Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62
Print this page
Wednesday, 13 January 2010 13:01

เล็งขึ้นภาษีหาเงินหนุนค่าใช้จ่ายรัฐ คลังเร่งรื้อระบบปรับเพิ่ม5%-ลั่นยึดหลักเป็นธรรม

Written by 
Rate this item
(0 votes)

source:ข่าวสด

นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สถานการณ์จัดเก็บรายได้ภาษีในช่วงครึ่งปีแรกของงบประมาณปี"52 ประเภทภาษีที่ลดลงหนักที่สุดคือ ภาษีสรรพสามิต ลดลงกว่า 20% ภาษีสรรพากรลดลง 9-10% และยังมีแนวโน้มปรับลดลงหนักขึ้นไปอีก เพราะภาษีเงินได้นิติ บุคคลที่ชำระกันในปีนี้ เป็นผลของปีก่อนแทบทั้งสิ้น ทำให้สถานการณ์ในปีปัจจุบันที่เศรษฐกิจมีปัญหาจะส่งผลต่อรายได้ภาษีในปีต่อไปลดลงมากกว่านี้

สำหรับผลประกอบการของภาคเอกชนในปี"53 จะดีขึ้นหรือไม่ ต้องรอดูผลประกอบการในปี"52 ด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการยื่นเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในเดือนพ.ค. ถือว่ายังไม่รุนแรงนัก แต่จะเริ่มรุนแรงมากขึ้นในเดือนส.ค.นี้ ซึ่งอยู่ในปีงบประมาณ 52 และในพ.ค.53 จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีก แต่สำหรับการจัดภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นฐานรายได้หลักสำคัญที่ใหญ่มาก คาดว่าในช่วงต้นปีงบ ประมาณปี"53 (ช่วง ต.ค.-พ.ย. 52) ยังไม่รุนแรงเท่าใดนัก แต่พอถึงช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.53 จะเริ่มมีผลกระทบรุนแรงมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มหายไปประมาณ 30% เกือบเท่ากับรายได้ภาษีนำเข้าซึ่งฝากศุลกากรจัดเก็บ

"การจัดเก็บภาษีมูลเพิ่มจากการนำเข้ายังไม่ลดลง เพราะยังมีคำสั่งซื้อสินค้าเดิมค้างอยู่ แต่พอปัญหาเพิ่มรุนแรงมากขึ้น นอกจากคำสั่งซื้อไม่เข้ามาแล้ว ทุกบริษัทจะลดสต๊อกสินค้า เพื่อลดต้นทุนทำให้จากที่เคยสต๊อก 3 เดือน จะเหลือเพียง 1 เดือน ภาษีนำเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่มจึงหายไปอีก ซึ่งสถานการณ์เศรษฐกิจเช่นนี้ ทำให้ประชาชนเริ่มชะลอการใช้จ่าย นักท่องเที่ยวงดเดินทาง ภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศจึงเริ่มลง ดังนั้น สิ่งที่รอคือต้องรอคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ การเข้ามาของนักท่องเที่ยว" นายศุภรัตน์ กล่าว

นายศุภรัตน์ ยอมรับว่าจากปัญหาเศรษฐกิจถดถอยได้กระทบต่อกำลังความสามารถของประเทศในการหารายได้ให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายของรัฐบาล เพราะการจัดเก็บในระดับ 16-17% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ(จีพีดี) หรือบางครั้งลดลงเหลือ 15% ของจีดีพี เป็นจุดที่น่าเป็นห่วงมาก หากรายได้ไม่สอดคล้องระดับค่าใช้จ่าย และหนี้สาธารณะ ก็เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องไปดูเรื่องภาษีอากรอย่างเป็นระบบในระยะอันใกล้นี้ ซึ่งมีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มขึ้นจาก 15-16% ของจีดีพี เพิ่มเป็น 20% ของจีดีพี ในต่างประเทศจัดเก็บ 30% จีดีพีก็มี แต่เมื่อตัดสินใจแล้ว ต้องมีคำตอบให้สังคมเข้าใจ คือ 1.ปรับเพิ่มภาษีแล้วยังทำให้ศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจดีเหมือนเดิมเมื่อเทียบกับคู่แข่ง 2.ในทางสังคมยอมรับเกี่ยวกับการกระจายภาระภาษี ซึ่งถือว่ามีความเป็นธรรมได้หรือไม่ แม้ว่าทุกคนจะเหนื่อยขึ้น 3.ปรับเพิ่มแล้วทำให้ระบบมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือปรับเพิ่มขึ้นเพราะเป็นห่วงระดับรายได้ที่ลดลง

"ขณะนี้ได้พูดกันว่า ต้องสนับสนุนงบเรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี ถ้าเน้นสวัสดิการฟรีมาก ก็เก็บภาษีมาก ซึ่งการปรับโครงสร้างระบบภาษีได้เดินแผนมาตลอด และควรต้องทำในเชิงรุกกว่านี้ด้วย" นายศุภรัตน์ กล่าว

 

Read 1103 times Last modified on Monday, 29 April 2013 09:35