Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62

source:ประชาชาติธุรกิจ การทำธุรกิจในปัจจุบัน นอกจากแนวคิด วิสัยทัศน์ ราคา และคุณภาพสินค้าแล้ว การบริการนับเป็นหัวใจสำคัญในการแข่งขันไม่น้อย อย่างไรก็ตามการบริการจะมีประสิทธิภาพมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนขององค์กรนั้นจะเข้มแข็งเพียงใด "ประชาชาติธุรกิจ" จึงถือโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นายสาธิต สุดบรรทัด รองกรรมการผู้จัดการสายการขายและการตลาด บริษัท กระเบื้องหลังคาตราเพชร จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับ คัดเลือกเป็นบริษัทตัวอย่างด้านระบบการจัดการโลจิสติกส์จากกระทรวงคมนาคมสดๆ ร้อนๆ ดังนี้ - แนวคิดในการบริหารงานและวิสัยทัศน์ บริษัทเป็นผู้ผลิตและขายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศกว่า 700 ราย ด้วยช่องทางจำหน่ายที่กระจายอยู่ทุกภูมิภาค บริษัทตั้งอยู่ในภาคกลางจึงสามารถกระจายสินค้าออกไปได้ทั่วถึง ไกลสุดคือภาคใต้ ขายผ่านช่องทางจัดจำหน่ายมีถึง 90% ของรายได้ ที่เหลือเป็นการส่งออก ส่วนการขายสินค้าของบริษัทจะใช้ทีมงานขายที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ การบริหารงานและวิสัยทัศน์ของบริษัท คือ "เราเป็นทางเลือกที่ดีกว่า" นั่นคือผู้เล่นในตลาดมีอยู่ 3-4 ราย ผู้นำตลาดรายใหญ่ เราไปเทียบไม่ได้ในแง่ของแบรนด์ที่มีการยอมรับ เช่น สินค้าตราช้าง แต่ในแง่ของแบรนด์ที่สอง เราเป็นทางเลือกเพราะสินค้าวัสดุก่อสร้างเป็นสินค้าที่เน้นการบริการมากกว่า เนื่องจากในแง่คุณภาพวัสดุก่อสร้างนั้นไม่ต่างกัน ได้ มอก.เหมือนกัน แต่บริการของบริษัทเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ทางเลือกที่ดีกว่านั้น หมายถึงบริษัทมีทิศทางในการบริการสินค้าที่มีคุณภาพไปให้ลูกค้ารวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นี่คือทิศทางที่บริษัทจะไป ส่วนในระยะหลังที่บริษัทมีแผนต่อเนื่อง คือบริษัทดูแลตั้งแต่กระบวนการผลิตจากรับใบคำสั่งซื้อ จนถึงจัดส่งสินค้าถึงลูกค้า เดี๋ยวนี้ทำถึงการจัดร้านค้าให้ลูกค้าต่างจากคู่แข่งขัน โดยเราใช้คอนเซ็ปต์ว่า "Logistics Visit Agent" ลักษณะนี้ต้องมองอย่างนี้ก่อนว่า เมื่อก่อนมีสินค้ารายการเดียว ลูกค้าเขาไม่มีปัญหาในการบริหารคลังสินค้าในแง่การเก็บสินค้า แต่เดี๋ยวนี้มีสินค้า 4-5 รายการ หลังคาแต่ละรายการมีหลายประเภท หลังคาแต่ละประเภทก็มีหลายสี ลูกค้าจะบริหารจัดการอย่างไร สินค้าที่สั่งเข้าไปขายได้ช้า หรือคนมาซื้อหาไม่ได้ บริษัทก็จะมีทีมงานไปแนะนำการเก็บสินค้าที่ควรจะมี หรือสินค้าไม่ครบชุดก็ขายไม่ได้อีก กลยุทธ์ของบริษัทคือเราบริหารร้านค้าเป็นคู่ค้าด้วย เพราะถ้าลูกค้าเก็บสินค้าที่ส่งตามความต้องการของผู้ซื้อ ก็สามารถทำยอดขายตามที่ต้องการได้ มีลูกค้าหลายรายมานั่งถามตัวเองว่า สั่งสินค้าสีนี้ไป แต่คนซื้อ ไม่ได้ต้องการสีนี้ บริษัทก็จะเข้าไปทำตัวนั้นให้ดีขึ้น ตอนหลังนี้ถึงขนาดไปตั้งศูนย์กระจายสินค้าเลย โรงงานอยู่ที่เดียวที่สระบุรี สามารถบริหารต้นทุนได้ สินค้าที่ออกไปมีมาตรฐาน สินค้าที่กระจายออกไปมีต้นทุนที่ต่ำที่สุด เพราะบริษัทเลือกโหมดการขนส่งที่เหมาะสม จากวิสัยทัศน์ "ทางเลือกที่ดีกว่า" ซึ่งไม่ใช่การตัดสินด้วยราคาและคุณภาพ อย่างเดียว บริษัทยังมองข้ามชอตถึงการบริการครบวงจร หมายถึงกลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้ต้องการให้บริษัทแค่ส่งสินค้าไปให้ อย่างเดียว บางกลุ่มยังอยากให้ช่วย เราก็มีทีมติดตั้งทุกอย่างครบวงจร จำนวนกระเบื้อง ครอบ อุปกรณ์ คำนวณเสนอ งบประมาณ แล้วก็มีทีมงานเข้าไปติดตั้งตามระยะเวลาที่ตกลงกัน ซึ่งลูกค้าจะได้บ้านที่มีหลังคาตามแบบที่เขาต้องการ ราคาอยู่ในงบประมาณ การบริการพร้อมรับประกันเป็นเลิศ เปรียบเทียบกับ ผู้รับเหมาทั่วไป มุงหลังคาทุกยี่ห้อหรือยี่ห้อที่เขาถนัด ฉะนั้นเทคนิคการติดตั้งต่างๆ การเก็บรายละเอียดต้องดี แต่สุดท้ายคือ มุงได้สวยและตามแบบไหม ตามฟังก์ชั่นหรือไม่ คือมุงแล้วไม่รั่ว น้ำรั่วไม่รั่วอยู่ที่การติดตั้งและใบรับประกัน 5 ปี นอกจากนี้บริษัทยังเพิ่มสินค้าไม้ฝาหลายประเภทเพื่อให้ครบวงจร ที่สำคัญเพื่อเพิ่มยอดขายให้บริษัทปีละ 10% ขึ้นไปด้วย - บริษัทมีการจัดการโลจิสติกส์อย่างไร ทีมงานด้านโลจิสติกส์ของบริษัทส่วนหนึ่ง คือส่วนบริการลูกค้า ได้แก่ 1.ดูกระบวนการด้านใบสั่งซื้อ 2.ด้านกำลังบำรุงคือคลังสินค้าที่จะเก็บสินค้าทุกอย่างอยู่ในที่เดียวกัน ส่วนหนึ่งไปกระจายอยู่ในภูมิภาค เช่น ศูนย์กระจายสินค้าที่ขอนแก่น 3.มีหน่วยงานทางด้านการจัดส่ง บริษัทไม่ได้มีรถยนต์เอง ใช้รถเอาต์ซอร์ซ ทั้ง 4-6-10 ล้อและรถเทรลเลอร์ บริษัทเป็นฝ่ายจ่ายงาน มีระบบหมุนเวียนให้ทุกฝ่ายได้งานทำ ช่วงงานก่อสร้างมากก็จะได้งานไม่ต่ำกว่า 85-90% รถที่เข้าร่วมจะมีการฝึกอบรม เพราะโลจิสติกส์ด้านขนส่ง ไม่ได้ทำเพียงแค่เอารถมาวิ่ง มีมากที่เอาปัญหาไปให้ลูกค้า เช่น พอขนส่งไปถึงไม่ตรงเวลาก็ โยนโครม นั่นคืออดีต แต่เดี๋ยวนี้เรากับเขาเหมือนคู่ค้า เขาเหมือนผู้ประกอบการที่ใส่เสื้อตราเพชร ต้องกองเรียงให้ถูกต้อง - ระบบโลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจบริษัทอย่างไรบ้าง จริงๆ แล้วสินค้าทั้งหมดเป็นสินค้าหนัก หากคิดมูลค่าสินค้าต่อมูลค่าการขนส่งจะเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูง แต่ปัจจุบันบริษัทสามารถบริหารต้นทุนขนส่งไม่เกิน 2% ของยอดขาย อยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำ เทียบกับคู่แข่งก็ยังต่ำกว่าเพราะบริษัทบริหารรถด้วย ทำ back haulling บริหารทั้งขาไปขากลับให้ดี ประการต่อมาคือใช้โหมดที่แตกต่าง อย่างการส่งสินค้าไป ภาคใต้ใช้ทางเรือ แม้มีข้อเสียบ้างคือต้องขนส่งไปครั้งละมากๆ แต่เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับการหารือตัวแทนจำหน่ายหรือเอเย่นต์ไว้ เช่น ใช้เรือมอเตอร์บาสบรรทุกกระเบื้องหลังคาครั้งละ 600-700 ตัน ฉะนั้นลูกค้าต้องบริหารจัดการให้ดี แต่ก็พอดีกับสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ด้วย จึงต้องไปทางเรือเทียบท่าในนราธิวาส แล้วขนส่งต่อไปยังปัตตานีและยะลา - เหตุผลที่บริษัทได้รับการคัดเลือกเป็นบริษัทตัวอย่างด้านโลจิสติกส์จากภาครัฐ บริษัทได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงคมนาคม น่าจะมาจาก 1.กิจการบริษัทอยู่ในระดับขนาดกลาง ยอดขาย 2,000 ล้านบาท 2.มีการกระจายสินค้าไปทั่วทุกภูมิภาค และใช้หลายโหมดทั้งรถยนต์ เรือ และรถไฟบางส่วน การทำโลจิสติกส์ของบริษัทเองค่อนข้างเป็นรูปธรรม หมายถึงว่าครบวงจร ด้านผลิตภัณฑ์สินค้า ก็หลากหลาย ทั้งกระเบื้องหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ กระเบื้องหลังคาคอนกรีตและไม้ฝารวมทั้งการส่งออก

source:เดลินิวส์ เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่กระทรวงแรงงาน นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน กล่าวภายหลังการหารือกับสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เกี่ยวกับสถานการณ์แรงงานอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ว่า สถานการณ์แรงงานไทยในขณะนี้แม้จะยังคงได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ทำให้มีการเลิกจ้างอย่างต่อเนื่อง แต่ในอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มยังถือว่าได้รับผลกระทบไม่มากนัก โดยในส่วนของเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่มีราคาแพง พบว่ายอดคำสั่งซื้อลดลง แต่เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มระดับกลางและล่างยังคงมีคำสั่งซื้อต่อเนื่อง ทำให้มีความต้องการแรงงานเพิ่ม อีกประมาณ 30,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่อยู่ในจังหวัดแถบภาคอีสาน เช่น ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ที่ยังต้องการแรงงานมากกว่า 10,000 คน “นอกเหนือจากนี้ยังพบสัญญาณสถานการณ์ด้านแรงงานว่าบางพื้นที่เริ่มดีขึ้น เช่น ในภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เขตนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เริ่มมีความต้องการแรงงานเพิ่มประมาณ 2,000 คน และจากการลงพื้นที่ในภาคอีสาน จ.ขอนแก่น สภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่นได้แจ้งว่าอุตสาหกรรมผลิตแห อวน ส่งออกต่างประเทศ มีความต้องการแรงงานอีกกว่า 20,000 คน เช่น หจก.โรงงานทออวนเดชา พาณิชย์ มีความต้องการรับคนงาน 500 คน บริษัท กรุงเทพแหอวน 15 คน บริษัท ขอนแก่น แหอวน 250 คน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยังตอบไม่ได้ว่าสถานการณ์ด้านแรงงานดีขึ้นจนเป็นปกติหรือไม่ ขอรอดูสถานการณ์ภาพรวมอีกสักระยะ”.

source:ข่าวสด นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนก.พ.52 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมปรับลดลงจาก 68.3 เป็น 67.2 ซึ่งเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 3 เดือน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานปรับลดลงจาก 67.7 เป็น 66.5 ต่ำที่สุดในรอบ 82 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตปรับลดลงจาก 89.7 เป็น 88.5 ต่ำที่สุดในรอบ 16 เดือน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับสถานการณ์ทุกรายการปรับลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน เนื่องจากยังมีความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ รวมทั้งยังตกใจกับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ(จีดีพี)ของไทยไตรมาสที่ 4/51 ที่ขยายตัวติดลบมากถึง 4.3% ต่ำสุดในรอบ 10 ปี ขณะที่การส่งออกเดือนม.ค.ติดลบสูงถึง 26% นายดุสิต นนทะนาคร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการติดตามสภาวะการส่งออกสินค้าไทยผ่านระบบรับรองเอกสารเพื่อการส่งออกของหอการค้าไทย ในเดือนก.พ.52 พบว่ามูลค่าการส่งออกลดลงจากเดือนม.ค.ถึง 42% โดยสามารถส่งออกได้เพียง 81,756 ล้านบาท ขณะที่เดือนม.ค.ส่งออกได้มูลค่า 139,965 ล้านบาท ตัวเลขการส่งออกของหอการค้าเป็นตัวเลขที่ยังไม่เป็นทางการทั้งหมด แต่คิดเป็น 30-40% ของตัวเลขการส่งออกจริง แต่แนวโน้มการส่งออกในเดือนก.พ. มีแนวโน้มขยายตัวติดลบมากกว่าเดือนม.ค.ที่ขยายตัวติดลบประมาณ 26.5% นายเอนก ศรีชีวะชาติ ประธานที่ปรึกษาสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว กล่าวถึงแนวโน้มธุรกิจท่องเที่ยวว่า จะเริ่มฟื้นตัวในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 เนื่องจากขณะนี้มีการจองทัวร์เข้ามาแล้วจากประเทศจีนประมาณ 1,000 คน ซึ่งจะเดินทางมาในช่วงเม.ย. และพ.ค. ขณะที่ทัวร์ญี่ปุ่นจะเดินทางมาช่วง มี.ค.-เม.ย. ซึ่งเป็นผลจากการที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปสร้างความเชื่อมั่นที่ประเทศญี่ปุ่น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่นมาตรการด้านภาษีนิติบุคคล ทำให้คาดการณ์ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวทั้งปีนี้อาจเพิ่มมากกว่าปีก่อนคือ 14 ล้านคนได้หากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ในช่วงไตรมาสที่ 4 โดยตลาดหลักที่มีโอกาสที่ดีคือตลาดในแถบเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และอาเซียน เป็นต้น ส่วนตัวเลขนักท่องเที่ยวช่วง 2 เดือนแรก(ม.ค.-ก.พ.) ปี"52 ลดลงไปกว่า 38% นายศักรินทร์ ช่อไสว ผู้อำนวยการสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า ปัจจุบันยอดจองโรงแรมลดลงจากเดิม 40% ขณะนี้ได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์จัดทำโครงการมหกรรมลดราคาโรงแรมครั้งใหญ่ หรือ "บลู สไมล์ โฮเต็ล" ระหว่างวันที่ 26-29 มี.ค. ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวเข้าพักในโรงแรม โดยจะนำโรงแรมมาลดราคากว่า 50% รวมทั้งจัดโปรโมชั่นบาทเดียวก็พักได้ ส่วนกรณีที่รัฐบาลจะห้ามขายเหล้าช่วงสงกรานต์นั้น การไปห้ามนักท่องเที่ยวไม่ให้ดื่มนั้นมีประเทศไทยประเทศเดียวที่กำลังจะทำ อยากฝากไปบอกรัฐบาลว่าอะไรที่ทำไปแล้วกระทบธุรกิจท่องเที่ยวขณะนี้อย่าไปแตะต้อง เพราะทุกวันนี้ก็แย่อยู่แล้ว

source:ประชาชาติธุรกิจ เป็นที่ทราบอยู่แล้วว่าบ้านเราพึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลัก เอสเอ็มอีต้องคอยดูว่า ทั่วโลกต้องการอะไรและทำตามนั้น รถยนต์ต้องการอะไหล่แบบไหน ยุโรปต้องการผลไม้แปรรูปชนิดใด และมีมาตรฐานอย่างไร ก็ผลิตให้ได้ตามมาตรฐาน และไม่ใช่แค่นั้น ผู้นำเข้าบางส่วนยังสนใจด้วยว่า สินค้าที่เราผลิตนั้นมีส่วนในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือไม่ ทั้งโรงงานอุตสาหกรรม กระบวนการผลิตทั้งหมด จนกระทั่งสินค้าการเกษตร ผลไม้ต่างๆ เมื่อปลูกแล้วเปลือกที่เหลือเกษตรกรเผาทิ้งจนเกิดก๊าซคาร์บอนขึ้นสู่ขั้นบรรยากาศหรือไม่ เพราะทั้งหมดนี่คือ ขั้นตอนตั้งแต่หน้าโรงงานจนกระทั่งกลับไปสู่ภาคการเกษตร รวมไปถึงการขนส่งและระบบโลจิสติกส์อีกด้วย ส่วนตัวที่กำลังจะกลายเป็นประเด็นในการส่งออก อีก 3 ปีข้างหน้าก็คือคาร์บอนฟุตพรินต์ ตราสัญลักษณ์ที่จะบ่งบอกว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปสู่ชั้นบรรยากาศของเราในปริมาณเท่าไหร่ ยิ่งปล่อยมากก็ยิ่งมีผลต่อการแข่งขันในตลาดโลกมากเท่านั้น รวมทั้งมาตรฐาน ISO 14067 ว่าด้วยเรื่องของคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) ที่จะเริ่มใช้ในอีก 3 ปีข้างหน้านี้ เอสเอ็มอีจะต้องเตรียมตัวอย่างไร... ญี่ปุ่น-ยุโรปเริ่มแล้ว รศ.ดร.ธำรงรัตน์ มุ่งเจริญ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาดและผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศเศรษฐกิจศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าวว่า ตอนนี้ในหลายประเทศตื่นตัวอย่างมาก ประเทศที่เริ่มมีการศึกษา และเริ่มแล้วก็คือประเทศในแถบยุโรป ประเทศอังกฤษที่อังกฤษ ห้างเทสโก้ โลตัส จะมีเชลฟ์สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์ ระบุปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอน เพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสได้เลือกอีกด้วย ถือเป็นอีกจุดขายของห้างในตอนนี้ ในขณะที่ญี่ปุ่นเองก็มีการศึกษาเรื่องนี้มาระยะหนึ่ง และมีโรงงานที่นำร่องทำเรื่องนี้แล้วถึง 30 โรงงาน มีผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากคาร์บอนตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกันกับกรณีของสายการบินออสเตรียแอร์ไลน์ หากเราขึ้นเครื่องของสายการบินนี้แล้ว เมื่อลงเครื่องพนักงานจะมีสลิปแจ้งปริมาณที่ลูกค้าปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมาระหว่างอยู่ในเครื่อง เพื่อให้คนได้ตระหนัก จากนั้นลูกค้าสามารถมีส่วนร่วมด้วยการบริจาคเข้าการกุศลเพื่อสนับสนุนโครงการดังกล่าว ถือเป็นการกระตุ้นให้คนตื่นตัว เช่นเดียวกันที่เอ็มเคสุกี้บอกปริมาณแคลอรีเมื่อเราสั่งเช็กบิลค่าอาหารเช่นกัน ในระยะนี้เราจึงได้เห็นบรรยากาศของการตื่นตัวของแต่ละภาคส่วนที่เป็นไปโดยสมัครใจ ซึ่งแน่นอนว่าการสมัครใจดังกล่าวนั้นก็มีส่วนที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอีกด้วย เตรียมพร้อมรับมือไอเอสโอ 14067 ไอเอสโอ 14067 เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่จะมีขึ้นในอนาคต ว่าด้วยเรื่องของคาร์บอนฟุตพรินต์ มีการรับรองกันไปแล้วเมื่อมกราคม 2552 ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการร่างข้อกำหนดต่างๆ ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลา 2-3 ปีนี้ สำหรับคาร์บอนฟุตพรินต์ ฉลากตัวใหม่นี้ผู้ประกอบการจะต้องใช้เวลาในการปรับไปสู่กระบวนการดังกล่าวหลายปี ทั้งการปรับเองหรือถูกบังคับให้ปรับจากบริษัทแม่ก็ดี หรือจากความต้องการของตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ข้อดีของการปรุงสินค้าอยู่ที่ผลิตภัณฑ์มีโอกาสในตลาดที่สินค้ามีราคาสูงขึ้น และสามารถที่จะพัฒนาไปสู่สินค้าในระดับพรีเมี่ยมได้ โดยที่ราคาไม่มีผลต่อผู้บริโภคในกลุ่มนั้นอีกด้วย ดร.อรรคเจตต์ อภิขจรศิลป์ รองเลขาธิการกลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมฯ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ในอนาคตเมื่อเราวางสินค้าประเภทเดียวกันบนเชลฟ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบเดียวกัน แต่สินค้าอีกบริษัทหนึ่งมีปริมาณคาร์บอนมากกว่า สินค้าอีกบริษัทหนึ่งก็จะเป็นอีกปัจจัยให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้านั้นๆ มากขึ้น ด้านผู้ผลิตเองก็จะต้องทำอย่างไรให้สินค้ามีผลต่อโลกร้อนน้อยลง สำหรับผู้ประกอบการไทย เริ่มมีผู้ประกอบการขนาดใหญ่พัฒนาในเรื่องนี้ไปบ้างแล้ว ส่วนผู้ประกอบการขนาดกลางที่สนใจ สำนักงานบริหารก๊าซเรือนกระจกร่วมกับเอ็มเท็ค ได้จัดทำโครงการนำร่องรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วม โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 20 ผลิตภัณฑ์ ภายในพฤศจิกายน 2552 นี้ จากภาคสินค้าเกษตร ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอุปโภคบริโภคเอสเอ็มอียังชิว อีกด้าน ตัวแทนจากภาคเอสเอ็มอี จีรบูลย์ วิทยสิงห์ นายกสมาคมของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ปัจจุบันยังไม่มีผลกระทบมากนัก สำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มส่งออก แต่ในอนาคตตนมอง ว่ามันเป็นเทรนด์ที่ช่วยให้ผู้นำเข้าตัดสินใจ ง่ายขึ้น และเป็นการสร้างจุดขายอีกทางหนึ่ง แต่อย่างไรก็ดี มาตรการต่างๆ ที่กำลังจะออกมา จะทำให้สินค้าบางส่วนได้ผลประโยชน์จากเรื่องนี้ ยกตัวอย่างมาตรฐานเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมของยุโรปที่มีผล กระทบที่มากที่สุดก็คือเครื่องเขียนและน้ำหมึก เพราะอุตสาหกรรมน้ำหมึกจะตายทันที แต่ในขณะเดียวกันยุโรปก็พัฒนาสินค้าอื่นทดแทน เช่น การออกปากกา รีไซเคิลพลาสติก แม้ราคาแพงกว่าแต่ ขายดี เพราะเป็นจุดขายที่ตรงกับความต้องการตลาด สำหรับผู้ประกอบการไทย นอกจากการพัฒนาให้สินค้าอยู่ในกระแสแล้ว ยังมีเรื่องต้นทุนก็จะต้องควบคุมไม่ให้สูงขึ้นด้วย ซึ่งสวนทางกับการวิจัยพัฒนาที่ผู้ประกอบการต้องลงทุนอย่างมาก ในการคิดของใหม่ ที่มีค่าใช้จ่ายมากขึ้น นั่นก็เพียงแค่การจะสอบผ่านเท่านั้นเอง

source:ฐานเศรษฐกิจ ขอนแก่นเดินหน้าจ่อคิวเตรียมสร้างรถ BRT รองรับจราจรแออัดและเติบโตเป็นศูนย์กลางอนุภูมิภาคอินโดจีน คาดใช้งบราว 2,400 ล้านบาท รมช.คมนาคม"ประจักษ์"ย้ำต้องวางแผนพัฒนาเป็นระบบและยั่งยืน และพร้อมผลักดันเป็นรูปธรรม นายชาญชัย สุวิสุทธะกุล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบการขนส่งและจราจร สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ในงานประชุมสภาเมืองภาคพิเศษ "ขอนแก่นถึงเวลาต้องมีระบบขนส่งมวลชนหรือยัง" ณ โรงแรมเจริญธานีปริ๊นเซส ว่า นับวันขอนแก่นยิ่งเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆในทุกๆด้าน อาทิ การศึกษา เศรษฐกิจ การค้า ฯลฯ จนนำไปสู่ปัญหาการจราจรติดขัดอย่างเลี่ยงไม่ได้ สำหรับขอนแก่นเราจำเป็นที่จะต้องทำอะไรบางอย่างขึ้นมาเพื่อรองรับในสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น โดยดูปัญหาจากโครงข่ายระบบขนส่งกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันมีสองชนิดคือ BTS และ MRTA และผลการศึกษาวิจัยถึงผลกระทบต่างๆพบว่าการสร้างระบบรถประจำทางพิเศษ (Bus Rapid Transit BRT) แบบระดับดิน น่าจะเหมาะสมและสอดคล้องกับจังหวัดขอนแก่นมากกว่าทั้งในเรื่องเงินทุน และความคุ้มค่าในด้านต่างๆ ซึ่งขณะนี้ได้ศึกษาแผนแม่บทระบบขนส่งเมืองเชียงใหม่ซึ่งแผนนี้จะสามารถนำมาปรับใช้กับขอนแก่นได้ "แผนแม่บทระบบขนส่งเมืองเชียงใหม่คือแผนบริหารจัดการที่ทางรัฐบาลกลางจะเป็นผู้ลงทุนในการสร้างระบบและโครงสร้างพื้นฐานส่วนท้องถิ่นจะเป็นผู้จัดเก็บรายได้และรักษาระบบ" ด้านผศ. ดร. พนกฤษณ คลังบุญครอง รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างยั่งยืน ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ซึ่งปัญหาการจราจรติดขัดมีทั้งหมด 6 จุดได้แก่ สี่แยกสามเหลี่ยม ถนน มิตรภาพ , ด้านบขส. ถนน ประชาสโมสร , ถนนศรีจันทร์ , ร.ร. อนุบาลขอนแก่น ถนนกลางเมือง , สี่แยกบิ๊กซี ถนนมิตรภาพ , หน้าร.ร. ขอนแก่น วิทยายน ถนนกลางเมือง และในปลายปีนี้เซ็นทรัลพลาซาก็จะเปิดให้บริการจะทำให้กำลังซื้อหรือคนจากต่างจังหวัดหลั่งไหลเข้ามาในขอนแก่นมากขึ้นไม่ต่ำกว่า 20,000 คนต่อวันซึ่งอาจจะทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก ถึงเวลาต้องมาพูดคุยเรื่องระบบขนส่งมวลชนอย่างจริงจังเพื่อรองรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ใช่เฉพาะแต่เรื่องเซ็นทรัลเพราะขอนแก่นมีศักยภาพที่สำคัญยังเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นสี่แยกอินโดจีนศูนย์กลางโลจิสติกส์ในอนุภูมิภาคนี้ ตรงนี้คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในขณะนี้ทางเทศบาลได้ให้ทางมหาวิทยาลัยจัดทำแผนแม่บทรวมไปถึงแนวคิดในการออกแบบ (Conceptual Design) ซึ่งระบบขนส่งดังกล่าวใช้งบกิโลเมตรละ 160 ล้านบาท คิดระยะทางต่อสายประมาณ 15 กิโลเมตร คิดรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 2400 ล้านบาท ด้านนายธรรมวัฒน์ อินทรจักร อาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า การแก้ปัญหาการจราจรเป็นเรื่องเล็กและเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสังคมอยากให้ทุกคนลองมองว่านอกจากการสร้างระบบขนส่งมวลชนแบบใหม่แล้วยังมีวิธีการอื่นที่ใช้งบประมาณน้อยกว่านี้อีกหรือไม่เพราะการสร้างระบบขนส่งดังกล่าวใช้งบกิโลเมตรละ 160 ล้านบาท คิดระยะทางต่อสายประมาณ 15 กิโลเมตร คิดรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 2,400 ล้านบาท "คิดว่าผู้ใช้ถนนยังไม่มีวินัยจราจรรวมไปถึงผู้ใช้รถยนต์ก็เหมือนกันจอดรถก็ซ้อนคันอยากจะเลี้ยวตรงไหนก็เลี้ยว สิ่งเหล่านี้มากกว่าที่ทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดและปัญหาอุบัติเหตุ ที่ผ่านมาเราไม่เคยคุยกับบขส.และรถปรับอากาศต่างๆ อย่างชัดเจนเพื่อหากติการ่วมกันซึ่งเชื่อว่าถ้าเราทำทุกอย่างแล้วยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ระบบขนส่งมวลชนก็น่าจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เราควรพิจารณาดูภาพสังคมโดยรวมมากกว่าที่ทำอย่างไรสังคมจึงเป็นสังคมที่สงบสุขน่าอยู่ " ด้านประชาชนที่เข้าร่วมฟังการสัมมนากว่า 400 คน ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางการสร้างระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่เทศบาลเมืองขอนแก่น แม้จะมีบางส่วนแสดงท่าทีที่ไม่เห็นด้วยแต่ก็เปิดใจกว้างรับฟังคำอธิบายของวิทยากรอย่างสนใจ นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ในแนวทางการพัฒนาเมืองขอนแก่นนั้นไม่อยากจะให้เป็นไปในลักษณะเดียวกับการพัฒนากรุงเทพมหานคร ที่มีสภาพการจราจรติดขัด จะต้องมีการวางแผนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ และมีความยั่งยืน ซึ่งในเรื่องนี้เทศบาลเมืองขอนแก่นก็ดำเนินการอยู่แล้ว โดยได้ดำเนินการประสานงานร่วมกันกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมถึง สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่อยู่ในสังกัดกระทรวงคมนาคม ในเรื่องการวางแผนการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน "การนำระบบขนส่งมวลชน อาทิ รถไฟ เข้ามาใช้ในการพัฒนาเมืองจะส่งผลดีเป็นอย่างมาก ซึ่งผลดีที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลเพียงแค่คนในเขตเทศบาล ประชาชนในเมืองขอนแก่นเท่านั้น แต่จะส่งผลดีต่อนักท่องเที่ยว ช่วยส่งเสริมในด้านการขนส่งสินค้า การเชื่อมโยงกับเมืองอื่นๆ ที่อยู่โดยรอบ" ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ไปผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรม ทั้งในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎร ซึ่งมีหน้าที่ต้องเป็นปากเป็นเสียงแทนให้ประชาชน และในฐานะที่เป็นอดีตนายกสภาเทศบาลเมืองขอนแก่นด้วย

source:มติชน มูลค่าลดลงมากเป็นประวัติการณ์ ผลผลิตเกษตรโดนด้วยชี้ปีนี้ไม่ฟื้น เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันอาหาร ร่วมกับสมาคมด้านสินค้าเกษตร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ไก่ ผลไม้ จัดแถลงสถานการณ์ธุรกิจเกษตรและอาหารในปัจจุบัน และแนวโน้มการส่งออกปี 2552 นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า การส่งออกสินค้าอาหารในปี 2552 จะมีมูลค่าเหลือ 661,000 ล้านบาท ลดลง 15% จากปี 2551 ที่มีมูลค่า 778,056 ล้านบาท ลดลงถึง 117,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นมูลค่าที่ลดลงมากสุดในประวัติการณ์ โดยเป็นการลดลงในทุกรายการ ทั้งเกษตรวัตถุดิบอาหาร อาหารแปรรูปขั้นต้น อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่ม และอาหารสัตว์ สำหรับไตรมาสแรกการส่งออกทุกกลุ่มลดลง 10-30% ภาพรวมจะลดลง 11.6% และลดลงเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 และ 3 ที่ 21.2% และ 22% ตามลำดับ "มีหลายสาเหตุที่ติดลบเป็นประวัติการณ์ ทั้งเศรษฐกิจโลกหดตัวรุนแรงและยังประเมินจุดต่ำสุดไม่ได้ซึ่งกำลังซื้ออาจไม่กลับมาในครึ่งปีหลังนี้อย่างที่ประเมินไว้ ฐานการส่งออกปี 2551 ขยายตัวมากเกินปกติ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และการแข่งขันรุนแรงในตลาด" นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในอนาคตประเทศผู้นำเข้าจะเพิ่มมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออก ล่าสุดมาเลเซียได้ออกประกาศบังคับใช้ภาชนะบุรรจุสินค้าปลาสดที่ผลิตในมาเลเซียเท่านั้น นายศิลป์ อุบลแย้ม นายกสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย กล่าวว่า ปีนี้คาดว่าการส่งออกแป้งมันจะวิกฤตหนัก โดยการส่งออกลดลง 40% โดยผู้นำเข้าได้ลดปริมาณสั่งซื้อล่วงหน้าแล้วจากเดิม 6 เดือน เหลือ 1-3 เดือน นายพรชัย ปิ่นวิเศษ ประธานกลุ่มผู้ผลิตข้าวโพดหวาน กล่าวว่า ปีนี้จะเป็นปีแรกที่ส่งออกข้าวโพดติดลบในรอบ 3 ปี โดยเดือนมกราคมส่งออกลดลงแล้ว 26% เพราะกำลังซื้อในตลาดหลักหดตัว มีการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ประธานคณะกรรมการธุรกิจเกษตรและอาหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดใหม่ที่พูดๆ กันเป็นตลาดเก่าหมดแล้ว ตอนนี้ต้องคิดว่าจะทำการค้ารูปแบบใดที่จะจูงใจและแย่งชิงกำลังซื้อกลับมา โดยรัฐต้องช่วยเหลือด้านเครดิตให้มาก

source:ประชาชาติธุรกิจ มัลติ-สโตร์ (ไทยแลนด์) พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เข็น "Knockdown Warehouse" จับลูกค้าเศรษฐีที่ดินที่ต้องการหารายได้จากพื้นที่ว่างเปล่า รวมทั้งผู้ประกอบการคลังสินค้า เปิดตัวเดือนเมษายนนี้ นายปิยบุตร ศานติพงศ์ รองกรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ผู้ผลิตและจำหน่ายชั้นวางสินค้า "MTS" ซึ่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในเดือนเมษายนนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัว "Knockdown Warehouse" หรือคลังสินค้าน็อกดาวน์ที่สามารถถอดประกอบชิ้นส่วนได้ง่าย ทำให้ประหยัดต้นทุนและเวลาในการก่อสร้าง โดยใช้เวลาก่อสร้างรวมฐานรากเพียง 4 เดือน ขณะที่คลังสินค้าทั่วไปที่ก่อสร้างแบบก่ออิฐฉาบปูนจะใช้เวลานาน 6 เดือน-1 ปี ส่วนกลุ่มลูกค้าจะเป็นเจ้าของที่ดินที่มีพื้นที่ว่างเปล่าริมถนนสายเศรษฐกิจในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลที่ต้องการสร้าง คลังสินค้าเพื่อหารายได้ รวมทั้งบริษัทผู้ประกอบกิจการคลังสินค้าที่ต้องการขยายกิจการ คลังสินค้าน็อกดาวน์ของบริษัท มีพื้นที่ทั้งหมด 3 ส่วน พร้อมที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าเต็มที่ ประกอบด้วย 1.storage system ซึ่งเป็นพื้นที่ด้านในสุดที่เป็นที่เก็บสินค้า 2.สำนักงาน 3.free space & dock ที่เป็นพื้นที่ว่างหน้าคลังและใช้ในการขนถ่ายสินค้า อย่างไรก็ตามลูกค้าสามารถเลือกสร้างส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้ ทั้งนี้บริษัทมีวิศวกรพร้อมออกแบบฐานรากเพื่อรองรับน้ำหนักอาคาร ส่วนรูปแบบการขายสินค้ามีทั้งแบบประเภทให้เช่าและขาย "ขนาดมาตรฐานของคลังสินค้าจะมีความกว้าง 40 เมตร ความยาว 80 เมตร ความสูง 20 เมตร รูปแบบการก่อสร้างมีอุปกรณ์สำคัญคือ rack เป็นตัวรองรับน้ำหนักหลังคาแทนเสาปูนคอนกรีตเสริมเหล็ก รวมทั้งรองรับน้ำหนักสินค้า ด้าน mezzanin floor หรือชั้นลอย สามารถปรับเปลี่ยนเป็นสำนักงาน และ completly Knockdown building structure เป็น โครงหลังคาที่มี rack รองรับ" บริษัทกำลังก่อสร้างคลังสินค้าน็อกดาวน์ตัวอย่างอยู่ใกล้กับบริเวณโรงงานที่ถนนพุทธมณฑลสาย 4 หลังจากนั้น บริษัทจะขายคลังสินค้าประเภทนี้ผ่านตัวแทนจำหน่ายในประเทศ 10 ราย ใน เขตกรุงเทพฯและปริมณฑล อุดรธานี เชียงใหม่ ส่วนต่างประเทศมีที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย พม่า ซึ่งตัวแทนจำหน่ายเหล่านี้จำหน่ายชั้นวางสินค้าให้กับบริษัทมานาน "ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ธุรกิจโลจิสติกส์ยิ่งขยายงานหรือมีการแข่งขันกันสูง งานขนาดเล็ก ขนาดใหญ่บริษัทรับทำหมด แถมมีบริการพิเศษรับดัดแปลง ซ่อมแซม ผลิตชิ้นส่วนทดแทน รับตรวจสอบคุณภาพแร็กที่มีสนิมในคลัง หรือต้องการเพิ่มน้ำหนักรองรับสินค้า รวมทั้งการหาพันธมิตรทั้งใน-ต่างประเทศมาร่วมงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ส่วนทางด้านการขาย ชั้นวางสินค้าใน 2 เดือนแรกปีนี้ บริษัทไม่ได้รับผลกระทบ ยอดขายในด้านปริมาณเพิ่มขึ้น 20% ส่วนหนึ่งมาจากการที่ราคาเหล็กที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตราคาลดลงเกือบ 100% ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น" นายปิยบุตรกล่าว

source:โพสต์ทูเดย์ ธปท.จ่อเปิดประตูอ้าซ่าให้ธนาคาร-ส่งออกซื้อป้องกันความเสี่ยงเงินตราล่วงหน้าได้ทันที ไม่ต้องขออนุมัติแล้ว นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.อยู่ระหว่างพิจารณาปรับเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการทำและยกเลิกสัญญาการซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Hedging) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท ที่เป็นอุปสรรคในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอ มาตรการใหม่ที่จะออกมานั้นจะช่วยลดขั้นตอนการดำเนินการให้สะดวกมากขึ้น เช่น อาจจะให้ธนาคารพาณิชย์ยกเลิกการทำธุรกรรมการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าได้โดยอัตโนมัติ จากปัจจุบันที่ต้องขออนุญาตยกเลิกเป็นกรณีๆ และต้องมีธุรกรรมรองรับ เพื่อตรวจสอบว่าเป็นการเก็งกำไรค่าเงินหรือไม่ นางสุชาดา กล่าวว่า ในภาวะเศรษฐกิจชะลอเช่นนี้ มีความเป็นไปได้ว่ายอดขายสินค้าส่งออกของผู้ประกอบการคงลดลงจริง ทำให้การได้มาซึ่งเงินตราต่างประเทศเข้ามาส่งมอบอาจไม่ตรงตามสัญญาที่ทำไว้กับธนาคารพาณิชย์ได้ ขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์หลายแห่งก็เริ่มมีปัญหา จากการไปขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าไว้เกินกว่าสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศที่มีอยู่ เนื่องจากที่ผ่านมารายได้จากการส่งออก และเม็ดเงินที่ใช้ในการนำเข้าของประเทศลดลง ทำให้ธนาคารพาณิชย์ที่เคยทำสัญญาซื้อขายไว้ล่วงหน้ามีต้นทุน “ถ้าให้ยกเลิกสัญญาได้อัตโนมัติอาจจะช่วยลดภาระของผู้ประกอบการและธนาคารพาณิชย์ได้ เพราะไม่ต้องมีภาระหรือมีต้นทุนเพิ่มในการหาเงินตราต่างประเทศมาส่งมอบตามสัญญา และช่วยให้การทำธุรกรรมสะดวกรวดเร็วขึ้น ลดความผันผวนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทในช่วงที่ต้องส่งมอบเงินตามสัญญา” นางสุชาดา กล่าว

source:โพสต์ทูเดย์ ไอเอ็มเอฟ เฉือนคาดการณ์ไม่เลิก ล่าสุดหัวเรือใหญ่เตือนปีนี้ทั้งโลกอาจจมต่ำกว่า 0% โดมินิก สเตราส์-คาห์น ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็ม เอฟ) เตือนว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะทิ้งตัวลงต่ำกว่าระดับ 0% เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ ตอกย้ำคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า เศรษฐกิจอาจไม่ฟื้นตัวภายในปี 2553 “ภาวะการขาดสภาพคล่องยืดเยื้อของสถาบันการเงินโลก บวกกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ทรุดตัวลง ยิ่งก่อให้เกิดแรงกดดันต่อความต้องการภายในประเทศทั่วโลก” สเตราส์-คาห์น กล่าว พร้อมย้ำว่า ขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ เมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา สเตราส์-คาห์น คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวที่ 0% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ คาดการณ์ว่าอัตราขยายตัวจะอยู่ที่ 0.5% อย่างไรก็ตามการคาดการณ์ล่าสุด บ่งชี้ว่าขณะนี้เศรษฐกิจโลกอาจ อยู่ในภาวะที่เลวร้ายที่สุดในรอบกว่า 6 ทศวรรษ วันเดียวกัน วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีชาวสหรัฐ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังตกลงไปในหุบเหวลึก แต่ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ ทว่าหลังจากนั้นสหรัฐอาจจะพบกับปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรงกว่าที่เคยพบมาเมื่อครั้งทศวรรษ 1970 เสียอีก พร้อมกับเรียกร้องให้นักการเมืองจากทุกค่ายจะต้องร่วมมือกันเพื่อฟันฝ่าสงครามเศรษฐกิจในครั้งนี้ โดยเฉพาะการร่วมกันผลักดันงบประมาณเพื่อแก้ปัญหา ขณะเดียวกัน สถานการณ์ตลาดแรงงานของโลกยังได้รับผลกระทบรุนแรง ล่าสุด “แมนเพาเวอร์” บริษัทพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ชื่อดังเปิดเผยว่า แผนการจ้างงานของภาคธุรกิจในสหรัฐในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ได้ปรับลดลงต่ำสุด เป็นประวัติการณ์เหลือเพียงติดลบ 1 จาก 10 จุด เมื่อช่วงไตรมาสแรกบ่งชี้ว่า ตลาดงานจะยังคงอ่อนแรงต่อไปในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ สำหรับตัวเลขการจ้างงานของนายจ้างในสหรัฐช่วงไตรมาส 2 ปรับลดลง 15% จาก 16% ช่วงไตรมาสแรก ขณะที่ นายจ้างที่มีแผนการที่จะลดการจ้างงานปรับขึ้นมาอยู่ที่ 14% จาก 13% ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานช่วงเดือนก.พ. ปรับลดลง 6.51 แสนคน ส่งผลให้ตัวเลขว่างงานกระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 8.1% สูงสุดในรอบ 25 ปี ด้านผลสำรวจโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า ตัวเลขว่างงานของสหรัฐจะทะลุ 9.4% ในปีนี้ และภาวะดังกล่าวจะยืดเยื้อต่อไปจนถึงปี 2554 กลายเป็นภัยคุกคาม ระยะยาวต่อเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกัน รายงานระบุด้วยว่า ธุรกิจเฮดจ์ฟันด์อาจจะต้องปลดพนักงานลงถึง 2 หมื่นคนในปีนี้ หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 14% แซงหน้าตัวเลข 1 หมื่นคน เมื่อปีที่แล้ว ปัจจัยสำคัญมาจากภาวะ ขาดทุนจากการลงทุน และขาดรายได้ จากค่าธรรมเนียม เนื่องจากลูกค้าแห่ถอนเงินลงทุน

source:ประชาชาติธุรกิจ นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯเตรียมจะเปิดตัวโครงการ "บัตรธงฟ้า (Blue Card)" สำหรับประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท/เดือน สำหรับนำไปลดราคาสินค้า 10-20% เบื้องต้นกรมจะทำหน้าที่ประสานจับคู่ผู้ผลิตสินค้า (ซัพพลายเออร์) ว่าจะนำสินค้ารายการใดมาร่วมลดราคาสินค้าได้บ้าง โดยจะเน้นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช ของใช้ในบ้าน เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ทางร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นได้แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการ โดยวางเป้าหมายว่าจะใช้งบประมาณสำหรับโครงการนี้ 140 ล้านบาท ขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการวางหลักเกณฑ์เงื่อนไขการให้บลูการ์ด แต่เบื้องต้นจะอาศัยเงื่อนไขเดียวกับเช็คช่วยชาติ คือให้กับผู้มีรายได้ที่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน แต่จะขยายให้กับกลุ่มที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม ทั้งผู้ใช้แรงงานและกลุ่มผู้ประกอบการแท็กซี่ ทั้งหมดจะต้องมาขึ้นทะเบียนกับกรม ได้รับบัตรไป ซึ่งจะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของรัฐบาลที่จะช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ "บลูการ์ดไม่ใช่บัตรถาวร เมื่อภาวะเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ปกติ บัตรจะถูกยกเลิก แต่ทางกรมเชื่อว่าจะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น เพราะเซเว่นฯมีจำนวนสาขา 5,000 สาขา กระจายอยู่ทั่วประเทศ คาดว่าจะได้ข้อสรุปและเริ่มต้นโครงการได้ภายในเดือนเมษายนนี้ นอกจากนี้ผู้ถือบัตรบลูการ์ดจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มจากโครงการบลูอื่นๆ ส่วนพื้นที่อื่นกรมจะเสริมด้วยโครงการมหกรรมจำหน่ายสินค้าธงฟ้าราคาประหยัด ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างการเจรจากับห้างค้าปลีกอีกหลายแห่ง ว่าจะสนใจเข้าร่วมโครงการนี้หรือไม่" นายยรรยงกล่าว ทางด้านนายประพล มิลินทจินดา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมจัดโครงการเพิ่มมูลค่าเช็ค 2,000 บาทช่วยชาติ โดยร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงคมนาคม และกระทรวงอุตสาหกรรม จัดงานไทยรวมพลังกู้วิกฤตเศรษฐกิจชาติขึ้นระหว่างวันที่ 3-9 เม.ย.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อนำสินค้าจากแหล่งผลิต โรงงาน ธุรกิจด้านท่องเที่ยว ขนส่งและโลจิสติกส์ มาจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปในราคาต่ำกว่าท้องตลาด 20-30% ส่วนผู้ที่ได้รับเช็ค 2,000 บาทช่วยชาติ ซึ่งมีอัตราเงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท สามารถนำเอกสารสลิปเงินเดือนมาขึ้นทะเบียนที่งาน เพื่อขอรับคูปองเพิ่มมูลค่าเช็ค 200 บาท สำหรับซื้อสินค้าในงานได้อีกด้วย ส่วนความคืบหน้าในเดือนมีนาคมเตรียมจะเปิดตัว 4 โครงการ โดยเริ่มจากโครงการบลูโฮเต็ล ร่วมกับสมาคมโรงแรมไทยลดราคาค่าห้องพักซึ่งจะเปิดตัวภายในงานบลูเมกะเซลในวันที่ 26 มี.ค.นี้ หลังจากนี้จะเร่งเปิดตัวอีก 3 โครงการ คือร้านสีฟ้า (Blue Shop) จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาเดียวที่ 60 บาทต่อชิ้น กำลังจะเปิดเพิ่มอีก 2 จุด ที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสวนจตุจักร และสถานีรถไฟหัวลำโพง จากก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวร้านต้นแบบไปแล้วที่ห้างสยามพารากอน การจำหน่ายสินค้าจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค (Blue Outlet) และสินค้าเกษตรสีฟ้า (Blue Farm) สำหรับการให้บริการสีฟ้า (Blue Service) ที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้คือรถแท็กซี่สีฟ้า ลดค่าโดยสารให้ผู้โดยสารเที่ยวละ 5 บาท ซึ่งมีรถแท็กซี่เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 200 ราย เปิดตัวโครงการไปแล้วตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ส่วนคาร์โก้สีฟ้าจะลดค่าขนส่งสินค้าลง 20% ร้านอาหารสีฟ้าลดค่าอาหารให้ผู้บริโภค ช็อปปิ้งสีฟ้าขอความร่วมมือห้างสรรพสินค้าจัดโปรโมชั่นลดราคาพร้อมกันทั่วประเทศ เอ็นเตอร์เทนสีฟ้าขอความร่วมมือค่ายเพลง ทั้งแกรมมี่, อาร์เอส ลดราคาสินค้ากลุ่มบันเทิง ท่องเที่ยวสีฟ้าขอให้ภาคท่องเที่ยวและโรงแรมจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวลดราคา 20% รวมถึงโรงพยาบาลสีฟ้าลดค่าบริการรักษาพยาบาลให้ประชาชนด้วย ด้านแหล่งข่าวจากผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เมื่อสัก 1 เดือนที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เชิญผู้ประกอบการค้าปลีกและซัพพลายเออร์เข้าหารือถึงโครงการที่เรียกว่าบลูโปรเจ็กต์ แต่ยังไม่มีข้อสรุปถึงแนวทางการดำเนินการ และมอบหมายให้กรมการค้าภายในเป็นผู้ไปประสานงานต่อ ล่าสุดก็ยังไม่ทราบว่าโครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง และยังไม่ทราบว่ามีโครงการบลูการ์ดเพิ่มขึ้นมาด้วย "ตอนนี้ยังไม่ได้มีการหารือกับทางการในเรื่องดังกล่าว และมีความเป็นไปได้ว่าทางการอาจจะมีการหารือเพื่อขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการเป็นรายๆ ไป อย่างไรก็ตามการให้ส่วนลดกับผู้ถือบัตรบลูการ์ดดังกล่าวในทางปฏิบัติอาจจะไม่ง่ายนัก เนื่องจากสินค้าต่างๆ ที่จะนำมาให้ส่วนลดในโครงการนี้จะต้องมีการบันทึกด้วยระบบบาร์โค้ดและคอมพิวเตอร์ ซึ่งทุกวันนี้ธุรกิจค้าปลีกก็ได้มีการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย มีการลดราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันหลายๆ ชนิดอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว"