Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62

ที่มา:หนังสือพิมบ้านเมือง

ผู้ สื่อข่าวรายงานภายหลังการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.ศก.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการลงทุน โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ โดยรูปแบบการเข้าร่วมลงทุนในโครงการ ใช้รูปแบบ PPP Gross Cost โดย ภาครัฐจะดูแลควบคุมการบริหารและรายได้ ขณะที่เอกชนจะเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งจะทำให้เกิดการกระจายความเสี่ยง ทั้งในด้านของผู้โดยสารและต้นทุน โดยมอบหมายให้ 4 หน่วยงานหลัก อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม สำนักงบประมาณ และรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนกรุงเทพ (รฟม.) ดูแลดำเนินโครงการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบกรอบวงเงินลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง จำนวน 13,243 ล้านบาท โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปศึกษาในเรื่องของรายละเอียดอีกครั้ง ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลทีโออาร์ ได้ในปี 54 และก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 57

ขณะ เดียวกัน นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ รฟม.ได้ออกประกาศเชิญชวนประกวดราคาก่อสร้างงานโยธาโครงการรถไฟฟ้าสายสี น้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค ระยะทาง 27 กิโลเมตร ภายหลังจากคณะกรรมการร่วมได้พิจารณาปรับลดราคากลางลงเหลือ 52,257 ล้านบาท จากกรอบเดิม 52,460 ล้านบาท โดยหลังจากประกาศทีโออาร์ 1 สัปดาห์จะเปิดขายแบบอีก 15 วัน และให้เวลาในการจัดทำเอกสารประกวดราคา 90 วัน กำหนดให้ยื่นข้อเสนอประมาณเดือน เม.ย.53 และใช้เวลาพิจารณาเอกสารประมาณ 5 เดือน และสามารถลงนามในสัญญาก่อสร้างกับผู้รับเหมาได้ภายในเดือน ส.ค.-ก.ย.53
ทั้งนี้ รฟม.ได้ประกาศเชิญชวนประกวดราคาก่อสร้างงานโยธาโครงการพร้อมกันทั้ง 4 สัญญา ประกอบด้วย เป็นงานอุโมงค์ 2 สัญญาและงานโครงสร้างยกระดับ 2 สัญญา และเนื่องจาก ครม. ได้มีมติให้กระทรวงการคลังเป็นผู้จัดหาแหล่งเงินกู้ภายในประเทศจาก 3 ธนาคาร สำหรับดำเนินการก่อสร้าง ทำให้ขั้นตอนการประกวดราคาเร็วกว่าสายสีม่วง ที่ใช้เงินกู้จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งประเทศญี่ปุ่น (ไจก้า) ประมาณ 6 เดือน ส่วนการใช้เงินกู้ภายในประเทศ ทำให้ขั้นตอนการดำเนินการไม่มากเท่ากับการประมูลสายสีม่วง โดยแต่ละสัญญาจะมีคณะกรรมการประกวดราคา และสรุปผลเสนอคณะกรรมการประกวดราคาชุดใหญ่อีกครั้ง ก่อนที่จะเสนอบอร์ด รฟม.พิจารณา และเมื่อสรุปทั้ง 4 สัญญาได้ก็จะ เสนอรมว.คมนาคมเพื่อเสนอ ครม.ต่อไป

 

ที่มา: Logistics Corner

เมื่อ พูดถึงประเทศไทยจัดว่าเป็นศูนย์กลางทางด้านอากาศ มีสนามบินสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางโดยภูมิศาสตร์ จะเห็นได้ว่าสนามบินแห่งใหม่จะมีศักยภาพในการรองรับเที่ยวบินได้สูง เมื่อรัฐบาลได้มีการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิขึ้นมา เพื่อเป็นประตูในการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางคมนาคมทางอากาศในภูมิภาคที่สามารถรองรับการเดินทางเข้าออก ประเทศได้ รองรับเครื่องบินขึ้น-ลงได้ในระดับ 84 เที่ยวบินต่อชั่วโมง จะรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 45 ล้านคน ต่อปีในเบื้องต้น

ดัง นั้น เพื่อให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีความสมบูรณ์แบบในระดับนานาชาติเป็นสนามบิน ชั้นแนวหน้าในเขตภูมิภาคนี้ รัฐบาลจึงเห็นว่าควรให้มีระบบรถไฟด่วน เพื่อเชื่อมระหว่างพื้นที่ใจกลางเมืองของกรุงเทพมหานครกับท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ จะเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่จะมาใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทำให้เดินทางได้ในเวลาอันรวดเร็วและเชื่อถือได้ ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ดำเนินการก่อสร้างโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับส่ง ผู้โดยสารอากาศยานในเมือง ในวงเงินรวม 30,000 ล้านบาท

โครงการ "แอร์พอร์ตเรลลิงก์" เป็นมิติใหม่ของการขนส่งที่เชื่อมโยงเครือข่ายการเดินทางระหว่างในเมืองกับ นอกเมือง เป็นรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานใน เมือง ด้วยคุณสมบัติที่สะดวก รวดเร็ว ตรงต่อเวลา และช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดบนท้องถนนที่มุ่งหน้าสู่สนามบินนานาชาติสุว รรรณภูมิ

หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการนี้ คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ที่ได้เริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2548 จนกระทั่งถึงวันนี้ ก็เกือบแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์ สามารถเปิดใช้บริการได้ในเดือนธันวาคม 2552

โครงสร้างของ "แอร์พอร์ตเรลลิงก์" ถูกออกแบบเป็นทางคู่ยกระดับสูง 22 เมตร โดยมีแนวเส้นทางจะขนานไปตามแนว เส้นทางรถไฟสายตะวันออก ผ่านสถานีระหว่างจำนวน 6 สถานี จากนั้นมาลดระดับลงก่อนเข้าสู่สถานีสุวรรณภูมิ ซึ่งจะเป็นทางวิ่งระดับพื้นดิน และลดระดับลงสู่ใต้ดินที่สถานีสุวรรณภูมิใต้อาคารผู้โดยสาร รวมระยะทางทั้งสิ้น 28.5 กิโลเมตร

เริ่มต้นจากสถานีพญาไท มีปลายทางสถานีท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะจอด รับส่งผู้โดยสารตามสถานี 6 สถานี คือ ราชปรารภ มักกะสัน รามคำแหง หัวหมาก บ้านทับช้าง ลาดกระบัง ก่อนสู่ปลายทางที่สถานีสุวรรณภูมิ ใช้เวลาเดินทาง 30 นาที

ในส่วนของระบบรถไฟฟ้าที่นำมาวิ่ง ผลิตโดย "ซีเมนส์" วิ่งด้วยอัตราความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนรางระบบ Standard Gauge ขนาด 1.435 เมตร

กล่าวถึงระบบการเดินรถของรถไฟฟ้าสายนี้จะมี 2 ระบบให้เลือก แบ่งแยกสีแบ่งประเภทอย่างชัดเจน กล่าวคือ

-ระบบรถไฟฟ้าด่วนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือ SA-Express ตัวรถไฟฟ้าจะเป็นสีแดง เป็นระบบรถไฟฟ้าด่วนที่ ใช้เชื่อมระหว่างสถานีรับส่งผู้โดยสารท่าอากาศยานในเมือง หรือชื่อทางการที่เรียกว่า "City Air Terminal" หรือ CAT ที่สถานีมักกะสัน ซึ่งเป็นสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง เป็นสถานีแห่งเดียวที่ผู้โดยสารสามารถนำสัมภาระ Check-in เข้าสู่บริการขนถ่ายสัมภาระไปยังสนามบินสุวรรณภูมิได้โดยสะดวก ไม่ต้องหอบหิ้วไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการ Check-in แล้ว กระเป๋าเดินทางจะถูกส่งเข้าระบบขนส่งกระเป๋าเดินทางไปกับตู้รถขนกระเป๋าเดิน ทางของขบวนรถไฟฟ้าด่วนท่าอากาศยาน เพื่อส่งต่อไปยังระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าเดินทางหลักภายในท่าอากาศยาน ที่จะแยกบรรจุขึ้นเครื่องบินต่อไป

 

ราย ละเอียดการให้บริการของรถด่วนขบวนนี้ให้บริการผู้โดยสารด้วยรถไฟฟ้าปรับ อากาศความเร็วสูง เริ่มต้นจากสถานีต้นทางพญาไท ถึงสถานีปลายทางที่สุวรรณภูมิ โดยไม่จอดแวะรายทาง ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที มีรถไฟฟ้าให้บริการ จำนวน 4 ขบวน ขบวนละ 4 ตู้โดยสาร อัตราค่าโดยสาร 100 บาท/เที่ยว เปิดให้บริการทุก 15 นาที ตั้งแต่เวลา 05.00-01.00 น. คาดว่าจะมีผู้โดยสารผู้ใช้บริการ 13,000 คนต่อวัน

-ระบบรถไฟฟ้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ SA-City Line ตัว รถไฟฟ้าเป็นสีน้ำเงินเข้ม เป็นระบบรถไฟฟ้าที่ให้บริการควบคู่ไปกับรถไฟฟ้าด่วนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คือทางเลือกหนึ่งไว้บริการสำหรับผู้ที่ไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายแพงและประชาชน ที่อาศัยอยู่ตามรายทางของแต่ละสถานี

การ บริการก็เริ่มต้นจากสถานีพญาไท เป็นจุดเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสและสถานีปลายทางท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ จะจอดรับส่งผู้โดยสารตามสถานี 6 สถานี คือ ราชปรารภ มักกะสัน รามคำแหง หัวหมาก บ้านทับช้าง ลาดกระบัง ก่อนสู่ปลายทางที่สถานีสุวรรณภูมิ ใช้เวลาเดินทาง 30 นาที

สำหรับการบริการของรถไฟฟ้าในระบบนี้มีทั้งสิ้น 5 ขบวน ขบวนละ 3 ตู้ อัตราค่าโดยสารเริ่มต้น 10 บาท บวกเพิ่มอีก 1 บาทต่อกิโลเมตร ขึ้นอยู่กับความใกล้ไกลของสถานีปลายทางที่ต้อง การจะไป เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง แต่ความถี่จะลดลงในช่วงเวลา 01.00-05.00 น. เพราะคนใช้น้อย จาก 15 นาที เป็นให้บริการทุก 30 นาที คาดว่าจะมียอดผู้ใช้บริการ 1.13 แสนคนต่อวัน

อีก ไม่นานที่คนไทยทุกคนได้ร่วมฉลองปีใหม่กับระบบการขนส่งในรูปแบบสมัยใหม่ที่ ตั้งตาคอยมานานหลายปี ถึง วันนี้สิ่งอำนวยความสะดวกจะได้เกิดขึ้น กับการเดินทางสู่สนามบินสุวรรณภูมิที่สะดวกรวดเร็ว และอีกส่วนหนึ่งจะเป็น การให้บริการประชาชนสัญจรเดินทางประจำวัน อันเป็นทางเลือกใหม่ที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ อีกทั้งช่วยลดปัญหาและบรรเทาการจราจรในกรุงเทพฯ ได้อีกทางหนึ่งด้วย

 

ที่มา:หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการโลจิสติกส์การค้าเป็นประธานการลงนามร่วมกันระหว่างผู้บริหาร ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เพื่อปล่อยกู้ให้แก่ ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ มีวัตถุประสงค์ ลดปัญหาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาขาดสภาพคล่อง การรักษาการจ้างงาน และรองรับการแข่งขันจากการเปิดเสรีการค้าสาขาบริการโลจิสติกส์ใน ปี 2556 ภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)

ธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศมีมูลค่า ตลาดถึง 736,000 ล้านบาท และสร้างมูลค่าเพิ่มประมาณ 3 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.5 ของจีดีพี และส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีถึงร้อยละ 80 โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวการค้าขายตามแนวชายแดนกับเพื่อนบ้าน

ดังนั้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านการขนส่ง กระทรวงการคลังจึงพร้อมชดเชยภาระดอกเบี้ยให้เอสเอ็มอีแบงก์ประมาณ 170 ล้านบาท และยังแยกโครงการไว้ในบัญชี PSA นอกจากนี้บรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ยังลดค่าธรรมเนียมค้ำประกันจากร้อยละ 1.75 เหลือร้อยละ 0.25 นายอลงกรณ์กล่าว

นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์ ระบุว่า การปล่อย สินเชื่อในครั้งนี้ผ่อนปรนเงื่อนไขเหมือนกับการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว โดยตั้งวงเงินรองรับ 3,000 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย MLR-3 ระยะเวลา 2 ปี โดยรัฐบาลชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้ร้อยละ 2 ปล่อยกู้รายละไม่เกิน 5 ล้านบาท แต่ปีที่ 3 ขึ้นไปถึง 5 ปี อัตราดอกเบี้ย MLR โดยขณะนี้รถบรรทุกนิยมเปลี่ยนเครื่องยนต์หันมาใช้เอ็นจีวี จึงมีผู้สนใจมาขอสินเชื่อเป็นจำนวนมาก เพื่อลดต้นทุนด้านการขนส่ง

 

ที่มา:หนังสือพิมพ์ประชาติธุรกิจ


"ปีนี้เศรษฐกิจค่อนข้างท้าทาย การทำการตลาดแบบเดิมเคยลงโฆษณาผ่านสื่อ ต่าง ๆ ในภาวะอย่างนี้ไม่เชื่อว่าการอัดเงินทำการตลาดจะได้ผลการเปลี่ยนการบริหารจัดการใหม่มาทำตลาดในลักษณะ electronic marketing เข้าสู่ลูกค้าโดยตรงแบบ e-direct market เพื่อให้ต้นทุนต่ำที่สุดดีกว่า เพราะเมื่อต้นทุนถูกลง ทำให้สามารถยื่นข้อเสนอแคมเปญต่าง ๆ ให้กับลูกค้าได้ในราคาที่ลูกค้าอยากจะมาใช้บริการกับเราได้"

นั่นเป็นสิ่งที่ นางชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ กรรมการผู้จัดการ ดีเอชแอล เอ็กซ์เพรส ประเทศไทยและภาคพื้นอินโดจีน ผู้ให้บริการโลจิสติกส์อันดับต้น ๆ ของโลก กล่าวเปิดใจถึงทิศทางธุรกิจโลจิสติกส์โลกปี 2553 โดยคาดการณ์ว่า ธุรกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศ (air cargo) มีทิศทางเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 7% หรือคิดเป็นน้ำหนักประมาณ 37.7 ล้านตัน ถือเป็นแนวโน้มที่ดีของประเทศไทยและทั่วโลก เพราะหากเทียบกับปี 2552 ติดลบถึง 13% ขณะที่ดีเอชแอลเองคาดหวังว่า ปี 2553 จะเติบโตเท่ากับตลาดหรือสูงกว่า และตั้งเป้าว่าในปี 2555 ดีเอชแอลจะเพิ่มการครองส่วนแบ่งทางการตลาดให้ได้ 60%

ดีเอชแอลได้วิเคราะห์ภาพรวมตลาด ทั่วโลกว่า ในอนาคตตลาดประเทศใดจะดิ่งลงมาก และประเทศใดจะฟื้นตัวเร็วที่สุด พบว่าตลาดจีนปีหน้าจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาเร็วสุด ตามด้วยตลาดสหรัฐอเมริกา และได้ตั้งเป้าหมายจะสร้างความแตกต่างในการบุกทำตลาดนำเข้า-ส่งออก โดยเน้นที่ตลาด อเมริกาและจีน ส่วนตลาดญี่ปุ่นเป็นฐานหลักของดีเอชแอลอยู่แล้ว แต่ดีเอชแอลได้รับผลกระทบมากในตลาดญี่ปุ่น จึงทำเพียงประคองฐานลูกค้าเดิมให้นิ่งอยู่

โดยนโยบายหลักในปี 2553 ประกอบด้วย 4 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การเติบโตในเรื่องของเครือข่าย ทำน้อยโปรเจ็กต์ แต่ทำให้ลึก ทำให้ดี โดยปีนี้ยังคงมุ่งเติบโตในตลาดอเมริกา 2.การบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อเครือข่ายมี ประสิทธิภาพสามารถทำได้ในราคาต่ำ พยายามให้พนักงานคิดถึงการบริการลูกค้า ลูกค้าจะอยู่เพราะคน เพราะบริการ ถ้าบริการดี แต่คนไม่ดี ลูกค้าก็ไม่อยู่ 3.มีการตรวจสอบคุณภาพการให้บริการของพนักงานตลอด 4.มีการฝึกอบรมให้พนักงานเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้บริการที่คุ้มค่า และลดต้นทุนได้ บริษัทมีการให้รางวัลเป็นแรงจูงใจในการทำงาน

สำหรับผลประกอบการของดีเอชแอลสิ้นปี 2552 คาดว่าใกล้เคียงกับปี 2551 จะไม่ติดลบจะขึ้นมาที่ประมาณ 0% ถือว่าดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมว่าผลประกอบการทั้งปีจะตกเฉลี่ยประมาณ -10% กว่า

ปี 2552 อยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย ภาพรวมการส่งออกของไทยตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคมหดตัวเหลือเพียง 19.6% ส่วนการนำสินค้าเข้าลดลงมากเหลือ 31% ทำให้ช่วงต้นปีตั้งแต่เดือนมกราคมถึงตุลาคมดีเอชแอลมียอดรายได้ลดลงถึง -11% ขณะที่ภาพรวมตลาดลดลงประมาณ -20%

ดีเอชแอลวางแผนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ เพื่อทำให้ผลประกอบการลดลงให้น้อยที่สุด ด้วยการมุ่งนโยบายไปยัง 3 จุดหลัก 1.การรักษาฐานลูกค้าเก่าไว้ให้ได้ 100% ถือเป็นหัวใจหลัก แทนที่จะมานั่งไล่หาลูกค้าใหม่ การรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับลูกค้าต้องทำให้ได้ คุณภาพของเครือข่าย คุณภาพของการบริการต้องไม่ลดหย่อน ต้องทำกระบวนการให้ลูกค้าสามารถติดต่อและทำงานกับดีเอชแอลให้ได้ง่ายที่สุด เคยทำแบบเดิมอาจจะเปลี่ยนแบบใหม่ให้ง่ายขึ้น

2.
ต้องหารายได้เพิ่ม แม้ตลาดจะหดตัว ด้วยการทำแคมเปญสนับสนุนทางการตลาด เช่น การทำแคมเปญกระตุ้น อัดฉีดการส่งออกไปตลาดอเมริกา ในชื่อ "Sell USA" ทั้งที่ตลาดสหรัฐอเมริกาตก เพราะมองว่า อเมริกาคือฐานใหญ่การส่งออกทั่วโลก ตลาดอเมริกามีช่วงขาลง หากดีเอชแอลไม่มีการวางแผนล่วงหน้า รอจนตลาดพลิกฟื้นกลับมา คงแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่นไม่ทัน

3.
เน้นทำตลาดธุรกิจนำสินค้าเข้า เห็นทิศทางการเติบโตขึ้นมาทันที เห็นได้จากตัวเลขเดือนกรกฎาคม ยอดขายเรา ลดลงเหลือ -4% แสดงว่าเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น การชะลอตัวลดลง รวมถึงการที่ดีเอชแอลทั่วโลกมีนโยบายการตอบแทนกลับสู่สังคมของประเทศที่ทำธุรกิจอยู่ด้วย

นอกจากนี้ดีเอชแอลมีการบริหารต้นทุน (cost management) มีการตัดค่าใช้จ่ายด้วยการทำ rightsizing เพื่อให้องค์กรมีขนาดที่ถูกต้อง สามารถแข่งขันกับตลาดได้ เพราะดีเอชแอลถือว่าการเป็นผู้นำด้านธุรกิจขนส่ง ต้องมั่นใจว่าการบริหารด้านต้นทุนต้องเป็นผู้นำด้วย ทั้งนี้ในเอเชีย-แปซิฟิก ดีเอชแอลพยายามตัดต้นทุนให้มากที่สุด โดยรวมการบริหารงานในเอเชีย ตะวันออกกลาง และยุโรปเป็นภูมิภาคเดียวกัน ทำให้ตัวผู้บริหารไม่ต้องมีหลายคน การตัดลดคน ตัดต้นทุน ทำให้ขนาดองค์กรเล็กลง มีผลต่อต้นทุนผลประกอบการ

ก่อนหน้านี้ดีเอชแอลมีการตัดขายธุรกิจขนส่งด่วนภายในตลาดอเมริกาออกไป แต่ไม่ได้หมายความว่า ดีเอชแอลปิดธุรกิจที่ตลาดอเมริกา ยามเศรษฐกิจถดถอย ทำไม่ไหว การปิดตลาดขนส่งภายในอเมริกาช่วงนั้น ทำให้ขนาดและการบริหารต้นทุนของ ดีเอชแอลดีขึ้น เพราะตลาดอเมริกาก็ตก แต่วันนี้ดีเอชแอลจะเลือกทำเฉพาะธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง ลงทุนแล้วจะได้กำไร จะไม่ทำ 10 โครงการ จะทำเพียง 2-3 โครงการ และจะผลักดันแรง ๆ ยกตัวอย่าง แคมเปญ "Sell USA" ได้เปิดตัวทั่วโลกช่วงเดือนเมษายน 2552 พอเดือนกรกฎาคม ตลาดเริ่มฟื้นกลับขึ้นมา ประสบความสำเร็จ ทำให้ยอดตลาดอเมริกาของ ดีเอชแอลกลับเข้ามากระแทกคู่แข่งได้ อย่างมาก ทั้งยอดการเติบโตในเรื่องจำนวน ชิปเมนต์ และยอดรายได้ที่เพิ่มขึ้น ถ้ามองเฉพาะดีเอชแอล เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย มีอัตราการขยายตัวในตลาดอเมริกาถึง 44% หากย้อนกลับไปดูตอนที่วางแผนทำแคมเปญ Sell USA ตอนนั้นภาพรวมตลาดส่งออกอเมริกาติดลบ 22.09% ในเรื่องของน้ำหนักดีเอชแอลขึ้นเกือบ 50%

 

ที่มา:หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

นาย ธนวรรธณ์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหา วิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วันหรืออาร์พีไว้ที่ 1.25% เนื่องจากเงินเฟ้ออยู่ระดับต่ำเฉลี่ยประมาณ 2%  ซึ่งไม่เกินกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ธปท.กำหนด ไว้ที่ 0.5-3% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไป เดือนธ.ค. ที่ผ่านมาอยู่ที่ 3.5% 

นอกจากนี้ ธปท.ต้องการให้เงินบาท ทรงตัวที่ระดับปัจจุบัน ประมาณ 33 บาทกว่าต่อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนด้าน การส่งออกและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ดัง นั้นหากขึ้นดอกเบี้ยอาจจะกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นและเป็นปัญหาต่อผู้ส่ง ออกได้ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ยังไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ย แม้ว่าเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้นแล้ว ซึ่งเห็นว่าการที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมีผลทางด้านจิตวิทยาทำให้ต้น ทุนของภาคเอกชน และเป็นการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนและการบริโภคเพิ่มขึ้น.

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
โยนบาปค่าแรงแพงทำต้นทุนสูงกระทุ้ง สศช.ทบทวนค่าแรงขั้นต่ำ

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประ จำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงผลการประชุมครม.เศรษฐกิจ ว่าที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)