Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62

ที่มา:หนังสือพิมบ้านเมือง

ผู้ สื่อข่าวรายงานภายหลังการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.ศก.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการลงทุน โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ โดยรูปแบบการเข้าร่วมลงทุนในโครงการ ใช้รูปแบบ PPP Gross Cost โดย ภาครัฐจะดูแลควบคุมการบริหารและรายได้ ขณะที่เอกชนจะเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งจะทำให้เกิดการกระจายความเสี่ยง ทั้งในด้านของผู้โดยสารและต้นทุน โดยมอบหมายให้ 4 หน่วยงานหลัก อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม สำนักงบประมาณ และรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนกรุงเทพ (รฟม.) ดูแลดำเนินโครงการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบกรอบวงเงินลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง จำนวน 13,243 ล้านบาท โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปศึกษาในเรื่องของรายละเอียดอีกครั้ง ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลทีโออาร์ ได้ในปี 54 และก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 57

ขณะ เดียวกัน นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ รฟม.ได้ออกประกาศเชิญชวนประกวดราคาก่อสร้างงานโยธาโครงการรถไฟฟ้าสายสี น้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค ระยะทาง 27 กิโลเมตร ภายหลังจากคณะกรรมการร่วมได้พิจารณาปรับลดราคากลางลงเหลือ 52,257 ล้านบาท จากกรอบเดิม 52,460 ล้านบาท โดยหลังจากประกาศทีโออาร์ 1 สัปดาห์จะเปิดขายแบบอีก 15 วัน และให้เวลาในการจัดทำเอกสารประกวดราคา 90 วัน กำหนดให้ยื่นข้อเสนอประมาณเดือน เม.ย.53 และใช้เวลาพิจารณาเอกสารประมาณ 5 เดือน และสามารถลงนามในสัญญาก่อสร้างกับผู้รับเหมาได้ภายในเดือน ส.ค.-ก.ย.53
ทั้งนี้ รฟม.ได้ประกาศเชิญชวนประกวดราคาก่อสร้างงานโยธาโครงการพร้อมกันทั้ง 4 สัญญา ประกอบด้วย เป็นงานอุโมงค์ 2 สัญญาและงานโครงสร้างยกระดับ 2 สัญญา และเนื่องจาก ครม. ได้มีมติให้กระทรวงการคลังเป็นผู้จัดหาแหล่งเงินกู้ภายในประเทศจาก 3 ธนาคาร สำหรับดำเนินการก่อสร้าง ทำให้ขั้นตอนการประกวดราคาเร็วกว่าสายสีม่วง ที่ใช้เงินกู้จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งประเทศญี่ปุ่น (ไจก้า) ประมาณ 6 เดือน ส่วนการใช้เงินกู้ภายในประเทศ ทำให้ขั้นตอนการดำเนินการไม่มากเท่ากับการประมูลสายสีม่วง โดยแต่ละสัญญาจะมีคณะกรรมการประกวดราคา และสรุปผลเสนอคณะกรรมการประกวดราคาชุดใหญ่อีกครั้ง ก่อนที่จะเสนอบอร์ด รฟม.พิจารณา และเมื่อสรุปทั้ง 4 สัญญาได้ก็จะ เสนอรมว.คมนาคมเพื่อเสนอ ครม.ต่อไป

 

ที่มา: Logistics Corner

เมื่อ พูดถึงประเทศไทยจัดว่าเป็นศูนย์กลางทางด้านอากาศ มีสนามบินสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางโดยภูมิศาสตร์ จะเห็นได้ว่าสนามบินแห่งใหม่จะมีศักยภาพในการรองรับเที่ยวบินได้สูง เมื่อรัฐบาลได้มีการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิขึ้นมา เพื่อเป็นประตูในการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางคมนาคมทางอากาศในภูมิภาคที่สามารถรองรับการเดินทางเข้าออก ประเทศได้ รองรับเครื่องบินขึ้น-ลงได้ในระดับ 84 เที่ยวบินต่อชั่วโมง จะรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 45 ล้านคน ต่อปีในเบื้องต้น

ดัง นั้น เพื่อให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีความสมบูรณ์แบบในระดับนานาชาติเป็นสนามบิน ชั้นแนวหน้าในเขตภูมิภาคนี้ รัฐบาลจึงเห็นว่าควรให้มีระบบรถไฟด่วน เพื่อเชื่อมระหว่างพื้นที่ใจกลางเมืองของกรุงเทพมหานครกับท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ จะเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่จะมาใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทำให้เดินทางได้ในเวลาอันรวดเร็วและเชื่อถือได้ ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ดำเนินการก่อสร้างโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับส่ง ผู้โดยสารอากาศยานในเมือง ในวงเงินรวม 30,000 ล้านบาท

โครงการ "แอร์พอร์ตเรลลิงก์" เป็นมิติใหม่ของการขนส่งที่เชื่อมโยงเครือข่ายการเดินทางระหว่างในเมืองกับ นอกเมือง เป็นรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานใน เมือง ด้วยคุณสมบัติที่สะดวก รวดเร็ว ตรงต่อเวลา และช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดบนท้องถนนที่มุ่งหน้าสู่สนามบินนานาชาติสุว รรรณภูมิ

หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการนี้ คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ที่ได้เริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2548 จนกระทั่งถึงวันนี้ ก็เกือบแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์ สามารถเปิดใช้บริการได้ในเดือนธันวาคม 2552

โครงสร้างของ "แอร์พอร์ตเรลลิงก์" ถูกออกแบบเป็นทางคู่ยกระดับสูง 22 เมตร โดยมีแนวเส้นทางจะขนานไปตามแนว เส้นทางรถไฟสายตะวันออก ผ่านสถานีระหว่างจำนวน 6 สถานี จากนั้นมาลดระดับลงก่อนเข้าสู่สถานีสุวรรณภูมิ ซึ่งจะเป็นทางวิ่งระดับพื้นดิน และลดระดับลงสู่ใต้ดินที่สถานีสุวรรณภูมิใต้อาคารผู้โดยสาร รวมระยะทางทั้งสิ้น 28.5 กิโลเมตร

เริ่มต้นจากสถานีพญาไท มีปลายทางสถานีท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะจอด รับส่งผู้โดยสารตามสถานี 6 สถานี คือ ราชปรารภ มักกะสัน รามคำแหง หัวหมาก บ้านทับช้าง ลาดกระบัง ก่อนสู่ปลายทางที่สถานีสุวรรณภูมิ ใช้เวลาเดินทาง 30 นาที

ในส่วนของระบบรถไฟฟ้าที่นำมาวิ่ง ผลิตโดย "ซีเมนส์" วิ่งด้วยอัตราความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนรางระบบ Standard Gauge ขนาด 1.435 เมตร

กล่าวถึงระบบการเดินรถของรถไฟฟ้าสายนี้จะมี 2 ระบบให้เลือก แบ่งแยกสีแบ่งประเภทอย่างชัดเจน กล่าวคือ

-ระบบรถไฟฟ้าด่วนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือ SA-Express ตัวรถไฟฟ้าจะเป็นสีแดง เป็นระบบรถไฟฟ้าด่วนที่ ใช้เชื่อมระหว่างสถานีรับส่งผู้โดยสารท่าอากาศยานในเมือง หรือชื่อทางการที่เรียกว่า "City Air Terminal" หรือ CAT ที่สถานีมักกะสัน ซึ่งเป็นสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง เป็นสถานีแห่งเดียวที่ผู้โดยสารสามารถนำสัมภาระ Check-in เข้าสู่บริการขนถ่ายสัมภาระไปยังสนามบินสุวรรณภูมิได้โดยสะดวก ไม่ต้องหอบหิ้วไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการ Check-in แล้ว กระเป๋าเดินทางจะถูกส่งเข้าระบบขนส่งกระเป๋าเดินทางไปกับตู้รถขนกระเป๋าเดิน ทางของขบวนรถไฟฟ้าด่วนท่าอากาศยาน เพื่อส่งต่อไปยังระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าเดินทางหลักภายในท่าอากาศยาน ที่จะแยกบรรจุขึ้นเครื่องบินต่อไป

 

ราย ละเอียดการให้บริการของรถด่วนขบวนนี้ให้บริการผู้โดยสารด้วยรถไฟฟ้าปรับ อากาศความเร็วสูง เริ่มต้นจากสถานีต้นทางพญาไท ถึงสถานีปลายทางที่สุวรรณภูมิ โดยไม่จอดแวะรายทาง ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที มีรถไฟฟ้าให้บริการ จำนวน 4 ขบวน ขบวนละ 4 ตู้โดยสาร อัตราค่าโดยสาร 100 บาท/เที่ยว เปิดให้บริการทุก 15 นาที ตั้งแต่เวลา 05.00-01.00 น. คาดว่าจะมีผู้โดยสารผู้ใช้บริการ 13,000 คนต่อวัน

-ระบบรถไฟฟ้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ SA-City Line ตัว รถไฟฟ้าเป็นสีน้ำเงินเข้ม เป็นระบบรถไฟฟ้าที่ให้บริการควบคู่ไปกับรถไฟฟ้าด่วนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คือทางเลือกหนึ่งไว้บริการสำหรับผู้ที่ไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายแพงและประชาชน ที่อาศัยอยู่ตามรายทางของแต่ละสถานี

การ บริการก็เริ่มต้นจากสถานีพญาไท เป็นจุดเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสและสถานีปลายทางท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ จะจอดรับส่งผู้โดยสารตามสถานี 6 สถานี คือ ราชปรารภ มักกะสัน รามคำแหง หัวหมาก บ้านทับช้าง ลาดกระบัง ก่อนสู่ปลายทางที่สถานีสุวรรณภูมิ ใช้เวลาเดินทาง 30 นาที

สำหรับการบริการของรถไฟฟ้าในระบบนี้มีทั้งสิ้น 5 ขบวน ขบวนละ 3 ตู้ อัตราค่าโดยสารเริ่มต้น 10 บาท บวกเพิ่มอีก 1 บาทต่อกิโลเมตร ขึ้นอยู่กับความใกล้ไกลของสถานีปลายทางที่ต้อง การจะไป เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง แต่ความถี่จะลดลงในช่วงเวลา 01.00-05.00 น. เพราะคนใช้น้อย จาก 15 นาที เป็นให้บริการทุก 30 นาที คาดว่าจะมียอดผู้ใช้บริการ 1.13 แสนคนต่อวัน

อีก ไม่นานที่คนไทยทุกคนได้ร่วมฉลองปีใหม่กับระบบการขนส่งในรูปแบบสมัยใหม่ที่ ตั้งตาคอยมานานหลายปี ถึง วันนี้สิ่งอำนวยความสะดวกจะได้เกิดขึ้น กับการเดินทางสู่สนามบินสุวรรณภูมิที่สะดวกรวดเร็ว และอีกส่วนหนึ่งจะเป็น การให้บริการประชาชนสัญจรเดินทางประจำวัน อันเป็นทางเลือกใหม่ที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ อีกทั้งช่วยลดปัญหาและบรรเทาการจราจรในกรุงเทพฯ ได้อีกทางหนึ่งด้วย

 

ที่มา:หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการโลจิสติกส์การค้าเป็นประธานการลงนามร่วมกันระหว่างผู้บริหาร ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เพื่อปล่อยกู้ให้แก่ ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ มีวัตถุประสงค์ ลดปัญหาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาขาดสภาพคล่อง การรักษาการจ้างงาน และรองรับการแข่งขันจากการเปิดเสรีการค้าสาขาบริการโลจิสติกส์ใน ปี 2556 ภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)

ธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศมีมูลค่า ตลาดถึง 736,000 ล้านบาท และสร้างมูลค่าเพิ่มประมาณ 3 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.5 ของจีดีพี และส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีถึงร้อยละ 80 โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวการค้าขายตามแนวชายแดนกับเพื่อนบ้าน

ดังนั้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านการขนส่ง กระทรวงการคลังจึงพร้อมชดเชยภาระดอกเบี้ยให้เอสเอ็มอีแบงก์ประมาณ 170 ล้านบาท และยังแยกโครงการไว้ในบัญชี PSA นอกจากนี้บรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ยังลดค่าธรรมเนียมค้ำประกันจากร้อยละ 1.75 เหลือร้อยละ 0.25 นายอลงกรณ์กล่าว

นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์ ระบุว่า การปล่อย สินเชื่อในครั้งนี้ผ่อนปรนเงื่อนไขเหมือนกับการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว โดยตั้งวงเงินรองรับ 3,000 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย MLR-3 ระยะเวลา 2 ปี โดยรัฐบาลชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้ร้อยละ 2 ปล่อยกู้รายละไม่เกิน 5 ล้านบาท แต่ปีที่ 3 ขึ้นไปถึง 5 ปี อัตราดอกเบี้ย MLR โดยขณะนี้รถบรรทุกนิยมเปลี่ยนเครื่องยนต์หันมาใช้เอ็นจีวี จึงมีผู้สนใจมาขอสินเชื่อเป็นจำนวนมาก เพื่อลดต้นทุนด้านการขนส่ง

 

ที่มา:หนังสือพิมพ์ประชาติธุรกิจ


"ปีนี้เศรษฐกิจค่อนข้างท้าทาย การทำการตลาดแบบเดิมเคยลงโฆษณาผ่านสื่อ ต่าง ๆ ในภาวะอย่างนี้ไม่เชื่อว่าการอัดเงินทำการตลาดจะได้ผลการเปลี่ยนการบริหารจัดการใหม่มาทำตลาดในลักษณะ electronic marketing เข้าสู่ลูกค้าโดยตรงแบบ e-direct market เพื่อให้ต้นทุนต่ำที่สุดดีกว่า เพราะเมื่อต้นทุนถูกลง ทำให้สามารถยื่นข้อเสนอแคมเปญต่าง ๆ ให้กับลูกค้าได้ในราคาที่ลูกค้าอยากจะมาใช้บริการกับเราได้"

นั่นเป็นสิ่งที่ นางชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ กรรมการผู้จัดการ ดีเอชแอล เอ็กซ์เพรส ประเทศไทยและภาคพื้นอินโดจีน ผู้ให้บริการโลจิสติกส์อันดับต้น ๆ ของโลก กล่าวเปิดใจถึงทิศทางธุรกิจโลจิสติกส์โลกปี 2553 โดยคาดการณ์ว่า ธุรกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศ (air cargo) มีทิศทางเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 7% หรือคิดเป็นน้ำหนักประมาณ 37.7 ล้านตัน ถือเป็นแนวโน้มที่ดีของประเทศไทยและทั่วโลก เพราะหากเทียบกับปี 2552 ติดลบถึง 13% ขณะที่ดีเอชแอลเองคาดหวังว่า ปี 2553 จะเติบโตเท่ากับตลาดหรือสูงกว่า และตั้งเป้าว่าในปี 2555 ดีเอชแอลจะเพิ่มการครองส่วนแบ่งทางการตลาดให้ได้ 60%

ดีเอชแอลได้วิเคราะห์ภาพรวมตลาด ทั่วโลกว่า ในอนาคตตลาดประเทศใดจะดิ่งลงมาก และประเทศใดจะฟื้นตัวเร็วที่สุด พบว่าตลาดจีนปีหน้าจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาเร็วสุด ตามด้วยตลาดสหรัฐอเมริกา และได้ตั้งเป้าหมายจะสร้างความแตกต่างในการบุกทำตลาดนำเข้า-ส่งออก โดยเน้นที่ตลาด อเมริกาและจีน ส่วนตลาดญี่ปุ่นเป็นฐานหลักของดีเอชแอลอยู่แล้ว แต่ดีเอชแอลได้รับผลกระทบมากในตลาดญี่ปุ่น จึงทำเพียงประคองฐานลูกค้าเดิมให้นิ่งอยู่

โดยนโยบายหลักในปี 2553 ประกอบด้วย 4 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การเติบโตในเรื่องของเครือข่าย ทำน้อยโปรเจ็กต์ แต่ทำให้ลึก ทำให้ดี โดยปีนี้ยังคงมุ่งเติบโตในตลาดอเมริกา 2.การบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อเครือข่ายมี ประสิทธิภาพสามารถทำได้ในราคาต่ำ พยายามให้พนักงานคิดถึงการบริการลูกค้า ลูกค้าจะอยู่เพราะคน เพราะบริการ ถ้าบริการดี แต่คนไม่ดี ลูกค้าก็ไม่อยู่ 3.มีการตรวจสอบคุณภาพการให้บริการของพนักงานตลอด 4.มีการฝึกอบรมให้พนักงานเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้บริการที่คุ้มค่า และลดต้นทุนได้ บริษัทมีการให้รางวัลเป็นแรงจูงใจในการทำงาน

สำหรับผลประกอบการของดีเอชแอลสิ้นปี 2552 คาดว่าใกล้เคียงกับปี 2551 จะไม่ติดลบจะขึ้นมาที่ประมาณ 0% ถือว่าดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมว่าผลประกอบการทั้งปีจะตกเฉลี่ยประมาณ -10% กว่า

ปี 2552 อยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย ภาพรวมการส่งออกของไทยตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคมหดตัวเหลือเพียง 19.6% ส่วนการนำสินค้าเข้าลดลงมากเหลือ 31% ทำให้ช่วงต้นปีตั้งแต่เดือนมกราคมถึงตุลาคมดีเอชแอลมียอดรายได้ลดลงถึง -11% ขณะที่ภาพรวมตลาดลดลงประมาณ -20%

ดีเอชแอลวางแผนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ เพื่อทำให้ผลประกอบการลดลงให้น้อยที่สุด ด้วยการมุ่งนโยบายไปยัง 3 จุดหลัก 1.การรักษาฐานลูกค้าเก่าไว้ให้ได้ 100% ถือเป็นหัวใจหลัก แทนที่จะมานั่งไล่หาลูกค้าใหม่ การรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับลูกค้าต้องทำให้ได้ คุณภาพของเครือข่าย คุณภาพของการบริการต้องไม่ลดหย่อน ต้องทำกระบวนการให้ลูกค้าสามารถติดต่อและทำงานกับดีเอชแอลให้ได้ง่ายที่สุด เคยทำแบบเดิมอาจจะเปลี่ยนแบบใหม่ให้ง่ายขึ้น

2.
ต้องหารายได้เพิ่ม แม้ตลาดจะหดตัว ด้วยการทำแคมเปญสนับสนุนทางการตลาด เช่น การทำแคมเปญกระตุ้น อัดฉีดการส่งออกไปตลาดอเมริกา ในชื่อ "Sell USA" ทั้งที่ตลาดสหรัฐอเมริกาตก เพราะมองว่า อเมริกาคือฐานใหญ่การส่งออกทั่วโลก ตลาดอเมริกามีช่วงขาลง หากดีเอชแอลไม่มีการวางแผนล่วงหน้า รอจนตลาดพลิกฟื้นกลับมา คงแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่นไม่ทัน

3.
เน้นทำตลาดธุรกิจนำสินค้าเข้า เห็นทิศทางการเติบโตขึ้นมาทันที เห็นได้จากตัวเลขเดือนกรกฎาคม ยอดขายเรา ลดลงเหลือ -4% แสดงว่าเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น การชะลอตัวลดลง รวมถึงการที่ดีเอชแอลทั่วโลกมีนโยบายการตอบแทนกลับสู่สังคมของประเทศที่ทำธุรกิจอยู่ด้วย

นอกจากนี้ดีเอชแอลมีการบริหารต้นทุน (cost management) มีการตัดค่าใช้จ่ายด้วยการทำ rightsizing เพื่อให้องค์กรมีขนาดที่ถูกต้อง สามารถแข่งขันกับตลาดได้ เพราะดีเอชแอลถือว่าการเป็นผู้นำด้านธุรกิจขนส่ง ต้องมั่นใจว่าการบริหารด้านต้นทุนต้องเป็นผู้นำด้วย ทั้งนี้ในเอเชีย-แปซิฟิก ดีเอชแอลพยายามตัดต้นทุนให้มากที่สุด โดยรวมการบริหารงานในเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรปเป็นภูมิภาคเดียวกัน ทำให้ตัวผู้บริหารไม่ต้องมีหลายคน การตัดลดคน ตัดต้นทุน ทำให้ขนาดองค์กรเล็กลง มีผลต่อต้นทุนผลประกอบการ

ก่อนหน้านี้ดีเอชแอลมีการตัดขายธุรกิจขนส่งด่วนภายในตลาดอเมริกาออกไป แต่ไม่ได้หมายความว่า ดีเอชแอลปิดธุรกิจที่ตลาดอเมริกา ยามเศรษฐกิจถดถอย ทำไม่ไหว การปิดตลาดขนส่งภายในอเมริกาช่วงนั้น ทำให้ขนาดและการบริหารต้นทุนของ ดีเอชแอลดีขึ้น เพราะตลาดอเมริกาก็ตก แต่วันนี้ดีเอชแอลจะเลือกทำเฉพาะธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง ลงทุนแล้วจะได้กำไร จะไม่ทำ 10 โครงการ จะทำเพียง 2-3 โครงการ และจะผลักดันแรง ๆ ยกตัวอย่าง แคมเปญ "Sell USA" ได้เปิดตัวทั่วโลกช่วงเดือนเมษายน 2552 พอเดือนกรกฎาคม ตลาดเริ่มฟื้นกลับขึ้นมา ประสบความสำเร็จ ทำให้ยอดตลาดอเมริกาของ ดีเอชแอลกลับเข้ามากระแทกคู่แข่งได้ อย่างมาก ทั้งยอดการเติบโตในเรื่องจำนวน ชิปเมนต์ และยอดรายได้ที่เพิ่มขึ้น ถ้ามองเฉพาะดีเอชแอล เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย มีอัตราการขยายตัวในตลาดอเมริกาถึง 44% หากย้อนกลับไปดูตอนที่วางแผนทำแคมเปญ Sell USA ตอนนั้นภาพรวมตลาดส่งออกอเมริกาติดลบ 22.09% ในเรื่องของน้ำหนักดีเอชแอลขึ้นเกือบ 50%

 

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

นาย ธนวรรธณ์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหา วิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วันหรืออาร์พีไว้ที่ 1.25% เนื่องจากเงินเฟ้ออยู่ระดับต่ำเฉลี่ยประมาณ 2%  ซึ่งไม่เกินกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ธปท.กำหนด ไว้ที่ 0.5-3% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไป เดือนธ.ค. ที่ผ่านมาอยู่ที่ 3.5% 

นอกจากนี้ ธปท.ต้องการให้เงินบาท ทรงตัวที่ระดับปัจจุบัน ประมาณ 33 บาทกว่าต่อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนด้าน การส่งออกและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ดัง นั้นหากขึ้นดอกเบี้ยอาจจะกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นและเป็นปัญหาต่อผู้ส่ง ออกได้ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ยังไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ย แม้ว่าเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้นแล้ว ซึ่งเห็นว่าการที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมีผลทางด้านจิตวิทยาทำให้ต้น ทุนของภาคเอกชน และเป็นการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนและการบริโภคเพิ่มขึ้น.

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
โยนบาปค่าแรงแพงทำต้นทุนสูงกระทุ้ง สศช.ทบทวนค่าแรงขั้นต่ำ

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประ จำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงผลการประชุมครม.เศรษฐกิจ ว่าที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)เร่งประสานกับกระทรวงแรงงานเพื่อพิจารณาความเหมาะสมของระบบค่าจ้างขั้นต่ำและค่าจ้างแรงงานของไทยเพื่อให้ไทยยังสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้ในอนาคต รวมถึงให้ติดตามโครงสร้างการว่างงานอย่างใกล้ชิดด้วยเนื่องจากในระยะต่อไปหากอุตสาหกรรมหลักของไทยเช่นอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ไม่สามารถพัฒนาให้มีการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อแรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต

ทั้งนี้ในที่ประชุมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงแรงงานเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาการนัดหยุดงานและการประท้วงของแรงงานให้ได้ความชัดเจน โดยเฉพาะปัญหาที่ค้างอยู่ ทั้งในส่วนของโรงงานรถยนต์และโรงงานสิ่งทอ ที่ได้รับการร้องเรียนจากเอกชน โดยเฉพาะบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ประเทศไทย ที่ระบุว่าหากไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้อาจมีผลกระทบกับการลงทุนของบริษัทฯ ในประเทศไทยที่อาจถึงขั้นต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น ซึ่งครม.เศรษฐกิจ เห็นว่าควรใช้กระบวนการแรงงานสัมพันธ์ โดยเจรจาเรื่องค่าจ้างและโบนัสลุกจ้างให้ได้ข้อยุติ

นอกจากนี้ ครม.เศรษฐกิจยังรับทราบสถานการณ์ความต้องการแรงงานที่พบว่าสถานประกอบการกำลังต้องการแรงงานประมาณ 120,000 ตำแหน่ง หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.5% ชี้ให้เห็นว่าไทยกำลังเริ่มประสบภาวะขาดแคลนแรงงานขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะแรงงานในภาคอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้ถูกเลิกจ้างไปบางส่วนและในขณะนี้ไม่มีความสนใจที่จะกลับมาทำงานเดิมเนื่องจากได้รับการอบรมจากโครงการต้นกล้าอาชีพและสามารถมีรายได้ต่อวันสูงกว่าที่เคยทำงานอยู่เดิมขณะที่ความต้องการแรงงานไทยในต่างประเทศมีมากถึง 140,000 คนโดยเฉพาะไต้หวันต้องการสูงสุดที่ 45,000 คน

ส่วนการเลิกจ้างแรงงานมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยจำนวนผู้ประกันตนที่มาขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเริ่มลดลงหลังจากเพิ่มขึ้นสูงสุดในเดือน ก.พ. 52 ที่มี 101,939 คน ลดลงเหลือ 40,638 คนในเดือน พ.ย. 52 ขณะที่อัตราการว่างงานรายเดือน ปี 52 มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจากเดือน เม.ย. ที่มีอัตราว่างงานสูงสุดถึง 2.1% ลดลงเหลือ 1.2% ในเดือน ก.ย.และคาดว่าในเดือน พ.ย. และธ.ค. จะลดเหลือเพียง 1.1% หรือมีคนว่างงาน 4 แสนคน.

 

 

ที่มา:หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

การส่งออกปี 2552 ปิดฉากลง กระทรวงพาณิชย์คาดว่าจะติดลบ 15% หรือ 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปัญหาการปิดสนามบินในช่วงปลายปี 2551 ต่อเนื่องจนถึงต้นปี 2552 รวมถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นตลาดหลักของไทย ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ

อย่างไรก็ตามการส่งออกในปี 2553 จะพลิกฟื้นกลับมาเป็น "บวก" เบื้องต้น คาดว่า การส่งออกจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 14% มูลค่า 177,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก ให้ข้อมูลว่า ปัจจัยบวกการส่งออกปี 2553 มี 3 ด้านหลัก คือ 1) ภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ส่งผลดีต่อการส่งออก สอดคล้องกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่คาดว่า ปี 2553 เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 3%

2)
แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปน่าจะปรับตัวสูงขึ้น หลังจากเกิดวิกฤตการณ์อาหาร และภาวะโลกร้อนจนส่งผลกระทบต่อผลผลิตสินค้าเกษตรทั่วโลก ซึ่งจะมีปริมาณสต๊อกลดลงซึ่งจะส่งผลดีทั้งในด้านปริมาณและราคา ส่งออกสินค้าหมวดเกษตรทั้งข้าว มันสำปะหลัง และน้ำตาล เป็นต้น และหมวดอุตสาหกรรมเกษตร 3) การลดภาษีภายใต้กรอบการค้าเสรี อาทิ กรอบการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ซึ่งจะลดภาษีสินค้าทั้งหมด 100% หรือกว่า 8,000 รายการ เป็น 0% ในวันที่ 1 ม.ค. 2553 ซึ่งน่าจะทำให้ตลาดอาเซียนมีโอกาสขยายส่วนแบ่งการตลาดได้ถึง 20% ทั้งยังมีความตกลงเอฟทีเออาเซียน-คู่ค้า ทั้งจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งมีผลตามมา แต่ไทยต้องระวังว่า การลดภาษีในกลุ่มอาเซียนก็อาจจะนำมาซึ่งการแข่งขันที่รุนแรงด้วยเช่นกัน

ปัจจัยเสี่ยงกระทบส่งออกไทย

แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออก โดยเฉพาะด้านอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งมีโอกาสจะปรับแข็งค่าขึ้นเป็น 32-33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ตามอัตราเงินเหรียญสหรัฐ ที่ปรับอ่อนค่า ขณะที่คู่แข่งส่งออก เช่น เวียดนามอ่อนค่าลงไป 5% ทำให้คู่ค้าต่างชะลอการสั่งซื้อ เพราะคาดว่าเวียดนามอาจจะปรับอ่อนค่าเงินด่องลงอีก ซึ่งปัจจัยนี้จะส่งผลให้สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยแข่งขันกับคู่แข่งลำบากขึ้น

ทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการใช้มาตรการ ที่มิใช่ภาษีของประเทศคู่ค้า เพราะยังมีสัญญาณว่าการปกป้องสินค้าในประเทศ (Protectionism) มากขึ้น โดยเฉพาะ ด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ภาคเอกชนยังมีความกังวลปัญหาความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้เกิดปัญหามาบตาพุดซึ่งส่งผลให้ขาดความมั่นใจในการประกอบธุรกิจและการลงทุน และปัจจัยการเมืองที่ยังคงไม่มีเสถียรภาพอีก

ขณะที่ปัจจัยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกคาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับ 70-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อาจจะก่อให้เกิดผลทั้งในเชิงบวกที่จะช่วยตลาดคู่ค้าไทย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันมีกำลังซื้อสูงขึ้น แต่ผลในเชิงลบจะสร้างภาระต้นทุน ด้านการผลิตและการขนส่งให้กับผู้ประกอบการไทย

สอ.ปรับแผนเจาะตลาดส่งออก

แม้ว่าโอกาสการส่งออกสินค้าในปี 2553 ยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มสินค้า แต่ทางกรมส่งเสริมการส่งออกยังจัดทำแผนผลักดันการส่งออก "Chief of Products" และแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงของกรมทำหน้าที่ประธานดูแลกลุ่มสินค้า เพื่อจัดวางสินค้า ที่เหมาะสมกับตลาด (Matrix) เพื่อจัดทำแผนเจาะตลาดเชิงลึก ขณะนี้เสร็จสิ้นไปกว่า 80% แล้ว โดยมีเป้าหมายจะต้องรักษาส่วนแบ่งตลาดหลักและเพิ่มการเจาะลึก Emerging Markets เพื่อเพิ่มสัดส่วนการส่งออก ซึ่งประกอบด้วย

1)
อาเซียน 9 ประเทศ 2) คู่ค้าสำคัญของอาเซียนที่มีการลงนามความตกลง เอฟทีเอไปแล้ว ได้แก่ จีน อินเดีย 3) ตลาดที่มีศักยภาพด้านอื่น ประกอบด้วยตะวันออกกลาง ซึ่งอาจจะต้องปรับจุดโฟกัสจากเดิมที่ดูไบไปยังประเทศอื่น เพื่อป้องกันความเสี่ยงหลังเกิดวิกฤตดูไบเวิลด์ ยุโรปตะวันออก และเปรู ซึ่งแต่ละตลาดจะเน้นสินค้าส่งออกสำคัญและสินค้าที่มีโอกาสส่งออก

เบื้องต้นกำหนดว่า กลุ่ม 1 สินค้า ส่งออกสำคัญ 10 รายการ ได้แก่ 1) นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออกดูแลกลุ่มสินค้าอาหารและข้าว ซึ่งปัจจุบันมีตลาดสหภาพยุโรป สหรัฐ กลุ่มประเทศซีไอเอส และแอฟริกาเฉพาะสินค้าข้าว 2) นางพิรมล เจริญเผ่า รองอธิบดี ประธานกลุ่มสินค้า สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ ตลาดอาเซียน อินเดีย และประเทศอื่นในเอเชียใต้ 3) นางมาลี โชคล้ำเลิศ รองอธิบดี ประธานกลุ่มสินค้าเครื่องอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ตลาดจีน ฮ่องกง และออสเตรเลีย 4) นางณัฏฐา รัตนเลิศ รองอธิบดี ประธานกลุ่มยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยางพารา ตลาดญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน

และ 5) นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ นักวิชาการพาณิชย์ระดับเชี่ยวชาญ ประธานกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง และเม็ดพลาสติก ตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกา ส่วนสินค้าอีกกลุ่ม 2 สินค้าเอกลักษณ์ไทย มีนางทัศนีย์ สุทธภักติ นักวิชาการพาณิชย์ระดับเชี่ยวชาญ เป็นประธานกลุ่ม กลุ่มที่ 3 สินค้าที่มีศักยภาพในการขยายตลาดส่งออก มีนางกาญจนา เทพารักษ์ นักวิชาการพาณิชย์ระดับเชี่ยวชาญ เป็นประธาน และกลุ่มที่ 4 เอสเอ็มอี มีนางวิภาศรี ชาลาประวรรตน์ นักวิชาการพาณิชย์ระดับเชี่ยวชาญเป็นประธาน

ที่มา:หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ


หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์พลังงาน ยมจ.ไทยออยล์รายงานสถานการณ์น้ำมันประจำวันที่ 6 มกราคม 2553 ปิดตลาดวันที่ 5 มกราคา 2553 ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุน(บวก) และกดดัน(ลบ) ราคาให้เคลื่อนไหวเพิ่มสูงขึ้น หรือลดลงสำคัญ ๆ ดังนี้

ราคาน้ำมันดิบทดสอบ 82 เหรียญฯ หลังตัวเลขยอดคำสั่งซื้อโรงงานปรับขึ้นต่อ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ที่ตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือน ก.พ. ปรับเพิ่มขึ้น 0.26 เหรียญสหรัฐฯ ปิดที่ 81.77 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจาก

+ สภาพอากาศที่หนาวเย็นในสหรัฐฯ ส่งผลให้มีความต้องการใช้น้ำมันสำหรับทำความร้อนเพิ่มขึ้นถึง 11% จากระดับปกติ และทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังของสหรัฐฯ ที่กระทรวงจะประกาศในคืนนี้ จะปรับลดลง 1.9 ล้านบาร์เรล

+ ยอดคำสั่งซื้อของโรงงานในสหรัฐฯ เดือน พ.ย. 52 ปรับเพิ่มขึ้น 1.1% ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 0.5% ซึ่งสอดรับกับตัวเลขดัชนีชี้วัดภาคการผลิตที่ขยายตัวที่ 55.9 ในเดือน ธ.ค. 52

+ ตัวเลขยอดขายรถของสหรัฐฯ เดือน ธ.ค. 52 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 11.10 ล้านคันต่อปี จาก 10.88 ล้านคันต่อปีในเดือนก่อน โดยฟอร์ด โตโยต้า และฮอนด้ามียอดขายพุ่งถึง 33%, 32% และ 25% ตามลำดับ

- เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร หลังไม่สามารถทะลุเพดาน 1.4450 เหรียญสหรัฐฯ ต่อยูโรได้ ทำให้มีแรงซื้อกลับเข้ามาในตลาด ประกอบกับได้รับแรงสนับสนุนจากตัวเลขยอดคำสั่งซื้อของโรงงานที่ปรับเพิ่ม ขึ้น

- ดัชนียอดสัญญาซื้อขายบ้านรอปิดการขาย (Pending home sales index) ปรับลดลงถึง 16% มาอยู่ที่ 96.0 ในเดือน พ.ย. 52 หลังสิ้นสุดการขอคืนภาษี อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่าปีก่อนถึง 15.5%

- หลังจากปิดตลาด สถาบันปิโตรเลียมของสหรัฐฯ รายงานตัวเลขปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังเพิ่มขึ้น สวนทางกับการคาดการณ์ ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงเล็กน้อย

ปริมาณน้ำมันคงคลัง (ล้านบาร์เรล) สถาบันปิโตรเลียมฯ คาดการณ์โดยรอยเตอร์โพล

น้ำมันดิบคงคลัง ลดลง 2.30 ลดลง 0.5

น้ำมันเบนซินคงคลัง เพิ่มขึ้น 5.60 เพิ่มขึ้น 0.5

น้ำมันดีเซลคงคลัง เพิ่มขึ้น 0.96 ลดลง 1.9

ด้าน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาดลอนดอน ส่งมอบเดือน ก.พ. ปรับเพิ่มขึ้น 0.47 เหรียญสหรัฐฯ ปิดที่ 80.59 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบดูไบที่ตลาดสิงคโปร์ ปรับเพิ่มขึ้น 1.49 เหรียญสหรัฐฯ ปิดที่ 79.62 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ส่วน ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์นั้น ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบดูไบ ประกอบเวียดนามและอินโดนีเซีย (2 ผู้นำเข้าหลัก) มีการนำเข้าน้ำมันดังกล่าวเพิ่มขึ้น ขณะที่จีนอาจมีการลดปริมาณการส่งออกลง หลังเกิดพายุหิมะทางตอนเหนือของประเทศ ขณะที่ ราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มมากกว่า เมื่อเทียบกับการปัรบเพิ่มขึ้นขงอราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากมีความต้องการน้ำมันสำหรับทำความร้อนสูงขึ้นในประเทศแถบเอเชีย เหนือ ยุโรป และสหรัฐฯ

สำหรับแนวโน้มทิศทางระยะสั้นนั้นคาดว่า ราคา น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้น่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 77 - 82 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยตลาดกำลังจับตามองตัวเลขปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในคืนนี้

ทั้งนี้ มีปัจจัยที่น่าจับตาติดตามสำคัญ ๆ ดังต่อไปนี้

ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้

วันพุธ : รายงานสถานการณ์ตลาดแรงงาน ดัชนีภาคการบริการ และรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ

วันพฤหัสบดี : ยอดขายร้านค้าสาขา และตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานประจำสัปดาห์

วันศุกร์ : อัตราการว่างงาน ตัวเลขค้าส่ง และสินเชื่อของผู้บริโภค

ตัว เลขปริมาณน้ำมันคงคลังของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในคืนนี้ ซึ่งคาดว่า ปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังน่าจะปรับลดลงอีก เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันดีเซลเพื่อทำความร้อนปรับสูงขึ้นในช่วงฤดู หนาวนี้

ที่มา:หนังสือพิมพ์คมชัดลึก


นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2553 ไทยมีพันธะผูกพันเปิดตลาดภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) ซึ่งมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ จะทำให้มูลค่าการค้าระหว่างไทยและอาเซียนเพิ่มขึ้นเป็น 25% ต่อปี จากเดิมที่มีอัตราขยายตัวเฉลี่ยปีละ 20% โดยปี 2552 ที่ผ่านมาไทยส่งออกไปอาเซียน คิดเป็นมูลค่า 41,320 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากอาเซียน 30,920 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยได้ดุลการค้า 10,400 ดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ การสร้างมูลค่าทางการค้าให้เพิ่มตามเป้าหมาย ภาคเอกชนต้องรู้จักใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า จากข้อตกลงอาฟตาให้มากขึ้น ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าหมายการออกหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าแบบ D เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ให้มีสัดส่วน 80% ของมูลค่าการค้าไปอาเซียนทั้งหมด จากที่ผ่านมามีสัดส่วนการขอใช้สิทธิไม่ถึง 50%

นายอลงกรณ์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้ผ่านความเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ระเบียบการนำเข้ากาแฟ ชา น้ำนมดิบและน้ำนมพร้อมดื่มและนมผงขาดมันเนย เข้ามาในราชอาณาจักร ตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน เพื่อเป็นมาตรการรองรับและดูแลการนำเข้าสินค้าที่มีการลดภาษีเป็น 0% โดย 1.การจะนำเข้าในสินค้าดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรไทย จะต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานและคุณภาพจากสำนักงานอาหารและยา และ 2.การออกหนังสือรับรองการนำเข้า ผู้นำเข้าจะต้องมีใบอนุญาตเป็นผู้นำเข้าเท่านั้น

นอก จากนี้ คณะกรรมการนโยบายการค้าระหว่างประเทศ (กนศ.) ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการติดตามผลกระทบจากการเปิดเขตการค้าเสรี ให้เป็นผู้ดูแลสินค้านำเข้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีทั้งหมด เพื่อป้องกันการลักลอบสินค้าเข้ามาโดยผิดข้อตกลง และนอกมาตรการดูแลการนำเข้าครั้งนี้แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังมีกองทุนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเขตการค้าเสรี หรือกองทุนเอฟทีเอ

 

ที่มา:หนังสือพิมโพสต์ทูเดย์


บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ โบรกเกอร์ญี่ปุ่น ออกรายงานประมาณการเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2553 ทั่วโลก พบจีดีพีไทยเติบโตน้อยที่สุดในเอเชีย

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2553 โน มูระคาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และฐานตัวเลขที่ต่ำในปีก่อน โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 4.2% จากติดลบ 0.9% ในปี 2552

กลุ่มประเทศบราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน (BRIC) เติบโตสูงสุดเป็น 8.4% จาก 4.7% รองลงมา คือ กลุ่มประเทศเกิดใหม่ เป็น 6.6% จาก 2.0% กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว 2.0% จากติดลบ 3.4% แต่ยังมีความเสี่ยง คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาจล่าช้ากว่าคาด หรือการถดถอยรอบใหม่จากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน

สำหรับประเทศเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น คาดว่าจีดีพีเติบโต 8.4% จาก 5.5% โดยไทยจะเติบโตต่ำที่สุดเพียง 3.0% จากติดลบ 3.0% และมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดลงหากเศรษฐกิจของประเทศชั้นนำ จี-3 เติบโต 0% จากบวก 1.9% หรือราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับสูงขึ้นเกินคาดเป็น 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากคาด 72 และ 75 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในปี 2553-2554 จากปี 2552 ที่ 62 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อโลกคาดว่าจะเร่งตัวขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อโลกปี 2553 คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2.8% จาก 1.4%

ในเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นเป็น 2.8% จาก 0.3% โดยเวียดนามสูงสุดที่ 12.4% รองลงมา คือ อินเดีย 7.0% อินโดนีเซีย 6.1% ส่วนไทยต่ำสุดเป็นอันดับ 3 เท่ากับมาเลเซียที่ 2.7% โดยไต้หวันต่ำสุดที่ 1.5% และจีน 2.5%

บล.พัฒนสิน คาดว่าอัตราดอกเบี้ยโลกผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โนมูระคาดว่าปี 2553-2554 จะปรับสูงขึ้นเป็น 3.28% และ 4.12% จากปี 2552 ที่ 2.68% ในเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น ออสเตรเลียคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.45% และ 6.42% จาก 4.47% โดยคาดว่าไทยจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพียง 0.50% เป็น 1.75% ในปี 2553 และอีก 1.25% ในปี 2554 เป็น 3.0%

ด้านทิศทางเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในระยะสั้น (ม.ค.-ก.พ. 2553) จากการชะลอการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง พิจารณาจากสัญญาณชี้นำทางเศรษฐกิจของโนมูระจะอยู่ในระดับสูงสุดต้นเดือนม.ค. 2553 เนื่องจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อตัวเลขเศรษฐกิจชะลอลง

แต่คาดว่าในปี 2553 ทิศ ทางเงินเหรียญสหรัฐยังคงอ่อนค่าต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเอเชีย ซึ่งนักลงทุนต่างชาติคาดว่าเศรษฐกิจเอเชียเติบโตสูงในระยะกลางถึงยาวจากการ ส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น จากการเพิ่มระดับสินค้าคงคลัง และการใช้จ่ายในประเทศที่ปรับสูงขึ้น และไม่อ่อนค่ามากนักเทียบกับสกุลยูโร หลังจากเป็นสกุลปลอดภัยในปี 2552 ที่ผ่านมา อัตราเติบโตกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2553-2554 คาดว่าเติบโต 24% ซึ่งต่ำกว่าหากเทียบกับวิธี Consensus Bottom-Up ที่มีผลตอบแทน 30% และมีแนวโน้มปรับเพิ่มกำไรสูงขึ้นจากแนวโน้มเศรษฐกิจเติบโตสูงต่อเนื่องในปี 2554

โนมูระ คาดว่าตลาดหุ้นทั่วโลกมีโอกาสปรับสูงขึ้นเฉลี่ย 17% แต่ในอัตราผลตอบแทนที่ลดลงเมื่อเทียบกับตั้งแต่เดือนมี.ค.ถึงสิ้นปี 2552 เป็น ผลจากอัตราเติบโตกำไรต่อเนื่อง มูลค่าที่ต่ำ การกระจายสินทรัพย์ที่ดีและนโยบายที่ดี ทำให้คาดว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะให้อัตราผลตอบแทนปี 2553 สูงสุดในรูปสกุลดอลลาร์สหรัฐ บวก 28% รองลงมา คือ อังกฤษ 25% เอเชียไม่รวมญี่ปุ่นและตลาดหุ้นเกิดใหม่ บวก 21% สหรัฐ 20% ยุโรปไม่รวมอังกฤษ 19%

ดังนั้น จึงเพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight) ในตลาดหุ้นสหราชอาณาจักร (อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์) และญี่ปุ่น ส่วนตลาดหุ้นที่ให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาด (Underweight) ได้แก่ อเมริกาเหนือ ยุโรปยกเว้นสหราชอาณาจักร และตลาดเกิดใหม่ (EM)

ส่วนตลาดหุ้นเอเชียยกเว้นญี่ปุ่น (Asia Ex JP) คงน้ำหนักการลงทุนที่ปกติ (Neutral) ปัจจัยสนับสนุนจะมาจาก

1.นโยบายสนับสนุนของทางการยังคงมีต่อเนื่อง โดยจะมีการส่งสัญญาณเชิงวาจามากกว่าการดำเนินงานจริง

2.มูลค่าที่แท้จริงของตลาดหุ้นยังคงต่ำกว่า 19% เทียบกับมูลค่าที่แท้จริงตามปัจจัยพื้นฐานเฉลี่ย 40 ปี ที่ผ่านมา หรือให้อัตราผลตอบแทนที่น่าจูงใจหากเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล โดยอัตราผลตอบแทนปันผลที่สูงจะมาจากกระแสเงินสดที่สูง เป็นต้น

บล.พัฒนสิน คาดว่าอัตราผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทยในปี 2553 อยู่ที่เฉลี่ยมากกว่า 17% เทียบกับระดับเป้าหมายดัชนีตลาดปี 2553 แบบ Top-Down ที่ 832 จุด อิงจากอัตราเติบโตกำไรต่อหุ้นที่คาดหวัง (Expected EPS Growth) 2553 บวก 17.7% สัดส่วนราคาต่อกำไร (PER) 13 เท่า หรือ 16% เทียบกับเป้าหมายดัชนี 821 จุด อิงจากวิธี Bottom Up บนหลักทรัพย์ที่คำนวณ ส่วนจุดเด่นของตลาดหุ้นไทยยังคงเป็น 1.อัตราผลตอบแทนปันผลที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

2.แนวโน้มการปรับเพิ่มกำไรสูงขึ้นตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด และ 3.ราคาถูก พิจารณาจากตลาดหุ้นไทยซื้อขายที่ระดับพี/อี 10-13 เท่า เทียบกับภูมิภาคที่เฉลี่ยมากกว่า 15 เท่า

ส่วนปัจจัยลบ คือ 1.ความเสี่ยงทางการเมือง 2.ผลกระทบจากกรณีมาบตาพุด และ 3.ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นเกินคาด หรือเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าต่ำกว่าคาด และดอกเบี้ยขาขึ้น