Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62

source:ฐานเศรษฐกิจ รัฐบาลจ่อโละสต๊อกข้าวนาปรังปี 2551 ปริมาณกว่า 1 ล้านตัน ใช้วิธีโยนหินถามทางผู้ส่งออก มีใครสนใจซื้อบ้าง ขณะที่ผู้ส่งออกแนะ รัฐบาลควรเป็นผู้ขายจีทูจี เพราะประมูลขายให้ผู้ส่งออกมีโอกาสเวียนเทียนสู่โกดังรัฐบาลสูง แถมรายใหญ่เท่านั้นได้ประโยชน์ ผู้ค้าข้าวระบุเป็นเกมปั่นกระแสกดราคา"หอมปทุม"ฟันกำไร แหล่งข่าวในวงการค้าข้าว เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า คาดว่าเร็วๆนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเปิดประมูลขายข้าวล็อตใหญ่ เนื่องจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาวงการค้าข้าวทั้งโรงสีและผู้ส่งออกต่างได้รับการติดต่อจากผู้ที่เคยประมูลซื้อข้าวจากรัฐบาล เพื่อสอบถามว่ามีความสนใจจะซื้อข้าว สต๊อกรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งการติดต่อมาดังกล่าวเชื่อกันว่า กระทรวงพาณิชย์คงจะมีการหารือกับผู้ส่งออกรายใหญ่ที่เคยประมูลซื้อ ทั้งนี้เพราะการประมูลขายข้าวของรัฐบาลแต่ละครั้ง จะมีผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงไม่กี่รายที่เสนอราคาซื้อ แต่หลังจากนั้นจะนำมาขายต่อให้กับผู้ส่งออกรายอื่น ๆ รวมทั้งโรงสีด้วย ซึ่งการขายแต่ละครั้งฟันกำไรกันครั้งละมหาศาล ทั้งนี้ คาดว่าข้าวล็อตใหญ่ที่จะมีการนำมาเปิดประมูลขายนั้น จะเป็นข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2551 ซึ่งมีปริมาณทั้งสิ้นประมาณ 1.6 ล้านตัน โดยราคารับจำนำข้าวนาปรัง ณ ขณะนั้นอยู่ที่ตันละ 14,000 บาท คิดเป็นราคาข้าวสารที่ตันละ 24,000 บาท ขณะที่สต๊อกข้าวรัฐบาลโดยรวม ณ ขณะนี้มีประมาณ 4 ล้านตันข้าวสาร แบ่งเป็นสต๊อกข้าวเก่าจากโครงการจำนำข้าวนาปรังปี 2551 ปริมาณ 1.6 ล้านตันข้าวสาร และจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2551/52 อีกประมาณ 2.5 ล้านตันข้าวสาร นายสมพงษ์ กิตติเรียงลาภ ประธานกรรมการ บริษัท พงษ์ลาภ จำกัด กล่าวว่า ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่รัฐบาลจะระบายข้าวช่วงนี้ เพราะข้าวที่ผู้ส่งออกประมูลซื้อจากรัฐบาล 2 ล็อตเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 รวม 2.7 ล้านตัน เวลานี้เหลือข้าวที่ยังไม่ได้นำออกจากโกดังประมาณ 20% และจากการที่รัฐบาลระงับการนำข้าวออกจากโกดังเพื่อตรวจสอบความผิดอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ไชยา สะสมทรัพย์) ทำให้ผู้ส่งออกต้องเจรจาลูกค้าเพื่อเลื่อนเวลาส่งมอบ ในส่วนของบริษัทพงษ์ลาภฯ ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์เพื่อขอเลื่อนรับมอบข้าวทั้งสองล็อตออกไปอีก 60 วัน ทำให้ข้าวจะออกจากโกดังได้ทั้งหมดราวเดือนเมษายน 2552 หากรัฐบาลระบายออกมาอีกข้าวจะประดังกัน เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงควรใช้วิธีขายรัฐบาลต่อรัฐบาล(จีทูจี)จะเหมาะสมกว่า ด้านนายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ ประธานกรรมการ บริษัท อุทัยโปรดิวส์ จำกัด กล่าวว่า รัฐบาลควรจะระบายข้าวในลักษณะจีทูจี เพราะการระบายให้กับผู้ส่งออกคนที่ได้เปรียบคือผู้ส่งออกรายใหญ่ที่เข้าถึงรัฐบาล อีกทั้งมีเงินทุนหนา และเมื่อประมูลได้มาแล้วจะนำมาขายต่อให้ผู้ส่งออกรายเล็ก ฟันกำไรส่วนต่างกันมหาศาล ที่สำคัญวงการค้าข้าวระบุว่า ข้าวที่นำมาประมูลขายสุดท้ายจะไม่ไหลออกต่างประเทศ เนื่องจากช่วงนี้คำสั่งซื้อจากต่างประเทศชะลอตัว จะมีเพียงข้าวนึ่งเท่านั้นที่มีเรือมารับมอบบ้าง เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลประมูลขายออกมา ข้าวจำนวนนี้ นอกจากจะไม่ออกต่างประเทศแล้วยังจะไหลเวียนอยู่ในโครงการรับจำนำของรัฐบาลอีกต่างหาก ทั้งยังมีการตั้งข้อสังเกตพร้อมกับตั้งคำถามว่า เพราะสถานะรัฐบาลไม่มั่นคงหรือไม่ จึงทำให้ต้องรีบระบายสต๊อกข้าว เนื่องจากการระบายสต๊อกข้าวแต่ละครั้ง นักการเมืองจะได้รับประโยชน์ทุกครั้ง สำหรับการระบายข้าวจำนวนนี้เชื่อว่านักการเมืองจะได้รับผลประโยชน์ไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท แหล่งข่าวตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า อาจมีผู้ส่งออกบางรายที่ต้องการซื้อข้าวหอมปทุมธานี เพราะเวลานี้ข้าวหอมปทุมธานีขาดตลาด เนื่องจากข้าวนาปรังปี 2551 ที่รับจำนำจะมีทั้งข้าวขาว และข้าวหอมปทุมธานี หากซื้อข้าวหอมปทุมธานีจากสต๊อกรัฐบาล ผู้ส่งออกมีโอกาสทำกำไร เพราะจากต้นทุนสต๊อกรัฐบาลตันละ 24,000 บาท(ข้าวสาร) คิดเป็นราคาส่งออกรวมค่าขนส่งจะอยู่ที่ตันละ 725 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ตันละ770 ดอลลาร์สหรัฐฯ หากผู้ส่งออกอ้างเป็นข้าวเก่ากดราคาซื้อลงก็ยิ่งทำกำไรได้มาก ทั้งยังขายแข่งข้าวเวียดนามได้เพราะข้าวเวียดนามเกรดเดียวกับข้าวหอมปทุมานีของไทย จะอยู่ที่ตันละ 680-700 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ถ้าหากเป็นข้าวขาวมีโอกาสขาดทุน เพราะเวลานี้ ราคาส่งออกข้าวขาวอยู่ที่ตันละ 600 กว่าดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ข้าวขาวเวียดนามอยู่ที่ตันละ 400 กว่าดอลลาร์สหรัฐฯ

source:ประชาชาติธุรกิจ ผู้ประกอบกิจการขนส่งสุดช้ำ วิกฤตเศรษฐกิจโลก ออร์เดอร์ลูกค้าหาย 50-70% "ที.เค.โลจิสติกส์ฯ" งัดแผนลดต้นทุน สร้างความแตกต่างบริการ เร่งควานหาลูกค้าคุณภาพ "ชุมพล สายเชื้อ" ชี้ต้องหาลูกค้าตลาดใหม่ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านทดแทน นายชูชาติ เผ่าหนอง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ที.เค.โลจิสติกส์ แอนด์ ซัพพลายเชน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงสภาวะธุรกิจขนส่งในยุคเศรษฐกิจตกต่ำว่า ได้รับผลกระทบพอสมควร เนื่องจากดำเนินธุรกิจขนส่งเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ ครบวงจร ปัจจุบันบริษัทขนส่งตู้สินค้าคอนเทน เนอร์เหลือเพียงวันละ 20 ตู้ จากปกติที่ขนส่งประมาณ 50-60 ตู้ต่อวัน ซึ่งเป็นเพราะผู้ซื้อในต่างประเทศที่ปกติจะสั่งซื้อสินค้าเกินความต้องการ อาทิ ลูกค้ามีความต้องการสินค้า 100 หน่วย ผู้ซื้อจะสั่งซื้อ 110 หน่วย แต่ขณะนี้ กลับมีคำสั่งซื้อลดลงเหลือ 90-95 หน่วย เพราะไม่ต้องการสต๊อกสินค้ามากเกินไป สำหรับการปรับตัวของผู้ประกอบการขนส่ง พยายามเพิ่มประสิทธิภาพพนักงานในการทำงานมากขึ้น ทำงานได้หลาก หลายในเวลาเท่าเดิม การทำงานต้องสุภาพมากขึ้น การลดต้นทุนต้องดำเนินต่อไป แม้ราคาน้ำมันจะลด เนื่องจากขณะนี้ ผู้ประกอบการตัดราคาค่าบริการขนส่งกันมากเพื่อความอยู่รอด เช่นเมื่อจอดนอนต้องดับเครื่องยนต์ หลีกเลี่ยงการขนส่งช่วงจราจรแออัด การนำรถที่พร้อมบรรจุสินค้าเพื่อขนส่งไปยัง ปลายทางได้ทันที ไม่ต้องวิ่งหลายเที่ยว การป้องกันการทุจริตน้ำมัน รวมทั้งการพัฒนาระบบข้อมูลและการใช้เทคโนโลยี ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทางบริษัทได้เร่งหาลูกค้าคุณภาพตลอดเวลา โดยใช้จุดเด่นด้านความรวดเร็วใน การให้บริการ และความแตกต่างในการบริการที่มีมากกว่าคู่แข่ง การเข้าหาลูกค้า ที่ต้องการขนส่งทางไกลที่รถบรรทุกใช้น้ำมันดีเซลได้เปรียบ ซึ่งได้ผลพอสมควร นอกจากนี้บริษัทจะไม่ลงทุนเพิ่ม เพื่อรักษากระแสเงินสดไว้ให้มากที่สุด นายสุรศักดิ์ ปราบภัย ผู้จัดการ บริษัท เรียว ไทม์ ทรานสปอร์ต จำกัด ผู้ประกอบการขนส่งในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า บริษัทรับบริการขนส่งชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับบริษัทโซนี่จากญี่ปุ่น เมื่อโซนี่ลดกำลังการผลิตลง 70% ทำให้ รายได้บริษัทลดลงไปมากจากที่เคยบริการขนส่งวันละ 20 เที่ยว ปัจจุบันเหลือวันละ 2-4 เที่ยว/วันเท่านั้น ส่วนบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ ได้ลดกำลังการผลิตลง 50% จากทำงาน 2 กะเหลือเพียง 1 กะ ทำให้บริษัทที่เคยบริการขนส่งชิ้นส่วนรถยนต์วันละ 20 คันเหลือเพียงวันละ 9-10 คันเท่านั้น ซึ่งบริษัท ก็พยายามหาลูกค้ารายอื่นๆ มาชดเชย แต่ก็หาลำบากมาก เพราะลูกค้าต่างประสบปัญหาต้องลดกำลังการผลิตลงเหมือน กันหมด ทางด้านนายชุมพล สายเชื้อ ประธานบริษัท ไทย โลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์ จำกัด (TLA) กล่าวว่า ธุรกิจโลจิสติกส์เป็นกิจกรรมสนับสนุนการค้า ในการเคลื่อน ย้ายวัตถุดิบและสินค้า เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐและลามไปทั่วโลก ไทยจึงได้รับผลกระทบไปด้วยการปรับตัวของผู้ประกอบการโลจิสติกส์และขนส่ง ในไทย เมื่อการส่งออกไปสหรัฐ ยุโรป ลดลงควรที่จะเร่งหาตลาดใหม่ทดแทน โดยเฉพาะตลาดเอเชียและประเทศ เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกับไทย

source:ไทยรัฐ นายทวีศักดิ์ ฟุ้งเกียรติเจริญ กรรมการและผู้จัดการบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยถึงกรณีที่ บสย.ได้รับการเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลัง 3,000 ล้านบาท เพื่อนำไปค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีว่า โครงการนี้จะนำไปค้ำประกันสินเชื่อแบบ Portfolio Guarantee Scheme ที่จะพิจารณาค้ำประกันสินเชื่อเป็นพอร์ตกลุ่มใหญ่ ครั้งละ 1,000-5,000 ล้านบาท โดยธนาคารพาณิชย์เอกชนและธนาคารเฉพาะกิจจะเป็นผู้ส่งรายชื่อลูกค้าให้ บสย.ค้ำประกัน ทั้งนี้ การค้ำประกันจะเน้นกลุ่มลูกค้าตามนโยบายของรัฐบาล เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก “ลูกค้าแต่ละรายจะได้รับเงินค้ำประกันสินเชื่อเพิ่มเติมรายละ 2 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง และลดภาระเครดิตการค้าที่เกิดจากลูกหนี้ยืดระยะเวลาการชำระจาก 2 เดือน เป็น 3-4 เดือน โดยประเมินว่าจะช่วยเหลือผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 15,000 ราย ก่อให้เกิดการจ้างแรงงานในอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง 300,000 คน และช่วยให้เกิดการหมุนเวียนเงินระบบ 9-10 เท่า หรือประมาณ 300,000 ล้านบาท” นายทวีศักดิ์กล่าวว่า ความต้องการสินเชื่อค้ำประกันคาดว่าจะมีอยู่ ประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นผลมาจากการหารือระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารพาณิชย์เอกชนที่ได้ชะลอการปล่อยสินเชื่อ เพราะกลัวหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จะมีเพิ่มขึ้น นายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า การที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการค้ำประกันสินเชื่อผ่าน บสย.เป็นเรื่องที่ดีต่อระบบการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งน่าจะทำให้การขยายตัวของสินเชื่อดีขึ้น เพราะถ้ารัฐบาลเข้ามาค้ำประกันสินเชื่อให้แล้วธนาคารผู้ปล่อยกู้ ซึ่งพิจารณา

source:ฐานเศรษฐกิจ ภาคเอกชน-นักวิชาการ เสนอรัฐทบทวนกระบวนการเจรจาเอฟทีเอใหม่ทั้งหมด หลังประเทศคู่เจรจากำหนดเงื่อนไขปกป้องประเทศตัวเองมากขึ้น แนะต้องมีความพร้อมก่อนเปิดเจรจา เผยที่ผ่านมาไปเจรจาก่อนแล้วค่อยปรับตัวตามหลัง ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอย่างแท้จริง ส่งออกภายใต้เอฟทีเอโตแต่เนื้อในกลวงแค่สะดุดวิกฤติเศรษฐกิจโลกส่งออกทรุดทันที แนะรัฐปรับโครงสร้างภาคผลิตทั้งหมด จับตาเอฟทีเออาเซียน-สหภาพยุโรป(อียู)รอบที่ 7 เดือนมีนาคม วิกฤติสถาบันการเงินสหรัฐอเมริกา ที่กระทบถึงเศรษฐกิจการค้าของโลก โดยประเทศ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจหลายประเทศ ได้นำมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers:NTBs) ใหม่ๆ มาเป็นเครื่องมือกีดกันการค้าเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศของตนมากขึ้น ตามที่ "ฐานเศรษฐกิจ" นำเสนอไปแล้วในประเด็น"ส่งออกหัวทิ่มกติกาค้าใหม่" ฉบับที่2,398 ระหว่างวันที่ 5-7 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งนอกเหนือจากมาตรการ NTBsแล้ว หลายฝ่ายมีความกังวลว่า การเปิดเจรจาการค้าเสรีสองฝ่าย(เอฟทีเอ) รูปแบบการเจรจาจะเปลี่ยนไป คือมีความเข้มงวดเชิงปกป้องประเทศตนเองมากขึ้น เพราะแต่ละประเทศจะต่อรองคู่ค้าเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตัวเองให้มากที่สุด ++เจรจาเอฟทีเอไม่คึกคัก: นายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ ประธานคณะอนุกรรมการด้านประเด็นการค้า และรองประธานคณะอนุกรรมการติดตามผลกระทบจากการเปิดเสรี สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ภาวะเศรษฐกิจการค้าของโลกที่ถดถอย จะส่งผลต่อการเปิดเจรจาการค้าเสรีสองฝ่าย (เอฟทีเอ) ในทิศทางชะลอตัวลง เพราะจากเศรษฐกิจโลกที่มีปัญหา แต่ละประเทศได้รับผลกระทบจากการส่งออกและนำเข้าที่ชะลอตัวลง จะหันมาให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการบริโภคในประเทศของตนเองมากขึ้น ขณะเดียวกันในหลายประเทศจะออกมาตรการกีดกันการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในเพื่อให้คนมีงานทำมากขึ้น ขณะที่หลักการของเอฟทีเอคือการเปิดเสรีทางการค้า บริการ และการลงทุนซึ่งสวนทางกัน สอดคล้องกับนายจักรชัย โฉมทองดี สมาชิกกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ที่ให้ความเห็นว่า ในส่วนของเอฟทีเอที่จะมีการเปิดเจรจาใหม่ในปีนี้คงมีน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศใหญ่ๆ ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป(อียู) และญี่ปุ่นคงชะลอตัวลง ในยามที่เศรษฐกิจถดถอยเช่นนี้ ทั่วโลกจะหันมาให้ความสำคัญกับการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในเพื่อเพิ่มกำลังซื้อในประเทศและกันเงินรั่วไหลออกนอกประเทศเป็นหลัก ++เน้นปกป้องประเทศตนเอง: นายจักรชัย กล่าวด้วยว่า หากมีการเปิดเจรจาใหม่ หรือฟื้นการเจรจาเดิมที่ค้างอยู่ การเจรจาคงเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น เพราะแต่ละประเทศจะต่อรองคู่ค้าเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตัวเองให้มากที่สุด ซึ่งกลุ่มเอฟทีเอว็อทช์จะได้ติดตามการเจรจาเอฟทีเอของไทยอย่างใกล้ชิดเพื่อท้วงติงให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการเจรจาทวิภาคีหรือการเจรจาการค้าเสรีสองฝ่าย (เอฟทีเอ) ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจจะยังคงดำเนินต่อไป แต่รูปแบบการเจรจาจะเปลี่ยนไปคือมีความเข้มงวดเชิงปกป้องประเทศตนเองมากขึ้น แต่ละประเทศจะตระหนักว่าเจรจาแล้วได้ประโยชน์คุ้มค่าเพียงใด เช่นสหรัฐฯอาจนำเรื่องของแรงงาน สิ่งแวดล้อม ทรัพย์สินทางปัญญามาต่อรองคู่เจรจามากขึ้น ซึ่งขัดกับวัตถุประสงค์การเจรจาเอฟทีเอที่เพื่อเปิดเสรีการค้าสองฝ่าย เงื่อนไขที่เข้มงวดจะทำให้ประเทศกำลังพัฒนามีโอกาสเสียเปรียบประเทศพัฒนาแล้วสูง ++อียูเรียกร้องสิทธิบัตร: นายจักรชัยเผยเพิ่มเติมว่า ทิศทางการเจรจาที่มุ่งไปในทางปกป้องประเทศตนเอง ที่น่าจับตามองและกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ คือการเจรจาเอฟทีเออาเซียน-สหภาพยุโรป(อียู)รอบที่ 7 ที่จะจัดขึ้น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในเดือนมีนาคมศกนี้ โดยล่าสุดทางกลุ่มเอฟทีเอว็อทช์ได้รับเอกสารลับถึงข้อเรียกร้องของอียูในเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิบัตรยาที่อียูเรียกร้องมากในระดับเดียวกับที่สหรัฐฯเคยเรียกร้องจากไทยในการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลให้ไทยไม่สามารถบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา(ซีแอล)กับยาที่มีบริษัทจากอียูเป็นเจ้าของได้ รวมถึงยังมีข้อกีดกันการเปิดเสรีสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย เรื่องดังกล่าวทางกลุ่มและภาคประชาชนจะได้นำรายละเอียดข้อเรียกร้องของอียูมาตีแผ่เพื่อท้วงติงต่อไป ขณะที่นายบัณฑูร กล่าวว่า อียูได้แสดงท่าทีเปิดเจรจาเอฟทีเอกับอาเซียนแยกรายประเทศ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นไทยจะเสียเปรียบ โดยเฉพาะสิงคโปร์ ++อินเดียยื้อเปิดเพิ่มเติม: นอกเหนือจากคู่เจรจาใหม่จะยื่นเงื่อนไขเพื่อประเทศตนเอง คู่เจรจาเดิมยังยื้อการเจรจาหลังจากที่เอฟทีเอบางส่วนมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ประเทศตนเองเสียประโยชน์ เช่นกรณีเอฟทีเอไทย-อินเดีย ดังที่นายชนะ คณารัตนดิลก รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาเอฟทีเอไทย-อินเดีย ระบุว่าผลพวงจากการเปิดเอฟทีเอไทย-อินเดีย โดยทั้งสองฝ่ายได้ลดภาษีสินค้านำร่อง 82 รายการเริ่มตั้งแต่ 1 กันยายน 2547 และได้ลดภาษีลงเป็น 0% แล้วตั้งแต่ 1 กันยายน 2549 ส่งผลให้อินเดียขาดดุลการค้าไทยเพิ่มขึ้น ล่าสุดในการเจรจาเพื่อลดภาษีสินค้าอีกเกือบ 5,000 รายการที่ยังค้างอยู่ ทางอินเดียได้พยายามยื้อในการลดภาษี โดยอ้างว่ามูลค่าการเปิดตลาดของอินเดียและไทยไม่สมดุลกัน เพราะภาษีนำเข้าของไทยส่วนใหญ่ต่ำกว่า 5% ดังนั้นจึงขอให้ไทยเพิ่มมูลค่าการเปิดตลาดให้อินเดีย โดยอินเดียจะย้ายสินค้าบางส่วนให้เป็นสินค้าอ่อนไหว เพราะผู้ประกอบการไม่พร้อมลดภาษีเป็น 0% ขณะนี้ได้เรียกร้องให้ไทยลดภาษีสินค้าอ่อนไหวกว่า 90 รายการลงอีก ซึ่งการขอเปลี่ยนแปลงรายการสินค้าลดภาษีที่ได้ตกลงกันไปแล้วทำให้การเจรจามีความยืดเยื้อ ซึ่งหากภายใน 1 ปีนับจากนี้ไปยังไม่สามารถตกลงกันได้คงต้องยุติการเจรจาและคงต้องยกเลิกการจัดทำเอฟทีเอระดับทวิภาคีกับอินเดีย ++พาณิชย์เดินหน้าเอฟทีเอ: ด้านนางสาวชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ มองว่า ในยามที่เศรษฐกิจทั่วโลกมีปัญหาเช่นนี้ ทุกคนกลัวว่า แต่ละประเทศจะออกมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมภายในและออกมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี(NTBs )มากขึ้น ดังนั้นในส่วนของเอฟทีเอที่ค้างอยู่คงต้องเดินหน้าต่อเพื่อลดอุปสรรคและขยายการค้าระหว่างกันให้มากขึ้นเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยอมรับว่าการเปิดเจรจาเอฟทีเอใหม่ๆ คงชะลอตัวลง อย่างไรก็ดีในส่วนของประเทศไทยจะยังคงเดินหน้าเจรจาเอฟทีเอที่ค้างอยู่ทั้งในกรอบอาเซียน และในกรอบทวิภาคี รวมถึงการทบทวนเอฟทีเอที่มีผลบังคับใช้แล้วเพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคระหว่างกัน ล่าสุดอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อจัดทำเอฟทีเอใหม่ในระดับทวิภาคีกับอีก 2 กลุ่มประเทศ ประกอบด้วย เอฟทีเอไทย-กลุ่มจีซีซี หรือกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ(สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน โอมาน กาตาร์ คูเวต ซาอุดีอาระเบีย) และเอฟทีเอไทย-เมอร์โคซู(อาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย และอุรุกวัย) ++"อลงกรณ์"บินเจรจาสหรัฐฯ: ขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าปลายเดือนมีนาคมจะเดินทางเยือนสหรัฐฯ มีกำหนดการที่จะพบผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์)คนใหม่ และภาคเอกชนในอุตสาหกรรมสำคัญเช่นยา ซอฟต์แวร์ รวมถึงจะหารือให้รื้อฟื้นการเจรจาเปิดเสรีการค้า (เอฟทีเอ)ระหว่างไทย-สหรัฐฯ โดยหวังว่าจะเป็นกลไกหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าและรายได้ส่งออกของไทย ส่วนที่วิตกเรื่องความไม่พร้อมการเปิดเสรีนั้นไทยสามารถใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศหรือ เซฟการ์ด ได้หรือใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า โดยเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ ได้เริ่มต้นเจรจาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2547 ได้มีการเจรจากันไปแล้ว 6 ครั้ง การเจรจาครอบคลุมการค้าการลงทุน 22 ประเด็น แต่การเจรจาได้หยุดชะงักลงหลังจากมีการปฏิวัติเมื่อ 19 กันยายน 2549 และมีรัฐบาลชั่วคราว ++แนะปรับกระบวนท่าเจรจา: ทั้งนี้นายพรศิลป์ กล่าวว่าตั้งแต่ประเทศไทยเปิดเจรจาเอฟทีเอ ถึงปัจจุบันมีผลบังคับใช้สมบูรณ์แบบแล้ว 4 ฉบับ และมีผลบางส่วน 2 ฉบับ ยอดการค้าส่งออกของไทยภายใต้เอฟทีเอโดยภาพรวมเพิ่มขึ้น แต่เนื้อในยังไม่ถือว่าประเทศไทยได้ประโยชน์จากเอฟทีเออย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากตัวเลขส่งออก 2 เดือนสุดท้ายของปี 2551 ที่ติดลบติดต่อกัน 2 ปี สะท้อนให้เห็นว่าภาคส่งออกของไทยยังไม่แข็งแกร่ง แม้จะมีเอฟทีเอซึ่งได้สิทธิภาษีนำเข้าที่ต่ำแต่เมื่อโลกเกิดวิกฤติเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าเกิดวิกฤติส่งออกของไทยยังได้รับผลกระทบเอฟทีเอยังช่วยอะไรไม่ได้ ขณะที่ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ระบุ การค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศคู่เจรจาเอฟทีเอ ปี 2551 เอฟทีเอไทย-ออสเตรเลียซึ่งเป็นเอฟทีเอบังคับใช้สมบูรณ์แล้วคือเปิดเสรีการค้า บริการ การลงทุน ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 91,580.95 ล้านบาท ไทย-นิวซีแลนด์ บังคับใช้สมบูรณ์ ได้ไทยดุลการค้า 2,806.51 ล้านบาท ไทย-ญี่ปุ่นบังคับใช้สมบูรณ์ไทยขาดดุลการค้า 450,712 ล้านบาท ไทย-จีนบังคับใช้บางส่วนไทยขาดดุลการค้า 134,755.56 ล้านบาท ไทย-อินเดีย บังคับใช้บางส่วน ไทยได้ดุลการค้า 25,221.16 ล้านบาท ดังนั้นการเจรจาเอฟทีเอในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยต้องปรับกระบวนการเจรจาใหม่ทั้งหมด ก่อนจะดำเนินการเจรจากับประเทศใดต้องมีความพร้อมทั้งตัวสินค้า อุตสาหกรรมและกฎหมายรองรับ ไม่ใช่ว่าไปเจรจากลับมาแล้วค่อยมาดูว่าสินค้าไหนไทยยังไม่พร้อมแล้วค่อยมาปรับปรุงเพิ่มขีดแข่งขันหรือมาออกกฎหมายทีหลัง นอกจากนี้สิ่งที่ประเทศไทยจะต้องทำก็คือต้องคิดปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าและการบริการครั้งใหญ่ ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ไม่อาจควบคุมได้ นั่นคือการผลิตสินค้าและบริการต้องไม่เพิ่มปัญหาให้กับ 3 สิ่งได้แก่ 1. น้ำที่มีปริมาณจำกัด 2. ความมั่นคงทางพลังงาน 3. การเปลี่ยนแปลงบรรยากาศของโลก เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องเข้ามามีส่วนต่อการค้าของโลกอย่างแน่นอน ขณะที่ดร.ชโยดม สรรพศรี ผู้อำนวยการหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สหสาขาวิชายุโรปศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะว่าการเจรจาเอฟทีเอยังมีความจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อสิทธิประโยชน์ทางการค้า แม้ว่าช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลกประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจต่างประสบปัญหาเศรษฐกิจเหมือนกันหมด หากมีการเจรจาอาจจะบีบประเทศที่เล็กกว่าอย่างประเทศไทย แต่เราสามารถเปิดเจรจาในนามอาเซียนและเจรจากับประเทศเล็กๆ ที่ไม่ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจได้ และยังมีกำลังซื้อเช่นกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และการเจรจาจะเป็นไปด้วยความง่าย ทั้งเมื่อผลการเจรจาได้ข้อสรุปเรายังได้ประโยชน์ด้านภาษีเพื่อเพิ่มขีดแข่งขันด้านการส่งออก เพราะภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของโลกและของประเทศมหาอำนาจเชื่อว่าจะยังดำรงอยู่อย่างน้อย 4-5 ปี

source:มติชน เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เอพีและเอฟพีรายงานว่า หน่วยงานศุลกากรจีนเปิดเผยว่า ในเดือนมกราคม ส่งออกของจีนลดลงมากถึง 17.5% ลดลงมากที่สุดในรอบกว่า 10 ปี อย่างไรก็ตาม จีนยังคงเกินดุลการค้าที่ระดับ 3.91 หมื่นล้านดอลลาร์ เนื่องจากการนำเข้าก็ลดลงอย่างรุนแรง 43.1% ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการของตลาดส่งออกหลักลดลง ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ชี้ว่า การลดลงอย่างมากทั้งการนำเข้าและส่งออก มีสาเหตุมาจากช่วงเทศกาลตรุษจีน เพราะในช่วงตรุษจีนที่มีวันหยุดหลายวันทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยทั่วไปลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่ลดลงอย่างมากก็สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอของการลงทุนเพราะความต้องการน้อยลง ซึ่งก็จะเป็นสัญญาณบ่งบอกความอ่อนแอของการส่งออกในอนาคตด้วย รายงานข่าวเปิดเผยว่า นับเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันแล้วที่การส่งออกจีนลดลง โดยเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วเป็นครั้งแรกใน 7 ปีที่ส่งออกจีนลดต่ำลง ขณะเดียวกันการนำเข้าที่ลดลงอาจจะส่งผลกระทบต่อชาติเอเชียที่เป็นคู่ค้าของจีน ที่พึ่งพาการส่งออกไปยังจีนเป็นหลัก วันเดียวกันสื่อของจีนรายงานด้วยว่า รัฐบาลจีนได้ออกข้อกำหนดใหม่เพื่อให้นายจ้างเลิกจ้างได้ยากขึ้น โดยกำหนดว่าบริษัทใดต้องการลดพนักงานมากกว่า 20 คน หรือ 10% ของแรงงานทั้งหมด ต้องส่งรายงานแจ้งต่อเจ้าหน้าที่แรงงานล่วงหน้า 1 เดือน ขณะเดียวกันยังออกมาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้บริษัทต่างๆ จ้างงานผู้ที่เพิ่งถูกเลิกจ้าง

source:ประชาชาติธุรกิจ การท่าเรือฯเตรียมลดค่าธรรมเนียมการใช้บริการท่าเรือช่วยผู้ประกอบการเอกชน มี.ค.นี้ เผยจะประกาศลดให้ 6 เดือนก่อน หากกระแสตอบรับดีอาจขยายเวลาเพิ่ม พร้อมทุ่ม 1,000 ล้านสร้างรางรถไฟคู่บริเวณท่าเรือแหลมฉบังแก้ปัญหาการจราจรแออัดและสนองนโยบายรัฐเปลี่ยนโหมดลดต้นทุน นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เพื่อให้สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ตนได้สั่งการให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ช่วยลดต้นทุนแก่ผู้ประกอบการเอกชนที่ส่งออก-นำเข้าสินค้าเป็นระยะเวลา 6 เดือน-1 ปี ได้แก่ การลดค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการใช้บริการที่เกี่ยวข้องกับท่าเรือ เพราะมิเช่นนั้นผู้ประกอบการจะแข่งขันกับต่างประเทศลำบาก "เรื่องนี้นางสุนิสา สกุลรัตนะ ผู้อำนวยการ กทท. ได้ให้ฝ่ายการเงินพิจารณาแล้ว ขณะนี้กำลังวิเคราะห์ตัวเลขอยู่ว่าควรจะลดเท่าใด รวมทั้งหาทางเพิ่มปริมาณการ ขนถ่ายสินค้าหน้าท่าเรือมากขึ้นมาชดเชยเพื่อมิให้กำไรลดลง คาดว่าจะประกาศใช้อัตราค่าธรรมเนียมต่างๆ ได้ในเดือนมีนาคมนี้ โดยจะประกาศใช้เป็นระยะเวลา 6 เดือนก่อน หากกระแสตอบรับดีก็อาจขยายเวลาเพิ่มเติมต่อไป" สำหรับการพัฒนาศักยภาพท่าเรือแหลมฉบัง ที่ปัจจุบันเป็นท่าเรืออันดับ 20 ของโลกนั้น นายเกื้อกูลกล่าวว่า จากการที่การจราจรเกิดความแออัดเป็นคอขวดบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี คณะกรรมการบริหาร กทท.จึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหา โดยจะสร้างรางรถไฟคู่ในพื้นที่การท่าเรือออกไปนอกการท่าเรือ ซึ่งจะใช้เงินลงทุน 1,000 ล้านบาท ขณะนี้ กทท.ได้เสนอเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาแล้ว โดย กทท.พร้อมจะลงทุนแล้วให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ดูแล "การลงทุนสร้างรางคู่ 1,000 ล้านบาท จะเป็นการสอดรับกับนโยบายของภาครัฐที่จะให้มีการขนส่งทางรางและน้ำแทนการขนส่งทางถนนมากขึ้นด้วย"

source:โพสต์ทูเดย์ ครม. เดินหน้าแผนลงทุนตามยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ พร้อมตั้งบอร์ดชุดใหญ่คุม นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบแนวทางการดำเนินการตามยุทธศาสตร์พัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศในปี 2553 ทั้งหมด 10 โครงการ วงเงินรวม 2.44 แสนล้านบาท เช่น โครงการก่อสร้างทางคู่ขนานในเส้นทางรถไฟสายตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย โครงการปรับปรุงทางระยะที่ 5 และ 6 โครงการก่อสร้างสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องแห่งที่ 2 โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 และการก่อสร้างถนนเชื่อมโยงเรือเชียงแสน 2 แผนพัฒนาสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2552-2558) โครงการก่อสร้างด่านพรมแดนบ้านประกอบ และด่านศุลกากรบูเก๊ะตา และโครงการพัฒนาโลจิสติกส์ทางการเกษตรของผลไม้ ขณะที่โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการต่อเนื่องถึงปี 2552 วงเงินรวมทั้งสิ้นกว่า 2.28 หมื่น ล้านบาท เช่น โครงการก่อสร้าง ทางคู่ในเส้นทางรถไฟสายตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง โครงการจัดหาหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้าจำนวน 7 คัน และแคร่บรรทุก 308 แคร่ และโครงการพัฒนาท่าเรืออิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น นอกจากนั้น ยังแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรัฐมนตรี รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ เพื่อเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ปี 2550-2554

source:ข่าวสด ในปี"51 การส่งออกอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับมีมูลค่าสูงมากถึง 274,102.03 ล้านบาท และมีอัตราการขยายตัวสูงมากเป็นประวัติการณ์ถึง 48% จากปีก่อน หรือคิดเป็นสัดส่วน 4.7% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมด จัดอยู่ในลำดับ 3 จาก 10 อันดับรายการสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าสูงสุดของประเทศ อย่างไรก็ดี แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกอาจส่งผลให้การเติบโตของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยในปี"52 ชะลอตัวลงตามการลดลงของอุปสงค์ ทั้งจากตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ ในส่วนของตลาดภายในประเทศ คาดว่ามูลค่าในปี"52 อาจขยายตัวอย่างมากเพียง 2% เท่านั้น จาก 4% ในปีก่อน สำหรับการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศนั้น จากการลุกลามของปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพของสหรัฐ กลายเป็นวิกฤตการเงินโลก จนส่งผลกระทบต่อการเสื่อมทรุดของภาคเศรษฐกิจจริง และเริ่มทยอยส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อระดับการเลิกจ้างงานของแต่ละประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งภายในกลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจสำคัญทั้งสหภาพยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น รวมถึงแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักอื่นๆ อย่าง ออสเตรเลีย อินเดีย รัสเซีย และฮ่องกง ตลอดจนผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าต่างประเทศจากกรณีการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ อันเป็นช่องทางการขนส่งทางเดียวของสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับเป็นระยะเวลานานกว่า 1 สัปดาห์เมื่อช่วงปลายปี"51 ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลให้ในปี"52 มีมูลค่าการส่งออกเติบโตเพียง 5% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับแนวโน้มการชะลอตัวลงดังกล่าวได้อย่างทันการณ์ โดยการเร่งยกระดับมาตรฐานการผลิต คุณภาพสินค้า การบริหารต้นทุนการผลิต ตลอดจนมีการดำเนินกลยุทธ์ทำการตลาดเชิงรุกอย่างต่อเนื่องทั้งในตลาดเดิม และตลาดใหม่ที่มีศักยภาพอย่างตลาดตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ขณะเดียวกัน มีการมุ่งเน้นการทำตลาดระดับกลางให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่แห่งเช่นในอดีต สิ่งเหล่านี้อาจมีส่วนช่วยให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยมีความแข็งแกร่งและสามารถขยายตัวเติบโตต่อไปได้

source:ประชาชาติธุรกิจ "ตอนนี้ทุกองค์กรคงได้รับผลกระทบเรื่องวัสดุคงคลัง เพราะองค์กรส่วนใหญ่ยังต่างคนต่างอยู่ ฝ่ายผลิตก็ผลิตไป ฝ่ายคลังก็ดูแลคลังสินค้าไป ปัญหาที่พบนอกจากจะขายไม่ได้แล้ว ของที่ผลิตมาไม่รู้จะเก็บไว้ที่ใด ถ้ามีการจ้างคลังสินค้าภายนอกจะมีปัญหาค่าเช่า อย่างโรงงานในกลุ่มปิโตรเคมีตอนนี้ค่อนข้างกระทบ เพราะต้นทุนส่วนใหญ่ 80-90% ของต้นทุนรวมทั้งหมด พอกลุ่มปิโตรเคมีซึ่งเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมจำนวนมากมีผลกระทบ ก็กระทบไปหมด วันนี้เรื่องวัสดุคงคลังจึงเป็นเรื่องความเป็นอยู่ขององค์กรเป็นหลัก ความเหมาะสมของวัสดุคงคลังที่เหมาะสมต้องมีเพียงใด แต่ละฝ่ายในองค์กรมักมีมุมมองที่ แตกต่างกัน ฝ่ายการตลาดอยากให้มีสินค้าคงคลังมากๆ เป็นการสร้างการแข่งขัน ฝ่ายจัดซื้อมองว่า การจัดซื้อวัสดุคงคลังปริมาณมากๆ ได้ราคาถูกลง แต่ในมุมกลับกัน ฝ่ายตรวจสอบและฝ่ายคลังสินค้ามองว่า มีมากต้องตรวจสอบมาก ทำงานมาก ฝ่ายการเงินมองว่า เงินจมแทนที่จะเอาเงินไปหมุนในส่วนอื่นๆ ก็ไปบีบให้ฝ่ายคลังสินค้าช่วยกระจายออก ขณะที่เซลส์บอกว่า ของที่ต้องการไม่ผลิตออกมา โยนความผิดไปที่ฝ่ายการตลาดต่อ วนกันอยู่ในอ่าง ฝ่ายบริหารมองว่า วัสดุคงคลังเป็นแหล่งของข้อมูลว่าตอนนี้ตัวไหนขายดี ในมุมของฝ่ายผลิตแบบเก่าๆ มองว่า ยิ่งผลิตมากยิ่งดี เพื่อลดต้นทุนการผลิต ปัจจุบันหลายองค์กรพยายามปรับเปลี่ยนเพื่อผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า จะเห็นว่ามีสองฝ่าย บางคนมองว่ามีมากดี บางคนมองว่ามีน้อยดี ภาพรวมในมุมของโลจิสติกส์ต้นทุนวัตถุดิบเป็นเศษเสี้ยวของต้นทุนรวม ถ้าเปรียบเทียบกับต้นทุนคงคลัง ต้นทุนสินค้าจัดเก็บ" นั่นเป็นสิ่งที่ นายไพบูลย์ กิจวรวุฒิ ผู้จัดการฝ่ายโลจิสติกส์ บริษัท สยามอุตสาหกรรมยิปซัม จำกัด (สระบุรี) เกริ่นนำก่อนการบรรยายเรื่อง "Best Practices ในการจัดการสินค้าคงคลัง" ในงานสัมมนา Lean Logistics Supply Chain Book Brief & Analysis ซึ่งบริษัท อี ไอ สแควร์ จำกัด จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ บริหาร 3 ต้นทุนหาจุดสมดุล หลายบริษัทตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูเรื่องสินค้าคงคลัง การบริหารวัสดุคงคลัง เป็นหน้าที่ของทุกส่วนในองค์กรต้องมอง ผลประโยชน์ทั้งองค์กร ต้องปรับเปลี่ยน ทั้งซัพพลายเออร์ ผู้บริโภคให้มาเชื่อมโยงกันให้มากที่สุด วัตถุประสงค์ของการบริหารวัสดุคงคลัง คือการทำให้เกิดความสมดุลใน 3 ส่วน ได้แก่การให้บริการลูกค้า การบริหารต้นทุนการดำเนินงานในฝ่ายผลิต ฝ่ายจัดซื้อ และต้นทุนวัสดุคงคลังก็คือคลังสินค้า ผลกระทบของวัสดุคงคลังต่อต้นทุนการประกอบการ ยิ่งถือครองมากเกิดปัญหามาก ยกตัวอย่าง ข้อมูลของบริษัทเอกับบี ทุกอย่างเหมือนกัน เป็นกลุ่มบริษัทแบบเดียวกัน รายได้จากการขายเท่ากัน ปีละ 5,000,000 บาท รายได้จากการ ขาย-ต้นทุน ถือเป็นกำไรขั้นต้นที่ 250,000 บาท มีสินทรัพย์คงที่พวกอาคาร สถานที่ 2,000,000 บาท ในส่วนของสต๊อก หรือวัสดุคงคลังอยู่ที่ 1,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสต๊อก 10% บางองค์กรไม่มีคลังสินค้า ต้องเสียค่าเช่า ต้นทุนการจัดเก็บยิ่งมากขึ้น โจทย์มีว่า บริษัทเอพยายามลดวัสดุคงคลังลง แต่บริษัทบีไม่เห็นความสำคัญ มาดูค่าวัดทางการเงิน 2 ตัว ตัวแรกการหมุนเวียนของยอดขาย (return on sales-ROS) มาจากกำไรหารด้วยการหมุนเวียนของยอดขาย อีกตัวคือการหมุนเวียนของสินทรัพย์ (return on assets-ROA) เอากำไรมาหารกับสินทรัพย์ ในส่วนของการหมุนเวียนของสินทรัพย์จะมีตัวผันแปรที่มีผลกระทบ (variable assets) ส่วนหนึ่งคือสต๊อก จะเห็นได้ว่าสต๊อกมีส่วนสำคัญ ผลที่ได้เบื้องต้นทั้งสองบริษัทเท่ากัน คือการหมุนเวียนของยอดขาย 0.25 หาร 5 = 5.0% การหมุนเวียนของสินทรัพย์ 0.25 หาร 3 = 8.3% โดยบริษัทเอลดวัสดุคงคลัง 5 แสนบาทได้ ทำให้การหมุนเวียนของยอดขายเหลือ 4% การหมุนเวียนของสินทรัพย์เหลือ 8% แต่บริษัทบี การหมุนเวียนของยอดขายลดลงมากเหลือ 3% การหมุนเวียนของสินทรัพย์เหลือ 5% อาจจะดูเหมือนเพียง 1-2% ไม่มีผลอะไร แต่จริงๆ แล้ว 0.1% ก็มีผลในทางบัญชี เมื่อเกิดความต้องการจะส่งผลไปถึงซัพพลายเชน เช่น หากผลิตแล้วความต้องการยังไม่มา หรือลูกค้าไม่ซื้อแล้วจะไปขายให้ใคร เดือนหน้าดีมานด์อาจเพิ่มหรือลงก็ได้ หมายความว่าอาจสูญเสียการขาย หรือมีสต๊อกเพิ่มขึ้นได้ บางทีสต๊อกมากขายไม่ออก บางทีไม่มีสต๊อก ไม่มีสินค้าจะขาย ในมุมของโลจิสติกส์ต้องมีการไหลทั้ง ขาไป-ขากลับ ส่วนของดีมานด์ซัพพลายจะมีความแตกต่างในระดับหนึ่ง สามารถป้องกันความเสียหายได้ โดยการสำรอง สต๊อก (buffer stock) มาช่วยในความผันแปรของความต้องการตรงนี้ สต๊อกอย่างไรให้ปลอดภัย การสต๊อกเพื่อความปลอดภัย ต้องมีเท่าไหร่จะขึ้นอยู่กับ 3 ส่วนหลัก ประการแรก ความผันแปรของความต้องการ เชˆน เรามีร้านโชห่วยที่บ้าน ลูกค้ามาบ้างไม่มาบ้าง นี่คือความไม่แน่นอนของความต้องการ ประการที่สอง ความเชื่อถือได้ของการจัดหาโรงงานมีปัญหาหรือไม่ เช่น เครื่องเสียบ่อยครั้ง วัตถุดิบขาด นี่คือความไม่แน่นอนของการซัพพลาย และ ประการสุดท้าย คือความวางใจได้ของการขนส่ง ซัพพลายเออร์มาส่งของตรงเวลาหรือไม่ ในอุตสาหกรรมรถยนต์จะใช้ระบบ Milk run มาก หมายถึงการที่บริษัทกำหนดให้ รถบรรทุกวิ่งรับสินค้าจากซัพพลายเออร์ (Supplier) ต่างๆ แล้วนำมาส่งให้กับโรงงาน โตโยต้าก็นำมาใช้เพื่อลดความผันแปรของซัพพลายเออร์ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว โดยให้ซัพพลายเออร์มาส่ง หากส่งช้าคิดค่าปรับนาทีเป็นแสนบาท หากอธิบายเรื่องค่าเวลานำ เช่น เวลาเราไปกินข้าว การสั่งแม่ค้าก็ต้องใช้เวลา ไม่ใช่ไปถึงแล้วกินได้เลย นี่คือลีดไทม์ ถ้ามีการบริหารด้วยการโทร.ไปสั่งล่วงหน้า ไปถึงได้กินเลย ตรงนี้ก็วินวินทั้งคู่ เวลานำในการผลิต คือตั้งแต่ต้องการสินค้าจนได้รับสินค้า จะช้าจะเร็วขึ้นกับการบริหารของเรา โดยองค์ประกอบของเวลานำ มีกระบวนการออกคำสั่งซื้อมีรายละเอียดมากมาย ตั้งแต่ทบทวนคำสั่งซื้อ ตัดสินใจที่จะซื้อ ออกคำสั่งซื้อ ผ่านการอนุมัติคำสั่งซื้อ เราต้องลดเวลาเหล่านี้ลงให้ได้มากที่สุด ถ้าใช้ระบบคอมพิวเตอร์จะรู้ว่าเอกสารไปค้างที่ใครนาน ผู้บริหารก็จี้ลงไปได้ ในยุโรปจะวิเคราะห์ลงไปถึงช่วงเวลาที่เครื่องจักรไม่เดิน เกิดจากสาเหตุอะไร หลังจากผู้บริหารลงนามแล้วก็ต้องเดินเอกสารแจ้งแก่ซัพพลายเออร์ ทาง ซัพพลายเออร์ต้องมีเวลาในการผลิต เหมือนกัน ถ้าเรามีการบริหารซัพพลายเออร์ที่ดี สุดท้ายผลจะมาอยู่ที่เรา แต่ที่พบปัจจุบันในองค์กรด้วยกันยังไม่ค่อยเปิดใจกัน และเมื่อซัพพลายเออร์ได้ออร์เดอร์เสร็จ ก็ต้องใช้เวลาในการส่งของอีก บางแห่งซัพพลายเออร์นำวัสดุมากองให้ใช้ ก็ดีทั้งสองฝ่าย สามารถได้ของทันทีและตรวจสอบได้ ถ้าไม่ดีก็ขอเปลี่ยนกับซัพพลายเออร์ สุดท้ายเมื่อของมาต้องตรวจสอบคุณภาพ หลายครั้งเสียเรื่องเวลากันมาก จึงควรพิจารณาเรื่องเวลาให้ดี

source:ฐานเศรษฐกิจ คลังวางมาตรการต่อเนื่องผลักดันแผนฟื้นเศรษฐกิจ ‘กรณ์’ ประกาศทำงบขาดดุลปี 53 อีกไม่น้อยกว่า 350,000 ล้านบาท ด้านผอ.สำนักงบประมาณแจงประมาณการจัดเก็บรายได้ปี 53 อยู่ที่ 1,521,000 ล้านบาท ขณะที่อดีตรองนายกฯ ‘โอฬาร’ห่วงเศรษฐกิจไทยปี 2552 มีโอกาสติดลบมากสุดในโลก จากผลกระทบภาคส่งออก และภาวะวิกฤติโลก แนะทางการเร่งใช้มาตรการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจใส่เงินมาก รวดเร็ว และตรงจุด ชี้มาตรการลดดอกเบี้ยที่ทั่วโลกใช้ไม่ได้ผล แนวโน้มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ไตรมาสแรกของปี 2552 (ม.ค.-มี.ค.)ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่อาจติดลบต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 โดยขณะนี้รัฐหวังผลจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการจัดทำงบประมาณปี 2552 (ต.ค.2551- ก.ย.2552) ขาดดุลรวม 350,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับงบประมาณปี 2553 (ต.ค.2552-ก.ย.2553) ที่กระทรวงการคลังมีแผนทำงบขาดดุลต่อเนื่อง นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวโน้มในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ยังคงมีความจำเป็นต้องจัดงบประมาณแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ภาระหนี้สาธารณะของประเทศสูงขึ้นเกินกว่า 41% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) แต่จะยังคงรักษาวินัยทางการคลังไว้อย่างเข้มแข็ง โดยรักษาระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่ให้สูงเกินกว่า 50% ซึ่งเป็นกรอบที่ประเมินไว้แล้วว่า จะอยู่ในวิสัยที่รัฐบาลยังสามารถหารายได้มาชดใช้ในอนาคตได้ โดยเฉพาะรายได้จากฐานภาษีอากร "พิจารณาดูแล้ว ประมาณการรายได้งบประมาณปี 2553 ยังน่าจะสูงกว่ารายได้ในปีงบ 2552 นี้ ที่คิดหลังจากหักลดในส่วนที่คาดว่าจะเก็บได้ลดลงแล้ว 130,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้รายได้ในปี 2552 เหลือประมาณ 1,455,500 ล้านบาท เพียงแต่ว่ารายได้ในปี 2553 อาจจะเก็บได้ไม่เท่าที่ตั้งไว้ตอนแรกที่ 1,585,500 ล้านบาท" นายกรณ์ กล่าว ด้านนายบัณฑูร สุภัควณิช ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยในเรื่องนี้ว่า ขณะนี้ได้มีการเริ่มจัดทำรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 แล้ว โดยคาดการณ์เบื้องต้น รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิในปีงบประมาณ 2553 ได้ทั้งสิ้น 1,521,000 ล้านบาท ส่วนวงเงินงบประมาณรายจ่ายจะต้องพิจารณาถึงความจำเป็นในการใช้จ่ายอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสำนักงบประมาณยังมีความกังวลเกี่ยวกับสัดส่วนของงบลงทุนว่าอาจไม่สามารถกำหนดสัดส่วนให้อยู่ในระดับ 25% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดได้ เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายของงบประจำเพิ่มสูงมากขึ้นในทุกๆปีด้วย " ปีงบประมาณ 2552 สัดส่วนของงบลงทุนอยู่ที่ 24% และขณะนี้รายจ่ายประจำต่างๆก็เพิ่มสูงขึ้นมาก แต่ก็จะพยายามจะจัดให้ได้มากที่สุด ซึ่งตอนนี้ต้นทุนรายจ่ายด้านการลงทุนก็ลดลงแล้ว จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงมามาก จึงน่าที่จะต้องเร่งเรื่องการลงทุนให้เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะติดข้อจำกัดอะไรอีกบ้าง" นายบัณฑูร กล่าว นอกจากนี้ ในกระบวนการใช้จ่ายเงินงบประมาณระหว่างปี อาจเกิดข้อจำกัดเพิ่มได้อีก เช่น กรณีของการใช้จ่ายเงินงบประมาณประจำปี 2551 ที่มีตัวเลขการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและลูกจ้าง สูงเกินกว่าที่ตั้งรายจ่ายเอาไว้ถึง 19,000 ล้านบาท ทำให้ต้องเบิกจ่ายจากเงินคงคลังไปก่อน ซึ่งมีข้อกำหนดทางกฎหมายให้รัฐบาลต้องมีการตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายชำระคืนเงินคงคลังในส่วนนี้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ด้วย ซึ่งในปีนี้ ก็อาจเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกได้ ซึ่งจะทำให้เป็นภาระเพิ่มขึ้นในงบประมาณประจำปี 2553 ที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ด้วย ทั้งนี้ ตามปฏิทินการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 จะมีการหารือร่วมระหว่าง 4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 นี้ ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และสำนักงบประมาณ โดยจะเริ่มพิจารณาจากการประมาณการด้านรายได้ก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อนำไปใช้เป็นฐานในการพิจารณาการประมาณการด้านรายจ่าย ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาและอนุมัติของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2552 และนำบรรจุเข้าเป็นวาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 2 มิถุนายน 2552 ด้านแหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงการคลัง เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในเบื้องต้น ทางกระทรวงการคลังประมาณการรายได้สุทธิของรัฐบาลประจำปีงบประมาณ 2553 ไว้ที่ 1,518,900 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการรายได้ในปีงบประมาณ 2552 ที่คาดว่าจะมี จำนวน 1,585,500 ล้านบาท(ตามพ.ร.บ.งบประมาณ) แต่ภายหลังจากที่ได้มีการปรับลดการประมาณการจัดเก็บรายได้ของปี 52 ลงอีก 130,000 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล และกระทบการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2553 ด้วย ทั้งนี้ ประมาณรายจ่ายประจำในส่วนของค่าดำเนินการภาครัฐจากสำนักงบประมาณ ปีงบประมาณ 2553 จะมีจำนวน 726,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2552 ที่มีจำนวน 700,000 ล้านบาท ขณะที่ประมาณการความต้องการใช้จ่ายเงินงบประมาณตามนโยบายรัฐบาลในปี 2553 ของส่วนราชการทั้งหมดที่เสนอโดย สศช. มีจำนวนมากถึง 2,1490,000 ล้านบาท จะส่งผลให้รัฐบาลต้องมีการจัดทำงบประมาณปี 2553 เป็นแบบขาดดุลต่อเนื่องไปอีก และต้องจัดทำแบบขาดดุลไม่น้อยกว่า 350,000 ล้านบาท "ตอนนี้ รัฐบาลได้มีการกำหนดให้งบอุดหนุนท้องถิ่น ถือเป็นงบลงทุนด้วย ก็อาจจะช่วยให้ตัวเลขงบลงทุนต่องบประจำดูดีขึ้น แต่เราก็รู้ว่า งบส่วนนี้ไม่ใช่การเอาไปลงทุนในโครงการทั้งหมด แต่มีรายจ่ายประจำปนอยู่ด้วย โดยล่าสุดนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกระจายอำนาจการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพิ่งจะอนุมัติเงินก้อนนี้แล้ว 40,000 ล้านบาท" แหล่งข่าว กล่าว ด้าน ดร.โอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "ทิศทางเศรษฐกิจการเงินไทย" ในงานสัมมนา "ซีเอฟโอ มืออาชีพ เส้นทางความอยู่รอดหรือรุ่งโรจน์ขององค์กร" ที่จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2552 มีแนวโน้มติดลบมากที่สุดในโลก เนื่องจากภาคการส่งออกของประเทศไทยลดลงอย่างมากจากผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจของโลก โดยคาดว่าเดือนมกราคมปีนี้ภาคการส่งออกจะลดลงกว่า 25% จากการทรุดตัวของภาคธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวก็จะลดลงมากด้วยเช่นกัน ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งใช้มาตรการด้านการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจแทนการใช้มาตรการด้านการเงิน (การใช้ดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือ) เนื่องจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกในขณะนี้ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานก็ควรหารือกับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันการปลดพนักงานลง โดยมีการเสนอให้ลดชั่วโมงหรือวันทำงานลง โดยจำนวนวันที่พนักงานไม่ได้ทำ รัฐควรให้การฝึกอบรมพนักงานเพิ่มเติม รวมถึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับผู้ฝึกอบรม สำหรับกลุ่มผู้ส่งออกไทยที่จะได้รับผลกระทบมากสุดมี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มผู้ประกอบการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ,2. ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรถยนต์ และ3. ชิ้นส่วนรถยนต์และผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยทั้ง 3 รายการคิดเป็นสัดส่วน 60% ของยอดส่งออกทั้งหมด ดังนั้นหากรัฐบาลไม่มีมาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้ง 3 กลุ่มอาจทำให้มีผู้ถูกเลิกจ้างงานมากถึง 1-1.5 ล้านคน โดยแนวทางในการแก้ไขนั้น รัฐบาลควรปล่อยสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินของรัฐ และคิดอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้ "ปีนี้เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะวิกฤติหนักสุดในรอบศตวรรษที่ 21 โดยอัตราการขยายตัวของทุกประเทศจะติดลบ ยกเว้นประเทศจีนประเทศเดียวที่เติบโตที่ 4.32% ซึ่งประเทศไทยเองก็น่าเป็นห่วง เพราะอัตราการขยายตัวติดลบมากที่สุดในโลก คือ ติดลบ 4.05% โดยไตรมาสแรกปี 2552 ติดลบสูงสุดถึง 6.02% ขณะที่ไต้หวันติดลบรองลงมาอยู่ที่ 3.57% สหภาพยุโรป (อียู) ติดลบที่ 3.54% ส่วนสหรัฐฯ ซึ่งเป็นต้นตอปัญหาเศรษฐกิจติดลบ 0.46% โดยอัตราการติดลบรุนแรงนั้น อยู่ภายใต้สมมติฐานว่าทั่วโลกไม่มีมาตรการกระตุ้นรอบใหม่ และไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้" ดร.โอฬาร กล่าวและว่า นอกจากนี้ ดร.โอฬาร ยังเสนอแนะให้รัฐบาลเปลี่ยนจากการแจกเงิน 2,000 บาท มาเป็นแจกคูปอง โดยมีกำหนดอายุคูปองให้ใช้จ่ายภายในสิ้นปีนี้ และจะต้องใช้จ่ายซื้อสินค้า และบริการในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นใน 3 ธุรกิจให้ดีขึ้น โดยหากไม่กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนประชาชนบางส่วนจะเก็บเงินไว้ หรืออาจใช้จ่ายไม่ตรงจุดตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ "ปัญหาเศรษฐกิจโลกนั้นรุนแรงมากกว่าที่คิด ฉะนั้นทั่วโลกจะต้องหารือร่วมกัน และดำเนินมาตรการคลังพร้อม ๆ กันตามหลัก 3 พอ คือ 1.ใส่เงินมากพอ ทุกประเทศต้องหารือร่วมกันว่าจำนวนเงินที่ต้องการใช้ในการฟื้นเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นปริมาณเท่าใด และให้ทุกประเทศเตรียมเม็ดเงินให้เพียงพอในการกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจของตัวเอง ,2. รวดเร็วพอ โดยต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว และใส่เม็ดเงินต่อเนื่องอย่างน้อย 24 เดือน และ3.ต้องตรงจุดพอ แต่ละประเทศต้องวิเคราะห์ว่าธุรกิจที่รับผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้คือธุรกิจอะไร เพื่อจะได้ใช้เงินกระตุ้นให้ตรงอุตสาหกรรม" ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า เรื่องของเศรษฐกิจขณะนี้เป็นเรื่องของมาตรการการคลัง โดยเฉพาะการใช้จ่ายของภาครัฐมีความจำเป็น เน้นรายละเอียดของการใช้จ่ายเพื่อให้ผลทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ส่วนภาระหนี้ของรัฐบาล หากดูระดับหนี้สาธารณะยังมีวงเงินที่อาจจะขยายได้ แต่รัฐบาลต้องคำนึงถึงภาระทางการคลังด้วย และต้องจัดเก็บรายได้เพื่อชดเชยกับรายจ่ายที่ใช้ไปในปัจจุบัน "ผู้รับผิดชอบนโยบายการคลัง ถ้าสามารถนำเงินอนาคตมาใช้ปัจจุบัน ต้องทำได้ใน 3 อย่าง คือ ช่วยคนเดือดร้อน แก้ปัญหาระบบเศรษฐกิจและสังคม และสามารถพัฒนาประเทศได้ยั่งยืนและสมบูรณ์แบบ"