานที่มีความรู้และความชำนาญได้ผ่านการอบรมและได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลูกค้าจึงมั่นใจได้ว่าสินค้าต่าง ๆ ที่จัดส่ง ด้วยบริการ DHL Medical Express ของดีเอชแอล จะได้รับการดูแลตั้งแต่การนัดหมายเวลาในการรับสินค้า ไปจนกระทั่งการนำสินค้าขึ้นเครื่อง การติดตาม สถานะสินค้าไปจนกระทั่งสินค้าถึงจุดหมายปลายทางภายในเวลาที่จำกัดได้อย่างปลอดภัย

ความรู้ด้านพิธีการทางศุลกากรเป็นสิ่งสำคัญในการขนส่งสินค้าประเภทนี้ เพราะกฎระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวดและแตกต่างกันในหลายประเทศ ด้วยเครือข่ายของดีเอชแอลที่ครอบคลุม ทั่วโลก ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของดีเอชแอล

นางชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ กรรมการผู้จัดการ ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทยและภาคพื้นอินโดจีน กล่าวว่า ธุรกิจนี้ให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งผู้ผลิตเองยังต้องได้รับใบอนุญาตในการผลิตและการทำตลาด ขั้นตอน ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ต้องเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน เพราะสินค้าประเภทนี้หากเสียหายไปจะยากแก่การหามาทดแทน ดีเอชแอลได้ให้บริการ DHL Medical Express ขนส่งและจัดการ ระบบโลจิสติกส์ให้แก่ธุรกิจนี้ด้วย มาตรฐานระดับโลก และเครือข่าย ที่ครอบคลุมทั่วโลก

โดยมีศูนย์ความรู้ที่พร้อมให้คำปรึกษาและโซลูชั่นที่ออกแบบเฉพาะเพื่อความต้องการแต่ละประเภท พร้อมทีมงานที่มีความรู้ในการดูแลสินค้าพิเศษจำพวกนี้ และความชำนาญด้านกฎระเบียบต่าง ๆ เราไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการส่งสินค้า แต่ยังเป็นที่ปรึกษาด้วย ทำให้ดีเอชแอลสามารถขนส่งสินค้าไปยังที่หมายได้ อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

กลยุทธ์ของดีเอชแอลสำหรับ อุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตและสุขภาพ ประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ ประการแรก การมีส่วนร่วมของลูกค้า โดยดีเอชแอลจัดการประชุมนานาชาติ ทางด้านชีววิทยาศาสตร์และสุขภาพประจำปี ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 9 ซึ่งเป็นเวทีสำหรับลูกค้า ผู้บริหารของดีเอชแอล และผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตและสุขภาพ จะมาร่วมกันอภิปรายประเด็นและโซลูชั่นต่าง ๆ ประการที่สอง การพัฒนาข้อเท็จจริง พื้นฐานจากการวิจัยศึกษา โดยการพูดคุยกับลูกค้า สำรวจระบบซัพพลายเชนของ ลูกค้า และความท้าทายทางธุรกิจเพื่อ ที่จะนำมาใช้ในการสร้างกลยุทธ์และโซลูชั่นที่ออกแบบมา เพื่อตอบโจทย์ ความต้องการของลูกค้าโดยเฉพาะ

และ ประการสุดท้าย การเสริมสร้างชุมชน โดยดีเอชแอลร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อพัฒนากรณีศึกษาระดับโลก และกระบวนการต่าง ๆ ของระบบซัพพลายเชนที่ดีที่สุด และความเชี่ยวชาญทางด้านการขนส่งในเครือข่ายของดีเอชแอล

รวมทั้งสร้างขีดความสามารถอุตสาหกรรมเพื่อที่จะเข้าใจและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ
 

source:ฐานเศรษฐกิจ

คมนาคมสั่ง สนข.เร่งศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์เพื่อเสริมศักย- ภาพการขนส่งสินค้าทางทะเลพื้นที่ภาคใต้ให้เกิดการเชื่อมโยงอย่างสะดวกมากขึ้น ไม่หวั่นดูไบเวิลด์เจอ วิกฤติ 12 ธ.ค.ศกนี้เดินหน้าเสนอ 4 ทางเลือกเพื่อรับฟังความเห็นประชาชนที่สตูล
 
นายสุพจน์  ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยกับ "ฐาน-เศรษฐกิจ" ว่า กระทรวงคมนาคมกำลังเร่งศึกษาการพัฒนาโครงการเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดา-
มัน (แลนด์บริดจ์) ในพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่องโดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ศึกษาความ เหมาะสมมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2552
 
โดยกระทรวงคมนาคมจะเป็นเจ้าภาพหลัก เพื่อเป็นยุทธ-ศาสตร์การเพิ่มประสิทธิภาพระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายให้มีระบบเครือข่ายและการบริหารโลจิสติกส์แบบบูรณาการทั้งในการรวบรวม ขนส่ง ถ่ายลําและกระจายสินค้าทั้งภายในภูมิภาคและระหว่างภูมิภาค เพื่อให้สามารถรองรับและสนับสนุนบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจและ
การค้าของภูมิภาคอินโดจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงผลักดันเต็มที่
  
"โครงการนี้มีความเป็นไปได้สูงมาก และดูไบเวิลด์ยังได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อการศึกษาในเบื้องต้นแล้วจำนวน 200 ล้านบาท ส่วนงบประมาณการลงทุนภายหลังการศึกษาแล้วนั้นต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเห็นสมควรอีกครั้งว่าจะใช้จากแหล่งใดบ้าง เนื่องจากเป็น โครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก นอกจากนั้นยังต้องบูรณาการร่วมกันหลายฝ่ายอีกด้วยไม่ว่าจะ
เป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ"
ทั้งนี้นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน
การขนส่งและจราจร (สนข.) เผยถึงรูปแบบการศึกษาในเบื้องต้นนั้น สนข.ได้นำเสนอ 4 ทางเลือกสำหรับการให้แนวเส้นทางรถไฟสามารถเชื่อมโยงการขนส่งสินค้า ระหว่างท่าเรือฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดา-
มันได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยมีรายละเอียดแนวเส้นทางเบื้องต้นคือ
 
แนวเส้นทางที่ 1 ระยะทางเขตทางรถไฟเดิม 53.2 กิโลเมตร ระยะทางเขตทางรถไฟใหม่ 107.4 กิโลเมตร ระยะทางรวม 160.6 กิโลเมตร แนวเส้นทางที่ 2 ระยะทางเขตทางรถไฟเดิม 26.5 กิโลเมตร ระยะทางเขตทางรถไฟใหม่ 112.6 กิโลเมตร รวมระยะทาง 139.1 กิโลเมตร แนวเส้นทางที่ 3 ระยะทางเขตทางรถไฟใหม่ 133.3 กิโลเมตร (รวมระยะทางของแนวอุโมงค์ 8 กิโลเมตร) ระยะทางรวม 133.3 กิโลเมตร และแนวเส้นทางที่ 4 ระยะทางเขตทางรถไฟใหม่ 131.9 กิโลเมตร (รวมระยะทางของแนวอุโมงค์) 131.9 กิโลเมตร
 
ทั้งนี้ในส่วนรายละเอียดผลการศึกษาปรากฏว่ารูปแบบตามแนวเส้นทางที่ 1 (A+B+D+ Existing ROW +H) นั้นจะพบว่ามีระยะทางยาวที่สุด แต่เวนคืนที่ดิน น้อยที่สุด เชื่อมต่อกับโครงข่ายของ รฟม.ที่สถานีควนเนียง และใช้เขตทางของ ร.ฟ.ท. สายหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ถึงสถานีรถไฟจะแนะแล้วแยกไปท่าเรือสงขลา 2 ส่วนรูปแบบตามแนวทางเลือกที่ 2( A+B+E+ Existing ROW +H) พบว่ามีระยะทางค่อนข้างยาว เวนคืนค่อนข้างน้อย เชื่อมต่อกับโครงข่ายของร.ฟ.ท.ที่บริเวณด้านใต้ของชุมทางหาดใหญ่ และใช้เขตทางของ ร.ฟ.ท.สายหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ถึงสถานี รถไฟจะแนะแล้วแยกไปท่าเรือสงขลา 2 แนวทางเลือกที่ 3 (A+C+F) มีระยะทางค่อนข้างสั้น เวนคืนมาก                  
 
เนื่องจากไม่ใช้เขตทางเดิมของ ร.ฟ.ท.โดยต้องก่อสร้างอุโมงค์ผ่านเทือกเขาบรรทัด ตัดผ่านทางรถไฟสายหาดใหญ่-ดังเบซาร์แล้วไปบรรจบกับทางรถไฟสายหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ถึงสถานีรถไฟจะแนะแล้วแยกไปท่าเรือสงขลา 2 และรูปแบบตามแนวเส้นทางที่ 4 (A+C+G) จะเห็นว่ามีระยะทางสั้นที่สุด อยู่ด้านทิศใต้ของแนวทางเลือกที่ 3 ลักษณะคล้ายกับแนวทางเลือกที่ 3 คือต้องก่อสร้างอุโมงค์ผ่านเทือกเขาบรรทัด ตัดผ่านทางรถไฟสายหาด ใหญ่-ปาดังเบซาร์ และหาดใหญ่-
สุไหงโก-ลกเพื่อไปท่าเรือสงขลา 2
 
"การพัฒนาแลนด์บริดจ์ในครั้งนี้  สนข.คาดว่าจะทำให้มีการพัฒ-นาเชิงบูรณาการของอุตสาหกรรมและธุรกิจน้ำมันซึ่งมีศักยภาพสูงภายใต้เงื่อนไขต้นทุนการขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์ที่ต้องแข่งขันได้เมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบมะละกา การมีส่วนแบ่ง การตลาด ในระดับที่สามารถแข่งขัน การมีโรงกลั่นน้ำมันและอุตสาหกรรม ปิโตรเคมีระดับมาตรฐานโลกเพื่อรองรับการขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง

และมีคลังเพื่อเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ซึ่งประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม"ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมโดยกรมเจ้าท่ามีแผนการก่อสร้างท่าเรือปากบารา ฝั่งอันดามันที่จังหวัด สตูลเพื่อรองรับโครงการดังกล่าวนี้ไว้แล้ว ดังนั้นสนข.จึงได้เร่งศึกษาและ รวบรวมข้อมูลทั้งหมดเสนอกระทรวง คมนาคมคาดว่าจะเสร็จสิ้นช่วงกลางปี 2553 นี้

source:กรุงเทพธุรกิจ

เขตสิบสองปันนาตั้งคณะทำงานร่วม 5 จังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ หลวงน้ำทา บ่อแก้ว หวังพัฒนาด้านการท่องเที่ยวไทย ลาว จีน

 

นายเจียง ปู่เชิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนสิบสองปันนา ประธานสมาคมมิตรภาพระหว่างประเทศสิบสองปันนา เปิดเผยว่า หลังจากการลงนามความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างเขตสิบสองปันนาของจีนกับสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย ในการเร่งพัฒนาการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศให้ครอบคลุมและสะดวกสบายในการเดินทางไปมาหาสู่กันได้ง่าย จึงต้องมีการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานร่วมจากหลายฝ่ายของแต่ละพื้นที่

เบื้องต้นได้เสนอตั้งคณะทำงานจากจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ของประเทศไทย ร่วมด้วยคณะทำงานจากแขวงบ่อแก้วและหลวงน้ำทาจาก สปป.ลาว รวมถึงเขตสิบสองปันนาของจีนในการทำงานร่วมกันแล้ว เบื้องต้นได้ตั้งข้อตกลงและกติกาในการทำงานระยะยาวในด้านการค้าการลงทุน รวมถึงร่วมกันแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่อาจเป็นตัวฉุดรั้งความก้าวหน้าด้านเศรษฐกิจการค้าของประเทศทั้งหลายในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

“สำหรับ 5 จังหวัดจากประเทศไทย จีนและ สปป.ลาว จะเป็นคณะทำงานชุดแรกที่แต่งตั้งขึ้น และหลังจากนั้นจะมีการขยายและเพิ่มคณะทำงานจากกลุ่มประเทศและจังหวัดอื่นๆเข้าร่วมด้วย อาทิ เชียงตุง ของประเทศพม่า หลวงพระบางจาก สปป.ลาว ซึ่งเป็นประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเช่นเดียวกัน โดยคณะทำงานดังกล่าวมีหน้าที่เข้าร่วมหารือและประชุมร่วมกันทุกปี อาจจะปีละ 1- 2 ครั้ง เพื่อมาหารือและประชุมร่วมกันในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมาในแต่ละปี จะได้ช่วยกันแก้ไขอย่างเป็นระบบ คาดว่าการตั้งคณะทำงานดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการทำงานของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และในอนาคตเชื่อมั่นว่า แต่ละประเทศในกลุ่มภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจะเป็นแกนนำที่สำคัญและเป็นตัวผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศตนเองขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นาย เจียง กล่าว

นายเจียง  กล่าวอีกว่า กลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเป็นกลุ่มที่ทางเขตสิบสองปันนาหวังไว้ว่าจะเข้าร่วมการตกลงร่วมกันให้ครบและครอบคลุม เพื่อสร้างมิติใหม่แห่งการลงทุนระหว่างประเทศในเขตอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงขึ้น โดยทางสิบสองปันนาจะได้ประสานไปยังประเทศ สปป.ลาวและประเทศอื่นๆในกลุ่ม GMS ให้เข้าร่วมกับคณะทำงานที่ตั้งไว้และร่วมเป็นพันธมิตรกับทางเขตสิบสองปันนาและไทยในอนาคต โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การร่วมมือกันของหลายประเทศจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจและการค้าให้กระเตื้องขึ้นมาได้

source:กรุงเทพธุรกิจ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดส่งออกไตรมาส 4 ของปีนี้พลิกกลับมาเป็นบวก 11% คาดทั้งปีติดลบ 14% ปีหน้าขยายตัว 9-13%

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ (พ.ย.-ธ.ค.2552) อาจจะขยายตัวประมาณ 20% ซึ่งจะทำให้การส่งออกในไตรมาส 4 ของปีนี้ ขยายตัวประมาณ 11% และทำให้การส่งออกในปีนี้หดตัวประมาณ 14% จากนั้นการส่งออกน่าจะฟื้นตัวมาจะขยายตัว 9-13% ในปี 2553

โดยปัจจัยสำคัญสุดที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการส่งออกในปีหน้ายังคงขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคหลักๆ ของโลกเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นตัวของกลุ่มประเทศ G-3 คือ สหรัฐฯ ยูโรโซน และญี่ปุ่น ที่ยังคงเผชิญปัญหาการว่างงานสูง สะท้อนแนวโน้มความอ่อนแอของอุปสงค์ในภาคการบริโภค จึงมีการตั้งคำถามถึงอนาคตการเติบโตของเศรษฐกิจโลกหลังจากที่มาตรการกระตุ้นเหล่านี้ทยอยสิ้นสุดลงในระยะข้างหน้า

สำหรับประเด็นอื่นๆ ที่อาจมีผลต่อแนวโน้มการส่งออกของไทยในปี 2553 ในด้านปัจจัยบวก ได้แก่ การปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยราคาสินค้าเกษตรหลายประเภทมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้มาก และจะมีผลของการลดภาษีภายใต้ความตกลงการค้าเสรีหลายกรอบลงเหลือ 0% ตั้งแต่ 1 ม.ค.2553

ส่วนปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย ได้แก่ แนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาท ที่อาจทำให้รายได้ของผู้ส่งออกในรูปเงินบาทมีมูลค่าลดลง สภาพการแข่งขันที่รุนแรง มาตรการการปกป้องทางการค้าของแต่ละประเทศ และปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นต้น  

สำหรับการส่งออกของไทยเดือน ต.ค.2552 ปรับตัวดีขึ้น โดยหดตัว 2.98% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นอัตราลบที่น้อยที่สุดในรอบ 12 เดือน โดยมีมูลค่า 14,813 ล้านดอลลาร์ ลดลงเล็กน้อยจากเดือนกันยายน แต่เมื่อปรับผลของฤดูกาลแล้ว พบว่าการส่งออกยังคงขยายตัวได้ 1.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

ขณะที่การส่งออกที่ไม่รวมทองคำ หดตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.4% ชะลอลงจากที่หดตัว 12.7% ในเดือนก่อนหน้า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ปรับตัวดีขึ้น โดยสินค้าสำคัญหลายรายการที่เคยหดตัวมาตลอดช่วงที่ผ่านมาในปีนี้ได้เริ่มกลับมาขยายตัวเป็นบวก เช่น แผงจรไฟฟ้า, เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ, เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ข้าว, เคมีภัณฑ์, ผลิตภัณฑ์ยาง, น้ำตาลทราย, เครื่องสำอาง, หนังสือและสิ่งพิมพ์, ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง, ส่วนประกอบอากาศยานและอุปกรณ์การบิน กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง เป็นต้น

ในด้านตลาดส่งออก การส่งออกไปยังตลาดจีนขยายตัวเป็นบวกติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ขณะที่ตลาดใหม่โดยรวมก็ขยายตัวเป็นบวกติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 การส่งออกไปยังตลาดใหม่ที่ยังดำเนินไปได้ค่อนข้างดีในปีนี้ ส่งผลให้สัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดใหม่ในปีนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 53.3% จากที่เคยอยู่ที่ 48.5% ในปี 2551

source:ข่าวสด

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนพ.ย.52 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวดีขึ้น ประกอบด้วยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ระดับ 69.1 จากเดิม 68.0 ในเดือนต.ค. ซึ่งถือว่าดีขึ้นในรอบ 13 เดือน นอกจากนี้ จากการสำรวจพบว่าดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ปรับตัวดีขึ้นจาก 78.2 ในเดือนต.ค. เป็น 81.4 ในเดือนพ.ย. ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านใหม่ ปรับตัวดีขึ้นจาก 76.5 ในเดือนต.ค. เป็น 77.8 ในเดือนพ.ย. ดัชนีความเหมาะสมในการท่องเที่ยวปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 85.8 ในเดือนต.ค. เป็น 89.2 ในเดือนพ.ย. ทำให้มั่นใจว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ และเข้าสู่ภาวะปกติได้ในไตรมาส 2 ปีหน้า ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจในปี"53 มีโอกาสที่จะขยายตัวได้ที่ 3-4% แต่หากการเมืองไม่นิ่งจีดีพีอาจอยู่ที่ 2.5-4%

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยลบที่กระทบเศรษฐกิจ คือ ผู้บริโภคยังกังวลการเมืองในประเทศ ปัญหาโครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ยอดการส่งออกของไทยในเดือนพ.ย.52 ที่แม้จะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับที่ติดลบ ปัญหาเศรษฐกิจโลกจากกรณีที่เวียดนามลดค่าเงินดอง และการขาดสภาพคล่องของดูไบเวิลด์