Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62

source:มติชน นายจำรัส สว่างสมุทร ที่ปรึกษาโครงการสำรวจตลาดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กระทรวงไอซีที เปิดเผยผลการสำรวจผู้ประกอบการรวม 200 ราย ระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2551 ว่า วิกฤตการเงินในสหรัฐอเมริกา ตลอดจนราคาน้ำมัน การปิดล้อมสนามบินที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดไอซีทีปีนี้จะขยายตัวเพียง 5.2% หรือคิดเป็นมูลค่า 5.7 แสนล้านบาท เป็นอัตราลดลงจากปีก่อนเติบโต 8.3% โดยกลุ่มฮาร์ดแวร์ได้รับผลกระทบมากที่สุด จากมูลค่า 7.54 หมื่นล้านบาท จะเติบโตติดลบ 0.4% ทั้งนี้ ปัจจัยบวกสำคัญของปีนี้คือ นโยบายของภาครัฐที่หันมาให้ความสำคัญเรื่องของการนำไอทีเข้ามาใช้ในการทำงานและการบริการภาคประชาชน รวมทั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่ทำให้แต่ละบริษัทตื่นตัวในการเก็บข้อมูลมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการยังคงมีโอกาสในการทำตลาดอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มซอฟต์แวร์ คอมพิวเตอร์ เช่น ซอฟต์แวร์ฝังตัว และซอฟต์แวร์ด้านการบริการ ทั้งบนโทรศัพท์มือถือ และในกลุ่มธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ นายณัฐศักดิ์ โรจนพิเชษฐ์ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคอาเซียน และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ออราเคิล คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กลยุทธ์การขายพ่วง (บันเดิล) ไปกับตัวแทนจำหน่าย และการทำตลาดร่วมกับซัพพลายเออร์จะเป็นโอกาสที่ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยในกลุ่มธุรกิจนี้สามารถประคองตัวเองต่อไปได้ในช่วงที่แต่ละบริษัทจำกัดเรื่องงบประมาณการใช้จ่าย ทั้งนี้ กลุ่มที่จะหันมาให้ความสำคัญเรื่องการนำไอทีเข้ามาใช้ คือการดูแลและบริหารรักษาความสัมพันธ์ลูกค้า การจัดซื้อจัดจ้าง ระบบโลจิสติคส์ และการบริหารบุคคล ซึ่งถือเป็นโอกาสทางการตลาดของผู้ประกอบการด้านไอทีในขณะนี้

source:ประชาชาติธุรกิจ "พาณิชย์" ออกโรงเตือนผู้ส่งออกรับมือมาตรการกีดกันทางการค้า แค่ 2 เดือน สินค้าไทยเจอ NTBs 17 มาตรการ จากอียู-สหรัฐ-ญี่ปุ่น-ไต้หวัน-อินโดฯ-จีน "อภิสิทธิ์" ส่งสัญญาณถึงทั่วโลกลดกีดกันการค้า เผยแนวโน้มการใช้มาตรการสิ่งแวดล้อม-แรงงานมาแรง กรมการค้าต่างประเทศเตรียมจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้า ช่วย ผู้ส่งออกปรับตัว ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่มีจุดเริ่มต้นในสหรัฐลุกลามไปยังสหภาพยุโรปและทั่วโลก ส่งผลให้รัฐบาลของหลายประเทศเตรียมจะนำมาตรการกีดกันทางการค้ามาใช้ เพื่อหวังว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศของตน แต่ผลจากการกระทำดังกล่าวอาจจะทำให้เกิดการตอบโต้จากประเทศผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการปกป้อง จนกลายเป็นสงครามทางการค้า รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2552 กรมการค้าต่างประเทศได้แจ้งเตือนล่วงหน้ากับผู้ส่งออกสินค้า ถึงมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ รวม 17 มาตรการ ที่ประเทศต่างๆ นำมาบังคับใช้ และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อไทย พบว่าสหภาพยุโรปจำนวน 9 มาตรการ สหรัฐ 3 มาตรการ ไต้หวัน 2 มาตรการ จีน 1 มาตรการ ญี่ปุ่น 1 มาตรการ อินโดนีเซีย 1 มาตรการ ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในงานประชุมสุดยอดธุรกิจและการลงทุนอาเซียน 2009 ว่า อาเซียนจะไม่มีการกีดกันทางการค้า เพราะเราเชื่อมั่นในการค้าเสรี และจะต้องส่งสัญญาณให้กับภูมิภาคและส่วนอื่นๆ ของโลกทราบถึงความคิดนี้ด้วย สอดคล้องกับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ระบุว่า อาเซียนจะส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าไม่สนับสนุนการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะกรณีที่สหรัฐและ ประเทศอื่นๆ จะใช้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้จ่ายเงินจำนวนมากในการซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศของตัวเอง นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ลอนดอน สหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า ขณะนี้มีแนวโน้มว่าประเทศในสหภาพยุโรปจะเพิ่มมาตรการอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (nontariff barriers หรือ NTBs) มากขึ้น เช่น การออกมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการดูแลการลดคาร์บอนไดออกไซด์ในสินค้าที่จะเริ่มใช้มากขึ้น การออกมาตรฐานสินค้า BRC โดยห้างค้าปลีกภายในอังกฤษ ซึ่งมีโอกาสจะขยายไปสู่การใช้ทั่วภูมิภาคยุโรป นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ตลาดญี่ปุ่นมีความตื่นตัวในการใช้มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษีในสินค้าต่างๆ มากขึ้น เพื่อดูแลความปลอดภัยของผู้บริโภค และมาตรการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเตรียมจะกำหนดมาตรการลักษณะเดียวกับอียูในการติดฉลากสินค้าระบุปริมาณการปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่อากาศ ตั้งแต่กระบวนการผลิต หรือการสะสมคาร์บอนเครดิต เพื่อให้ผู้บริโภคได้ตัดสินใจเลือกสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม "ห้างอิออนในญี่ปุ่นเริ่มมีการรณรงค์ใช้เรื่องคาร์บอนเครดิตในสินค้าบางรายการแล้ว เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มให้ความสำคัญ" นางอัมพวันกล่าว นางอัญชนา วิทยาธรรมธัช รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ปัจจัยจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกกลายเป็นแรงเสริมให้ประเทศต่างๆ ปรับปรุงและบังคับใช้มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษีมากขึ้น โดยกลุ่มสหภาพยุโรป สหรัฐ และอินโดนีเซียมีการใช้มาตรการ NTBs กับสินค้ามากที่สุด และส่งผลกระทบต่อสินค้าไทย และมี แนวโน้มจะกำหนดมาตรการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและแรงงานเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการออกมาตรการโดยภาคเอกชน เช่น ห้างค้าปลีกต่างๆ เพื่อให้เป็นมาตรการแบบสมัครใจสำหรับผู้ส่งออกที่ต้องการจำหน่ายให้ห้างนั้น แต่บางส่วนเป็นการกำหนดนโยบายของรัฐบาลเพื่อปกป้องแรงงานภายในประเทศโดยตรง คล้ายกับสวัสดิการของรัฐบาล ซึ่งแตกต่างจากไทยที่ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการและกระจายลงไปสู่แรงงานอีกต่อหนึ่ง ขณะที่ในเอเชีย ส่วนใหญ่ไม่มีการออกมาตรการทางการค้ามากนัก มีเพียงตลาดญี่ปุ่นที่มีความเข้มงวด ส่วนตลาดจีนไม่ได้มี นโยบายด้านนี้ เพราะจีนยังมีปัญหาเรื่องระดับมาตรฐานสินค้าภายในประเทศของตนเอง ส่วนในอาเซียน มีข้อตกลงภายในอาเซียนเพื่อให้บรรลุการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ใน ปี 2558 จำเป็นต้องยกเลิกมาตรการที่มิใช่ภาษีในปี 2553 โดยเริ่มจากการยกเลิกการกำหนดปริมาณการนำเข้าก่อน ซึ่งทยอยลดปริมาณลงตามลำดับ นับไปพร้อมกับการลดอัตราภาษีที่จะเริ่มในกลุ่มสินค้าเกษตรก่อน โดยมีเป้าหมายว่าจะต้องเป็นการค้าเสรีโดยแท้จริง อย่างไรก็ตาม อาเซียนบางประเทศก็ไม่ได้ยกเลิกมาตรการ NTBs อย่างแท้จริง เช่น อินโดนีเซียที่มีการออกมาตรการและหลักปฏิบัติต่างๆ ซึ่งสร้างความลำบากให้กับ ผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้า เช่น มาตรการ ขอใบอนุญาตนำเข้า (import licensing) สินค้าบางอย่าง เช่น น้ำตาลทราย และล่าสุดได้กำหนดมาตรการบังคับให้ตรวจสอบการนำเข้าสินค้า 500 รายการอย่างเข้มงวด โดยผ่านผู้ตรวจสอบที่รัฐบาลอินโดนีเซียให้การรับรอง เท่ากับว่าเป็นอุปสรรคต่อผู้ที่ไม่เคยมีประวัติการนำเข้าไปในอินโดนีเซีย นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กำลังจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้า (early warning) ผ่านทางเว็บไซต์ของกรม www.dft.go.th ซึ่งคาดว่าจะสามารถเผยแพร่อย่างเต็มรูปแบบได้ในเดือนพฤษภาคม 2552 เพื่อแจ้งข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับกฎระเบียบและมาตรการที่ประเทศต่างๆ กำลังจะนำออกมาบังคับใช้ ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลาตามสถานการณ์โลก จึงจำเป็นต้องให้ผู้ประกอบการได้ทราบและเตรียมปรับตัว

source:ประชาชาติธุรกิจ การแข่งขันของธุรกิจในปัจจุบัน นอกเหนือจากคุณภาพสินค้า การบริการและราคาเพื่อเพิ่มยอดขายแล้ว โครงสร้างการตลาดที่ซับซ้อนและมีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามา ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเร่งหาพันธมิตรมาร่วมกันสร้างเครือข่ายในการแข่งขัน จึงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องนำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์มาสนับสนุน "ประชาชาติธุรกิจ" จึงถือโอกาสสัมภาษณ์ นายธานินทร์ ตันกิติบุตร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไทยเทรดเน็ต จำกัด ในฐานะผู้นำตลาดการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างองค์กรกับองค์กร ถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ดังนี้ - สายงานธุรกิจของบริษัท ไทยเทรดเน็ต จำกัด มีอะไรบ้าง บริษัท ไทยเทรดเน็ต จำกัด (TTN) เป็นบริษัทในเครือสามารถ เทลคอม ดำเนินงานอยู่ 4 สายธุรกิจคือ (1) E-transaction เป็นบริการเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDI) ครบวงจร ครอบคลุมเครือข่ายทั้งภาครัฐ (B2G) และภาคธุรกิจ (B2B) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประกอบด้วยบริการหลักคือ EDI/XML บริการเชื่อมโยงเต็มรูปแบบ ด้วยมาตรฐานเอกสาร EDI และ web EDI บริการรับ- ส่งเอกสาร EDI ออนไลน์ผ่านเครือข่าย อินเทอร์เน็ตสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี สายงานธุรกิจนี้บริษัทให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะปัจจุบันมีการทำธุรกรรมการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างองค์กรที่ใช้ระบบปฏิบัติการต่างกันมาก ทั้ง window/linux และระบบสนับสนุน การปฏิบัติการ (application) ก็ต่างกัน อย่าง SAP ที่เป็นแอปพลิเคชั่นที่ซับซ้อน และใช้ในองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งธุรกิจสายนี้เป็นธุรกิจหมุนเวียนเร็ว เป็นธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาใช้แทนกระดาษ เช่น การออกใบ P/O วันละเป็น 1,000 ใบ การจะมาใช้ระบบกระดาษส่งแฟกซ์คงไม่ ทันการ การใช้ EDI ส่งข้อมูลเหล่านี้แทนแฟกซ์ เป็นการเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน ประหยัดต้นทุนและเป็นการลดความผิดพลาดในการนำข้อมูลจากแฟกซ์ไปเก็บในรูปแบบต่างๆ เป็นการนำข้อมูลจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่ง ที่ต้องมีภาษากลาง (XML) เข้ามาช่วย EDI ในประเทศไทยใช้กันมานานนับ 10 ปี แต่ส่วนใหญ่จะใช้ในวงจำกัดบริษัทขนาดใหญ่ของไทยและบริษัทข้ามชาติเท่านั้น เช่น ยูนิลีเวอร์, พีแอนด์จี, คอลเกตฯ นำมาใช้เชื่อมโยงข้อมูล เอาข้อมูลไปใช้ในการเคลื่อนย้าย จัดเก็บสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบซัพพลายเชน ไหลลื่น ผู้ซื้อ-ผู้ขายมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันจนไปถึงผู้ผลิต (2) E-collaboration เป็นการร่วมมือกันทำงานแบบพาร์ตเนอร์หรือหุ้นส่วน ได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ ผู้ค้าปลีกไม่ต้อง สต๊อกสินค้ามาก ซัพพลายเออร์ก็รู้ดีมานด์ล่วงหน้า สามารถสั่งซื้อวัตถุดิบได้ถูกต้อง แต่การร่วมมือกันทำงานจะต้องมี แอปพลิเคชั่น เอาข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนมาสังเคราะห์กันต่อ ซึ่งสายงานนี้บริษัทเน้นเป็นพิเศษเช่นกัน บริการหลักที่ทำอยู่คือ distribution portal เป็นบริการพอร์ทัลสำหรับการบริหารช่องทางการจัดจำหน่ายในลักษณะค้าส่ง กับ supply portal เป็นบริการพอร์ทัลสำหรับด้านการจัดซื้อ พร้อมระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ทันสมัย และยืดหยุ่น (3) E-content & hosting เป็นบริการเว็บไซต์และอีเมล์โฮลติ้งสำหรับองค์กรธุรกิจยุคใหม่ เช่น I-web ready บริการเว็บไซต์ พร้อมระบบพื้นฐานแบบครบวงจร I-mail บริการอีเมล์สำหรับธุรกิจ เอสเอ็มอี CMS บริการระบบจัดการเนื้อหาในเว็บไซต์ขององค์กรขนาดใหญ่ (4) E-solution เป็นระบบซอฟต์แวร์โซลูชั่นสำหรับองค์กรธุรกิจที่ต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ E-workflow ระบบงานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ภายในองค์กรด้วยเทคโนโลยี web application และ E-service ระบบงานบริการลูกค้าผ่านทางเว็บไซต์ขององค์กร - ทิศทางและเป้าหมายการดำเนินธุรกิจในปีนี้ ในปีนี้บริษัทมีเป้าหมายใช้ "supply net" ที่อยู่ในสายธุรกิจ E-transaction บุกตลาด ซึ่งในกลุ่ม supply net ยังมีบริการย่อยอีก ได้แก่ - supply net direct ข้อมูลจากห้าง ธุรกิจเอสเอ็มอี ใช้เพียงแค่ browser เข้าเว็บไซต์ supply net E Z From (SME) - supply net SLS ใช้ประเมินผลงานซัพพลายเออร์ว่าบริการได้ดีระดับไหน โดยจะมีการเอาข้อมูลสต๊อกสินค้า ยอดขายมาประมวลผล ซึ่งบริการนี้รีเทลเลอร์นำมาจัดเกรดซัพพลายเออร์ - supply net VMI เป็นเทคนิคของระบบซัพพลายเชน ปกติผู้ซื้อออกใบคำสั่งซื้อ P/O แก่เวนเดอร์หรือซัพพลายเออร์ แต่ VMI (vendor managed inventory) จะยกหน้าที่การสต๊อกสินค้าให้เวนเดอร์บริหารดูแลไม่ให้ขาดหรือมีมากเกินไป เป็นการเอาข้อมูลสต๊อกมาดูแทน P/O เวนเดอร์มีหน้าที่เติมสินค้าตามข้อตกลงกับผู้ซื้อ ซึ่งจะมีการนำแคมเปญโปรโมชั่นมาพิจารณากันก่อนล่วงหน้า ซึ่งจุดนี้บริษัทก็จะเข้าไปช่วยดำเนินการทำแอปพลิเคชั่นให้ และต่อไปบริษัทจะให้เวนเดอร์เช่าซอฟต์แวร์ VMI ใช้ โดยจ่ายค่าบริการตามที่ตกลงกับบริษัท - supply net E-channel บริษัทกำลังดำเนินการพัฒนาอยู่ ปกติซัพพลายเออร์นอกจากจะติดต่อกับร้านค้าปลีกโดยตรงหรือส่งเซลส์ไปรับออร์เดอร์ลูกค้าในต่างจังหวัดหรือใช้แฟกซ์ ต่อไปสามารถใช้ E-channel ออร์เดอร์ผ่านเว็บไซต์เชื่อมเข้ากับ back end ของซัพพลายเออร์เลย - เคล็ดลับกลยุทธ์การเติบโต เนื่องจากบริษัทมีจุดแข็งในการดำเนินธุรกิจทางด้านนี้ เพราะมีกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่ใช้บริการของบริษัทอยู่แล้ว เช่น เทสโก้ โลตัส แม็คโคร ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต คาร์ฟูร์ เดอะมอลล์ จัสโก้ เซ็นทรัล เอสโซ่ ยูนิลีเวอร์ 3 เอ็ม คอลเกตฯ โคคา-โคลา ฯลฯ จึงสามารถที่จะต่อยอดจากกลุ่มผู้ค้าเหล่านี้อีก "เราไม่ได้มี EDI transaction อย่างเดียว ยังมี E-collaboration เพิ่มมูลค่าอีกด้วย เรามีดาต้าเราเอง ตลอดจน โครงข่ายที่แข็งแรง จึงคาดว่าปีนี้จะมี ยอดขายเติบโตอีก 30% นับว่าสูงมาก" โดยปีนี้บริษัทได้โครงการจากกลุ่มเซ็นทรัล-โรบินสัน ในการนำซัพพลายเออร์มาทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ก็ต้องให้ซัพพลายเออร์ใช้แอปพลิเคชั่น ของบริษัท ซึ่งในวันที่ 20 มีนาคมนี้ ทางบริษัทจะมีการจัดสัมมนาให้ความรู้แก่ซัพพลายเออร์ที่กลุ่มเซ็นทรัลคัดมาประมาณ 100 รายถึงความพร้อมในการ ทำ "supply net VMI" ซึ่งเป็นการยกระดับขีดความสามารถซัพพลายเออร์ จากเดิมที่ใช้เว็บ EDI ในการทำ P/O มาเป็นผู้บริหารสต๊อกสินค้า

source:กรุงเทพธุรกิจ นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า แนวโน้มการส่งออกสินค้าไทยไปตลาดจีนปี 2552 ที่กำหนดเป้าหมายขยายตัว 0-7% มูลค่า 1.61-1.73 หมื่นล้านดอลลาร์ อาจไม่เป็นไปตามคาดการณ์ เนื่องจากจีนได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก จึงต้องเร่งหามาตรการกระตุ้นการส่งออก โดยเฉพาะการใช้แผนสร้างความเชื่อมั่น โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเป็นหัวหน้าคณะโรดโชว์เยือนจีน ระหว่างวันที่ 26-28 มี.ค. นี้ เพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรีของจีน แก้ไขปัญหาด้านการค้าการลงทุน “แนวโน้มตลาดจีนไม่สดใส เป้าหมายส่งออกจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเดินสายไปโรดโชว์ตลาดจีนของนายอภิสิทธิ์ครั้งนี้ ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรค และขยายการค้าการลงทุนให้มีช่องทางการเจาะตลาดเพิ่มขึ้น” นายอลงกรณ์ กล่าว นอกจากนี้การผลักดันส่งออกตลาดจีนให้บรรลุเป้าหมาย จะต้องเน้นกลยุทธ์เชิงลึก ซึ่งการเดินทางไปเยือนจีนของตนเมื่อวันที่ 23-24 ก.พ. ที่ผ่านมา ได้ร่วมมือกับสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของจีน (CCPIT) ช่วยทำวิจัยการเจาะตลาดรายมณฑลของจีนและข้อมูลรายสินค้าที่มีศักยภาพในการแข่งขัน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนี้ หลังจากนั้นจะจัดทำเป็นแผนโรดแมพบุกเจาะตลาดจีน ทั้งนี้ ในเบื้องต้น มณฑลที่จะเน้นผลักดันส่งออก จะมุ่งทางภาคเหนือของจีน ซึ่งติดกับหลายประเทศที่เห็นว่าสามารถส่งสินค้าไทยออกไปขายได้ เช่น มองโกเลีย คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน โดยได้ตกลงกับกลุ่มตลาดกลางที่ใหญ่สุดของจีน เพื่อใช้เป็นฐานส่งออกสินค้าเกษตรของไทย ตนยังได้หารือกับบริษัทคอฟโก ของจีน โดยไทยขอให้คอฟโกนำเข้าสินค้าข้าวจากไทย ซึ่งทางคอฟโกยินดีที่จะนำเข้าข้าวหอมมะลิจากไทยเพิ่มขึ้น ส่วนข้าวขาวต้องรอดูสถานการณ์ทางด้านราคาก่อน

source:ฐานเศรษฐกิจ บ.พัสดุภัณฑ์ไทยฯ ประกาศเดินหน้าพัฒนาธุรกิจต่อเนื่อง ล่าสุดเตรียมขยายไลน์จากรับส่งพัสดุภัณฑ์ เข้าสู่ผู้ให้บริการระบบโลจิสติกส์รับส่งยาและเวชภัณฑ์ให้กับกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล พร้อมวาง 5 ยุทธศาสตร์พัฒนาองค์กร เน้นสร้างจุดขายด้วยมาตรฐานบริการ และการมีเครือข่ายที่เชื่อมโยงทั่วประเทศ มั่นใจบริษัทจะมีอัตราเติบโตปีนี้ที่ 10% นายภัคดี ศยามล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พัสดุภัณฑ์ไทย จำกัด เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า บริษัทพร้อมพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวขึ้นสู่ผู้นำด้านการขนส่งพัสดุภัณฑ์ ทั้งชนิดที่มีรูปทรงและไม่มีรูปทรง ในรูปแบบ "วันสต็อปเซอร์วิส" และการจัดส่งแบบ "Door to Door" โดยบริษัทมีแผนพัฒนาศักยภาพงานบริการทั้งหมด ทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยี และระบบการเชื่อมโยงเครือข่าย รวมถึงขยายงานบริการเข้าสู่การขนส่งแบบเฉพาะเจาะจง ทั้งนี้ข้อมูลจากการศึกษาของบริษัทเมื่อปลายปี 2551 พบว่า การรับบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ด้านเวชภัณฑ์ให้กับกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล(ร.พ.) ถือเป็นอีกช่องทางที่บริษัทสนใจและมีโอกาสทำได้ เนื่องจากทุกวันนี้ร.พ.จะมีซัพพลายเออร์ ซึ่งเป็นบริษัทยาจากทั่วประเทศจำนวนเป็น 100 บริษัท ต้องนำยามาส่งให้กับ ร.พ.ตามคำสั่งซื้อ แต่ปัญหาภาระของ ร.พ.คือต้องสต๊อกยาจำนวนมาก บางแห่งต้องสต๊อกเดือนครึ่งถึงสองเดือน ดังนั้นการเข้าไปรับบริหารจัดการสต๊อกของร.พ.ในลักษณะเหมือนร้านเซเว่นอีเลฟเว่น คือเมื่อ ร.พ.ตัดยาอะไรออกไป วันรุ่งขึ้นบริษัทก็จะนำยาหรือเวชภัณฑ์ต่างๆเข้าไปทดแทนซึ่งจะทำให้ 1. ร.พ.สามารถลดสต๊อกยาจาก 1-2 เดือน เหลือแค่ 7 วัน 2. บริษัทจะทำหน้าที่แทนร.พ.ในการรับยา รวมถึงวัสดุทางการแพทย์ต่างๆจากซัพพลายเออร์ แล้วนำส่งให้กับแต่ละโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้บริษัทกำลังศึกษาการเขียนโปรแกรมเพื่อใช้บริหารระบบโลจิสติกส์ในร.พ.อยู่ คาดว่าจะสามารถเริ่มให้บริการได้ภายในปีหน้านี้ "ตอนนี้เริ่มคุยกับร.พ. 3 แห่งแล้ว มีทั้งขนาด 300 เตียง และ 100 กว่าเตียง เพื่อจะได้ไม่ต้องสต๊อก แต่ปัญหาคือ เราต้องมาพัฒนาโปรแกรมก่อน คาดว่าจะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท" นายภักดี กล่าวต่อว่านอกจากนี้บริษัทยังมีแผนที่จะขยายบริการเข้าไปจับกลุ่มธุรกิจธนาคาร หรือบริษัทที่มีสาขาอยู่ต่างจังหวัดเป็นจำนวนมาก เช่น บริษัทประกัน ที่ต้องมีการจัดส่งเอกสารพัสดุเป็นประจำทุกวัน ส่วนแนวทางการพัฒนาธุรกิจในปีนี้บริษัทได้วางยุทธศาสตร์การพัฒนาไว้ 5 ด้านหลักประกอบด้วย 1. การพัฒนากลยุทธ์เพื่อเพิ่มยอดขาย โดยหันมาเป็นรับงานในส่วนราชการเพิ่มขึ้น จากสัดส่วนเดิมงานในส่วนภาคเอกชนจะอยู่ที่ประมาณ 60% ส่วนราชการ 40% มาเป็นส่วนราชการ 60% ภาคเอกชน 40% เนื่องจากภาคเอกชนจะเน้นด้านการลดต้นทุนมากขึ้น 2. การพัฒนาศักยภาพด้านเวลาในการขนส่ง โดยบริษัทได้กำหนดมาตรฐานคุณภาพบริการและเวลาไว้ ว่าค่าเคพีไอจะต้องไม่ตก สินค้าจะต้องถึงตามเวลาที่ลูกค้าต้องการ นอกจากนี้ล่าสุดบริษัทยังได้เปิดบริการขนส่งสินค้าพัสดุด่วน น้ำหนักไม่เกิน 400 กิโลกรัม ส่งสินค้าวันนี้พรุ่งนี้สินค้าถึงมือผู้รับ 3. การพัฒนาศักยภาพงานเครือข่ายบริการ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสาขากว่า 70 แห่งครอบคลุมพื้นที่จัดส่งทั่วประเทศ และมีเน็ตเวิร์กเชื่อมโยงจากภาคสู่ภาคได้โดยตรง โดยบริษัทมีศูนย์กระจายสินค้าปัจจุบันรวม 4 แห่ง และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกหนึ่งแห่งที่ จ.นครราชสีมา ซึ่งในส่วนนี้บริษัทจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาสาขาของบริษัท ทั้งในเรื่องคุณภาพบริการ และการบริหารลูกค้า 4. การลดความเสียหายจากการขนส่ง โดยจะเผื่อพื้นที่ไว้ 20-30% เพื่อป้องกันความเสียหาย และจัดกลุ่มจังหวัดขนส่งใหม่จากเดิม 5 จังหวัดไปด้วยด้วยกัน เหลือ 3 กลุ่มจังหวัด และให้ 3 จังหวัดนั้นหาสินค้าเที่ยวกลับให้ได้ 50% ของพื้นที่ขนส่ง 5. การพัฒนาด้านเทคโนโลยีไอที โดยจะมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างๆให้มีความสมบูรณ์มากขึ้นทั้งด้านงานออกเอกสาร บัญชี และการสร้างระบบเน็ตเวิร์กออนไลน์ไปยังศูนย์เครือข่ายให้ครอบคลุมมากขึ้น จากปัจจุบันสามารถออนไลน์ถึงกันได้แล้วกว่า 10 สาขา ทำให้ทุกสาขาสามารถติดตามสถานะของการขนส่งสินค้าได้ตลอดเวลา รวมถึงการพัฒนาระบบให้เจ้าของสินค้าสามารถเข้าไปดูสถานะสินค้าได้ด้วยตัวเองผ่านเว็บไซต์ และการพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบประมวลผลทั้งหมดของระบบบริหารจัดการ เพื่อให้สามารถปรับแก้จุดอ่อนและเสริมการทำงานของแต่ละสาขาได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้จากการพัฒนาดังกล่าว และความได้เปรียบด้านเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯที่บริษัทมีศูนย์ขนส่งสินค้าอยู่ใกล้ท่าเรือคลองเตย และมีพื้นที่คลังสินค้าถึง 6,000 ตารางเมตร รวมถึงการมีบริการที่หลากหลายรูปแบบ ทั้งการขนส่ง ขนย้าย บริการเหมาคัน บรรจุภัณฑ์ และคลังสินค้า ทำให้มั่นใจว่าปีนี้บริษัทจะยังคงรักษาอัตราการเติบโตไว้ได้ที่ 10% หรือมีรายได้รวมกันไม่ต่ำกว่า 135 ล้านบาทในปี จากปีที่แล้วบริษัทมีรายได้ที่ 120 ล้านบาท โดยบริษัทมีแผนเข้าจนทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอีก 2 สองปีข้างหน้านี้

source:มติชน นางสุนิดา สกุลรัตนะ รักษาการผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กทท. ว่า ที่ประชุมได้อนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกโดยยกเว้นค่าภาระควบคุมการบรรจุตู้สินค้าในเขตท่าเรือกรุงเทพชั่วคราว เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อลดภาระของผู้ส่งออกในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยหลังจากนี้จะส่งเรื่องไปยังกระทรวงคมนาคมเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาอนุมัติของ ครม.ต่อไป "ที่ประชุมได้พิจารณารายละเอียดค่าบริการและค่าภาระทั้งหมดที่ กทท.จัดเก็บในปัจจุบัน และพบว่าอัตราที่จัดเก็บในปัจจุบันเป็นอัตราขั้นต่ำแล้ว ไม่สามารถลดลงได้อีก มีเพียงค่าควบคุมการปฏิบัติงานบรรจุตู้สินค้าแอลซีแอล ซึ่งการยกเว้นค่าภาระดังกล่าวจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยตรง ทำให้ภาระต้นทุนการส่งออกสินค้าลดลง" ปัจจุบัน กทท.จัดเก็บค่าภาระควบคุมการบรรจุตู้สินค้า ในอัตรา 200 บาท สำหรับตู้สินค้าขนาด 20 ฟุต ขณะที่ตู้สินค้าขนาด 40 ฟุต จะจัดเก็บในอัตรา 400 บาท และตู้สินค้าขนาด 45 ฟุต จัดเก็บ 450 บาท

source:ประชาติธุรกิจ การเปิดเสรีในภาคการค้าและบริการช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ข้อตกลงของภาครัฐจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ผลพวงที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจคนไทย โดยเฉพาะรายกลางรายเล็กที่ปรับตัวไม่ทัน ล้มลุกคลุกคลานไปตามๆ กัน ธุรกิจคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น เป็นหนึ่งในธุรกิจภาคบริการที่กำลังจะได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีดังกล่าว ดร.สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชัยนาวีห้องเย็น จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งได้รับคัดเลือกให้ เข้ามารับบทบาทนายกรุ่นบุกเบิกของสมาคมคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น ได้เปิดใจกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงความเป็นมาเป็นไปของการจัดตั้งสมาคม - ความเป็นมาของสมาคม ผมเองอยู่ในธุรกิจห้องเย็น และมีแนวคิดว่าผู้ประกอบการด้วยกันควรจะมารวมตัวกันเพื่อช่วยกันพัฒนาธุรกิจ และได้มีการนำเสนอเรื่องนี้ในงานสัมมนาเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดยกรมการค้าภายใน แต่ที่ผ่านมาการจัดตั้งยังไม่สำเร็จ เพราะต่างคนต่างมองว่าเป็นคู่แข่งกัน แทนที่จะมองว่าเป็นเพื่อนกันมาช่วยกัน ตอนหลังทางกรมการค้าภายในมีการจัดสัมมนาเรื่องการพัฒนาศักยภาพของคลังสินค้า ไซโล ห้องเย็น จึงมีแนวความคิดว่าแทนที่จะแยกเป็นสมาคมคลังสินค้า สมาคมไซโล สมาคมห้องเย็น ก็รวมทั้ง 3 สมาคมเข้าด้วยกัน เพราะกิจกรรมมีส่วนเหมือนกันหลายประการ เป็นเรื่องของการรับฝากสินค้า แต่ในเชิงปฏิบัติอาจจะแตกต่างกันในรายละเอียด จากการสนับสนุนของกรมการค้าภายใน และผู้ประกอบการที่อยู่ใน 3 ธุรกิจมีความเห็นสอดคล้องกันจึงจัดตั้งได้สำเร็จ โดยสมาคมจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อ วันที่ 28 สิงหาคม 2551 - ปัจจุบันมีสมาชิกกี่ราย มีสมาชิก 35 บริษัทจากทั่วประเทศ แบ่งเป็นคลังสินค้า 6 แห่ง ไซโล 8 แห่ง และห้องเย็น 21 แห่ง จากภาพรวมของประเทศมีคลังสินค้าที่จดทะเบียนกับกรมการค้าภายในมี 58 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ กทม. 38 แห่ง ส่วนไซโลมี 23 แห่ง กทม. 12 แห่ง ห้องเย็นมี 143 แห่ง อยูˆจังหวัดสมุทรสาคร 48 แห่ง ปทุมธานี 19 แห่ง - 3 ธุรกิจต่างกันจะบริหารอย่างไร สมาคมจะมีการแต่งตั้งอุปนายกแต่ละด้าน โดยคัดเลือกจากผู้ประกอบการที่อยู่ในธุรกิจนั้นๆ ขึ้นมาดูแลกันเอง และอุปนายกแต่ละด้านจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาช่วยดูแล ถ้าอยู่ในธุรกิจเดียวกันจะมองว่าแข่งขันกัน แต่ถ้า 3 กิจกรรมมาร่วมกันเหมือนมีพันธมิตรด้านอื่น เวลามีมติออกมาถือเป็นมติของส่วนรวมไม่ใช่มติของด้านใดด้านหนึ่ง - นโยบายของสมาคม คลังสินค้า ไซโล ห้องเย็นถือเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย เบื้องต้นตั้งเป้า 1)รวบรวมสมาชิกให้เพิ่มขึ้น โดยการจัดประชุมสัญจรไปจังหวัดต่างๆ กำลังสำคัญของสมาคมคือจำนวนสมาชิกที่จะมาช่วยกัน 2)ทำกิจกรรมที่เกิดประโยชน์กับสมาชิกให้มากที่สุด เช่น เรื่องใบประทวน มีการใช้อุปกรณ์และซอฟต์แวร์ต่างๆ ร่วมกัน 3)การทำให้สมาคมเป็นที่ยอมรับของภาครัฐ การส่งตัวแทนเข้าไปนั่งเป็นกรรมการร่วมในการกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการ ดำเนินกิจการของคลังสินค้า ไซโล ห้องเย็น 4)เป็นตัวแทนของธุรกิจคลังสินค้า ไซโล ห้องเย็นอย่างแท้จริง ทำให้เกิดการพัฒนาธุรกิจนี้ได้ สามารถลดต้นทุนได้ เป็นเรื่องที่เราต้องใช้เวลา - ผลกระทบจากการเปิดเสรี ปัจจุบันเราไม่ได้แข่งขันกับคนในประเทศ นับวันต่างชาติเริ่มเข้ามาในประเทศเรามากขึ้น ถ้าเราไม่เตรียมตัวให้พร้อม พอถึงวันหนี่งต่างชาติเข้ามาเราสู้ไม่ได้ เราไม่มีเวลาเตรียมตัวแล้ว แต่เราจะถูกต่างชาติจัดการ เพราะต่างชาติมีทุนที่มากกว่าเรา มีความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปกว่าเรามาก พอถึงวันนั้นจะไม่มีคลังสินค้า ไม่มีไซโล ไม่มีห้องเย็นของคนไทย เหมือนกับธุรกิจค้าปลีกบริษัทใหญ่ข้ามชาติเข้ามาเราไม่เตรียมพร้อมก็หมดไป ในที่สุดเรื่องการเปิดเสรีแข่งขันทางการค้า ทำให้เราหนีไม่พ้นหากเราไม่เตรียมการรับมือ การรวมตัวกันเป็นสมาคม เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกันลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน - มีคลัง ห้องเย็นที่สู้ต่างชาติได้กี่ราย ไม่ถึง 10 รายที่จะไปสู้กับต่างชาติได้ อย่างทุกวันนี้ในธุรกิจห้องเย็นมีทำระบบมาตรฐานคุณภาพ ISO ไม่ถึง 10 ราย มีห้องเย็นรายใหญ่ที่มีระบบการบริหาร และเทคโนโลยีที่จะไปสู้กับต่างชาติได้เพียง 4-5 ราย เราไม่อยากเห็นแบบธุรกิจโชห่วย สังเกตวันที่โมเดิร์นเทรดเริ่มเข้ามาค้าขายก็จ้างคนไทยขนส่ง แต่เมื่อมีสินค้าเพิ่มขึ้นก็ออกรถขนส่งเอง ก็เลิกจ้าง แต่ยังเช่า คลังสินค้า แต่ต่อไปอาจจะสร้างคลังสินค้าเอง ค่อยๆ กินไปเรื่อยๆ วันนี้มีการทำแบรนด์สินค้าออกมาเอง ราคาถูกกว่า ต่อไปจะครอบคลุมทั้งหมด วันนั้นต่างชาติจะผูกขาดทำอะไรก็ได้ - ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ การพัฒนายกระดับธุรกิจทุกวันนี้ทำได้ยาก ยกตัวอย่างในจังหวัดสมุทรสาคร มีห้องเย็นหลายแห่งแข่งขันตัดราคากันเอง ทำให้ปัจจุบันแทนที่ห้องเย็นจะอยู่ได้ และพัฒนาการให้บริการ กลับกลายเป็นทำอย่างไรให้อยู่รอด การให้ราคาที่ต่ำได้ หมายถึงไปลดการให้บริการบางอย่าง เหมือนการลดคุณภาพ ปัจจุบันราคาไม่สะท้อนคุณภาพในการให้บริการ เช่น บริษัท ชัยนาวี ทำระบบมาตรฐานคุณภาพ ISO 9001 ทำระบบมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ISO 14100 มีระบบ HACCP แต่ลูกค้าไม่มองตรงนี้ ลูกค้าจะถามว่า ทำไมอีกห้องเย็นราคาถูกกว่า การเน้นแต่เรื่องราคาทำให้กิจกรรมหรือธุรกิจทางด้านนี้พัฒนาได้ยาก ประเทศเราจะไม่พัฒนาเรื่อง โลจิสติกส์ เพราะเรื่องคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็นเป็นองค์ประกอบสำคัญ ถ้าธุรกิจตรงนี้ยังขาดความร่วมมือกัน และมองว่าเป็นคู่แข่งกันเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ธุรกิจไม่พัฒนา - ฝากถึงผู้ประกอบการในธุรกิจ ถ้ามีการรวมกลุ่มกัน สมาคมจะช่วยเพิ่มอำนาจการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ ทุกราย เพิ่มศักยภาพ เพื่อให้อยู่กันอย่างยั่งยืนในระยะยาว ยกตัวอย่าง เราสามารถไปต่อรองกับบริษัทประกันเพื่อให้ได้เบี้ยถูกลง หรือการทำประกันเป็นกลุ่มจะช่วยกันได้ รวมทั้งอุปกรณ์บางอย่างสามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น พาลเลต และมีกำลังต่อรองในการซื้อได้ถูกลง รวมถึงซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการบริหารจัดการคลังสินค้า ไซโล ห้องเย็น ถ้ามีการรวมตัวกันพัฒนาซอฟต์แวร์ และใช้ร่วมกันได้ จะลดต้นทุน สามารถยืมกันใช้ในกลุ่มสมาชิกสมาคม ในภาพรวมจะช่วยลดต้นทุน ตรงกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการลดต้นทุนโลจิสติกส์ และทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งระบบลดลงได้

source:มติชน นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ไทย 56 แห่งทั่วโลก เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ย้ำให้ทูตพาณิชย์ทำงานเชิงรุกและทำงานให้หนัก 2-3 เท่าตัว เพื่อให้การส่งออกขยายตัวเป็นบวก 0-3% แต่ยอมรับว่าเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกจะกระทบต่อการส่งออกมีโอกาสติดลบ แต่จะพยายามประคับประคองให้ดีที่สุด "คงต้องประเมินตัวเลขเป็นรายไตรมาส โดยมุ่งรักษาตลาดเดิมและเพิ่มมูลค่าตลาดใหม่ ซึ่งจากที่ทูตพาณิชย์รายงานก็แสดงตัวเลขที่เป็นลบ ทั้งนี้ได้ให้ทูตพาณิชย์จ้างบริษัททำการสำรวจความต้องการและอุปสรรคปัญหาของแต่ละประเทศเพื่อแก้ไขและส่งเสริมให้ถูกจุด โดยให้แจ้งสถานการณ์ให้กระทรวงรับทราบทุก 2 สัปดาห์" นางพรทิวากล่าว และว่า ภายใน 2-3 วันจะส่งข้อสรุปที่รวบรวมจากความต้องการของภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณา แต่ไม่คิดจะเจรจาเพื่อของบส่งเสริมการส่งออกแล้ว นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้มอบนโยบายทูตพาณิชย์ให้รุกตลาดอาเซียนและชายแดนเป็นพิเศษ เพราะมีต้นทุนการขนส่งต่ำและสินค้าไทยมีศักยภาพ เป็นตลาดที่โตมูลค่า 10% ของการส่งออกรวม หรือมูลค่า 700,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังให้นโยบายอาร์มาเกดอน หรือหน่วยเจาะเกราะ เพื่อช่วยให้ผู้ส่งออกเจาะตลาดใหม่ๆ และตลาดเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อเป้าหมายการส่งออก 0-3% ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในการประชุมทูตพาณิชย์ ได้มีการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันของผู้บริหารระดับสูง บางคนต้องการให้เพิ่มตัวเลขเป้าหมายการส่งออกเพราะเห็นว่าหากกำหนดเป้าหมายต่ำจะทำให้กระทรวงฯเสียหน้า ขณะที่ผู้บริหารบางคนกลับเห็นด้วยกับทูตพาณิชย์ที่ได้ปรับลดตัวเลขการส่งออกตามสถานการณ์ตลาดโลกและกำลังซื้อที่ลดลง อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังยึดตัวเลขการส่งออกปี 2552 ไว้ที่ 0-3% โดยตัวเลขที่ทูตพาณิชย์และกรมส่งเสริมการส่งออกจัดทำไว้ ดังนี้ ตลาดอเมริกาเหนือ -4.7% ถึง- 1.5% ละตินอเมริกา +5-8% ยุโรปตะวันตก -2% ถึง -5% ยุโรปตะวันออกและรัสเซีย +5-10% ตะวันออกกลาง +5-10% แอฟริกา +5-8 %จีน 0-7% เอเชียตะวันออก -0.7 %ถึง -3.5% โอเชียเนีย + 5% เอเชียใต้ + 5-10% อาเซียน +2.5%สหรัฐ -2 ถึง -5% แคนาดา +0-5% ญี่ปุ่น 0ถึง -3% เกาหลีใต้และไต้หวัน -5% ถึง 3% เท่ากัน ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้น 5% เอเชียใต้ ขยายตัว 5-10% อาเซียน (5 ประเทศ) ขยายตัว 0% และอินโดจีน ขยายตัว 10%

source:ฐานเศรษฐกิจ นอกจากการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมอาเซียน ซัมมิท ครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2552 ประเทศไทยยังรับหน้าที่การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมที่เกี่ยวข้อง ประกอบไปด้วยการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส หรือ "ซอม" การประชุมระดับรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ และ กระทรวงเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมการนำประเด็นต่างๆเข้าสู่ที่ประชุมระดับผู้นำต่อไป ไทยยังเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคู่ขนานอื่นๆ เช่น การหารือระหว่างประธาน ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนกับตัวแทนเยาวชน ผู้แทนภาคสังคม ผู้แทนสมัชชา และ ผู้นำที่ปรึกษาสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN Business Advisory Council : ABAC) กับผู้นำสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ระหว่างวันที่ 26-27 กุมภาพันธ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเป้าหมายหลักที่ไทยต้องการผลักดันระหว่างการเป็นประธานอาเซียนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2551- ธันวาคม 2552 ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์จะเป็นการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส และ อธิบดี เพื่อเตรียมการประชุมในระดับที่สูงขึ้นไป ต่อมาในเช้าวันที่ 27 กุมภาพันธ์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสมาชิกทั้ง 10 ประเทศจะมีโอกาสได้พบปะกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน ด้านกฎหมายเพื่อผลักดันการดำเนินการตามกฎบัตรอาเซียน รวมทั้งการประชุมกลุ่มประเทศสามเหลี่ยมมรกตอย่างไม่เป็นทางการอีกด้วย ขณะเดียวกันรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบกระทรวงด้านเศรษฐกิจของอาเซียนก็จะประชุมอย่างไม่เป็นทางการในช่วงเช้าก่อนที่จะมีการลงนามรับรองเอกสารด้านเศรษฐกิจระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันเอง และ ระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ส่วนวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่มีการประชุมระดับสำคัญๆ จะเริ่มต้นด้วยการประชุมระดับผู้นำแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย (IMT-GT) ครั้งที่ 4 ต่อด้วยการประชุมระดับผู้นำแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจบรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อาเซียนตะวันออก (BIMP-EAGA) ครั้งที่ 5 ก่อนที่จะมีพิธีการเปิดประชุมอาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 14 ในเวลา 14.30 น. หลังจากนั้นผู้นำประเทศสมาชิกจะเดินทางไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ วังไกลกังวล ก่อนที่จะมีงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้นำประเทศอาเซียน ในวันสุดท้ายของการประชุมอาเซียนซัมมิทจะมีการลงนามในเอกสารต่างๆของการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 มากกว่า 40 ฉบับ ซึ่งฉบับที่สำคัญๆเช่น แผนการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน เพื่อกำหนดกรอบและกิจกรรมที่จะทำให้อาเซียนบรรลุเป้าหมายการเป็นประชาคมการเมืองและความมั่นคงภายในเป้าหมายปี 2558 แผนงานการจัดตั้งประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน เพื่อสนับสนุนและบรรลุเป้าหมายการเป็น "ประชาสังคมและวัฒนธรรม"ภายในปี 2558 ปฏิญญาว่าด้วยแผนงานสำหรับประชาคมอาเซียน ปฏิญญาร่วมว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาของอาเซียน เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของอาเซียนในการปฏิบัติตามเป้าหามายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษของสหประชาชาติ รวมทั้งแผนข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียนฉบับที่ 2 ค.ศ. 2009-2015 ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดช่องว่างระหว่างระดับการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนเก่า 6 ประเทศ (ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน) กับประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ (กัมพูชา พม่า ลาว และ เวียดนาม) นอกจากนั้นประเทศสมาชิกอาเซียนกำลังอยู่ระหว่างการหารือกับประเทศคู่เจรจาบางประเทศเช่น อินเดีย ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ที่ประเทศคู่เจรจาเหล่านี้จะเดินทางเข้ามาร่วมลงนามในเอกสารสำคัญกับอาเซียน เช่น ความตกลงกรอบการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับอินเดีย และ ความตกลงในกรอบการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ อย่างไรก็ตามความสำเร็จของการประชุมอาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 14 ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของคนไทยทุกคน ซึ่งควรจะมีสำนึกถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติอยู่เหนือสิ่งอื่นใด และหวังว่าคนไทยจะมีสำนึกเช่นนั้นเกิดขึ้นในเวลาที่สำคัญยิ่งเช่นช่วงเวลานี้

source:ข่าวสด นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานสายงานแรงงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า หารือร่วมกับสมาชิกสภาอุตสาหกรรมจังหวัด พบว่าคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) ที่จะเกิดขึ้นไตรมาส 2 ยังไม่มีเข้ามา ซึ่งน่าเป็นห่วง ปกติคำสั่งซื้อในช่วงไตรมาส 2 จะสรุปตั้งแต่ช่วงต้นปี คาดว่าออร์เดอร์ที่จะเกิดขึ้นในไตรมาส 2 จะแย่กว่าไตรมาสแรกที่ออร์เดอร์ในภาพรวมลดลงประมาณ 20% ส่วนในช่วงครึ่งหลังของปีคงยังบอกไม่ได้ว่าออร์เดอร์จะเป็นอย่างไร เพราะต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกด้วยว่าจะฟื้นตัว หรือแย่ลงกว่าเดิม โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ สหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ที่มีสัดส่วนส่งออกรวมกันถึง 30% ของการส่งออกของไทย ทั้งนี้ หลายอุตสาหกรรมออร์เดอร์ลดลงกว่า 50% เมื่อออร์เดอร์ไตรมาส 2 แย่กว่าไตรมาสแรกจะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานแน่นอน เป็นห่วงเด็กจบใหม่ในปีนี้กว่า 5 แสนคนคงตกงานหมด ภาคอุตสาหกรรมวิกฤตกว่าเมื่อปี"40 ซึ่งช่วงนั้นออร์เดอร์ยังมีต่อเนื่อง คนที่ตกงานในปี"40 ส่วนใหญ่เป็นพนักงานในออฟฟิศ แต่ในขณะนี้คนที่ตกงานเป็นแรงงานระดับล่าง ทางส.อ.ท.เสนอไปยังกระทรวงแรงงานในการของบประมาณ 1,600 ล้านบาท แบ่งเป็น 1,000 ล้านบาท จัดอบรมเพิ่มศักยภาพแรงงานในโรงงานที่มีออร์เดอร์ลดลง 1.5 แสนคน และ 600 ล้านบาท ฝึกอบรมพนักงานใหม่ให้กับโรงงาน ด้านนายธนิต โสรัตน์ รองประธานส.อ.ท. กล่าวว่า เป็นห่วงภาวะเศรษฐกิจที่ติดลบในปีนี้ หากในช่วงไตรมาส 2 เศรษฐกิจติดลบ 2.5% จะส่งผลให้เกิดการว่างงานทะลุ 1.2 ล้านคน มาตรการที่รัฐออกมาในช่วงนี้ไม่น่าจะช่วยภาวะเศรษฐกิจให้ดีขึ้นนัก การจัดเก็บภาษีมีแนวโน้มติดลบ งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 3.5 แสนล้านบาท ไม่น่าจะเพียงพอที่จะกู้วิกฤต และอาจมีปัญหาข้อจำกัดด้านการหาแหล่งเงิน นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานส.อ.ท. กล่าวว่า หวังว่าออร์เดอร์จะกลับมาในช่วงไตรมาส 2 เนื่องจากสต๊อกสินค้าที่มีอยู่ในหลายประเทศจะลดลง ส่วนในเรื่องการส่งออกคาดว่าในเดือนก.พ. จะติดลบกว่าเดือนม.ค. ที่ติดลบ 26.5% เนื่องจากเดือนก.พ.มีวันน้อยกว่าทุกเดือน และมีปัญหาออร์เดอร์ที่ลดลงต่อเนื่องจากเดือนม.ค.