Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62

Thursday, 14 January 2010 15:12

Business rates battle goes to Lands Tribunal

<!--{12634590077242}-->

Port operator RMS Group is taking its battle against controversial backdated business rates to the Lands Tribunal after failing to persuade the UK government to overturn its plans.

ผู้ประกอบการท่าเรือ”กลุ่ม RMS” ร่วมกันคัดค้านต่อในเรื่อง backdated business rates ต่อ the Lands Tribunal (ศาลที่ดิน) หลังจากที่ไม่สามารถโน้มน้าวรัฐบาลของสหราช อาณาจักรเพื่อยกเลิกการเรียกร้องดังกล่าว.

Source: IFW DAILY NEWS posted on Jan.o4, 2010

http://www.ifw-net.com:80/freightpubs/ifw/indexarticle.htm?artid=20017733322

 

<!--{12634589688482}--> การเสวนาระดมความคิดเห็นจากผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทาง เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยี GPS ซึ่ง ใช้บอกตำแหน่งและควบคุมความเร็วของรถ มาใช้กับระบบขนส่งรถโดยสารประจำทาง ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า จากการสอบถามความเห็นจากภาครัฐ เอกชน และผู้โดยสาร พบว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะใช้ระบบดังกล่าว ซึ่งเป็นระบบสากลที่ใช้ในต่างประเทศมากว่า 20 ปี สามารถลดอุบัติเหตุและการทำผิดกฎจราจร แต่ยังมีเอกชนบางรายไม่เห็นด้วย เพราะมีต้นทุนสูง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีผู้ประกอบการรายใหญ่บางส่วน ติดตั้ง GPS ใช้ งานอยู่แล้ว หากกรมการขนส่งทางบก นำมาใช้เป็นระบบกลาง โดยใช้ซอฟต์แวร์ที่สถาบันเป็นผู้ปรับปรุงก็จะลดต้นทุนลงได้ และหากซื้อเครื่อง GPS ในปริมาณมากกว่า 5,000 เครื่องขึ้นไป ราคาจะลดลงถึงร้อยละ 20 จากราคา 10,000 บาทต่อเครื่อง
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เสนอให้กรมการขนส่งทางบกนำระบบ GPS ไปใช้ในช่วงต่อใบอนุญาตการเดินรถครั้งต่อไป เพราะเป็นอำนาจกรมฯที่สามารถทำได้

ที่มา:หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลด์

 

ศูนย์ข่าวศรีราชา - รมว.คมนาคม พร้อมผลักดันท่าเรือแหลมฉบัง ให้เป็นท่าเรือที่มีความปลอดภัย-ความเชื่อมั่น นำร่องแห่งแรกของประเทศ เร่งจัดทำแผน เสนอครม.ต่อไป

วันนี้ (8 ม.ค. 2553) ที่ห้องประชุมการท่าเทียบเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะ ได้เดินทางมาตรวจพื้นที่ด้านเส้นทางคมนาคมในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และการขนส่งสินค้าทางน้ำการท่าเรือแหลมฉบัง โดยมีคณะผู้บริการการท่าเรือแหลมฉบัง ได้ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปถึงปัญหาและอุปสรรคที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีการเกิดสารเคมีรั่วไหลที่ท่าเรือ B3 จนทำให้มีเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก โดยสาเหตุที่เกิดขึ้นจากขั้นตอนในการขนถ่ายสินค้า แต่ก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้

จากปัญหาที่เกิดขึ้นการท่าเรือแหลมฉบัง ได้มีการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้ให้ได้มาตรฐาน ประกอบด้วย 1.การปรับปรุงระเบียบในการขนถ่ายสินค้า ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการเป็นพระราชกฤษฎีกา เพื่อประกาศใช้ต่อไป 2.สินค้าทุกตู้สินค้าที่นำเข้ามา ต้องขนย้ายไปยังคลังสินค้าอันตรายทันที 3.ต้องมีข้อมูลที่เพียงพอของสินค้าจากต้นทางถึงปลายทาง และ 4. รายงานระบบต่างๆเข้าสู่ศูนย์ข้อมูลการท่าเรือแหลมฉบัง เช่น การใช้สารเคมีดังกล่าว และ ของเสีย(กากสารเคมี) ต้องรายงานโดยตลอด

ด้านนายโสภณ กล่าวว่า การเดินทางมาในครั้งนี้ เพื่อต้องการมาสร้างความมั่นใจให้แก่ท่าเรือแหลมฉบัง ให้เป็นท่าเรือที่ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ เช่น เมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้น สามารถดำเนินการตามหลักสากลหรือไม่ หากสารถดำเนินการได้ก็จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน นอกจากนั้นด้านความปลอดภัย ซึ่งความปลอดภัยจะควบคุมในทุกๆระบบในการจัดการต่างๆ โดยทั้ง 2 ระบบนี้ จะได้มาตรฐานก็ต้องอยู่ในกฎระเบียบที่วางไว้ และพนักงานและผู้บริการต้องดำเนินการอย่างจริงจังและไม่ประมาท

“ตนต้องการเห็นแนวทางการบริหารจัดการของการท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อให้เป็นมาตรฐาน ตามที่เจ้าหน้าที่ชี้แจงไว้ โดยขอให้ทำเป็นรายงานนำเสนอตนเป็นการเร่งด่วน ภายใน 1 สัปดาห์ จากนั้นกระทรวงจะพิจารณาและนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป หากครม. มีมติให้ความเห็นชอบ กระทรวงก็จะประกาศว่พื้นที่ท่าเรือแหลมฉบังเป็นท่าเทียบเรือที่มีความ ปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุนต่อไป” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวต่อไปว่า ตนจะผลักดันให้การท่าเรือแหลมฉบัง เป็นท่าเรือที่ได้มาตรฐาน ด้านความปลอดภัย ด้านความเชื่อมัน ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านความเป็นผู้ของประชาชนสามารถอยู่ควบคู่ไปกับท่าเรือและโรงงานต่างๆได้ โดยไม่มีผลกระทบ โดยคาดว่าจะใช้ระยะประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก็สามารถประกาศเป็นท่าเรือที่ได้มาตรฐานได้อย่างเป็นทางการ เพราะท่าเรือมีแผนงานดังกล่าวอยู่แล้ว ที่สำคัญมีความพร้อม เพียงแต่นำเสนอ ครม.พิจารณาเท่านั้น ก็ประกาศได้ทันที

<!--{12634589194452}-->

<!--{12634589194456}-->

ที่มา:หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

 

การบินไทยเล็งหา บริษัทผู้ผลิตเก้าอี้รายใหม่แทน "โคอิโตะ" จากญี่ปุ่นติดตั้งชั้นประหยัดบนเครื่องบินแอร์บัสเอ 330-300 เหตุญี่ปุ่นไม่ออกใบรับรอง

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทยอยู่ระหว่างการพิจารณาบริษัทผู้ผลิตเก้าอี้ เพื่อติดตั้งในชั้นประหยัดของเครื่องบินแอร์บัสเอ 330-300 จำนวน 5 ลำ เพื่อเป็นแนวทางรองรับ ในกรณีที่บริษัท KOITO จาก ประเทศญี่ปุ่น ได้รับว่าจ้างจากการบินไทยให้ติดตั้งเก้าอี้ชั้นดังกล่าว ไม่สามารถขอใบรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัยจากองค์กรสากลในญี่ปุ่นได้

ทั้งนี้ บริษัท KOITO เป็นผู้ติดตั้งเก้าอี้ชั้นประหยัดในเครื่องบินแอร์บัสเอ 330-300 การบินไทยสั่งซื้อรวม 8 ลำ โดยส่งมอบมาแล้ว 3 ลำ และอยู่ระหว่างรอรับมอบอีก 5 ลำ เก้าอี้ที่ติดตั้งในเครื่องบิน 3 ลำแรกที่รับมอบได้ใบรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัยแล้ว แต่บริษัทได้เปลี่ยนแปลงมาตรฐานของเก้าอี้ในเครื่องบินที่เหลืออีก 5 ลำ ส่งผลให้องค์กรดังกล่าวไม่ยอมออกใบรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัย

"การรับมอบเครื่องบิน 3 ลำ จากที่เหลืออยู่ 5 ลำ ล่าช้ากว่ากำหนดมาแล้ว 2 เดือน และมีแนวโน้มว่าจะล่าช้าต่อไปอย่างน้อยอีก 1 เดือน เพราะบริษัทเปลี่ยนมาตรฐานระหว่างทาง ส่งผลให้ 2 รายการ จาก 18 รายการ ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย การบินไทยจึงต้องหาบริษัทใหม่เตรียมไว้ เพราะจะเสี่ยงเกินไปถ้าไม่ทำอะไรเลย ตอนนี้อยู่ระหว่างเรียกร้องค่าเสียหาย จากการรับมอบล่าช้า เพราะมีผลกระทบต่อแผนการหารายได้ กรณีที่ต้องว่าจ้างบริษัทรายใหม่ให้ติดตั้งเก้าอี้ชั้นประหยัด บริษัท KOITO ต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดแทนการบินไทย" นายปิยสวัสดิ์กล่าว

ทั้งนี้ การติดตั้งเก้าอี้ในเครื่องบินแอร์บัสเอ 330-300 จำนวน 8 ลำ ใช้วงเงิน 400 ล้านบาท โดยบริษัท SOGERMA จากฝรั่งเศส เป็นผู้ติดตั้งเก้าอี้ชั้นธุรกิจวงเงิน 300 ล้านบาท และบริษัท KOITO จากญี่ปุ่น เป็นผู้ติดตั้งเก้าอี้ชั้นประหยัด วงเงิน 100 ล้านบาท

นายปิยสวัสดิ์ กล่าวถึง ปัญหาการเลื่อนระดับบัตรโดยสาร หรือการ UPGRADE และ ปัญหาการขอน้ำหนักสัมภาระเพิ่มจากที่กำหนด การบินไทยอยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์การอนุมัติให้มีความชัดเจนขึ้น คาดว่าหลักเกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่ จะนำมาปฏิบัติได้ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2553 ระหว่างนี้การบินไทยจะเพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติตามระเบียบหลักเกณฑ์ที่ มีอยู่ เพื่อไม่ให้เกิดการปฏิบัติแบบ 2 มาตรฐาน อีกทั้งคณะกรรมการการบินไทย ได้ สั่งการให้ฝ่ายบริหารรายงานการ UPGRADE และการขอน้ำหนักสัมภาระเพิ่มทุกราย ต่อกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2552 แต่ จากการพิจารณาเบื้องต้นพบว่ามีบุคคลเกือบทุกกลุ่มขอใช้สิทธิ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ ผู้พิพากษา ทหาร ตำรวจ รวมทั้งสื่อมวลชน

"การอนุมัติเรื่องเหล่านี้ไม่ผิด ถ้าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เท่าที่ดูยังไม่พบการอนุมัติที่ผิดปกติ แต่อาจมีประเด็นในส่วนของผู้รับที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะถ้าการ UPGRADE หรือการขอน้ำหนักเพิ่มมีมูลค่าเกิน 3 พันบาท ถือว่าผิดกฎหมาย ประเด็นนี้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ต้องตรวจสอบต่อไป" นายปิยสวัสดิ์กล่าว

นอกจากนั้น การบินไทยยังอยู่ระหว่างการพิจารณายกเลิกเส้นทางบินที่ประสบปัญหาขาดทุน ซึ่งอาจต้องยกเลิก คือ กรุงเทพฯ-คูเวต คาดว่าจะชัดเจนในเดือน ม.ค.นี้ รวมทั้งเส้นทางกรุงเทพฯ-ปูซาน

 

source:สำนักงานพาณิชย์ ณ.กรุงปักกิ่ง

ศูนย์ข้อมูลแห่งชาติของจีน (SIC) คาดการณ์ว่า ตัวเลขจีดีพีของจีนจะขยายตัวได้ประมาณร้อยละ 9.5 ในปี 2010 (ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณร้อยละ 1.5 และ 1.7) โดยราคาอสังหาริมทรัพย์และอัตราเงินเฟ้อของประเทศจีน  ยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้   ทั้งนี้แม้ว่า ในปี2010  การใช้จ่ายของรัฐบาลตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง     แต่การลงทุนของประเทศที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เศรษฐกิจจีน ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย   และอัตราเงินเฟ้อของจีนจะอยู่ในระดับร้อยละ 3 ซึ่งไม่เป็นปัญหาต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนได้กำหนดเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2010 ร้อยละ 8  โดยภาคอุตสาหกรรมจะขยายตัวร้อยละ 11   โดยศูนย์ข้อมูลแห่งชาติคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะยังคงฟื้นตัวได้อย่างแข็ง แกร่ง แม้กำลังการผลิตภายในประเทศจะยังมีมากเกินความต้องการ แต่จะช่วยให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านเงิน เฟ้อที่คาดว่าในปีหน้าจะขยายตัวขึ้นประมาณร้อยละ 2.5 นอกจากนั้น รายงานยังกล่าวว่า หากเศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในปีหน้า นโยบายด้านเศรษฐกิจของจีนก็คงไม่เปลี่ยนแปลง
รายงานยังระบุด้วยว่า กลุ่มผู้ประกอบการจะสามารถระดมทุนจากตลาดทุนได้มากขึ้น และตลาดจีนจะมีสภาพคล่องหมุนเวียนอยู่มากพอในปีหน้า นายเจีย กัง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเงินของกระทรวงคลังจีนคาดว่า เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มที่จะขยายตัวค่อนข้างสูงในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 และมีเสถียรภาพในช่วงครึ่งปีหลัง
ปี 2010 จีนจะเกินดุลการค้าลดลง
ปี 2010 จีนจะเกินดุลการค้าประมาณ 160 พันล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2009 ซึ่งเกินดุลการค้าประมาณ 198  พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในปี 2008 จีนเกินดุลก  ารค้า 295 พันล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากความต้องการบริโภคภายในประเทศทำให้มีการประมาณการณ์ว่ามูลค่าการนำ เข้าในปี 2010 จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 16  ในขณะที่การส่งออกจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 9 การที่จีนเกินดุลการค้าที่ลดลงจะช่วยลดความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับ ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ คือสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป   ซึ่งยังคงมีมาตรการปกป้องทางการค้าสำหรับสินค้าจีน     ทั้งนี้รัฐบาลจีนแถลงว่า จะเร่งรัดการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ในการผลิตสินค้า เพื่อลดผลกระทบจากการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้าของตน
ทั้งนี้โฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีน แถลงเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2009 ว่า การเกินดุลการค้าที่ลดลงในปี 2010 จะทำให้การดำเนินนโยบายการเงินของจีนมีประสิทธิภาพมากขึ้น  เนื่องจากการไหลเวียนของเงินตราที่เข้าสู่ประเทศ เนื่องจากการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นนั้น จะทำให้เกิดความเสี่ยงภัยจากภาวะเงินเฟ้อ และราคาอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้นผิดปกติ  โดยธนาคารกลางของจีนจะใช้วิธีการซื้อขายตราสารเงินและการกำหนดอัตราสำรองของ ธนาคารพาณิชย์ในการบริหารจัดการสภาพคล่องด้านการเงิน
การนำเข้าและส่งออก
ในปี 2008 จีนเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับที่ 2 รองจากสหรัฐอเมริกา  โดยแซงหน้า เยอรมนี  ส่วนในด้านการนำเข้า จีนเป็นประเทศผู้นำเข้าอันดับที่ 3 รองจาก สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี (สถิติขององค์การการค้าโลก)  ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2009  ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวจากระยะเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 19.2  และสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้เดิมถึงร้อยละ 18.2   ในขณะที่มูลค่าการส่งออกลดลงร้อยละ 1.2  และมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 26.7 ในช่วงเวลาดังกล่าวจีนและเยอรมนี มีการส่งออกสินค้าเป็นมูลค่า  521.7 และ 521.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ   ในปี 2010 จีนจึงมีแนวโน้มที่จีนจะส่งออกสินค้าเป็นมูลค่ามากกว่าเยอรมนี  
อัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวน
นายกรัฐมนตรีของจีน (เหวินเจียเป่า) ได้แถลงเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2009 ว่าจีนจะไม่ปรับเพิ่มค่าเงินหยวน ตามคำเรียกร้องของสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา เนื่องจากถ้ามีการปรับเพิ่มค่าเงินหยวนจะทำให้ราคาสินค้าส่งออกของจีนสูง ขึ้น และทำให้ราคาสินค้าจากสหรัฐฯลดลง   ทั้งนี้ธนาคารกลางของจีน แถลงว่า ภาระกิจหลักในปี 2010 คือการรักษาอัตราแลกเปลี่ยน และค่าเงินหยวน  รวมทั้งการปฏิรูประบบเงินตรา  ตามนโยบายของรัฐบาล  
ค่าเงินหยวน เป็นสาเหตุประการหนึ่งของความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาและ สหภาพยุโรป  ซึ่งกล่าวว่า จีนกำหนดค่าเงินหยวนไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง อันทำให้จีนมีความได้เปรียบด้านการส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในต่างประเทศ   ทั้งนี้แม้ว่า การที่รัฐบาลจีนปรับค่าเงินหยวนให้สูงขึ้นและอยู่ในระดับที่เหมาะสม  จะช่วยผ่อนคลายปัญหาภาวะเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นในปี 2010   แต่ในทางกลับกัน การปรับค่าเงินอาจทำให้เกิดการเก็งกำไรและการไหลเข้าออกของเงินหมุนเวียนจาก ต่างประเทศ  ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจีน   
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการของจีน  วิเคราะห์ว่า ในปี 2010 ค่าเงินหยวนจะปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ   ในขณะที่นักลงทุนคาดหมายว่าค่าเงินหยวนจะมีแนวโน้มสูงขึ้นร้อยละ 2.7
การผลักดันให้เงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักระหว่างประเทศ
จีนพยายามผลักดันให้เงินหยวนเป็นเงินตราสกุลหลักระหว่างประเทศ  โดยในปีที่ผ่านมารัฐบาลจีนอนุญาตให้บริษัทที่ตั้งในเซี่ยงไฮ้และเมืองต่างๆ ทางตอนใต้ของมณฑลกวางตุ้ง จำนวน 365 ราย ให้สามารถใช้เงินหยวนในการค้ากับฮ่องกงและประเทศสมาชิกอาเซียน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2009  และรัฐบาลจีนได้จำหน่ายพันธบัตรจำนวน 6 พันล้านหยวนในฮ่องกง  เพื่อผลักดันให้มีการใช้เงินหยวนเป็นเงินตราสกุลหลัก 
ความเสี่ยงภัยทางเศรษฐกิจ
1. การให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์  ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2009 ธนาคารพาณิชย์ของจีนให้สินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  รวม 9..2 ล้านล้านหยวน (1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ)  สูงกว่าเป้าหมายการให้สินเชื่อของปี 2009  ซึ่งเดิมรัฐบาลกำหนดไว้ 5.0 ล้านล้านหยวน  และเพิ่มขึ้นจากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนถึง 4.15 ล้านล้านหยวน ขณะที่ยอดปล่อยเงินกู้จะขยายตัวไม่เกิน 8 ล้านล้านหยวน
การขยายตัวของการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์   มีบทบาทสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในปี2009 ให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย     แต่ในปี 2010 รัฐบาลจีนจำเป็นต้องควบคุมปริมาณเงินในระบบให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม  เนื่องจาก การให้สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากในปี 2009  ได้ทำให้เกิดความเสี่ยงภัยที่เกิดจากมูลค่าการซื้อขายรวมถึงราคาอสังหาริม ทรัพย์และหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นมากผิดปกติ  โดยการซื้อขายดังกล่าวมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 68     ทำให้รัฐบาลจีนออกมาเตือนว่ารัฐบาลอาจจะกลับไปใช้มาตรการเก็บภาษีจากการขาย บ้านที่ผู้ซื้อขายบ้านดังกล่าวมาไม่เกิน 5 ปี จากปัจจุบันที่กำหนดระยะเวลาเพียง 2 ปี
2. ราคาและมูลค่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้นมากผิดปกติ  โดยในปี 2009 การขายบ้านที่ก่อสร้างใหม่ในจีนมีมูลค่ารวม 4.5 ล้านล้านหยวน   คิดเป็นร้อยละ 13 ของจีดีพีของจีน   และจากสถิติของ Goldman Sachs พบว่าในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา บ้านที่อยู่อาศัยในเซี่ยงไฮ้มีราคาสูงขึ้นร้อยละ 30   ในขณะที่บ้านในปักกิ่งมีราคาสูงขึ้นมากถึงร้อยละ 80 และราคาบ้านพักต่อตารางเมตรยังสูงกว่าอัตราเงินเดือนเฉลี่ยของประชากรใน ปักกิ่งถึง 6 เท่า
นักวิชาการของจีนวิเคราะห์ว่า หากรัฐบาลจีนไม่สามารถดำเนินมาตรการควบคุมราคาซื้อขายบ้านที่อยู่อาศัยให้ อยู่ในราคาที่เหมาะสมภายในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า  จีนอาจประสบปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่แตก  เพราะนอกจากราคาอสังหาริมทรัพย์ในจีนที่โน้มสูงขึ้นผิดปกติแล้ว   แต่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมของจีนจำนวนมากที่มีการลงทุนเก็งกำไรในการซื้อขาย ที่ดิน เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นก่อนประสบปัญหาเศรษฐกิจถดถอยใน ช่วงทศวรรษที่ 1980
ทั้งนี้ผู้นำจีนจะใช้มาตรการภาษี อัตราดอกเบี้ย และการควบคุมการใช้ที่ดิน เพื่อให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ให้มีเสถียรภาพ    รวมทั้งขยายการก่อสร้างและให้การอุดหนุนแก่ประชาชนที่มีรายได้ต่ำ ในการซื้อบ้านพักอาศัย   และจำกัดการซื้อขายบ้านเพื่อเก็งกำไร
3. กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมสูงเกินความต้องการ  ผู้นำจีนแถลงว่า ในปี 2009-2010   รัฐบาลกลางของจีนใช้งบประมาณด้านการวางแผนและปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมรวม 1.18 ล้านล้านหยวน  โดยไม่ได้มีการใช้จ่ายสำหรับโครงการใหม่ในภาคอุตสาหกรรม   ทั้งนี้ในปี 2009 รัฐบาลได้ใช้งบประมาณ 590 พันล้านหยวน  สำหรับการก่อสร้างบ้านพักอาศัย  สำหรับประชาชนในชนบท  และการรักษาสิ่งแวดล้อม การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   รวมทั้งการปรับปรุงสาธารณูปโภค และโครงข่ายการคมนาคมที่จำเป็น เช่น การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง เชื่อมโยงระหว่างกรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้ เป็นต้น
สำหรับกำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมที่เกินกว่าความต้องการนั้น   เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ความต้องการบริโภคลดลง   และในกรณีของจีนเกิดจากความไม่สมดุลทางโครงสร้างเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการส่ง ออกมาเป็นเวลานาน   ซึ่งรัฐบาลจีนกำลังแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดย  สนับสนุนให้มีการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย  ควบคุมอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง  และสร้างมลภาวะแก่สิ่งแวดล้อม 
นโยบายเศรษฐกิจของจีน ในปี 2010
เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2009 รัฐบาลจีนได้มีการประชุมหารือ   เพื่อประเมินสถานการณ์ และกำหนดนโยบายเศรษฐกิจสำหรับปี 2010  ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 11  และมีมติว่ารัฐบาลจะใช้ความพยายามเพิ่มขึ้นในการพัฒนาและปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจ  การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ  การวิจัยพัฒนา เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ
ทั้งนี้รัฐบาลจะสนับสนุนด้านการเงินแก่ภาคการเกษตร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษา สวัสดิการทางสังคม คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางของจีน   ในปี 2010 จะดำเนินนโบบายการเงินที่ผ่อนคลายตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นการ ขยายตัวทางเศรษฐกิจ  โดยจะมีการประชุมทุกไตรมาส  โดยจะมีการทบทวนสถานการณ์และปรับการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ให้อยู่ใน ระดับที่เหมาะสม  เพื่อป้องกันไม่ให้ปริมาณเงินในระบบมากเกินไป  รวมทั้งพยายามจำกัดการให้สินเชื่อแก่อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานมาก  อุตสาหกรรมที่สร้างมลภาวะ รวมทั้งอุตสาหกรรมที่มีกำลังการผลิตเกินความต้องการ

ที่มา:ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์

ตาก -การค้าไทย-พม่าโตไม่หยุด ล่าสุดปีนี้ ยอดการค้าผ่านแม่สอด-เมียวดี กลายเป็นด่านเดียวของไทยที่มีการค้าเพิ่มขึ้น สวนทางยอดการค้าชายแดนรวมที่ขยายตัวลดลง ด้านหอการค้าฯเล็งดึงญี่ปุ่นร่วมวง หลังเริ่มใช้เส้นทางอีส-เวสต์ขนสินค้าจากย่างกุ้ง-ญี่ปุ่นแล้ว

นายพงศ์เทพ บัวทรัพย์ นายด่านศุลกากรแม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก พรมแดนการค้าไทย-พม่า แม่สอด-เมียวดี กล่าวว่า ในปี 52 มีตัวเลขสรุปการค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในด้านติดต่อกับ พม่า-ลาว-กัมพูชา-และมาเลเซีย มีมูลค่าการค้าชายแดน 795,394 ล้านบาท ลดลงจากปี 51 ที่มีอยู่ 873,063 ล้านบาท 8% โดยมีการส่งออก 460,950 ล้านบาท และนำเข้า 334,444 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าที่ลดลงส่วนหนึ่งมาจากสภาวะเศรษฐกิจโลก

แม้อัตราการขยายตัวของการค้าชายแดนจะลดลง แต่การค้าชายแดนไทย-พม่า ที่ อ.แม่สอด ไม่ได้ลดลง ตรงข้ามกลับขยายตัวมากขึ้น เป็นด่านแห่งเดียวในประเทศที่มูลค่าการค้าไม่ลดแถมยังพุ่งสูงขึ้น โดยสรุปคือการค้าชายแดนปี 52 มีอัตราขยายตัวลดลงเกือบทุกด้าน ยกเว้นการค้าไทย-พม่า ซึ่งมีการส่งออกเพิ่มขึ้น 6,700 ล้านบาท คิดเป็น 21.6% โดยส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องดื่ม-สิ่งสกัดหรือหัวเชื้อเข้มข้นของชา หรือกาแฟ รวมทั้งรถยนต์-รถจักรยานยนต์ ยวดยานทางบกและส่วนประกอบมอนิเตอร์และเครื่องฉาย

เขาบอกว่า สาเหตุที่ด่านแม่สอด มี มูลค่าการค้ามากที่สุดเนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการค้าและเศรษฐกิจที่มี ปัจจัยเอประโยชน์หลายด้านทั้งการเป็นเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ อิสเวตส์ อิโคโนมิก คอริดอร์ ' ศูนย์กลางภูมิภาค 'เป็นย่านเศรษฐกิจการค้าการลงทุนสำคัญ และเป็นด่านชายแดนที่สะดวก ในระบบคมนาคมลอจิสติกส์

ทั้งนี้ การค้าชายแดนไทย-พม่า มีด่านศุลกากร 7 ด่าน คือแม่สอด-แม่สาย-ระนอง-สังขละบุรี-แม่สะเรียง-แม่ฮ่องสอน-เชียงดาว รวมมูลค่าการค้า 135,501 ล้านบาท ส่วนไทย-มาเลเซีย มีด่านศุลกากร 10 ด่าน คือสงขลา-สะเดา-ปาดังเปซาร์-ปัตตานี-ตากใบ-สุไหงโก-ลก- เบตง- กันตัง-วังประจัน และด่านสตูล มีมูลค่าการค้าชายแดน538,319 ล้านบาท

ด่านไทย-กัมพูชา มี 4 ด่านคือช่องจอม-อรัญประเทศ-คลองใหญ่-จันทบุรี มีมูลค่าการค้า 2,468 ล้านบาท และสุดท้ายด่านไทย-ลาว มี 11 ด่าน คือเชียงแสน-เชียงของ-เชียงคาน-ท่าลี่-หนองคาย-บึงกาฬ-นครพนม-เขมราฐ-มุกดาหาร-พิบูลมังสาหาร-และด่านทุ่งช้าง มีมูลค่าการค้าชายแดน 17,444 ล้านบาท

นายพงษ์เทพ บอกว่า การค้าชายแดนไทย-พม่านั้น 59% เป็นการส่งออกผ่านด่านศุลกากรแม่สอด 28%ผ่านด่านระนอง-11.3% ผ่านด่านแม่สาย และนับตั้งแต่ปี 2549 -2552 การค้าระหว่างไทย-พม่า มีมูลค่าสูงขึ้นทุกปี โดยในปี 49 มีมูลค่า 10,948,007,386.13 ล้านบาท ปี 50 เพิ่มขึ้นเป็น 12,309,539,913.94 ล้านบาท ปี 51 เพิ่มขึ้นเป็น 18,449,316,987.33 ล้านบาท และในปี 2552 ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 23,392,284,488.67 ล้านบาท โดยไม่รวมช่องทางอื่นๆ ส่วนสินค้านำเข้านั้นก็เพิ่มขึ้นทุกปี จากในปี 2549 นำเข้าจากพม่าประมาณ 1,300 ล้านบาท ปี 2550 นำเข้า 1,027,039,923.84 ล้านบาท ปี 2551 1,394,008,495.15 ล้านบาท และในปี 2552 นำเข้า 1,411,135,018.15 ล้านบาท

นายพงศ์เทพ กล่าวต่อว่า ขณะนี้สินค้านำเข้าจากพม่าลดน้อยลง เนื่องจากสินค้าเกษตรบางรายการส่งออกทางจีน เช่น ข้าวสารและหอมหัวใหญ่ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเพราะจีนมีความต้องการเพิ่มขึ้น ประกอบกับ ปัญหาด้านการชำระภาษีในอัตราสูง ทำให้พ่อค้าชะลอนำเข้า รอเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.53 เป็นต้นไป

นายบรรพต ก่อเกียรติเจริญ ประธานหอการค้าจังหวัดตาก กล่าวว่า ปัจจุบันนักธุรกิจพ่อค้าในประเทศญี่ปุ่น กำลังมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งสินค้าและการเข้าไปลงทุนทำธุรกิจในพม่ามากยิ่งขึ้น โดยมีการเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตเสื้อสูทสุภาพบุรุษ รวมทั้งเสื้อเชิ้ตชาย ในกรุงย่างกุ้งและในอดีตมีการนำออกสินค้าไปส่งทางท่าเรือ ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางจากรุงย่างกุ้งนำสินค้าลงเรือไปยังเมืองนาโกย่า นานกว่า 3 สัปดาห์

ขณะนี้ นักธุรกิจญี่ปุ่นได้มีการทดลองส่งสินค้า(เสื้อสูทบุรุษ)และเสื้อเชิ้ต ที่ผลิตในย่างกุ้ง และได้นำสินค้าดังกล่าวมาส่งออกเข้ายังด่านศุลกากรแม่สอด-เมียวดี ซึ่งในเส้นทางนี้จะใช้ระยะเวลาในการขนส่งไปจนถึงเมืองนาโกย่า เพียงไม่เกิน 2 สัปดาห์ ย่นระยะทางและระยะเวลาจากเส้นทางเดิมไปประมาณ 7 วัน รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งอีกด้วย ทำให้ตอนนี้จะเห็นตัวเลขนำเข้าสินค้าเสื้อสูทจากพม่ามายังด่านศุลกากรแม่สอด มากขึ้น

'
ผมกำลังติดต่อประสานกับนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นกลุ่มที่เข้าไปลงทุนในกรุงย่างกุ้ง เพื่อให้มาลงทุนในพื้นที่ชายแดน แม่สอด-เมียวดี เพราะจะได้ลดระยะเวลาในการขนส่งรวมทั้งต้นทุนการผลิต โดยมาตั้งโรงงานแถบชายแดน และจะทำให้การขนส่งสินค้ากลับไปประเทศเพื่อจำหน่ายไปยังประเทศที่ 3 รวดเร็วขึ้นอีกอย่างน้อย 1 สัปดาห์'

 

ที่มา:ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์

กระทรวงพาณิชย์ปรับยุทธศาสตร์ดันไทยขึ้นแทนผู้นำอาเซียน ตั้ง 8 ขุนพลคุม 4 ธุรกิจ "สินค้าท๊อป10 - สินค้าเอกลักษณ์ไทย-สินค้าดาวรุ่ง-เอสเอ็มอี" ลุยตลาดโลก ผุดศูนย์ทดสอบยานยนต์ ยกระดับชิ้นส่วนรถยนต์ไทย ดันทุนไทยปักธงตั้งศูนย์กระจายสินค้า และตัวแทนจำหน่ายในต้างประเทศ พร้อมยกระดับย่านการค้า "วรจักร-จตุจักร-โบ๊เบ๊" เป็นหัวหอกพัฒนาสินคค้าเอสเอ็มอี เพื่อการส่งออก

จากสภาวะการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยโครงสร้างเศรษฐกิจโลกได้มีการรวมกลุ่ม การเปิดการค้าเสรี และการย้ายขั้วอำนาจสู่โลกตะวันออก ซึ่งก่อให้เกิดชนชั้นกลางขนาดใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนา เช่น จีนและอินเดีย ทำให้มีอุปสงค์และอุปทานเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับภาวะโลกร้อน ทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากร เกิดการขาดแคลนอาหารและพลังงาน ทำให้มีแนวโน้มความต้องการสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงทำให้ไทยต้องเร่งปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การค้า เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

6
ยุทธศาสตร์ดันไทยเป็นผู้นำอาเซียน

โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศใหม่ ที่จะใช้ระหว่างปี 2553-2557 เพื่อยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยโดยมีการค้าระหว่างประเทศเป็นฐานรองรับที่มั่นคง รักษาเสถียรภาพการส่งออกในระยะยาว และเสริมสร้างสภาพความเป็นผู้นำของไทยในอาเซียน เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก ภายใต้ 6 ยุทธศาสตร์ใหม่ ได้แก่ 1.ยกระดับคุณภาพและภาพลักษณ์ของสินค้าและบริการของไทยไปสู่ตลาดบน 2.ส่งเสริมการผลิตและการพัมนาสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 3.กระจายตลาดส่งออกของไทยและสร้างฐานการทำธุรกิจของไทยในทุกภูมิภาคของโลก 4.เป็นหนึ่งในผู้นำอาเซียนในการขับเคลื่อนและสร้างความเข้มแข็งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) 5.เพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวและการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก และ6.เจรจาเพี่อเสริมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศรวมทั้งรักษาและปกป้องผลประโยชน์ของไทย

ตั้ง8ขุนพลคุมส่งออก4กลุ่มธุรกิจ

ทั้งนี้เพื่อให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์จึงได้ปรับยุทธศาสตร์การส่งออกใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่ได้แบ่งตลาดโลกออกเป็น 6 ภูมิภาค ได้แก่ สหภาพยุโรป สหรัฐ จีน อินเดีย เอเชียตะวันออก และอาเซียน ซึ่งมีข้าราชการระดับ ซี 10 เป็นหัวหน้าภูมิภาคต่างๆ เปลี่ยนมาเป็นการตั้งข้าราชการระดับสูงเป็นประธานกลุ่มสินค้า (Chiefs of Product)จำนวน 8 คน ดูแลใน 4 กลุ่มสินค้า เพื่อให้มีเจ้าภาพที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาสินค้าแต่ละตัวอย่างเบ็ดเสร็จ และยังเป็นตัวหลักในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยผู้ประกอบการที่ติดปัญหาการต่างๆในการส่งออก ก็สามารถติดต่อไปยังประธานกลุ่มสินค้านั้นๆ ซึ่งประธานแต่ละกลุ่มต่างก็เป็นข้าราชการชั้นสูงในกรมส่งเสริมการส่งออกมีประสบการณ์การค้าระหว่างประเทศมาอย่างยาวนาน ทำให้การแก้ไขปัญหาต่างๆเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยในกลุ่มที่ 1 จะเป็นกลุ่มสินค้าที่ทำรายได้ส่งออกสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แต่งตั้งให้มีประธานกลุ่มสินค้าจำนวน 5 คนเข้ามาดูแล โดย ศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ดูแลสินค้าอาหารและข้าว พิรมล เจริญเผ่า รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ดูแลสินค้าแฟชั่น สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ มาลี โชคล้ำเลิศ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ดูแลสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ณัฎฐา รัตนเลิศ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ดูแลสินค้ายานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และสุรศักดิ์ เรียงเครือ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญดูแลสินค้าวัสดุก่อสร้าง เม็ดพลาสติก และผลิตภัณฑ์ยางพารา

กลุ่มที่ 2 สินค้าเอกลักษณ์ไทย ได้แต่งตั้งให้ ทัศนีย์ สุทธภักติ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ ดูแลสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมไทย ที่หวังเพิ่มยอดขายโดยการสร้างแบรนด์ไทย เช่น ข้าวหอมมะลิผ้าไหม กล้วยไม้ อาหารไทย สปาไทย กลุ่มที่ 3 สินค้าใหม่ที่มีโอกาสในการขยายตลาดการส่งออก เช่น เครื่องสำอาง สบู่ผลิตภัณฑ์เภสัช เครื่องมือแพทย์ เครื่องเขียนธุรกิจสิ่งพิมพ์ ได้แต่งตั้งให้ กาญจนา เทพารักษ์ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ เป็นผู้ดูแล และกลุ่มที่ 4 สินค้า SMEs และสินค้าOTOP ที่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการส่งออก ได้แต่งตั้ง วิภาศรี ชาลาประวรรตน์ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญเป็นผู้ดูแล

ปั้น"อาหาร-แฟชั่น-ไฟฟ้า-ไลฟ์สไตล์ "ครองตลาดโลก

ทั้งนี้ในยุทธศาสตร์กลุ่มที่ 1 สินค้าที่ทำรายได้ส่งออกสูงสุด 10 อันดับแรก ในส่วนของกลุ่มย่อยสินค้าอาหารและภัตตาคารไทย แนวทางปฏิบัติจะเร่งสร้างภาพลักษณ์สินค้าอาหารของไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในเรื่องของคุณภาพและมาตรฐาน รวมทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้จะต้องสร้างกลุ่มพันธมิตรประเทศผู้ผลิตร่วมกับประเทศในกลุ่มอาเซียยนที่มีการผลิตสินค้าใกล้เคียงกัน เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ไม่เพียงเท่านั้นสินค้าไทยจะต้องพัฒนาให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภค และวิธีการดำเนินชีวิตของผู้ซื้อในต่างประเทศ ตลอดจนการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสร้างตราสินค้า ส่งสริมให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากข้อตกลง เอฟทีเอ อย่างเต็มที่

ในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร จะทำความร่วมมือระหว่างสถาบันสอนทำอาหารในประเทศกับต่างประเทศ เปิดหลักสูตรสอนปรุงอาหารไทยและการบริหารจัดการร้านอาหารไทยให้กับผู้สนใจรวมทั้งการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมภาพลักษณ์เครื่องหมาย Thai Select ในระดับภูมิภาค นอกจากนี้จะทำความร่วมมือกับซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างประเทศ เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบอาหารไทยได้ง่าย ส่วนด้านการเงินจะประสานงานกับธนาคารรัฐจัดทำสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำการลงทุนร้านอาหารไทยในต่างประเทศ

ด้านกลุ่มย่อยเสื้อผ้า สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ และเครื่องหนัง มีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ไทยเป็นอาเซียน แฟชั่น ฮับ และเป็นศูนย์กลางของเครื่องประดับอัญมณีโลก โดยจะผลักดันให้ผู้ผลิตมีแบรนดฺของตัวเอง ยกระดับสินค้าเจาะกลุ่มลูกค้าชั้นสูง และผลักดันให้เกิด Asia Design Center สนับสนุนการสร้างเครือข่ายกระจายสินค้าในต่างประเทศ พัฒนารูปแบบและดีไซน์ให้ตรงกับความต้องการของตลาดในแต่ละประเทศ รวมทั้งจะร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นผลักดันให้เกิดการออกแบบและการตลาดครบวงจร ส่งเสริมการตั้ง Buying Office ในไทย

สำหรับในกลุ่มย่อยเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์นั้น จะเร่งประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์สินค้าไทยว่าเป็นสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงาน รวมทั้งจะเป็นแกนกลางในการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆของภาครัฐเพื่อแก้ไขปัยหาอุปสรรค เพื่อลดต้นทุนการผลิตและลอจิสติกส์ ตลอดจนประสานกับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงแรงงานให้ผลิตแรงงานสายอาชีพเพื่อป้อนให้กับภาคอุตสาหกรรม อย่างเพียงพอ และส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ขณะที่กลุ่มย่อยสินค้าซอฟต์แวร์ แอนิเมชั่น เกมส์ จะตั้ง Software/Animation Library เพื่อเป็นศูนย์รวมให้กับผู้ซื้อต่างประเทศ จัดหาข้อมูลการตลาดและรูปแบบของตลาดให้กับผู้ประกอบการ จัดหาผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด และให้ความรู้กับผู้ประกอบการ เช่น แหล่งงาน กฎหมายระหว่างประเทศ และการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ นั้น ได้ตั้งเป้าว่าไทยจะต้องเป็นผู้นำของอาเซียนในการส่งออกสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ที่มีความโดดเด่นเรื่องความปลอดภัย คุณภาพ และการออกแบบในปี 2015 โดยจะเสนอกระทรวงการคลังเพื่อหาแนวทางลดภาษีวัตถุดิบน้ำเข้าที่มีภาษีสูง และจัดเวทีประกวนและจับคู่นักออกแบบกับผู้ประกอบการ รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ข้อมูลสินค้าไลฟ์สไตล์ เพื่อรวบรวมข้อมลที่จำเป็นต่อการพัฒนา ส่งเสริมการสร้างแบรนด์อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนการผลักดันให้เกิดการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานสินค้าแห่งชาติ

ผุดศูนย์ทดสอบยานยนต์พัฒนาเทคโนโลยี

ส่วนกลุ่มย่อยสินค้ายานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ จะผลักดันให้เกิดศูนย์ทดสอบคุณภาพชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อสร้างความเชื่อถือ และลดต้นทุนในการทดสอบสินค้า รวมทั้งจะผลักดันให้ผู้ผลิตรวมตัวกันเป็นคลัสเตอร์เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองและลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมผลิตสินค้า Thai Brand Name โดยจะส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก เพราะเป็นที่ยอมรับในคุณภาพและราคา ส่วนการสร้างบุคลากรเพื่อรองรับการขยายตัวนั้น จะร่วมกับสถาบันการศึกษาผลิตบุคลากรด้านวิศวกรรมยานยนต์ และจัดฝึกอบรมให้ความรู้ในเรื่องมาตรฐานการส่งออกมในประเทศเป้าหมาย เช่นออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง ที่เน้นคุณภาพ การส่งมอบ มากกว่าราคา

ด้านกลุ่มย่อยสินค้าวัสดุก่อสร้าง และพลาสติก นั้น ในสินค้าวัสดุก่อสร้างและเหล็ก จะส่งเสริมให้มีการผลิตเหล้กต้นน้ำ และส่งเสริมให้รวมกลุ่มเพื่อขยายตลาดเป็นหมวดหมู่สินค้า พร้อมทั้งร่วมมือกับสถาบันมาตรฐานสินค้าชั้นนำของโลกให้การรับรองสินค้าของไทย และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยออกไปร่วมลงทุนเปิดสำนักงานตัวแทน หรือโชว์รูมในต่างประเทศ โดยเฉพาะการรวมกันเพื่อลดต้นทุน หรือร่วมกับนักธุรกิจท้องถิ่น ส่ว

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยผลวิเคราะห์ทิศทางปัญหา และอุปสรรคภาคการค้าระหว่างประเทศของไทยปี 53 ว่า การส่งออกของไทยปีนี้ยังฟื้นตัวระดับต่ำ เมื่อเทียบกับปี 51 หรือสมัยปี 41-44 ที่เคยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ โดยผลศึกษาระบุว่าโอกาสการส่งออกไทยขยายตัว 10.5% มีโอกาสเกิดมากสุด 60% ซึ่งต่ำกว่าที่กระทรวงพาณิชย์คาดไว้ที่ 14% รองลงมา 30% คาดว่าการส่งออกขยายตัว 13.9% และอีก 10% คาดว่าการส่งออกขยายตัว 6.4%

ทั้งนี้หากเศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.1% การค้าโลกขยายตัว 2.5% อัตราแลกเปลี่ยน 32.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ น้ำมันบาร์เรล ละ 78.7 ดอลลาร์ฯ การส่งออกไทยจะขยายตัว 10.5% มูลค่า 1.66 แสนล้านดอลลาร์ฯ การนำเข้าขยายตัว 14.4% มูลค่า 14.9 แสนล้านดอลลาร์ฯ เกินดุลการค้า 17,000 ล้านดอลลาร์ฯ และเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 18,400 ล้านดอลลาร์ฯ แต่ถ้าเศรษฐกิจโลกขยายตัวเพิ่มเป็น 4.1% อัตราแลกเปลี่ยน 33.4 บาทต่อดอลลาร์ฯ น้ำมันบาร์เรลละ 75.5 ดอลลาร์ฯการส่งออกจะเพิ่มเป็น 13.9% มูลค่า 1.72 แสนล้านดอลลาร์ฯ นำเข้าขยายตัว 19.2% มูลค่า 1.56 แสนล้านดอลลาร์ฯเกินดุลการค้า 15,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกินดุลบัญชีเดินสะพัด 17,600 ล้านดอลลาร์ฯ

อย่างไรก็ตามหากเศรษฐกิจโลกขยายตัวเพียง 2.1% อัตราแลกเปลี่ยน 31.5 บาทต่อดอลลาร์ฯ น้ำมันบาร์เรลละ 80.5 ดอลลาร์ฯการส่งออกจะขยายตัว 6.4% มูลค่า 1.6 แสนล้านดอลลาร์ฯนำเข้าขยายตัว 9.5% มูลค่า 1.43 แสนดอลลาร์ฯเกินดุลการค้าเกินดุล 17,100 ล้านดอลลาร์ฯและเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 18,500 ล้านดอลลาร์ฯ

นายอัทธ์กล่าวต่อว่า ปัจจัยลบที่กระทบต่อการส่งออก คือการลดค่าเงินด่องของเวียดนามเพราะ การลดค่าเงิน 5-15% ทำให้เวียดนามได้เปรียบไทย สามารถขายสินค้าได้ถูกกว่า ทำให้มูลค่าการส่งออกไทยลดลง 13.97-111.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าข้าวขาวกระทบมากสุด 24.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาเป็นเสื้อผ้าลดลง 9.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองเท้าลดลง 3.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาหารประมงลดลง 0.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ผลจากการเปิดเสรีการค้ากับจีน และการเปิดเสรีการค้าอาเซียน (อาฟ ต้า) ทำให้การแข่งขันส่งออกด้านราคาสินค้ารุนแรงมากขึ้น อุตสาหกรรมไทยหลายสาขาที่มีต้นทุนผลิตสูงกว่าเพื่อนบ้านประสบปัญหาส่งออก ดังนั้นผู้ผลิตต้องปรับตัวเน้นผลิตสินค้าระดับบนทดแทนเพราะตลาดยังเปิดกว้างอยู่ ส่วนสินค้าเกษตรน่าจะได้ประโยชน์เพราะไทยมีคุณภาพสินค้าดีกว่าเพื่อนบ้าน

ส่วนปัจจัยลบอื่นได้แก่ ทิศทางดอก เบี้ยสูงขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มซึ่งกระทบต่อต้นทุนการผลิต การเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีจากประเทศคู่ค้ารายใหญ่.

 

ที่มา:หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

ในปี 2552 แม้ภาวะเศรษฐกิจจะตกต่ำจนเป็นปัจจัยพื้นฐานให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประเมินและตั้งเป้าตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนไว้เพียง 400,000 ล้านบาท แต่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2552 ภาวะเศรษฐกิจกลับฟื้นตัวขึ้นจนทำให้ตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนจริงออกมาเกินเป้าหมายที่วางไว้ถึง 28% มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 1,193 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 514,598 ล้านบาท

โดยอุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค มูลค่าการลงทุนรวม 303,696 ล้านบาท รองลงมาเป็น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีมูลค่าการลงทุนรวม 51,487 ล้านบาท ตามด้วยอุตสาหกรรมโลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง มีมูลค่า การลงทุนรวม 49,454 ล้านบาท และอุตสาหกรรมเกษตร มูลค่า 43,453 ล้านบาท ซึ่งประเทศที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนมากที่สุดคือ ญี่ปุ่น มูลค่าลงทุนรวมกว่า 54,000 ล้านบาท

ปี 2553 ตั้งเป้าลงทุน 5 แสนล้านบาท

นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า หลังจากที่ภาวะเศรษฐกิจโลกดีขึ้น ในปี 2553 ทาง BOI ได้ตั้งเป้าหมายขอรับส่งเสริมการลงทุนไว้ที่ 500,000 ล้านบาท มีภารกิจที่สำคัญในการชักจูงนักลงทุนคือ 1) ออกนโยบายต่าง ๆ อาทิ การต่ออายุมาตรการปีแห่งการส่งเสริมการลงทุนที่เดิมสิ้นสุดเมื่อปี 2552 ออกไปอีก 2) กิจกรรมโรดโชว์ชักจูงการลงทุนในประเทศต่าง ๆ ที่ตามแผนในปี 2553 มี 150 กิจกรรม 3) เปิดสำนักงานส่งเสริมการลงทุนใน ต่างประเทศเพิ่มอีก 2 แห่ง คือ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย และมณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และ 4) มาตรการส่งเสริมการลงทุนให้กลุ่มประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นแพ็กเกจ ดำเนินการกิจกรรมชักจูงการลงทุนไทยในต่างจังหวัดทั่วประเทศ

นอกจากนั้นสิ่งที่จะต้องทำควบคู่กันไปคือ การส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศเพื่อขยายประโยชน์ในการใช้ทรัพยากรและวัตถุดิบการค้าในต่างประเทศให้มากขึ้น มีการจัดกิจกรรมสัมมนาประเทศที่น่าลงทุน สร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยได้ เช่น ประเทศแถบตะวันออก อินเดีย บังกลาเทศ เป็นต้น

ภารกิจขยายอายุปีแห่งการลงทุน

ปัจจัยหนึ่งที่มีผลทำให้ตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนในปี 2552 "เกินกว่า" เป้าที่วางไว้ก็คือ มาตรการปีแห่งการ ส่งเสริมการลงทุน 2551-2552 จำนวน 5 มาตรการ ซึ่งในปี 2553 นี้เพื่อให้เป็นการชักจูงการลงทุนอาจจะเสนอเรื่องให้ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ด BOI) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้พิจารณาขยายเวลามาตรการและการให้สิทธิประโยชน์ต่อไป

โดย 5 มาตรการของปีแห่งการส่งเสริมการลงทุนประกอบด้วย 1) นโยบายปีแห่งการลงทุน 2551-2552 และมาตรการพิเศษเพื่อเร่งรัดการลงทุนในปีแห่งการลงทุน 2551-2552 ได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษ คือ ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทุกเขต และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปีทุกเขต (ไม่กำหนดวงเงินลงทุน) ซึ่งกิจการที่เข้าข่ายได้รับสิทธิและประโยชน์พิเศษนี้มี 6 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 กิจการเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานและพลังงานทดแทน กลุ่มที่ 2 กิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง กลุ่มที่ 3 กิจการผลิตวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มที่ 4 กิจการที่เกี่ยวเนื่องกับ Mega Projects กลุ่มที่ 5 กิจการด้านการท่องเที่ยวและเชื่อมโยงกับภาคอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มที่ 6 กิจการในอุตสาหกรรมที่ใช้ผลิตผลทางการเกษตรเป็นวัตถุดิบ

2)
มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อประหยัดพลังงานและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ ได้แก่ ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร และยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี เป็นสัดส่วนร้อยละ 70 ของเงินลงทุน ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน โดยให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากรายได้ของกิจการที่ดำเนินการอยู่เดิม

3)
มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยการปรับปรุงเทคโนโลยี เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ ชนิดใหม่ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการใช้เครื่องจักรอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและสามารถขยายตลาดไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้และรักษาการจ้างงาน ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทุกเขต โดยสิทธิประโยชน์ที่ได้รับคือ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี สำหรับรายได้ของผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ เป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 100 ของเงินลงทุนที่ใช้ในการปรับปรุงสายการผลิต

4)
มาตรการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยได้รับสิทธิประโยชน์ ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรเพื่อลด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกเว้นภาษี เงินได้นิติบุคคล 3 ปี เป็นสัดส่วนร้อยละ 70 ของเงินลงทุน ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน โดยให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากรายได้ของกิจการที่ดำเนินการอยู่เดิม

และ 5) มาตรการให้การส่งเสริมแก่กิจการที่ประกอบการอยู่เดิมให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามมาตรา 36 (1) และ (2) เพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs โดยสามารถนำเข้าวัตถุดิบได้ไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคาร และไม่มีภาระ ดอกเบี้ยในกรณีต้องชำระอากรวัตถุดิบก่อน โดยสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ คือ ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออกตามมาตรา 36 (1) และ (2) เป็นระยะเวลา 1 ปี

ไม่ประมาทเรื่องปัจจัยเสี่ยง

อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยเสี่ยงหลัก ๆ คือ 1) ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน ยังไม่สามารถวางใจได้ชัดเจนว่าประเทศที่มีมูลค่าเศรษฐกิจสูง มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกอย่างสหภาพยุโรปหรือสหรัฐจะมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจริงอย่างที่กล่าวถึงกัน 2) ความวุ่นวายทางการเมืองที่มีผลต่อความเชื่อมั่นการลงทุน และ 3) ปัญหาที่เป็นอุปสรรคการลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาการลงทุนในมาบตาพุด และการเก็บภาษีสรรพากรย้อนหลังกับบางโครงการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน

รมช.คมนาคม นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ในฐานะผู้กำกับดูแลหน่วยงานพาณิชย์นาวีผ่านคณะกรรมการการส่งเสริมการพาณิชย์ นาวี ได้มีการนำเสนอยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนาพาณิชย์นาวี ในช่วงเดือน ธันวาคม 52 ที่ผ่านมา โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการส่งเสริมพาณิชนาวี

จากการประชุมหารือร่วมกันทุกฝ่าย ได้มีมติเห็นชอบในการยกฐานะคณะอนุกรรมการจำนวน 6 คณะเดิม ได้แก่ 1) คณะอนุกรรมการพัฒนากองเรือพาณิชย์ไทย 2) คณะอนุกรรมการพัฒนาการขนส่งชายฝั่งและลำน้ำ 3) คณะอนุกรรมการพัฒนาอู่เรือ 4) คณะอนุกรรมการพัฒนาท่าเรือ 5) คณะอนุกรรมการพัฒนาบุคลากรด้านพาณิชย์นาวี 6) คณะอนุกรรมการพัฒนาการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบและการขนส่งเชื่อมโยง ขึ้นเป็นคณะกรรมการเฉพาะเรื่องจำนวน 6 คณะ ประกอบด้วย

1) คณะกรรมการเฉพาะเรื่องพัฒนากองเรือพาณิชย์ไทย

2) คณะกรรมการเฉพาะเรื่องพัฒนาการขนส่งชายฝั่งและลำน้ำ

3) คณะกรรมการเฉพาะเรื่องพัฒนาอู่เรือ

4) คณะกรรมการเฉพาะเรื่องพัฒนาท่าเรือ

5) คณะกรรมการเฉพาะเรื่องพัฒนาบุคลากรด้านพาณิชยนาวี

6) คณะกรรมการเฉพาะเรื่องพัฒนาการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบและการขนส่งเชื่อมโยง

จาก ปัญหาในอดีตจนถึงปัจจุบัน การขนส่งสินค้าส่วนใหญ่ยังนิยมใช้การขนส่งทางบกเป็นหลักซึ่งมีต้นทุนการขน ส่งที่สูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับทางอื่นๆ ส่วนการขนส่งทางลำน้ำและชายฝั่งกลับมีปริมาณการขนส่งที่คงที่ หรือเติบโตลดลง เนื่องจากต้นทุนค่าใช้จ่ายภาระหน้าท่าและค่ายกตู้สินค้ายังอยู่ในระดับที่ สูงเมื่อเปรียบเทียบกับทางราง และทางรถ เมื่อรวมกับค่าขนส่งทางเรือทำให้ค่าขนส่งโดยรวมสูงกว่าทางบก ประกอบกับรูปแบบการขนส่งยังไม่มีการเชื่อมต่อจากบกสู่น้ำหรือบกสู่อากาศที่ เป็นรูปธรรมชัดเจนทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการไทยเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ ประกอบการในประเทศอื่นๆ อาทิ มาเลเซีย สิงค์โปร์ ไม่สามารถแข่งขันได้ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งของผู้ประกอบการในทุกระดับ

ในการนี้ด้วยมุมมองการพัฒนาพาณิชยนาวีไทยของท่าน รมช.เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ที่นำเสนอต่อคณะกรรมการพาณิชยนาวีในครั้งนี้ จะเป็นก้าวย่างที่สำคัญต่อการพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศ ไทยในอนาคต และทางสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย โดยคุณเกริกกล้า สนธิมาศ ประธานสมาพันธ์ฯได้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในส่วนของภาคเอกชน ซึ่งอยู่ในระหว่างการนำเสนอเพื่อผลักดันแนวทางการพัฒนาขนส่งทางรางเพื่อ เชื่อมโยงในการพัฒนาการขนส่งชายฝั่งและลำน้ำในอนาคตต่อไป