Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62

source:ข่าวสด นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้รับรายงานการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี"52 ใหม่แล้วว่าจะปรับลดเหลือเพียงติดลบ 3% จากประมาณการเดิมที่คาดจะขยายตัว 0-2% โดยเป็นการติดลบเช่นที่หลายประเทศปรับลดเป้าตามภาวการณ์เศรษฐกิจในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้เงินงบประมาณเพื่อดูแลในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอ ดังนั้นภารกิจหลักที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการหลังจากนี้คือการปรับแนววิธีการใช้เงินงบประมาณภาครัฐ จะต้องเข้มงวดกับการใช้จ่ายงบประมาณทุกด้าน ต้องมีความคุ้มค่าหากจะนำเงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ไปใช้ และช่วงนี้อยู่ระหว่างการจัดทำงบประมาณปี"53 ซึ่งจะเป็นโอกาสดีที่จะดำเนินการ อย่างไรก็ตาม บประมาณประจำปี"53 ต้องยอมรับว่า 80% เป็นงบประจำที่เป็นเงินเดือนของข้าราชการทั้งหมดและอื่นๆ ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการใช้จ่ายได้น้อย ทั้งนี้ รัฐยืนยันความจำเป็นในการจัดทำงบประมาณขาดดุลและการกู้เงิน ซึ่งเป็นการเพิ่มบทบาทภาครัฐในการใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น "หากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลยอาจทำให้เศรษฐกิจปีนี้หดตัวติดลบถึง 8-9% ได้ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาคนตกงานสูงถึง 2 ล้านคนได้ โดยเป็นผลจากการส่งออกที่ลดลงฉุดให้จีดีพีลดต่ำแล้วถึง 5% ยังไม่รวมกับภาคเอกชนไม่บริโภค ไม่ลงทุนจะทำให้จีดีพีลดต่ำได้อีก 3-4% ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องทำทั้งปรับแนวการใช้เงินและขาดดุล ซึ่งมาตรการทั้งหมดทำให้จีดีพีทั้งปี"52 หดตัวต่ำเหลือเพียงติดลบ 3% การออกมาพูดถึงจีดีพีติดลบ 3% ในครั้งนี้ เป็นเพราะรัฐบาลจำเป็นต้องพูดความจริงกับประชาชนและผู้ประกอบการอย่างตรงไปตรงมา ตามสภาวะที่เกิดขึ้นจริง" นายกรณ์กล่าว ด้านนางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 23 มี.ค. เจ้าหน้าที่จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้เข้าพบ น.ส.ดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายโยบายการเงิน ธปท. เพื่อขอข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี"52 เป็นประจำเหมือนที่เคยดำเนินการมาทุกปี เพื่อนำไปประเมินทิศทางเศรษฐกิจแต่ละประเทศ และภาพรวมเศรษฐกิจโลกว่าเป็นอย่างไร "ไอเอ็มเอฟได้สอบถามเกี่ยวกับตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ การใช้นโยบายการเงิน และนโยบายการคลังของไทย โดย ธปท. ได้แจ้งข้อมูลเบื้องต้นว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนม.ค.52 ว่าธปท.ได้ประเมินตัวเลขเศรษฐกิจอะไรบ้าง ซึ่งธปท. ยังแจ้งให้ไอเอ็มเอฟทราบว่า ธปท. กำลังทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ในสัปดาห์นี้ และจะเสนอให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาในวันที่ 8 เม.ย. พร้อมทั้งจะแถลงตัวเลขเงินเฟ้อใหม่ในวันที่ 22 เม.ย.นี้ด้วย แต่ไม่ได้พูดถึงมาตรการเชิงลึก ส่วนแนวโน้มทิศทางเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่ได้หารือในรายละเอียด" นางอมรา กล่าว ทั้งนี้ ธปท. ยืนยันกับไอเอ็มเอฟว่า เศรษฐกิจไทยยังดีอยู่ แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวจากปัญหาวิกฤตการเงินโลกที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย แต่ยังถือว่าปรับตัวดีขึ้น อีกทั้งภาครัฐยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มกำลังซื้อในประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวเร็วกว่าเศรษฐกิจโลกหรือไม่นั้น อยู่ระหว่างการประเมินตัวเลข จึงไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกทั้งปีแม้ว่าจะมีการประเมินจากหลายหน่วยงานว่าจะมีการติดลบ แต่กระทรวงพาณิชย์ยังมั่นใจว่าจะสามารถส่งออกได้ 0-3% เพราะหลายมาตรการที่ทำไว้อาจทำให้เห็นตัวเลขส่งออกเป็นบวกได้ในไตรมาสที่ 3 โดยเฉพาะโครงการไทยแลนด์เบสเฟรนที่จะเชิญลูกค้าในต่างประเทศเข้ามาเพื่อให้ซื้อสินค้าของไทยเพิ่ม รวมถึงการบุกตลาดส่งออกใหม่อย่างต่อเนื่อง นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทยในเดือนก.พ.52 อยู่ที่ 63.0 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากม.ค.ที่ระดับ 64.1 โดยดัชนีดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 ที่เป็นระดับปกติ ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 35 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกกำลังมีปัญหา ส่งผลให้ปริมาณการผลิตปรับลดลง ตามคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) ที่ปรับลดลง ส่วนกรณีการประกาศให้พื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง เป็นเขตควบคุมมลพิษนั้นทำให้นักลงทุนกังวล คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อโครงการลงทุนภาคอุตสาหกรรม โดยจากการสำรวจเบื้องต้นมีโครงการที่ชะลอการลงทุนใน จ.ระยอง 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 40,000 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการโรงแยกก๊าซของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มูลค่าลงทุน 20,000 ล้านบาท โครงการน้ำมันยูโร 4 บริษัท เอสพีอาร์ซี โรง กลั่นสตาร์ เงินลงทุน 18,000 ล้านบาท และโครงการอีพร็อคซี เลซิน ของกลุ่มเบอร์รากรุ๊ป ชะลอลงทุน 2,000 ล้านบาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งหนังสือถึงสมาชิกรัฐสภา เชิญประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันที่ 24 มี.ค. เวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา มีวาระการประชุมที่น่าสนใจคือ วาระเรื่องด่วน กรอบการเจรจากู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (ครม.เป็นผู้เสนอ) โดยมีสาระสำคัญคือ กำหนดกรอบวงเงินที่จะขอกู้ประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า 70,000 ล้านบาท โดยจะกู้จากธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า)

source:ฐานเศรษฐกิจ โลจิสติกส์ไทยสตาร์ตไตรมาสแรกติดลบแล้ว 30% ตีเป็นเม็ดเงินหายไปกว่า 30,000 ล้านบาท สายเดินเรือต่างชาติเริ่มถอยทยอยหยุดกิจการชั่วคราว รอดูวิกฤติหนักสุดไตรมาส 3 หวังฟื้นอีกทีปี 53 ด้านผู้ประกอบการไทยรับไร้คอนแทร็กต์ระยะยาว ต้องวิ่งเก็บโครงการระยะสั้นแก้ขัด นายเกริกกล้า สนธิมาศ ประธานสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงสถานการณ์ช่วงไตรมาสแรกของธุรกิจโลจิสติกส์ไทยว่า จากตัวเลขนำเข้าและส่งออกที่ลดลงในปีนี้ส่งผลให้ภาคโลจิสติกส์ติดลบถึงเกือบ 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 คิดเป็นมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท โดยในส่วนของการส่งสินค้าที่ท่าเรือกรุงเทพ ขณะนี้ลดลงประมาณ 17% ท่าเรือแหลมฉบังลดลงประมาณ 10% จากเดิมที่เคยเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักมาตลอด ส่วนแวดวงธุรกิจทั่วโลกพบว่าที่สิงคโปร์มีเรือขนส่งสินค้ากว่า 200 ลำต้องไปจอดลอยลำอยู่เปล่าๆ ส่วนในอเมริกาก็มีการนำเครื่องบินขนส่งสินค้าหลายลำไปจอดทิ้งไว้ในทะเลทรายเพื่อลดค่าใช้จ่าย อันเป็นผลมาจากความต้องการด้านการขนส่งสินค้าทั่วโลกลดลง สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศไทยก็เริ่มมีสายเดินเรือต่างชาติบางรายหยุดกิจการชั่วคราวไปบ้างแล้วนับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา อาทิ บริษัท นิวอีคอนไลน์ สัญชาติสิงคโปร์ และบริษัทซีเนเตอร์จากทางยุโรป ทั้งยังมีแนวโน้มว่าในเร็วๆ นี้อาจมีสายการเดินเรือสัญชาติเกาหลีบางรายหยุดการเดินเรือเช่นกัน ส่วนผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (Logistics Service Provider: LSP) ของไทย ยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะสามารถให้บริการขนส่งกลุ่มสินค้าเกษตรได้ ประกอบกับวิกฤติที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่กลับมาให้ความสนใจเป็นพันธมิตรมากขึ้นเพื่อหาสินค้าป้อนเข้าสู่ระบบขนส่งทดแทนปริมาณสินค้าที่ลดลงในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม ผลจากการแข่งขันที่เริ่มลดลง ลำดับต่อไปอาจทำให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์สามารถแสวงหาราคาที่ดีได้ โดยเฉพาะช่วงรอยต่อระหว่างเศรษฐกิจฟื้นตัว ในส่วนนี้เป็นห่วงว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่จะกลับมาบีบราคาผู้ประกอบการไทยซึ่งทำธุรกิจรับช่วง เมื่อประกอบกับภาคการส่งออกที่ยังไม่ดีขึ้นมากนักก็อาจทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์ของคนไทยกระทบกระเทือนได้ ทั้งนี้ คาดว่าช่วงเวลาวิกฤติที่สุดสำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ไทยจะอยู่ประมาณไตรมาส 3 ของปีนี้ แล้วค่อยๆ ฟื้นตัวในไตรมาส 1-2/2553 ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าในไตรมาส 3/2553 จะกลับมาสู่สภาพปกติได้ถึง 80-90% หรือไม่ โดยปัจจัยสำคัญอยู่ที่การฟื้นตัวของสถาบันการเงินทั้งทางยุโรปและสหรัฐอเมริกา ตลอดจนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยซึ่งจะเริ่มเห็นผลในครึ่งปีหลังต่อเนื่องถึงแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 รองรับปี 2553 ด้วย หากมาตรการดังกล่าวสร้างงานได้จริง ภาคเรียลเซ็กเตอร์เดินหน้าต่อไปได้ โลจิสติกส์ก็จะดีขึ้นเช่นกัน ด้าน นายณรงค์ ทำประโยชน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซีย โลจิสติกส์ แอนด์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ผู้ให้บริการแวร์เฮาส์และขนส่งสินค้าในเขตปลอดอากรบางพลี (Bangkok Free Trade Zone) กล่าวว่า จากวิกฤติเศรษฐกิจที่ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของประเทศไทยลดลงกว่า 20% รวมถึงมีปัญหาในเรื่องการนำเข้าที่ลดลงด้วยเช่นกันเนื่องจากอุตสาหกรรมในประเทศลดการผลิตจึงไม่มีการนำเข้าวัตถุดิบ ทำให้บริการแวร์เฮาส์ของบริษัทได้รับผลกระทบด้วย จากปกติที่มีให้บริการอยู่ไม่ต่ำกว่า 70-80% บนพื้นที่ 5,000 ตารางเมตร ก็เหลือเพียง 40% เท่านั้น ส่วนแผนการลงทุนที่เคยวางไว้ว่าจะขยายพื้นที่เพิ่มอีก 5,000 ตารางเมตร และเพิ่มรถขนส่งเป็น 20 คัน รวมเงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท ก็ต้องพับไป โดยยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะพิจารณาการลงทุนอีกครั้งเมื่อใด สำหรับแผนรับมือวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น บริษัทได้พยายามเพิ่มสัดส่วนโครงการที่เป็นสัญญาระยะสั้นมากขึ้น จากเดิมที่เป็นสัญญาระยะยาว 1 ปี เกือบ 100% แต่ปัจจุบันลดสัดส่วนลงมากเหลือเพียง 30% เท่านั้น นอกจากนี้ ยังเพิ่มบริการใหม่คือแวร์เฮาส์ห้องเย็นเจาะลูกค้ากลุ่มชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภทที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิ รวมถึงมองหาตลาดใหม่ๆ เพิ่มเติม เช่น กลุ่มอาหารซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ยังมีทิศทางการเติบโตดี โดยรับอาหารแปรรูปจากโซนยุโรป หรือแอฟริกาเข้ามาเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ในเขตปลอดอากรแล้วส่งออกไปยังออสเตรเลีย เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า เป็นต้น

source:ข่าวสด รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในเดือนม.ค.-ก.พ.52 พบว่า จำนวนโครงการและปริมาณเงินลงทุนลดลงจากปีก่อนหน้าในช่วงเวลาเดียวกันค่อนข้างมาก โดยจำนวนโครงการลดลงถึง 46.7% จากปีก่อนมีโครงการลงทุนเข้ามา 167 โครงการแต่ปีนี้เหลือเพียง 89 โครงการ ส่วนเงินลงทุนเหลือเพียง 14,649 ล้านบาท ลดลง 73.6% จากปีก่อนที่มีเงินลงทุนเข้ามา 53,516 ล้านบาท ซึ่งเห็นได้ชัดว่าวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทำให้นักลงทุนระมัดระวังในการลงทุนเพิ่มขึ้น นางหิรัญญา สุจินัย ที่ปรึกษาด้านการลงทุน บีโอไอ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้คณะอนุกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการพัฒนาและผลิตซอฟต์แวร์ประเภท ดิจิตอล คอนเทนต์ แก่บริษัท ครีเอทีฟ คิงดอม เกมส์ แอนด์ แอนนิเมชั่น จำกัด มูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 110 ล้านบาท โดยครอบคลุมการให้บริการตั้งแต่การพัฒนารูปแบบของระบบซอฟต์แวร์ ออกแบบระบบ ทดสอบโปรแกรม เป็นต้น "กิจการผลิตซอฟต์แวร์เป็นกิจการสำคัญที่บีโอไอให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ซึ่งจะช่วยต่อยอดให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในประเทศพัฒนาในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะตลาดแอนิเมชั่นไทยช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตซอฟต์แวร์แอนิเมชั่นไทยได้รับการยอมรับมากขึ้นจากนานาประเทศ" นางหิรัญญากล่าว

source:โพสต์ทูเดย์ “ชาญชัย” เตรียมเดินสายโรดโชว์จีน เปิดสำนักงานบีโอไอที่ปักกิ่ง โดยเชิญผู้ประกอบ การร่วมกว่า 500 คน นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในวันที่ 2 เม.ย.นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะเดินทางไปโรดโชว์ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน โดยจะไปเปิดสำนักงานการลงทุนที่ปักกิ่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุน ให้สามารถติดต่อกับบีโอไอได้โดยตรง ไม่ต้องติดต่อมายังประเทศไทย ทั้งนี้ ได้เชิญผู้ประกอบการใน ประเทศจีนเข้าร่วมงานจำนวน 500 ราย โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบ การในอุตสาหกรรมอาหาร อิเล็ก ทรอนิกส์ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ผู้ผลิตชิ้นส่วน และเหล็กต้นน้ำ เป็นต้น เพื่อมาพบปะหารือกันในเบื้องต้นก่อนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปประเทศจีน นอกจากนี้ หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้น กระทรวงอุตสาห กรรมมีวาระเร่งด่วนที่จะเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อปรึกษาเรื่องการจัดสรรงบประมาณปี 2553 ให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันในวิกฤตเศรษฐกิจ “กระทรวงอุตสาหกรรมเป็น 1 ใน 5 กระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่สร้างรายได้ และเป็นกระทรวง ที่สร้างงานสร้างรายได้ให้กับประเทศ จึงจำเป็นต้องได้รับการจัดสรรงบเพิ่มเติม” นายชาญชัย กล่าว ขณะนี้ผู้ประกอบการอุตสาห กรรมลดกำลังการผลิตลง 25-30% หากการส่งออกและยอดคำสั่งซื้อ ไม่ดีขึ้น ก็จะลดกำลังการผลิตลง ต่อเนื่อง และจะมีการลดคนงาน ลงในที่สุด เพราะขณะนี้เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก และทุกประเทศล้วนมีแนวนโยบายคล้ายกัน คือ ไม่มีความจำเป็นไม่ซื้อสินค้าจากต่างประเทศ สำหรับนโยบายของรัฐบาล คือ ใช้สินค้าของไทย บริโภคของคนไทย เพื่อประหยัดการไหลออกเงินตราไปต่างประเทศ

source:ประชาชาติธุรกิจ ประกันวินาศภัยคอตก 2 เดือนแรก มารีนวูบ 40% เจ็บหนัก 2 เด้ง ธุรกิจหดตัวทั้งขาส่งออกสินค้า-นำเข้าวัตถุดิบ ซ้ำลูกค้าบีบขอลดอัตราเบี้ย 5-10% เพื่อลดต้นทุน การผลิต จำใจยอมรักษาฐานลูกค้า ฟันธงครึ่งปีแรกเบี้ยหล่น 15-20% หวังครึ่งปีหลังเศรษฐกิจอาจฟื้น นายโยอิจิ ทามากาคิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ประกันภัยศรีเมือง จำกัด เปิดเผยว่า ยอดเบี้ยรับจากการประกันภัยทางทะเลและขนส่ง (มารีน) ของบริษัทในช่วง 2 เดือนแรกปีนี้หดตัวลงจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 30-40% ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะการส่งออกและนำเข้าที่ติดลบตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งบริษัทมีฐานลูกค้ากลุ่มนี้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะฐานลูกค้าธุรกิจของบริษัทซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่น จึงได้รับผลกระทบรุนแรงไปด้วย "เราคงไปแก้ไขปัญหาด้วยตนเองทั้ง หมดไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเหมือนกันทั่วโลก เพราะจะไปรุกตลาดหาลูกค้าเพิ่มขึ้นก็ลำบาก เพราะทุกบริษัทก็ต้องรักษาลูกค้าในพอร์ตอย่างเต็มที่ และคงไปลดเบี้ยไม่ได้เช่นกัน ซึ่งยอมรับว่าภาวะนี้ น่าจะเกิดขึ้นยาวจนถึงครึ่งปีแรกอย่างแน่นอน และหวังว่าในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจอาจจะฟื้นตัวกลับมาได้บ้าง" นายทามากาคิ กล่าว นายนพดล มีสุขเสมอ ผู้จัดการแผนกรับประกันภัยทางทะเลและขนส่ง บริษัท ไทยศรีประกันภัย จำกัด กล่าวว่า ช่วง 2 เดือนแรกปีนี้ เบี้ยประกันภัยมารีนของบริษัท หดตัวลงประมาณ 20% เนื่องจากลูกค้าธุรกิจส่งออกขนาดใหญ่ไม่มากนัก จึงได้รับผลกระทบน้อยกว่าบริษัทที่มีพอร์ตลูกค้าขนาดใหญ่อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งภาวะปัจจุบันนอกจากภาคส่งออกและนำเข้าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากกำลังซื้อในต่างประเทศที่ลดลงแล้ว ปัญหานี้ยังส่งผลให้ตลาดขนส่งในประเทศลดลงไปด้วย เพราะโรงงานอุตสาหกรรมก็ต้องลดกำลังการผลิตลงด้วย "เมื่อลูกค้าที่เป็นผู้ส่งออก-นำเข้าที่มี รายได้ลดลง ก็จะขอให้เราลดอัตราเบี้ยประกันลงบ้าง 5-10% เช่นกัน เพื่อต้องการลดภาระต้นทุนการผลิตลง ซึ่งบริษัทประกันส่วนใหญ่ก็ต้องยอมลดให้บ้างเพื่อรักษาฐานลูกค้าเอาไว้ โดยเฉพาะในภาวะปัจจุบันที่หาฐานลูกค้าใหม่ๆ ได้ยาก แต่ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับความเสี่ยงด้วย ถ้าขอลดมากไปก็ต้องปฏิเสธเหมือนกัน" นายนพดลกล่าว นายพุทธิพงษ์ ด่านบุญสุต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ไทยเศรษฐกิจประกันภัย กล่าวว่า เบี้ยประกันภัยมารีน ของบริษัทในช่วง 2 เดือนแรกลดลงไปประมาณ 15-20% เช่นกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติภายใต้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เมื่อความต้องการซื้อในตลาดปลายทางลดลง ทำให้การส่งสินค้าออกทำได้ลำบาก ขณะเดียวกันการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อมาผลิตสินค้าก็ต้องลดลงด้วย จึงเท่ากับธุรกิจประกันภัยมารีนโดนผลกระทบทั้ง 2 ด้านจากการ ส่งออกสินค้าและนำเข้าวัตถุดิบ นายพุทธิพงษ์กล่าวอีกว่า ในภาพรวมของตลาดประกันภัยมารีนน่าจะหดตัวเฉลี่ย 15-20% ตลอดครึ่งปีแรก เพราะการเติบโตของตลาดประกันภัยประเทศไทยจะอ้างอิงไปกับการขยายตัวของจีดีพี ซึ่งสถานการณ์ในประเทศไทยตอนนี้เป็นผลกระทบจากปีที่แล้ว ขณะที่ปัจจุบันสถานการณ์ของสถาบันการเงินในสหรัฐเริ่มสะท้อนกำไรบ้าง แต่จะเริ่มรับรู้ในครึ่งปีหลัง ซึ่งน่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและการบริโภคให้กลับมาได้

source:มติชน จุฬาฯชงผุด"มาริไทม์เซ็นเตอร์" กทท.เล็งสางปัญหาตลาดก่อน การท่าเรือฯจ้างเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ศึกษาการพัฒนาพื้นที่เชิงธุรกิจย่านคลองเตย 4 แปลงใหญ่มูลค่าหลายพันล้าน ชงให้สร้างทั้งอาคารสำนักงาน ศูนย์แสดงสินค้า และศูนย์กระจายสินค้าสนองนโยบายโลจิสติคส์ นายสมชาย เหมทอง ผู้อำนวยการ กองธุรกิจสัมพันธ์การตลาด การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผย "มติชน" ว่า ขณะนี้คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ส่งผลการศึกษาการพัฒนาพื้นที่เชิงธุรกิจของ กทท.บริเวณย่านคลองเตยมาให้ กทท.แล้ว และ กทท.จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ที่มีนายชลอ คชรัตน์ อธิบดีกรมขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี เป็นประธานในการประชุมครั้งต่อไป ผลการศึกษาได้มีการแบ่งการพัฒนาพื้นที่ของ กทท.เป็น 4 พื้นที่ เป็นแผนที่จะต้องดำเนินการในระยะเวลา 5 ปี ประกอบด้วย พื้นที่ที่ 1 ติดกับอาคารสำนักงานของ กทท.รวม 11 ไร่ ปัจจุบันเป็นที่จอดรถ มีการเสนอให้พัฒนาเป็นมาริไทม์เซ็นเตอร์ หรือเป็นอาคารสำนักงาน ศูนย์การประชุมจัดนิทรรศการนำเข้าส่งออก กทท.มีแผนจะนำสายการเดินเรือมาอยู่ในอาคารดังกล่าวให้หมด พื้นที่ที่ 2 อยู่ตรงข้ามอู่รถเมล์ ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ใกล้กับเทสโก้ มีพื้นที่รวม 54 ไร่ มีแผนที่จะพัฒนาเป็นฟรีโซน และศูนย์กระจายสินค้า เพื่อส่งเสริมโลจิสติคส์ พื้นที่ที่ 3 ใกล้กับตลาดคลองเตยถึงอู่รถเมล์รวมพื้นที่ประมาณ 126 ไร่ มีการเสนอให้เป็นศูนย์ธุรกิจ อาคารสำนักงานและศูนย์การแสดงสินค้า พื้นที่ที่ 4 ใกล้ทางขึ้นลงทางด่วนคลองเตยมีพื้นที่ประมาณ 14 ไร่ มีแผนที่จะพัฒนาเป็นอาคารสำนักงาน นายสมชายกล่าวว่า หากบอร์ดเห็นชอบแล้วก็จะต้องส่งไปกระทรวงเพื่อขอความเห็นชอบ และส่งเรื่องไปกระทรวงการคลัง เพราะเป็นเจ้าของที่ดิน และให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อเห็นชอบกับแผนก่อนนำเสนอ ครม.อนุมัติต่อไป อย่างไรก็ตาม หากแผนดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากทุกหน่วยงานก็จะต้องจัดหาผู้ลงทุน จะเข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน พ.ศ.2535 เพราะแต่ละโครงการจะมีมูลค่าเกินกว่า 1,000 ล้านบาท "แผนดังกล่าวเป็นแผนพัฒนาระยะเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2552-2557 คาดว่าภายใน 5 ปีดังกล่าวจะต้องมีการพัฒนาอย่างน้อย 1 โครงการ แต่การจะขึ้นโครงการนั้นก็จะต้องแก้ปัญหาบริเวณตลาดคลองเตยให้เรียบร้อยก่อน" นายสมชายกล่าวว่า พื้นที่ตลาดคลองเตยนั้น กทท.ได้ดำเนินการประมูลอย่างถูกต้อง มีการประกาศประกวดราคามีผู้ซื้อซองรวม 6 ราย และผ่านการเสนอราคา และบริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด ชนะการประมูล บริษัทให้ผลตอบแทน กทท.ระยะ 10 ปี รวม 631 ล้านบาท จากที่เดิม กทท.เคยได้รับผลตอบแทนจากผู้ประกอบการรายเดิมเพียง 11.2 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ข้อเท็จจริงที่ กทท.ทำการศึกษานั้นพบว่าผู้ประกอบการเดิมมีรายได้จากพื้นที่ดังกล่าวประมาณ 200 กว่าล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ปัจจุบันผุ้ประกอบการรายเดิมได้ส่งมอบพื้นที่แล้ว 2 ราย เหลือเพียง 1 ราย ที่ยังไม่ได้มอบพื้นที่คือ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน จำกัดที่ยังไม่ได้ส่งมอบ กทท.และบริษัทลีเกิ้ลฯได้ฟ้องศาลเพื่อขับไล่ที่แล้ว

source:ประชาชาติธุรกิจ ในงานครบรอบ 12 ปีของสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ที่ผ่านมานั้นมีเอสเอ็มอีกว่า 800 รายเข้าร่วมประชุมพร้อมกับรับฟังบรรยาย โดยอดีตรองนายกรัฐมนตรี นายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมบรรยายในหัวข้อ "วิสัยทัศน์การพัฒนา SMEs" ซึ่ง "ประชาชาติธุรกิจ" ได้สรุปเนื้อหาที่น่าสนใจเพื่อเป็นแนวทางสำหรับเอสเอ็มอีในการปรับตัวฝ่าวิกฤต โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีในเวลานี้ควรจะมองให้ชัด โดยเฉพาะคำว่า วิสัยทัศน์ ไม่ได้แปลว่า มองอย่างหรูหรา เหมือนที่ หลายคนเข้าใจ แต่แปลว่า ทำอย่างไรเราจึงจะได้มองภาพให้ใกล้ความจริงที่สุด และเวลานี้ภาพของความเป็นจริงที่สุด เอสเอ็มอีก็คงเห็นแล้ว คงจำได้ว่า ประเทศไทยเคยผ่านวิกฤตปี 2540 มาแล้ว แต่วิกฤต 2540 มาด้วยความรวดเร็ว มีผลกระทบกะทันหันต่างกับคราวนี้ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ กลางปี 2550 มาแล้ว สิ่งที่เราเผชิญอยู่ตอนนี้เป็นผลสะท้อนที่ลุกลามมาจากต่างประเทศที่เราค่อยๆ รับรู้มาเรื่อยๆ ที่รู้สึกจริงๆ ก็คือตัวเลขของไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 ที่ผ่านมา สรุปได้ว่า วิสัยทัศน์ในขณะนี้ คือเรากำลังจะค่อยๆ รับรู้เพิ่มเติมขึ้นมาอีกระดับ เพราะของที่เป็นพายุ มันก็คงเป็นพายุอยู่ ดังนั้นการรับรู้ผลกระทบคงต่อเนื่องไปอีกระดับหนึ่ง แต่จะต่อเนื่องแค่ไหน ไม่มีใครตอบได้ เราต้องย้อนกลับมาดูในจุดที่เกิดเหตุ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่สถานการณ์กลับมาสู่สภาพที่น่าพอใจ หลังจากนั้นระยะหนึ่ง เราจึงจะตามกลับไปสู่สภาพที่น่าพอใจเช่นกัน มันจึงมีเวลาให้เอสเอ็มอีได้ปรับตัว สิ่งที่เอสเอ็มอีต้องดู คือเมื่อไหร่ที่สหรัฐเขาปรับตัวไปสู่จุดที่น่า พึงพอใจ และอีกพักผลกระทบจะเริ่มเจือจางลงไป วิสัยทัศน์ที่เรามองขณะนี้ก็คือยังไม่จบ แต่จะไปอีกไกล แต่เมื่อมันจะคลี่คลาย เราจะรู้ตัวล่วงหน้า เหมือนกับที่เอสเอ็มอีทั้งหลายที่รับรู้มาตั้งแต่ปี 2550 แล้ว ผลกระทบจะค่อยๆ ทยอยๆ มา ในวันนี้คงไม่มีทางเลือกอย่างอื่น นอกจากว่าการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจต้องอาศัยภาครัฐบาลในการทำหน้าที่ ไม่ใช่แต่ไทยแต่ทั่วโลก ภาครัฐบาลที่เข้ามาก็เพื่อที่จะเติมความต้องการ หรือมาใช้เงิน โดยตัวเขาเองไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ แค่มาซื้อเวลาเท่านั้น แต่เขามีความสามารถมากแค่ไหน คำตอบคือทุกรัฐบาลมีความสามารถจำกัด การซื้อเวลาคงทำไปได้ระดับหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว เอกชนก็คงจะต้องกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามธรรมชาติในระบบเสรีนิยม ผลกระทบเห็นชัดก็เมื่อไตรมาสที่ 4 ที่ผ่านมารัฐบาลเข้ามามีมาตรการต่างๆ เพื่อเข้ามาแทนความต้องการทางเศรษฐกิจที่ต่ำลง การเข้ามามีผลลัพธ์โดยองค์รวม คือทำให้ปัญหาไม่เป็นความวิกฤต คงชะลอ หรือบรรเทาลงไป รอเวลา รอเศรษฐกิจโลก และรอ พวกเรา (เอสเอ็มอี) เองให้ปรับตัวให้ได้ ยุคนี้จึงเป็นยุคของการปรับตัวที่เราคงเข้าใจกันว่า ถ้าเอสเอ็มอีไม่ปรับตัว เราจะโดนคัดออกเป็นกติกา แต่พอคัดออกไปแล้ว เมื่อถึงระดับหนึ่ง พวกที่ยังเหลืออยู่มีความสามารถอยู่รอดได้ พวกนั้นจะเติบโตได้ นี่คือหลักของมัน ดังนั้นการปรับตัวจึงต้องมีวิสัยทัศน์บนความจริง ถ้าเรามีวิสัยทัศน์ที่ว่า "โลกเราคือโอกาส ถ้าอย่างนั้นไปคว้าโอกาสกันดีกว่า" คำพูดนี้มันเป็นแค่วิสัยทัศน์ที่ครึ้มใจและหรูหรา แต่โอกาสมันไม่ใช่อย่างนั้น เอสเอ็มอีไทยสมัยนี้ เราคุยกันเรื่องยอดขายและที่สำคัญที่สุดคือความแข็งแรง แต่ความแข็งแรงดูยาก ที่แล้วมา ความแข็งแรงคือ การเจริญเติบโต สหรัฐก็บอกว่าตัวเองแข็งแรง เราก็เห็นด้วย แต่ในปีนี้ ความแข็งแรงลักษณะนั้นไม่ใช่ความแข็งแรงที่ยั่งยืน สหรัฐที่แข็งแรงก่อนปี 2550 ไม่ใช่ความแข็งแรงที่แท้จริง เป็นความแข็งแรงที่ขับเคลื่อนด้วยหนี้ เอาหนี้มาขับเคลื่อนให้เติบโต มันไม่แข็งแรงจริง แต่ตอนนี้ไม่มีใครเถียงแล้วว่า ทำอย่างสหรัฐไม่รอด แต่หลายคนยังใช้วิธีนี้อยู่ แล้วเอสเอ็มอีจะโตอย่างไร จึงเรียกว่าความเข้มแข็ง ประการแรก การจัดการทรัพยากร คน วัสดุที่อยู่ในสายการผลิต เรื่องแบบนี้เรารู้กันมานาน ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่ความคิดเหล่านี้กลายเป็นความคิดที่สำคัญมาก เรื่องการใช้พลังงาน การใช้คน การควบคุมดูแลวัสดุที่มาของสายการผลิต หรือเพื่อการประหยัด หรือเพื่อไม่ให้มีสินค้าคงคลังมากเกินไป เป็นเรื่องที่เอสเอ็มอีไทยรู้หมด แต่ใช้หรือไม่ใช้เท่านั้น และคนที่จะเดือดร้อนน้อยที่สุด ก็คือคนที่เอาความคิดเหล่านี้มาใช้อย่างจริงจังนั่นเอง ประการที่ 2 เอสเอ็มอีไม่ต้องใหญ่มาก ไม่ต้องดูอื่นไกลโตโยต้าปีหนึ่งมีลูกค้าเป็นร้อยเป็นพัน แข่งกันที่ความสามารถที่จะปรับตัวให้ได้ตามที่ลูกค้าเห็น หรือเรียกรวมๆ ว่า ความสัมพันธ์กับลูกค้าสำคัญที่สุด แต่ในยุคนี้ แค่ 20 คนก็ต้อง เอาให้อยู่ ที่ขายกันวันนี้ไม่มีทาง เพราะตลาดลดระดับลงเรื่อยๆ สิ่งที่สำคัญในวันนี้คือความสัมพันธ์ระหว่างเรากับลูกค้า คือทำอย่างไรให้ลูกค้าที่เคยมาแล้วให้กลับมาใหม่ จะทำให้ลูกค้าประทับใจอย่างไร มันไม่ใช่เรื่องการขาย แต่เป็นเรื่องของการจะสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างไร และไม่ใช่ปริมาณ เป็นยุคที่ลูกค้าจะไม่ควักสตางค์ให้คู่แข่ง คือทำอย่างไร "คน" จึงเรียกได้ว่าเป็นนิชโลเกชั่น คืออย่าให้ใครมาจัดการกับลูกค้าของเรา และเราจะดูแลอย่างไร ประการที่ 3 เครื่องมือนวัตกรรมเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเอสเอ็มอี เราจะคิดอย่างไรให้ผลิตผลเป็นประโยชน์มากขึ้น มันต้องมีนวัตกรรม ไม่ว่าจะเรื่องความงดงาม คุณภาพ การใช้ประโยชน์ หรือความคงทน ทุกสินค้าจะต้องมีลักษณะแบบนี้ และทุกภาคก็เป็นแบบนี้หมด ยกตัวอย่าง เกษตรกรรายหนึ่งทำมะพร้าวเผาน้ำหอมขาย ลูกค้าก็ถามว่า มะพร้าวเผาดีๆ แบบนี้มีอีกไหม ผู้ประกอบการคงต้องทำให้ได้ ลักษณะที่ว่า ตลาดไปทางไหน ฉันไปด้วย แล้วมะพร้าวเผาคุณภาพ มันต้องใช้เวลายาวนาน มันต้องมีเทคโนโลยีเหล่านี้ คือการบริหารจัดการเพื่อที่จะพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่เราต้องคิดเพิ่มขึ้น อันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเราเอง และเป็นเรื่องที่คนอื่นทำแทนเราไม่ได้ เช่น เรากระจายอำนาจไปหมดแล้วนั้น ไม่ถูกต้อง สามเรื่องนี้เอสเอ็มอีต้องทำเอง ส่วนคำถามที่ว่า เมื่อปรับแล้วหลบพายุพ้นหรือไม่ มันลามมา แต่โอกาสสูงขึ้นที่เราจะไม่ล้มหายตายจากไป ถ้าเราให้กำลังใจกันเอง ยิ่งนานเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเก่ง แล้วเราจะใช้ทุนมากหรือไม่ บางเรื่องใช้น้อยลง บางเรื่องก็ใช้การบริหารการจัดการ ความสัมพันธ์กับลูกค้า วิสัยทัศน์ของเราก็คือเรามองความจริง ตอนนี้เรากำลังอยู่ในระหว่างกระแสความรุนแรงของคลื่นที่ซัดกระหน่ำ แต่นานแค่ไหนไม่สำคัญ เพราะเมื่อไหร่ก็ตาม เมื่อมันมา และเราได้นำปัจจัยเหล่านี้มาใช้ เชื่อว่าเราต้องรู้ล่วงหน้าและปรับตัวได้ทันท่วงทีอย่างแน่นอน

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เชิญเข้าร่วมประชุมสัมมนาเรื่อง "การขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับสถานประกอบการจากการดำเนินงานสหกิจศึกษา" ในวันพุธที่ 25 มีนาคม 2552 เวลา 8.30-13.30 น. ณ.ห้องแกรนด์ บอลรูม ชั้น 3 โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งเข้าร่วมงานได้ที่ สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย 02-711-4791 หรือที่สายด่วน 086-6537221 และ 087-5538135 (คุณพฤฒิพลและคุณน้ำค้าง)

source:ฐานเศรษฐกิจ กนร.อนุมัติแผนตั้ง 2 บริษัทลูกของการรถไฟฯ พร้อมกำหนดแนวทางการดำเนินการเข้ม เร่งชงครม. อนุมัติในหลักการ ก่อนทำแผนละเอียดเสนออีกครั้ง สั่งให้ตั้งบริษัทเสร็จใน 30 วันหลังครม.อนุมัติหลักการแล้ว ด้าน สนข.เตรียมถึง ร.ฟ.ท. หารือกับกระทรวงคมนาคม ทำแผนพัฒนาเข้มอีกครั้ง ขณะที่การรถไฟฯ เตรียมจ้างที่ปรึกษาทำแผนการลงทุนอย่างละเอียด เตรียมนำที่ดินย่านสถานี อาทิ นครสวรรค์-เชียงใหม่-เชียงราย เป็นโครงการนำร่อง นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2552 โดยมีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้มีวาระพิจารณาเรื่องแผนปฏิบัติการเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูฐานะทางการเงินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) โดยได้มีข้อสรุปว่าที่ประชุม กนร. เห็นชอบให้ดำเนินการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการของ ร.ฟ.ท. โดยการจัดตั้งบริษัทเดินรถ และบริษัทบริหารทรัพย์สิน แยกจาก ร.ฟ.ท. พร้อมกันนี้ได้มีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้ด้วยว่า ร.ฟ.ท.จะต้องเป็นผู้ดำเนินการพัฒนาบริหาร และดูแลรักษาระบบรางและอาณัติสัญญาณ, สำหรับบริษัทเดินรถนั้นจะต้องดำเนินธุรกิจให้ครอบคลุมทั้งการเดินรถโดยสาร การเดินรถสินค้า การเดินรถไฟฟ้าสายแอร์พอร์ตลิงค์และรถไฟฟ้าสายสีแดง, บริษัทบริหารทรัพย์สิน จะต้องทำหน้าที่ในการบริหารจัดการที่ดิน จัดเก็บรายได้และบริหารสัญญาเช่าที่ดินของ ร.ฟ.ท. โดยให้เอกชนพัฒนาและบริหารที่ดินทั้งหมด นอกจากนั้นยังกำหนดให้ร.ฟ.ท. จัดตั้งบริษัทลูก 2 บริษัท คือ บริษัทเดินรถ และบริษัทบริหารทรัพย์สิน ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ ครม. มีมติอนุมัติในหลักการ โดยให้คณะกรรมการ ร.ฟ.ท. พิจารณากำหนดทุนจดทะเบียนเริ่มต้นที่เหมาะสม อีกทั้งยังให้ ร.ฟ.ท.พิจารณาแบ่งแยกภารกิจสินทรัพย์และหนี้สินระหว่าง ร.ฟ.ท.และบริษัทลูก 2 บริษัท รวมทั้งกำหนดกิจกรรมระหว่างกันและราคาให้เหมาะสม และเสนอให้ กนร. หรือ ครม.เห็นชอบอีกครั้งภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ ครม.มีมติอนุมติในหลักการ และให้ร.ฟ.ท.ดำเนินการถ่ายโอนภารกิจสินทรัพย์ และหนี้สิน เพื่อให้บริษัทลูก 2 บริษัท เริ่มดำเนินการได้ภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ครม.มีมติอนุมัติในหลักการ รวมถึงให้รัฐบาลรับภาระการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตของ ร.ฟ.ท. โดยให้ กค. สศช. และ สงป.ร่วมพิจารณาการรับภาระการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของร.ฟ.ท., ให้ กค. และ สงป.ร่วมพิจารณาในการแก้ภาระหนี้ของ ร.ฟ.ท. โดยให้ ร.ฟ.ท. ใช้รายได้ของ ร.ฟ.ท.และบริษัทลูกจ่ายชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย ที่ กค. ช่วยเหลือ, ให้คณะกรรมการ ร.ฟ.ท. พิจารณาเสนอกรอบอัตรากำลังที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และแผนงานของ ร.ฟ.ท. ให้ กค.พิจารณาเห็นชอบก่อนนำเสนอ ครม. ทบทวนมติครม. เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 ที่กำหนดให้ร.ฟ.ท. งดรับพนักงานใหม่ ยกเว้นตำแหน่งที่เกี่ยวกับการเดินรถและตำแหน่งที่ใช้คุณวุฒิพิเศษ แต่ต้องไม่เกิน 5% ของจำนวนพนักงานที่เกษียณอายุ และให้ ร.ฟ.ท.เร่งรัดเสนอแผนการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในกิจการของร.ฟ.ท. และบริษัทลูก ภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ ครม.มีมติอนุมัติในหลักการ นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีความเห็นเพิ่มเติมให้ ร.ฟ.ท. ไปจัดทำรายละเอียดในประเด็นดังนี้ คือ ให้นำเสนอรายละเอียดโครงสร้างบริษัทลูกที่จะจัดตั้งขึ้นให้ชัดเจน, พิจารณากรอบภารกิจของบริษัทบริหารทรัพย์สิน ระยะที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ Real Estate Developer, พิจารณาภารกิจหน้าที่ด้านการพัฒนา บริหาร และดูแลรักษาระบบรางและอาณัติสัญญาณ ว่าควรแยกออกจากกันหรือไม่ อย่างไร และควรอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานใด รวมถึงให้กำหนดกรอบเวลาในการดำเนินการตามแผนให้ชัดเจน แล้วให้กระทรวงคมนาคมนำเสนอคณะรัฐมตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไปด้วย ด้านนางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) กล่าวว่า หลังจากที่ประชุม กนร.ได้ให้ความเห็นชอบต่อแผนการฟื้นฟูการบริหารจัดการของการรถไฟฯ แล้ว ก็จะเสนอขออนุมัติในหลักการสำหรับการจัดตั้งบริษัทลูกทั้ง 2 บริษัท ต่อครม. เป็นลำดับต่อไป และในระหว่างนี้ การรถไฟฯ และกระทรวงคมนาคม จะต้องร่วมกันหารือถึงความชัดเจนของแนวทางการดำเนินการ ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการ โครงสร้างการทำงาน โครงสร้างบุคลากร รวมถึงความชัดเจนของการพัฒนาและการลงทุน ซึ่งจะต้องหาคำตอบให้ชัดเจน ก่อนที่จะเสนอให้ครม. รับทราบในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้กำลังจัดทำรายละเอียด โดยเบื้องต้นกำหนดแผนงานไว้ว่าจะนำที่ดินบริเวณสถานีทั่วประเทศซึ่งมีอยู่ประมาณ 442 สถานี มาพัฒนาเป็นลำดับแรก โดยในระยะแรกจะดึงมาพัฒนาก่อนประมาณ 114 สถานี โดยจะมุ่งเน้นพื้นที่สถานีขนาดใหญ่ อาทิ อยุธยา นครสวรรค์ อุตรดิตถ์ เชียงใหม่ ลำปาง เอามาพัฒนาเป็นโครงการนำร่องก่อน โดยการรถไฟฯ จะว่างจ้างบริษัทที่ปรึกษา พร้อมทั้งจะดึงผู้เชี่ยวชาญ อาทิ นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาร่วมวางแผนการพัฒนาอย่างละเอียด ว่าแต่ละสถานีควรจะพัฒนาเป็นอะไร ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร การทำแผนพัฒนาที่ดินแปลงอื่นๆ ก็จะต้องทำแผนอย่างละเอียดเช่นเดียวกัน สำหรับแผนการจัดตั้งบริษัทลูกนั้น การรถไฟฯ จะเร่งเสนอหลักการขออนุมัติจัดตั้งบริษัทลูกทั้ง 2 แห่ง ให้ ครม. อนุมัติเห็นชอบในหลักการ จากนั้นการรถไฟฯ ก็จะไปจัดทำแผนรายละเอียดของการพัฒนาแต่ละแปลงมาเสนอให้รัฐบาลพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งในส่วนของบริษัทลูกนั้น จะได้รับสิทธิ์ในการบริหารที่ดินตามสถานีรายทางต่าง ๆ โดยจะทำหน้าที่ในการบริหารจัดการสัญญาจัดเก็บรายได้จากคู่สัญญาที่มาเช่าที่ดินการรถไฟฯ เพื่อพัฒนาโครงการ แต่ในส่วนของสัญญานั้นผู้เช้าจะเป็นคู่สัญญาโดยตรงกับการรถไฟฯ ในขณะเดียกวันบริษัทลูกก็สามารถที่จะร่วมทุนกับเอกชนเพื่อพัฒนาที่ดินแปลงต่างๆ ด้วย สำหรับส่วนแบ่งรายได้จะต้องมาพิจารณาในรายละเอียดกันอีกครั้งหนึ่ง ผู้ว่าการการรถไฟฯ กล่าวต่อว่า ในส่วนของที่ดิน 3 แปลงใหญ่ คือ ที่ดินบริเวณสถานีมักกะสัน ที่ดินสถานีแม่น้ำ และที่ดินบริเวณพหลโยธินนั้น การรถไฟฯ จะไม่โอนให้บริษัทลูกนำไปดำเนินการ แต่จะเก็บไว้บริหารจัดการเอง เนื่องจากทั้ง 3 บริเวณเป็นที่ดินแปลงใหญ่ มีมูลค่าการลงทุนที่สูง การรถไฟฯ จึงต้องการที่จะเก็บไว้ดำเนินการเอง ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถจัดทำแผนการพัฒนาอย่างละเอียดให้แล้วเสร็จได้ในเร็วๆ นี้ อนึ่งที่ดินของการรถไฟฯ ที่มีอยู่ มีจำนวน 234,976 ไร่ ประกอบด้วยที่ดินที่ใช้รองรับภารกิจหลักขององค์กร 198,674 ไร่ ที่ดินที่สามารถนำมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ 36,302 ไร่ ที่ดินย้านสถานี 5,333 ไร่ ที่ดินบ้านพัก 3,755 ไร่ และที่ดินที่เป็นพื้นที่เขตทาง 189,586 ไร่ สำหรับที่ดินที่สามารถนำมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ จำนวน 36,302 ไร่ นั้น แบ่งเป็นพื้นที่บริเวณสายตะวันออก จำนวน 4,952 ไร่ สายเหนือ 4,306 ไร่ สายตะวันออกเฉียงเหนือ 9,032 ไร่ สายใต้ 15,186 ไร่ และพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 2,825 ไร่ ซึ่งยังมีพื้นที่ที่สามารถนำมาพัฒนาได้อยู่ประมาณ 34,487 ไร่ โดยในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ จะมีพื้นที่แปลงใหญ่ อาทิ ที่ดินย่านพหลโยธิน 1,070 ไร่ และ มักกะสัน 745 ไร่

source:ฐานเศรษฐกิจ การเดินทางเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะแขกของรัฐบาล และเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ระหว่างไทยกับ สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 13-15 มีนาคม นี้ มีวาระสำคัญและชวนตื่นเต้นตลอดทั้ง 3 วัน ในวันแรก (13 มีนาคม ) "โอบามาร์ค" จะพบกับ นายกอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ สาระสำคัญการหารือจะเน้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะอังกฤษกำลังจะมีการจัดประชุม จี 20 จะเป็นเวทีหารือเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจ และรับฟังความเห็นของภูมิภาคต่างๆ ภารกิจวันแรก นอกจากพบนายกฯอังกฤษแล้ว ยังจะได้พบกับนักลงทุนอังกฤษ ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสดีที่นายกฯอภิสิทธิ์ จะได้ชี้แจงและให้ความมั่นใจกับนักลงทุนถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของไทย ซึ่งน่าจะทำให้ภาครัฐและธุรกิจของประเทศอังกฤษมีความมั่นใจเพียงพอที่จะหันมาให้ความสำคัญในเรื่องการขยายการค้า การลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ นอกจากนั้นในฐานะประธานอาเซียน นายกฯอภิสิทธิ์จะกล่าวถึงบทบาทของไทย ในการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยยกประสบการณ์และแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดจากวิกฤตการณ์ทางการเงินที่เคยเกิดขึ้นในเอเชีย รวมทั้ง จะพิสูจน์ข้อโต้แย้งต่อข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่า การรวมตัวของอาเซียน เป็นการรวมตัวแบบหลวมๆ ไม่เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมได้ โดยสรุปการเยือนอังกฤษของนายกฯอภิสิทธิ์ เป็นภารกิจที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศในภาคพื้นยุโรป เนื่องจากอังกฤษ เป็นตลาดอันดับหนึ่งของไทยในยุโรป และมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเข้าเมืองไทยจำนวนมาก วันที่ 2 (14 มีนาคม ) ไฮไลต์อยู่ที่กำหนดการกล่าวสุนทรพจน์ ที่ ณ เซนต์จอห์น คอลเลจ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ในเวลา 10.00 น. งานนี้"โอบามาร์ค" จะกล่าวในหัวข้อ " การบริหารความท้าทายของประชาธิปไตยในประเทศไทย" โดยจะกล่าวถึงแรงบันดาลใจในการศึกษาเรื่องการเมือง เศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะการมองประชาธิปไตยของไทยผ่านจากประเทศอังกฤษ ตลอดจนการล้มลุกคลุกคลานของประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วง 14 ตุลาคม 2516-6 ตุลาคม 2519 จนกระทั่ง ถึง 19 กันยายน 2549 พร้อมกับให้ข้อคิดข้อสังเกตเกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านั้น นอกจากนี้ นายกฯจะกล่าวถึงปัญหาและความท้าทายของประชาธิปไตย ตั้งแต่กระบวนการเลือกตั้ง การบริหารอำนาจของรัฐบาล รัฐสภา และภาคประชาชน ตลอดจนการปฏิรูปการเมืองในประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน งานนี้หลายฝ่ายจับตาความเคลื่อนไหวของ นายใจ อึ๊งภากรณ์ อดีตอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดทั้ง นักวิชาการและนักเรียนไทยในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กลุ่มหนึ่ง จะเคลื่อนไหวต่อต้านการเดินทางไปบรรยายพิเศษของนายกฯอภิสิทธิ์หรือไม่ หลังจาก นายลี โจนส์ มีนักวิชาการในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อมั่นว่า เป็นเครือข่ายนายใจ ออกมาต่อต้านไม่ให้ผู้นำไทยกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ ประชาธิปไตยในประเทศไทย โดยให้เหตุผลว่านายอภิสิทธิ์ ได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาโดยไม่ชอบธรรม