Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62

source:กรุงเทพธุรกิจ

การใช้สิทธิ GSP เพิ่มขึ้นร้อยละ 46 :

นายวิจักร วิเศษน้อย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า แม้ว่ายังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากการหดตัวของมูลค่าการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจถด ถอยของตลาดส่งออกสำคัญก็ตาม แต่ก็ยังมีเรื่องน่ายินดีที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2552 (เดือนมกราคม–กันยายน) มีการขอใช้สิทธิ GSP ส่งออกสินค้าในทุกระบบมีสัดส่วนถึงร้อยละ 54.40 เทียบกับร้อยละ 37.25 ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 46.04

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้รับสิทธิ GSP จากประเทศคู่ค้ารวม 44 ประเทศ แบ่งได้เป็น 8 ระบบ ได้แก่ GSP สหรัฐฯ สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) สวิตเซอร์แลนด์ ตุรกี นอร์เวย์ รัสเซีย แคนาดา และญี่ปุ่น โดยระบบ GSP ที่มีความสำคัญต่อการส่งออกของไทย และมีมูลค่าการส่งออกโดยใช้สิทธิสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ GSP สหภาพยุโรป สหรัฐฯ และตุรกี ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ พบว่า มีการขอใช้สิทธิ GSP สหภาพยุโรปมูลค่า 4,809.50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นสัดส่วนการขอใช้สิทธิที่ร้อยละ 59.35 ขณะที่ การขอใช้สิทธิ GSP สหรัฐฯ มูลค่า 2,046.49 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นสัดส่วนการขอใช้สิทธิที่ร้อยละ 48.68 และการขอใช้สิทธิ GSP ตุรกีมูลค่า 275.41 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นสัดส่วนของการขอใช้สิทธิที่ร้อยละ 63.24 สำหรับสินค้าที่มีการขอใช้สิทธิที่สำคัญ 10 ลำดับแรก ได้แก่ เลนส์ เครื่องประดับเงิน น้ำมันหล่อลื่น รถปิกอัพ เครื่องปรับอากาศ ถุงมือยาง สับปะรดกระป๋อง ยางเรเดียล กรดเทเรฟทาลิก และกุ้งแช่แข็ง เป็นต้น

ระบบ GSP นับเป็นระบบสิทธิพิเศษฯ อย่างหนึ่ง ที่ประเทศพัฒนาแล้วยกเว้นหรือลดภาษีนำเข้าแก่สินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจาก ประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งกรมฯ ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากระบบสิทธิพิเศษทางภาษี ศุลกากรที่ได้รับ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของการใช้สิทธิ GSP ในปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์ไม่สูงเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาคธุรกิจส่งออกของไทยยังไม่ได้ใช้สิทธิพิเศษจากระบบ GSP อย่างเต็มที

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า Form A และกำกับดูแลการใช้สิทธิ GSP ต่าง ๆ ได้ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลกฎระเบียบหรือข้อกำหนดของระบบ GSP อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการไทยเร่งปรับตัว ทำความเข้าใจ และใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อขยายส่วนแบ่งในตลาดของประเทศพัฒนาแล้วต่อไป

source:ประชาชาติธุรกิจ

หลายคนคาดการณ์แนวโน้มราคาน้ำมันปี 2553 จะพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นข้อมูลผลกระทบเชิงลบต่อภาพธุรกิจโดยรวม แต่ในทางกลับกันข้อมูลดังกล่าวอาจกลายเป็นผลดีต่อธุรกิจผู้ให้บริการ ติดตั้งระบบเอ็นจีวีให้มีโอกาสขยายธุรกิจได้เพิ่มมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันต้นทุนวัตถุดิบต่าง ๆ มีราคาเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การแข่งขันรุนแรงขึ้น

บริษัท ซีเอสบี เอ็นจีวี จำกัด หนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการติดตั้งระบบเอ็นจีวีของนายยู เจียรยืนยงพงศ์ ซึ่งรู้จักกันดีในฐานะประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย จึงได้เข้าร่วมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ และชี้แนะการทำงานการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในโรงงานอุตสาหกรรมของส่วนพัฒนา ประสิทธิภาพการบริหารจัดการ สำนักพัฒนาการจัดการอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับสถาบันวิทยาการโซ่อุปทาน มหาวิทยาลัยศรีปทุม

ปมหลักขาดการวางแผน

สุรเดช เจียรยืนยงพงศ์ วิศวกรหนุ่มลูกชายของนายยู ซึ่งเข้ามาสานงานกิจการของครอบครัวในฐานะผู้จัดการทั่วไปกล่าวว่า ในภาวะที่น้ำมันราคายังสูงขึ้นเรื่อย ๆ น่าจะมีทางเลือกที่ดีที่ผู้ใช้รถจะปรับเปลี่ยนมาใช้เอ็นจีวีกัน แม้จะยังมีปัญหาเรื่องสถานีเติมก๊าซเอ็นจีวียังไม่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ หลายภูมิภาค ไม่มีก๊าซเอ็นจีวีอย่างเพียงพอ แต่ถือเป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข แต่ขณะเดียวกันทางบริษัทต้องพยายามปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน การลดต้นทุนภายในองค์กร ดังนั้นทางบริษัทจึงได้สนใจเข้าร่วมโครงการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

บริษัทมีสำนักงานตั้งอยู่ 2 สาขา สาขาใหญ่อยู่เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ส่วนที่ติดตั้งเอ็นจีวีจะอยู่ที่ อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี โดยมีผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติงานเป็นผู้ดูแลควบคุม มีการแบ่งทีมงานออกเป็น 4 ทีมด้วยกันในเขตของการติดตั้ง ประกอบด้วยแผนกการขายและการตลาด ทีมช่างเทคนิค ฝ่ายจัดซื้อ สโตร์ ฝ่ายธุรการ และบุคคล

ในช่วงสัปดาห์แรกที่เข้ารับการฝึกอบรมด้วยระยะเวลาของโครงการค่อนข้างจำกัด ทำให้ทีมอาจารย์ที่ปรึกษาได้ใช้ supply chain mapping มาเป็นเครื่องมือในการค้นหาสาเหตุแห่งปัญหา เรียกว่า "ผังก้างปลา (fish bone diagram)" โดยทางอาจารย์ที่ปรึกษาได้ให้ทีมงานทุกคนมาร่วมระดมสมองกันว่าแต่ละฝ่ายงาน มีจุดอ่อน จุดแข็ง และติดขัดปัญหาตรงไหนบ้าง ให้ทีมงานแต่ละฝ่ายเขียนการทำงานของตัวเองออกมา พอได้มาก็นำไปแขวนไว้ที่บอร์ดการทำงาน และมาช่วยกันวิเคราะห์ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากแผนกใด มีปัญหาอะไรที่เชื่อมโยงไปยังแผนกอื่น ๆ โดยใช้สัญลักษณ์เป็นด้ายสีแดงโยงไปสู่จุดของปัญหา ซึ่งการทำผังก้างปลาจะทำให้สามารถทราบกระบวนการปฏิบัติงานในภาพรวมของทุก แผนก สะท้อนว่ามีปัญหาจุกจิกมาก หลังจากนั้นให้หยิบปัญหาใหญ่ขึ้นมาแก้ไขก่อน

จากการสำรวจพบว่า บริษัทมีจุดแข็งในเรื่องการติดตั้งที่ได้มาตรฐาน โดยดูจากสถิติรถที่ซ่อมกับบริษัทแล้วกลับมาแก้ไขน้อยมาก และอุปกรณ์การติดตั้งของบริษัทนำเข้ามาจากประเทศอิตาลี ช่างเทคนิคมีประสบการณ์สูง ระบบการติดตั้งได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก ส่วนจุดอ่อนคือ ทีมงานยังไม่มีการวางแผนการทำงานที่ดี และขาดวิศวกรที่มาดูแลโรงงานนี้โดยตรง

ปัญหาที่เกิดขึ้นเหมือนกันในแต่ละแผนก คือพนักงานขาดงานบ่อยมาก และขาดการสื่อสารที่ดีทั้งภายในภายนอกองค์กร และเทคโนโลยีจะใช้ได้ดีในบางแผนกเท่านั้น ปัญหาสำคัญสุดที่เห็นในภาพรวม คือ วิธีการทำงานของบริษัทขาดการวางแผนงานที่ดี อันนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การส่งมอบรถให้ลูกค้าล่าช้า

ดึงทุกฝ่ายเชื่อมโยงทางออกปัญหา

หลังจากทราบปัญหาหลักแล้ว ทางบริษัทได้ระดมสมองอีกครั้งเพื่อจัดลำดับความสำคัญของปัญาหาที่ควรหยิบมา แก้ไขก่อน โดยเฉพาะปัญหาด้านการวางแผนได้วิเคราะห์กันว่าจะวางแผนส่วนใดบ้าง ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ งานนั้นจะทำแผนอะไรก่อนดี จะทำเมื่อไร แล้วแผนที่ทำจะเกิดประโยชน์ตรงไหนบ้าง จะทำให้การทำงานดีขึ้นหรือไม่ โดยได้กำหนดขึ้นมา 3 แผนงาน แล้วกำหนดผู้รับผิดชอบ และดูว่าแผนงานที่ทำขึ้นสามารถเดินไปสู่เป้าหมายตัวใดได้บ้าง

แผนแรก คือ การวางแผนการปฏิบัติงานประจำเดือน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการซ่อมรถหรือการติดตั้งเอ็นจีวีให้เป็นไปตามแผนงานให้มากกว่า 90%

แผนที่ 2 คือ การวางแผนการปฏิบัติงานประจำวัน มีการทำก่อน ทำหลัง ทำเสร็จอย่างไร คือการส่งรถและติดตั้งเอ็นจีวีได้ตามกำหนดระยะเวลาให้ได้ถึง 100%

แผนที่ 3 คือ การประชุมเพื่อวางแผนงานและติดตามงานกันทุกวัน เพื่อจะลดวันขาดงานของพนักงานลง

ทั้งหมดมีระยะเวลาการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 4 สัปดาห์ หลังจากทำตามแผนแล้วมาวิเคราะห์กันว่า มีปัญหาตรงไหนบ้างที่สะดุดในเรื่องการส่งมอบรถให้ลูกค้า อะไรคือสาเหตุของปัญหา ด้วยการจัดทำแผนภูมิก้างปลาขึ้นมาวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา

ปรากฏว่าทีมช่างเทคนิคและฝ่ายที่เกี่ยวข้องพบว่า จากสถิติอาการของรถบรรทุกที่เข้ามาซ่อมเป็นอาการที่เกิดซ้ำเดิม คือ "แบ็กไฟล์" เครื่องยนต์เดินไม่เรียบ ทำให้สะดุด จะมีผลไปยังจุดต่อต่าง ๆ ของเอ็นจีวี เช่น พวกท่อ เป็นปัญหาสำคัญของรถที่ติดตั้งเอ็นจีวี

เมื่อได้ปัญหาหลัก คือ แบ็กไฟล์มาดูว่าปัญหาแบ็กไฟล์เกิดขึ้นได้จากตัวใดบ้าง แล้วแบ่งปัญหาออกมาเป็น 5 กลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 ปัญหาหลักในส่วนของคนขับ เพราะไม่มีความรู้ในเรื่องการใช้รถเอ็นจีวี และพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรื่องการดูแลรักษารถของคนขับแต่ละคน และเรื่องการปรับแต่งเองของคนรถ

กลุ่มที่ 2 ปัญหาหลักเรื่องการใช้อุปกรณ์ เรื่องการใช้สายหัวเทียนไม่ดี ฟืนคัมมิ่งเดินไม่เรียบ เกิดอาการวาล์วยาน กรองอากาศตัน คอมพิวเตอร์ที่ใช้ปรับจูนระบบไม่เพียงพอ

กลุ่มที่ 3 ปัญหาหลักคือเรื่องสภาพแวดล้อม เรื่องฝนตกและถนนที่มีความ ลาดชัน ตรงนี้ทำให้เกิดอาการแบ็กไฟล์ได้ กลุ่มที่ 4 ปัญหาหลักคือช่างขาดทักษะและความรอบคอบ มีเวลาในการติดตั้งน้อย กลุ่มที่ 5 คือเรื่องของวิธีการปรับตั้งค่า ต่าง ๆ ไม่ได้มาตรฐาน ทั้งค่าฟืนคัมมิ่งไม่มีมาตรฐานในการปรับค่ามิกเซอร์

ดังนั้น สิ่งที่ต้องนำมาแก้ไขเป็นลำดับต้น ๆ จาก 5 กลุ่ม พบว่าตัววิธีการที่ไม่มีมาตรฐานในการปรับตั้ง คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการแบ็กไฟล์ มีวิธีการแก้ไขปัญหาโดยการหาค่ามาตรฐานต่าง ๆ ให้ตัวที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลกระทบกับตัวแบ็กไฟล์นี้

ประเมิน 4 สัปดาห์เห็นผลส่งมอบดีขึ้น

จากการประเมินผลในรอบ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าการส่งมอบตามความต้องการของลูกค้าให้ได้มากกว่า 90% ในสัปดาห์แรกที่เข้าโครงการ ยังขาดความเข้าใจในการทำงาน สับสนตัวเอง ทำงานไม่เป็นระบบ ประเมินได้เพียง 70.5% เท่านั้น พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 เริ่มปรับตัวทำให้ค่า KPI เริ่มสูงขึ้น มาถึงสัปดาห์ที่ 3 และ 4 การทำงานดีขึ้น มีระเบียบมากขึ้น นี่คือตัวมาตรฐานที่ทำการปรับ

ทีมช่างได้แก้ไขปัญหาการเกิดแบ็กไฟล์ เพื่อให้การทำงานเป็นมาตรฐานเดียวกัน เราจึงทำค่ามาตรฐานในการตั้งค่าอุปกรณ์ เรื่องรอบเฟือง ค่าไฟล์ ค่ามิกเซอร์ ตามแรงม้าต่าง ๆ ของรถที่เข้ามา

นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานในการติดตั้งฟืนคัมมิ่ง การติดตั้งสายหัวเทียน และการติดตั้งค่ามิกเซอร์ไว้ให้ทีมช่าง และคนอื่น ๆ ที่เข้ามาดูแลการติดตั้งเอ็นจีวี เราได้ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

สรุปว่าระยะเวลาในการอบรม 4 สัปดาห์ที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ ทำให้พบว่าการทำงานและการวางแผนในแต่ละแผนกมีผลกระทบเชื่อมโยงกันหมด ดังนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบปัญหาร่วมกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละจุดไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภาพรวมของบริษัทที่ต้องแก้ปัญหาด้วยกัน การแก้ปัญหาทั้งระบบซัพพลายเชนทำให้บริษัทสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดการสูญเสียได้มาก ทางบริษัทจึงมีความคิดที่จะพัฒนาองค์กรไปในทางเดียวกัน ทุกคนแก้ปัญหาร่วมกันได้ เพราะเรารู้แล้วว่าปัญหามันเกิดขึ้นจากจุดไหน

ปัญหาที่ยังอยู่ในแผนผังก้างปลาที่ยังไม่ได้หยิบยกมาแก้ไขปัญหา เราจะแก้ไขปัญหาตามที่อาจารย์ที่ปรึกษาและทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ให้คำ แนะนำต่อไป


source:ข่าวสด

นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เป็นประธานเปิดการประชุมระดมความคิดเห็นในหัวข้อ "เปิดทางคู่สู่อนาคต รถไฟไทย" ว่า ได้มีการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเบื้องต้นระบบรถไฟรางคู่ เพื่อการขนส่งและการจัดการโลจิสติกส์ระยะที่ 1 มีระยะทางกว่า 400 กิโลเมตร โดยแนวเส้นทางที่คาดว่าจะพัฒนาเป็นรถไฟทางคู่ ได้แก่ 1.สายเหนือ จ.ลพบุรี-นครสวรรค์ ระยะทาง 113 กิโลเมตร 2.สายตะวันออกเฉียงเหนือ มาบกะเบา-นครราชสีมา ระยะทาง 129 กิโลเมตร 3.สายใต้ จ.นคร ปฐม-หัวหิน ระยะทาง 165 กิโลเมตร โดยคาดว่าปริมาณสินค้าที่ขนส่งทางรถไฟจะเพิ่มขึ้นจาก 12 ล้านตัน/ปี เป็น 37 ล้านตัน/ปี ในปี"58 และเป็น 63 ล้านตัน/ปีในปี"63 ต้นทุนค่าขนส่งประหยัดลงได้ถึง 27% หรือ 94.56 ล้านบาท/ปี

source:ข่าวสด

นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการส่งออกของไทยในเดือนพ.ย.52 ว่า มีมูลค่าเท่ากับ 13,839.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 17.2% ถือเป็นการขยายตัวในอัตราบวกเป็นครั้งแรกในรอบปี ส่วนการส่งออกเฉลี่ย 11 เดือน มีมูลค่า 137,953.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวลดลง 16.98% ซึ่งติดลบน้อยลง ส่วนนำเข้ามีมูลค่า 119,376.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 28.93% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 18,577.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ หากเดือนธ.ค. สามารถส่งออกได้มูลค่า 13,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จะทำให้การส่งออกไตรมาส 4 ปีนี้ขยายตัวเฉลี่ย 7% สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะเฉลี่ย 3-5% ซึ่งจะทำให้การส่งออกปีนี้ติดลบประมาณ 15% หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนปีหน้าคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวเป็นบวกไม่ต่ำกว่า 10-15% หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 170,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ด้านนายสุชาติ สักการโกศล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การส่งออกเดือนพ.ย. ขยายตัว 17.2% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกเริ่มปรับตัวดีขึ้น ทำให้เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 4/52 ขยายตัวเป็นบวก


source:ประชาชาติธุรกิจ

เมื่อเร็ว ๆ นี้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้จัดสัมมนาหัวข้อ Showcase in Strengthen Collaboration ขึ้น โดยเชิญนายรวี ชัยมงคล ผู้จัดการฝ่ายวางแผนซัพพลายเชน บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) มาบรรยายเรื่อง การสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่าง คลัสเตอร์ภาคการผลิต เพื่อการบริหารจัดการโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ

โดย นายรวี ชัยมงคล กล่าวถึงประเด็นต้นทุนโลจิสติกส์ว่า ความสำคัญของ โลจิสติกส์ในแต่ละอุตสาหกรรมไม่เท่ากัน การขายทีวีจอแบน ต้นทุนโลจิสติกส์คงเป็นจุดเป็นเปอร์เซ็นต์

ปูนซีเมนต์ราคาแค่ ก.ก.ละ 2 บาท มีต้นทุนขนส่งสูง บริษัทจึงให้ความสำคัญด้านโลจิสติกส์มาก

สำหรับวิวัฒนาการโลจิสติกส์ บมจ. ปูนซีเมนต์นครหลวงมีโปรดักต์แบรนด์ "อินทรี" โปรดักต์มีหลายผลิตภัณฑ์ เพราะใช้ไม่เหมือนกัน เรื่องแรกที่จะกล่าวถึงคือซัพพลายเชนของบริษัทมีวิวัฒนาการอย่างไร

จากระดับต่ำสุด แต่ละฝ่ายแต่ละหน่วยในองค์กรแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง จนถึง ขั้นที่สองมีการร่วมมือกันของแต่ละฝ่ายแต่ละหน่วยภายในองค์กร สูงขึ้นไป คือ การร่วมมือกันภายนอกองค์กร กลายเป็นซัพพลายเชน คอมมิวนิตี้

เมื่อ 15-20 ปีที่แล้วการก่อสร้างในประเทศไทยสูงมาก การผลิตปูนไม่เพียงพอ ดีมานด์มากกว่าซัพพลาย จึงไม่จูงใจให้ ผู้ผลิตปรับปรุงผลิตภัณฑ์และแข่งขันกันมากนัก ต่อมาเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ความต้องการปูนลดลงไปมาก กำลังการผลิตปูนทั้งระบบ 50 ล้านตัน/ปี มากกว่าดีมานด์หรือความต้องการ 2 เท่า ผู้ผลิตจึงมีการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น เพราะปูนเป็นสินค้าที่ต้องผลิตตลอดเวลา ยิ่งผลิตมากยิ่งถูก หากหยุดผลิตบ่อยราคายิ่งสูงจากต้นทุนที่สูงขึ้น

ในด้านการขาย ซัพพลายที่มากกว่าดีมานด์ จึงต้องผลิตขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ กำไรการขายในประเทศดีกว่า เพราะส่งออกมีค่าขนส่งถึง ก.ก.ละ 50 สตางค์ จึงต้องผลิตขายในประเทศก่อน ที่เหลือค่อยส่งออก

ก่อนปี ค.ศ. 2005 ในแต่ละหน่วยงานของบริษัทไม่ค่อยมีความร่วมมือกันมาก นัก ไม่มีแผนงานคาดการณ์ความต้องการใช้ปูนที่แท้จริง (demand planning) มีแต่เป้าหมายการขาย เช่น จะขายปีนี้ 100 ล้านบาท แต่ให้เป้าฝ่ายขายในประเทศ 120 ล้านบาท ฝ่ายผลิตก็วางแผนการผลิตเต็มที่ ฝ่ายผลิตแค่คุยกันว่า วันนี้จะจ่ายปูนแต่ละประเภทเท่าใด ไม่ได้มองไป 3 เดือนข้างหน้าที่หากเกิดการหยุดผลิตจากปัญหาต่าง ๆ ปูนอาจไม่พอขาย ก่อนปี 2005 จึงไม่เห็นล่วงหน้า จะมารู้เอาตอนใกล้ ๆ 3 วัน หรือ 1 สัปดาห์ ว่าปูนจะขาดหรือมีมากเกินความต้องการ เพราะฝ่ายขายขายไม่เข้าเป้า

พอถึงปี 2005 มีการร่วมมือกันภายในองค์กรและมีการวางแผนล่วงหน้า 30 วัน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะการส่งออกมีระยะเวลารับออร์เดอร์สั่งซื้อจนถึงการส่งมอบ (lead time) มากกว่า 30 วัน เนื่องจากขายเป็นลำเรือ ดังนั้นในปี 2006-2007 จึงมีการวางแผนล่วงหน้า 90 วัน หากสินค้าขาดหรือเกินจะแก้กันอย่างไร แต่ปัญหาในปี 2006-2007 คือ ผู้บริหารระดับสูงให้ความสำคัญหรือไม่ เพราะหากเกิดหยุดผลิตกะทันหัน สินค้าขาด หรือฝ่ายขายขายไม่เข้าเป้า ระดับกลาง-ล่าง ตัดสินใจไม่ได้

ในปี ค.ศ. 2008 จึงมีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา มีที่ปรึกษามาร่วม มีผู้บริหารระดับสูงมาร่วม มีการประชุมทุกสัปดาห์ เรียกที่ประชุมคณะนี้ว่า "S&OP"

เมื่อระดับกลาง-ล่างประชุมกันแล้วเจอปัญหาก็จะส่งมาเข้าที่ประชุม S&OP ตัดสิน ทำให้บริษัทประหยัดได้ถึง 50 ล้านบาท ต่อปี จากการป้องกันสินค้าขาดหรือผลิตเกิน เช่น ผลิตล้นไซโลจนต้องนำไปกองไว้ที่ลาน มีการเคลื่อนย้ายบ่อยก็มีต้นทุนขนอีกตันละ 30 บาท หรือต้องหยุดผลิต ต้นทุนก็สูงขึ้นอีก เพราะผลิตไม่ต่อเนื่อง กรณีสินค้าขาด ต้องให้เรือรอ ก็ต้องจ่ายค่าปรับรายวัน หรือต้องยกเลิกออร์เดอร์ หรือไปซื้อสินค้าจาก ผู้ผลิตรายอื่นมาส่งมอบแทน ก็เสียภาพลักษณ์หรือการประชุมลดต้นทุนการบด ปูนเม็ด เป็นปูนผงจากช่วงกลางวันที่ค่าไฟฟ้าแพงมาเป็นตอนกลางคืนที่ค่าไฟฟ้า ถูกกว่าแทน เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ต้องเปลี่ยนให้เป็นรูปธรรม ยั่งยืน เพราะคนหมุนเวียนเปลี่ยนได้ แต่กระบวนการจะต้องไม่เปลี่ยน ต้องคงอยู่

source:ประชาชาติธุรกิจ

หมายเหตุ - ในฉบับนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศักยภาพเขตเศรษฐกิจพิเศษท่าเรือสีหนุวิลล์ ของกัมพูชา ซึ่งต่อเนื่องจากฉบับที่ผ่านมา ที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เชิญผู้สื่อข่าวจากหลายประเทศสำรวจเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจชายฝั่งทางใต้ของ กลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) โดยมีรายละเอียดดังนี้

ท่าเรือสีหนุวิลล์ (PAS) ในจังหวัด สีหนุวิลล์ หรือในชื่อเดิม "กัมปงโสม" กำลังเป็นความหวังของภาคธุรกิจในกัมพูชาและเป้าหมายของรัฐบาล เพื่อพัฒนาให้เป็นท่าเรือและเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) โดยสมบูรณ์ภายในปี 2554

นายนอง โสเยท ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดเขตเศรษฐกิจพิเศษ ท่าเรือสีหนุวิลล์ ระบุว่า ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้ทันกับการใช้งานตามเป้าหมาย ที่สำคัญเพื่อให้ท่าเรือสีหนุวิลล์มีความสามารถในการรองรับ ปริมาณการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ ใน 10 เดือนแรกของปี 2552 ท่าเรือสีหนุวิลล์มีการขนส่งสินค้าและตู้

คอนเทนเนอร์ทั้งหมดทั้งขาออกและขาเข้าจำนวน 1,574,676.722 รายการ โดยเป็นการนำเข้าสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ (รวมน้ำมัน) 1,322,706.356 รายการ และส่งออกสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมด 251,970.366 รายการ โดยน้ำมันเป็นสินค้าที่มีปริมาณการขนส่งเข้ามาผ่านท่าเรือแห่งนี้มากที่สุด

ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญที่ขนส่งผ่านท่าเรือสีหนุวิลล์คือเสื้อผ้า สิ่งทอ ซึ่งส่งออกไปในตลาดใหญ่ ๆ ได้แก่สหรัฐอเมริกาและยุโรป

อย่างไรก็ตาม นายวา โสนาท รอง ผู้อำนวยการท่าเรือสีหนุวิลล์ ระบุว่า ผลประกอบการของท่าเรือในปีนี้ลดลงจากปีก่อนถึง 20% ในช่วงระหว่าง ม.ค.-ต.ค. โดยในปีนี้ท่าเรือมีรายได้ประมาณ 19.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เมื่อปี 2551 มีรายได้ทั้งหมด 28.8 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่การขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือมีปริมาณลดลง 11% และมีตู้คอนเทนเนอร์ลดลง 23% ซึ่งสาเหตุสำคัญของปริมาณสินค้าที่ลดลง นายวาระบุว่า เนื่องจากผลของวิกฤตเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ผู้ขนส่งสินค้าบางรายได้เปลี่ยนไปใช้ท่าเรือไก๋แม็บในทางใต้ของเวียดนาม ซึ่งเพิ่งเปิดดำเนินการเมื่อ มิ.ย. 2552 แทน

แต่ในอนาคต เมื่อการก่อสร้างและเขตเศรษฐกิจพิเศษเปิดทำการเต็มรูปแบบ ผู้บริหารท่าเรือสีหนุวิลล์เชื่อมั่นว่าสินค้าที่ผลิตจากประเทศเพื่อนบ้าน และจากทั่วโลกจะเข้ามาที่กัมพูชามากขึ้น ขณะเดียวกัน สินค้าจากกัมพูชาจะสามารถส่งออกไปในต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย

ทั้งนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษที่กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้างและจัดตั้งใกล้ท่าเรือสีหนุ วิลล์นี้มีพื้นที่ครอบคลุมทั้งหมด 70 เฮกตาร์ แบ่งออกเป็นเขตส่งเสริมการส่งออก (EPZ) 50% ส่วนที่เหลือจะประกอบไปด้วยสำนักงานของเขตเศรษฐกิจพิเศษ สาธารณูปโภค พื้นที่สีเขียว ถนนและเส้นทางคมนาคม โกดังสินค้า ที่พัก ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้เริ่มก่อสร้างมาแล้วตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JICA ยังให้การสนับสนุนด้านเงินทุนให้กู้ในการก่อสร้างและพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ นี้มูลค่า 33 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังได้ส่งเจ้าหน้าที่ชาวญี่ปุ่นเข้ามาถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นที่ปรึกษาในโครงการด้วย

อย่างไรก็ตาม ท่าเรือและเขตเศรษฐกิจพิเศษสีหนุวิลล์แห่งนี้ยังไม่ได้ปรับกระบวน การพิธีการด้านศุลกากรตามมาตรฐานการดำเนินการเดียวกัน หรือ single window ภายใต้ข้อตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน เพื่อให้การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนมีความสอดคล้อง สะดวก และมีแนวปฏิบัติในทางเดียวกัน

ขณะที่นายนองระบุว่า ขั้นตอนพิธีการศุลกากรและการทำงานประสานกันในระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องภายในประเทศนั้นมีการใช้ระบบ single window แต่ไม่ใช่การดำเนินการภายใต้ข้อตกลงของอาเซียนแต่อย่างใด

source:thaipr.net

ปัญญาสมาพันธ์เพื่อการวิจัย ความคิดเห็นสาธารณะแห่งประเทศไทย โดย รองศาสตราจารย์  ดร. กิตติ  ลิ่มสกุล (ที่ 3 จากขวา) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ณดา จันทร์สม (ที่ 2 จากขวา) สำนักวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภูเบศร์ สมุทรจักร (ที่ 3 จากซ้าย) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณทิตย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นพพร ลีปรีชานนท์ (ที่ 2 จากซ้าย) มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ จัดเสวนา “เส้นทางขับเคลื่อนแผนพัฒนารถไฟไทย” โดยนำเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ   เพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนารถไฟไทยให้แก่รัฐบาลเพื่อพิจาณาผลักดันต่อไป โดยมีเอก สิทธิเวศ (ขวาสุด) จากการรถไฟแห่งประเทศไทย  สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ (ซ้ายสุด) จากสำนักงานนโยบายและแผนการจราจร (สนข.)  และ      เกริกกล้า สนธิมาศ (กลาง) จากสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ร่วมเสวนา ณ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งจราจร เมื่อวันที่16 ธันวาคม 2552 นี้

<!--{12634579912232}-->

MSC ประเทศอังกฤษได้รับการอนุมัติโดย HMRC เป็นผู้ประกอบการที่มีอำนาจ ในการจัดทำโครงการเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าและส่งออก แต่จะต้องสามารถไว้วางใจได้ในเรื่องของความปลอดภัยด้วย จึงได้กำหนดเงื่อนไขการเป็น AEO ภายใต้หลักการของ EU

Posted on Dec.11, 2009
Source: IFW Daily News Bulletin

http://www.ifw-net.com/freightpubs/ifw/newsarticle.htm?artid=20017728708

 

<!--{12634579673973}-->

สนาม บิน Frankfurt สนามบินขนส่งสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป รายงานถึงยอดเจริญเติบโตต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่สองในเดือนพฤศจิกายน โดยเพิ่มขึ้น7% ต่อปีของระวางน้ำหนัก(ตัน)

ในขณะเดียวกันสนามบิน the seven UK ดำเนินการโดย BAA บันทึกการเจริญเติบโตปีต่อปีในเดือนพฤศจิกายน เพียง 6.2%

Posted on Dec.11, 2009
Source: IFW Daily News Bulletin

http://www.ifw-net.com/freightpubs/ifw/air/european-airports-report-solid-cargo-growth/20017728718.htm

 

Thai Cargoได้รับการสนับสนุนจากการขนส่ง สินค้าทางอากาศของจีนเมื่อไม่กี่เดือนPoonsak Chumchuay ผู้อำนวยการฝ่ายขาย กล่าวกับทาง IFW ว่าประมาณ 60% ของ สินค้าส่งจากไทยช่วงก่อนเทศกาลคริสต์มาส ที่ผลิตในประเทศจีน ส่งมาที่ กรุงเทพฯ เพื่อส่งต่อไปยังยุโรป ซึ่งสูงมากในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม และยังไม่ทราบว่าในปี 2553 จะเป็นอย่างไร
Posted on Dec.11, 2009
Source: IFW Daily News Bulletin

http://www.ifw-net.com/freightpubs/ifw/newsarticle.htm?artid=20017728757