Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62

source:กรุงเทพธุรกิจ บีทีเอสส่วนต่อขยายสีลม-ตากสิน พร้อมเปิดทดลองระบบเดินรถในวันที่ 13 เม.ย.นี้ ก่อนเปิดให้ประชาชนใช้บริการฟรี 3 เดือน ระหว่าง 15 พ.ค.-12 ส.ค. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยหลังการประชุมคณะผู้บริหารว่า ในวันที่ 13 เม.ย. เวลา 01.00 น. จะเปิดทดสอบเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีลมจากสถานีวงเวียนใหญ่ไปยังสถานีตากสินเป็นครั้งแรก ซึ่งตนและคณะผู้บริหาร กทม.จะร่วมทดสอบการเดินรถในครั้งนี้ด้วย ก่อนที่จะเปิดให้ประชาชนได้ใช้บริการในขั้นทดลองโดยไม่เก็บค่าโดยสารในวันที่ 15 พ.ค. - 12 ส.ค.นี้ และจะเริ่มเก็บค่าโดยสารตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคมนี้ เป็นต้นไป โดยอัตราค่าโดยสารขั้นต่ำจะอยู่ที่ 15 บาท และสูงสุดกำหนดเก็บค่าโดยสาร 40 บาท สำหรับโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีลม 2.2 กิโลเมตร จำนวน 2 สถานี คือ สถานีกรุงธนบุรี (S7) และสถานีวงเวียนใหญ่ (S8) ขณะนี้งานจัดซื้อพร้อมติดตั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบราง งานสถานี งานติดตั้งอุปกรณ์ระบบการเดินรถ การเตรียมขบวนรถไฟฟ้า การจัดทำคู่มือการใช้งานและฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ งานเตรียมความพร้อมการซ่อมบำรุงและการดูแลรักษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนงานการติดตั้งระบบตั๋ว การเตรียมความพร้อมการใช้งานของระบบ งานตรวจสอบและรับรองจากผู้ตรวจสอบอิสระ งานประกันความเสียหาย และงานประชาสัมพันธ์ อยู่ระหว่างดำเนินการ ด้านงานจ้างผู้บริหารระบบการเดินรถ ซึ่งกรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างดำเนินการจ้างบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด เป็นผู้บริหารจัดการเดินรถ งานจัดเก็บค่าโดยสารและข้อตกลงเรื่องการเงิน อยู่ระหว่างจัดทำโครงสร้างค่าโดยสารและจัดทำระบบตั๋วร่วมตามกฎหมาย ข้อกฎหมายการจัดเก็บรายได้ตามระเบียบการเงินและการคลัง อยู่ระหว่างการตราร่างข้อบัญญัติค่าโดยสารการอำนวยความสะดวก ด้านจุดเชื่อมต่อการเดินทางของประชาชนบริเวณสถานีใหม่ 2 สถานีนั้น สถานีวงเวียนใหญ่ มีพื้นที่ในการจอดรถ ซึ่งกำลังออกแบบ จะเร่งรัดการก่อสร้างให้ทันในวันที่ 13 สิงหาคม 2552 สามารถจอดรถยนต์ได้ 300-400 คัน ที่จอดรถโดยสารประจำทางสกายวอล์ก นอกจากนั้นทั้ง 2 สถานี ยังมีลิฟต์โดยสารสำหรับผู้พิการไว้แล้ว

สำนักงานประสานงานชุดโครงการวิจัยโลจิสติกส์ หน่วยงานภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ได้จัดทำหนังสือ ทิศทางโลจิสติกส์ประเทศไทยและทิศทางงานวิจัย จากงานสัมมนาเชิงปฎิบัติการระดมสมองเพื่อกำหนดทิศทางโลจิสติกส์ของไทยเมื่อวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 255 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ในการจัดทำหนังสือทิศทางโลจิสติกส์ประเทศไทยและทิศทางงานวิจัย เพื่อเป็นการเผยแพร่และเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานต่างๆ ตามพันธกิจของโครงการวิจัยโลจิสติกส์ คือ สนับสนุนงานวิจัยที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ของชาติ มุ่งเน้นผลวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ และนโยบายโลจิสติกส์ของภาครัฐ และแนวทางปฎิบัติที่ดีที่สุดของอุตสาหกรรม สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับหนังสือ ทิศทางโลจิสติกส์ประเทศไทยและทิศทางงานวิจัย ได้ที่สมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย 02-7114791 (ติดต่อคุณน้ำค้างหรือคุณพฤติพล) และทางwebsite:http://www.thaivcml.com หมายเหตุ สามารถติดต่อดูรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaivcml.com

source:เดลินิวส์ นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สรรพสามิตตรวจสอบว่าในรอบ 5-10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 มีภาษีรายการใดบ้างที่เคยจัดเก็บ แล้วลดหย่อนในช่วงเกิดวิกฤติ เพื่อบรรเทาภาระของผู้ประกอบการ และยังไม่กลับไปจัด เก็บตามอัตราเดิมอีก โดยจะดูความเหมาะสม ในการจัดเก็บประกอบว่าเหตุผลอะไรที่ลดภาษีประเภทนั้น ๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว และปัจจุบันจำเป็นต้องลดภาษีประเภทนั้นอยู่อีกหรือไม่ นโยบายส่วนใหญ่ที่มอบไปนั้น จะให้ในเชิงหลักการ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ ความเหมาะสม รวมถึงตั้งคณะทำงานศึกษารายละเอียดทั้งหมด ก่อนหาข้อสรุปและดำเนินการ โดยมีหลักว่าให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่มีฝ่ายใดได้หรือเสียเปรียบ และปีงบประมาณ 53 รัฐ บาลจะเพิ่มงบประมาณด้านการปราบปรามให้มากขึ้น เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้สินค้าที่เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย เพราะเมื่อเก็บภาษีจากผู้ประกอบการ ต้องทำให้เขาอยู่รอด ไม่สูญเสียผลประโยชน์ด้วย ตามหลักการว่า ผู้ที่เสียภาษีให้รัฐบาลอย่างถูกต้องตามกฎหมายต้องได้รับความคุ้มครองที่เป็นธรรมด้วย “ผมจะดูว่ามีส่วนไหนที่จำเป็นต้องจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติมบ้าง เพราะที่ผ่านมาการทำงานมีหลายมาตรฐาน บางครั้งอ้างหลักการในการจัดเก็บแล้ว แต่ก็เกิดปัญหาหลายมาตรฐานขึ้นมา อีกทั้งต้องดูการบังคับใช้กฎหมายว่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกหรือไม่ จึงน่าจะต้องสังคายนาระบบการจัดเก็บภาษีใหม่อีกครั้ง เพื่อให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย” ขณะนี้สินค้าแต่ละประเภท แต่ละยี่ห้อ จัดเก็บไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดความลักลั่นขึ้น และบางครั้งสินค้าที่ออกจำหน่ายคนละช่วงเวลา จะใช้หลักการจัดเก็บไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ทั้งระบบ คาดว่าเดือนเม.ย.นี้จะมีข้อสรุป ส่วนกรณีที่เกษตรกรร้องเรียนการที่จะจัดเก็บภาษีชา กาแฟนั้น อาจเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด เพราะที่สั่งให้ศึกษาคือการจัดเก็บภาษีจากเครื่องดื่มชา กาแฟสำเร็จรูป ซึ่งยืนยันว่าจะไม่มีผลกระทบต่อเกษตรกร.

source:โพสต์ทูเดย์ กรมส่งเสริมการส่งออก เตรียมเสนอการควบคุมสินค้าส่งออก ใช้ 2 ทางให้ครม.พิจารณา เตือนหาก ไม่เตรียมพร้อมมีผลกระทบต่อการส่งออก นางอัญชนา วิทยาธรรมธัช รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมเตรียมเสนอเรื่องการควบคุมสินค้าส่งออกที่นำไปใช้ได้ 2 ทาง คือ 1.ใช้เพื่อผลิตและเพื่ออุปโภคบริโภค และ 2.นำไปใช้ดัดแปลงประกอบเป็นอาวุธชีวภาพให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ทั้งนี้ เพราะประเทศมหาอำนาจและส่วนใหญ่เป็นคู่ค้ากับไทย เริ่มตื่นตัวกับการควบคุมนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้มาก โดยเกรงว่าถูกนำไปดัดแปลงใช้เป็นอาวุธสำหรับการก่อการร้าย และหากไทยไม่มีแผนควบคุมอาจกระทบต่อการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้อง “ไทยควรจะมีการจัดทำระบบควบคุมการส่งออก โดยมีกรมการค้าต่างประเทศเป็นหน่วยงานกลาง รับเรื่องและพิจารณาออกใบอนุญาตส่งออกสินค้าที่ ใช้ได้ 2 ทาง และควรตั้งคณะกรรมการควบคุมการส่งออกสินค้า เพราะประเทศพัฒนาแล้ว พยายามผลักดันให้ประเทศต่างๆ มีระบบควบคุม เพื่อป้องกันไม่ให้ ถูกแปลงไปเป็นอาวุธตามแบบ หรืออาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ใช้ก่อการร้าย ขณะสหประชาชาติก็มีมติให้ประเทศสมาชิกควบคุมการส่งออก” นางอัญชนา กล่าว อย่างไรก็ตาม แม้การดูแลสินค้าที่ ใช้ได้ 2 ทาง จะมีกฎหมายควบคุมอยู่หลายรายการ แต่ยังมีสินค้าหลายรายการที่ไม่มีหน่วยงานใดดูแลเป็นการเฉพาะ กรมจึงต้องเข้ามาดูแลและ กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำบัญชีรายการสินค้าควบคุมแห่งชาติ คือ บัญชี สินค้ายุทธภัณฑ์ บัญชีสินค้าที่ใช้ได้ 2 ทาง และบัญชีเฝ้าระวังเพื่อให้สามารถติดตามตรวจสอบได้ทั้งหมด และจะจัดตั้งศูนย์และระบบเชื่อมโยงการพิจารณาออกใบอนุญาตเพื่อการควบคุมการส่งออกของไทย “ขอให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมส่งออกสินค้าใช้ได้ 2 ทาง เตรียมตัวปฏิบัติให้ถูกต้อง ยืนยันว่าระบบนี้ไม่กระทบ แต่เป็นผลดี เพราะตอบผู้นำเข้าได้ว่าไทยมีระบบจัดการทำให้ผู้ซื้อมั่นใจ” นางอัญชนา กล่าว

source:ข่าวสด นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงภาวะหนี้นอกระบบของผู้ประกอบการไทยว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาปริมาณการพึ่งพิงหนี้นอกระบบของธุรกิจมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะปัจจุบันที่ธุรกิจประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างหนักจากผลพวงวิกฤตเศรษฐกิจโลก ขณะที่ธนาคารพาณิชย์เริ่มเข้มงวดจากการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องหันไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบมากขึ้นปัจจุบันมีอัตราเพิ่มขึ้นเป็น 20% จากสัดส่วนการกู้ทั้งหมด เพิ่มสูงขึ้นจาก 3 ปีก่อนหน้าที่มีอัตราการกู้เงินจากนอกระบบเพียง 10-15% เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่การกู้เงินนอกระบบเป็นลักษณะของวงแชร์ อย่างไรก็ตามสัดส่วนการกู้ยืมเงินนอกระบบของภาคธุรกิจยังไม่ได้อยู่ในอัตราที่น่าเป็นห่วงเพราะยังมีสัดส่วนไม่มากนัก เนื่องจากขนาดของวงเงินกู้ยังเป็นขนาดเล็กมีจำนวนไม่มากยังไม่สามารถดึงดูดผู้ประกอบธุรกิจได้มากนักโดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนภาวะหนี้นอกระบบในภาคประชาชนขณะนี้พบว่าเพิ่มขึ้นมากจากช่วง 3 ปีก่อนเช่นกัน โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 20-25% ของการกู้เงินทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วง 3 ปีก่อนที่อยู่ในสัดส่วนเพียง 10-15% เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรต้องระมัดระวัง หากปล่อยไว้อาจเกิดปัญหาตามมามากมาย นายธนวรรธน์กล่าวต่อว่า อัตราการว่างงานในปัจจุบันขณะนี้มีประมาณ 8 แสนคน และในช่วงไตรมาสที่ 2 คาดว่าจะมีคนตกงานเพิ่มขึ้นอีก 3-5 แสนคน ซึ่งจะทำให้ยอดคนตกงานเพิ่มขึ้นเป็น 1.2-1.3 ล้านคน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมเริ่มทยอยปลดคนงานเพิ่มเติมในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. โดยคาดว่าจะมีปัญหาเลิกจ้างประมาณ 2 แสนคน ขณะที่บัณฑิตจบใหม่จะตกงานเพิ่มขึ้นอีก 2 แสนคนจากจำนวนบัณฑิตที่จบการศึกษา 4 แสนคน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง รัฐบาลต้องเร่งอบรมแรงงาน และโครงการต้นกล้าอาชีพ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาคนตกงานที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ที่กำลังมีปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ เพราะขณะนี้ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจเอสเอ็มอีมากขึ้น เนื่องจากกลัวปัญหาหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) จึงต้องการให้รัฐบาลเข้ามาดูแลจุดนี้อย่างเร่งด่วนก่อนที่จะทยอยปิดกิจการลงเพราะขาดเงินทุนในการดำเนินธุรกิจ "ปัญหาการขาดสภาพคล่องของภาคธุรกิจเริ่มรุนแรงมากขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากยอดขายเริ่มมีปัญหาเพราะคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) ลดลงในหลายอุตสาหกรรม ส่วนลูกหนี้ขอยืดเวลาการจ่ายเงินชำระสินค้านานขึ้น ธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะกลัวว่าผู้ประกอบการจะไม่มีเงินจ่ายคืน" นายไพบูลย์กล่าว นายปิลันธน์ ธรรมมงคล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวว่า ผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอเริ่มมีปัญหาขาดสภาพคล่อง เพราะผู้ซื้อขอเครดิตในการจ่ายเงินซื้อสินค้ายาวขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มมีปัญหาหมุนเงินสดไม่ทัน ประกอบการสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น คาดว่ายอดส่งออกปี "52 ของอุตสาหกรรมสิ่งทอจะลดลงประมาณ 5-10% จากปีก่อนที่มีมูลค่าส่งออก 8 พันล้านบาท

source:กรุงเทพธุรกิจ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดตัวเครือข่ายที่ปรึกษาช่วยเอสเอ็มอีไทยฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ วางโครงสร้าง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ถือได้ว่าเป็นหน่วยธุรกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะมีจำนวนมากถึง 2.3 ล้านกิจการทั่วประเทศ มีแรงงานหมุนเวียนในระบบถึงเกือบ 10 ล้านคนต่อปี มีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าทาง GDP ของไทย ถึง 39% และสร้างมูลค่าในการส่งออกของประเทศไทยถึง 28% ปัจจุบัน เอสเอ็มอี ไทยกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก โดยมีปัญหาเร่งด่วนหลักๆ 2 ประการด้วยกัน คือ 1. ปัญหาการเลิกกิจการ การเลิกจ้างงาน หรือลดการจ้างงาน จากภาวะเศรษฐกิจของไทย และของโลก รวมถึงสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ 2. ปัญหาการขาดสภาพคล่องจากยอดขายที่ลดลง รวมทั้งความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน และปัญหาแนวโน้มการส่งออกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยของคู่ค้าที่สำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มอียู อย่างไรก็ตามกระทรวงอุตสาหกรรมก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการออกมาตรการต่างๆ ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว มาช่วยให้ เอสเอ็มอี ไทย สามารถต่อสู้กับภาวะวิกฤต “การเกิดขึ้นของ เครือข่ายที่ปรึกษาบริการอุตสาหกรรม ( NSP : Network of Service Provider ) ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมอีกขั้นหนึ่งที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ที่จะวางโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และจำเป็นต่อการพัฒนา ส่งเสริม และสร้างศักยภาพในการแข่งขันให้กับ เอสเอ็มอี ทั้งประเทศ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญอย่างมากในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้เจริญรุดหน้าต่อไป” นายชาญชัย กล่าว นายสุรศิษฏ์ บุญญาภิสันท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มีภารกิจหลักประการหนึ่ง คือ การพัฒนาผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ในวงการอุตสาหกรรม ให้มีความเข้มแข็งและมีขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงได้วางรากฐานให้กับโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยส่งเสริมศักยภาพของ เอสเอ็มอี ด้วยการให้ความสำคัญกับการสร้างที่ปรึกษามืออาชีพ เพื่อช่วยพัฒนาสมรรถนะ ความสามารถในการประกอบการแก่ เอสเอ็มอี ต่างๆ ที่มีความต้องการตอบปัญหาเพื่อแก้โจทย์ทางธุรกิจที่ตนเองไม่มีความเชี่ยวชาญ หรือ ยังไม่มีความพร้อมที่จะแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง โดยที่ผ่านมาได้มีการสร้างที่ปรึกษามาแล้ว 3 ปี สามารถสร้าง ที่ปรึกษาได้แล้ว จำนวน 2,000 กว่าคน ทั้งในส่วนภูมิภาค และกรุงเทพมหานคร แต่ที่ปรึกษาจำเป็นต้องทำงานโดยอาศัยเครือข่าย กล่าวคือเพื่อเสริมความสามารถในการบริหารจัดการบริการ เพื่อเชื่อมโยงสู่ เอสเอ็มอี ผู้ใช้บริการ และเชื่อมโยงความชำนาญเฉพาะทางของกลุ่มที่ปรึกษาเอง ดังนั้น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจึงมีเป้าหมายในการพัฒนาเครือข่ายต่างๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการให้บริการของที่ปรึกษาธุรกิจที่ได้รับการพัฒนาจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม “เครือข่ายตัวอย่างที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้สร้างขึ้นสำเร็จในครั้งนี้คือ เครือข่ายบริการที่ปรึกษาอุตสาหกรรม ( NSP : Network of Service Provider ) อันเกิดจาก ที่ปรึกษาในเครือข่ายบริการวิศวการ ( NES : Network of Engineering Services ) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และ ที่ปรึกษาในเครือข่าย ที่ปรึกษาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ( APEC-IBIZ ) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการและการตลาด มารวมตัวกัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นวางรากฐานของเครือข่ายที่ปรึกษาวิชาชีพ ของแต่ละเครือข่ายที่มีความชำนาญพิเศษต่างด้านกัน แต่พร้อมที่จะทำงานร่วมกันเพื่อตอบโจทย์ให้กับ เอสเอ็มอี ในยุคปัจจุบัน ที่จำเป็นต้องได้รับการบริการได้อย่างสมบูรณ์ เบ็ดเสร็จและรวดเร็ว” นายสุรศิษฏ์ กล่าว

source:ประชาชาติธุรกิจ ภาวะวิกฤตจากยอดการผลิตรถยนต์ที่ ลดลง 30% ฟาดหางความต้องการแม่พิมพ์ หล่นฮวบ กระทบหนัก ปริมาณการผลิต แม่พิมพ์ลดถึง 50% มูลค่าจาก 30,000 ล้านบาท หล่นวูบลงเหลือ 15,000 ล้านบาท นายวิโรจน์ ศิริธนาศาสตร์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงการประเมินสถาน การณ์ของอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ในปีนี้ว่า อัตราการเติบโตจะลดลงถึง 50% จากมูลค่าของอุตสาหกรรมประมาณ 30,000 ล้านบาท จะเหลืออยู่เพียงประมาณ 15,000 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำลง ส่งผลให้อุตสาหกรรมต่างๆ ลดกำลังการผลิตลง ทำให้ความต้องการใช้แม่พิมพ์ในการผลิตสินค้าลดลงตามไปด้วย โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมแม่พิมพ์มากที่สุด ก็คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยานยนต์เติบโตอย่างก้าวกระโดดปีละไม่ต่ำกว่า 20% ส่งผลให้อุตสาหกรรมแม่พิมพ์เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยเช่นกันปีละ 10-18% ดังนั้นเมื่อปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ประสบปัญหา ปริมาณการผลิตลดลงไปแล้วกว่า 30% อุตสาหกรรมแม่พิมพ์จึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้อุตสาหกรรมอาหารที่ยังมีการเติบโต มีความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่ต้องใช้แม่พิมพ์ในการประกอบการอยู่ แต่เติบโตก็เป็นไปในระดับปกติ ช่วยชดเชยอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ที่ลดลงได้เพียง 2-3% เท่านั้น "ช่วงที่ผ่านมาการเติบโตของอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ได้อานิสงส์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ตอนนี้เมื่อการผลิตยานยนต์เกือบทุกรายการ แม้กระทั่งรถกระบะที่ถือเป็น product campaign เป็นรถที่สนับสนุนภาคการ เกษตรไทยก็ลดการผลิตไปเยอะ ส่วนโครงการสนับสนุนการผลิตรถยนต์นั่งประหยัดพลังงาน (ecocar) ที่ผู้ประกอบการมีความหวังจะช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมแม่พิมพ์เติบโตขึ้นอีก แต่ตอนนี้จากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ รวมถึงความไม่ชัดเจนของนโยบายพลังงาน ก็มีผลทำให้การลงทุนโครงการดังกล่าวไม่รู้จะเกิดขึ้นจริงเมื่อใด" นายวิโรจน์กล่าว ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์อยู่ประมาณ 1,000 ราย แบ่งเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นการร่วมทุนไทยและต่างชาติประมาณ 5% รายกลาง 20% และรายเล็ก 75% ปรากฏในขณะนี้ก็มีโรงงานแม่พิมพ์ขนาดเล็กเริ่มปิดกิจการไปบางส่วนแล้ว บริษัทที่ยังเปิดกิจการอยู่ก็ต้องทนจ่ายเงินพนักงานไว้ เพื่อรอในยามที่เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว เพราะบุคลากรในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ที่มีความเชี่ยวชาญชำนาญในประเทศไทยถือว่า "หายาก" อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาทางสมาคมร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสถาบันไทย-เยอรมัน ได้จัดทำแผนพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ 5 ปี (2547-2552) เพื่อพัฒนาบุคลากร 7,000 คน งบประมาณ 1,500 ล้านบาท โดยจะเสร็จสิ้นโครงการช่วงเดือนกันยายน 2552 ซึ่งขณะนี้ก็ได้เตรียมเสนอแผนขยายเวลาการพัฒนาบุคลากรออกไปอีก 3 ปี (2553-2555) ใช้งบประมาณ 600 ล้านบาท โดยเป้าหมายการดำเนินการคือ จะนำบุคลากรในส่วนที่ได้มีการพัฒนาแล้ว 7,000 คน มาต่อยอดฝึกอบรมในระดับสูง มีความสามารถในการออกแบบแม่พิมพ์ที่มีความซับซ้อน มีความยากได้มากขึ้น และการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมใหม่เพิ่ม 3,000 คน "ฝีมือการผลิตแม่พิมพ์ของไทยก็ยังอยู่ในระดับกลางๆ แม่พิมพ์ชิ้นใหญ่-เล็ก เช่น แม่พิมพ์พลาสติก เครื่องใช้ในครัวเรือน ของเล่น เครื่องสุขภัณฑ์ เป็นต้น แต่ในระดับสูงที่เป็นแม่พิมพ์ชิ้นเล็กมากๆ มีความละเอียดและความซับซ้อนสูง เช่น ซิปโทรศัพท์มือถือ, เครื่องเล่น MP3 เป็นต้น ประเทศไทยยังไม่สามารถทำได้ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นหากมีการพัฒนาบุคลากรให้สามารถผลิตแม่พิมพ์ให้ถึงระดับสูงได้ เรียนรู้เรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ได้มากขึ้น ก็จะเป็นการเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมได้มากขึ้น ซึ่งนอกจากแผนพัฒนาบุคลากรดังกล่าวแล้ว ขณะนี้เราก็มีแผนพัฒนาบุคลากรตามนโยบายโครงการชะลอการเลิกจ้างของรัฐบาลด้วย" นายวิโรจน์กล่าว

source:ประชาชาติธุรกิจ ถึงเวลาเผชิญหน้าความจริง ลดคน-ลดกำลังการผลิต ถึงวันนี้ต้องยอมรับว่าวิกฤตเศรษฐกิจจากซับไพรมไปสู่วิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาจะลุกลามไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริงทั่วโลก ได้ส่งผลกระทบถึงประเทศไทยแล้ว สะท้อนให้เห็นจากตัวเลขการส่งออกในช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) ของปี 2552 มีมูลค่าเพียง 22,232 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมีอัตราขยายตัว -19.2% โดยที่ผ่านมาไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออก มีรายได้หลักจากการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 60% ของจีดีพีเมื่อภาคการส่งออกได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ แน่นอนว่าผลกระทบจะตามมาเป็นลูกโซ่ถึงกำลังการผลิตที่ลดลง ตามมาด้วยกำลังซื้อภายในประเทศ จนน่าเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเดินหน้าไปสู่ "ภาวะเงินฝืด" หรือไม่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วิเคราะห์ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญพบว่า ตัวเลขกำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมที่สำรวจจาก 69 กลุ่มสินค้าในเดือนมกราคม 2552 ลดลงเหลือ 57.1% จากปี 2551 ซึ่งตัวเลขกำลังการผลิตอยู่ที่ 67.6% โดยกลุ่มสินค้าที่กำลังการผลิตลดลงต่ำกว่า 50% ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เครื่องหนัง, เหล็ก (ตามตาราง) สาเหตุสำคัญที่ลดลงเนื่องจากการส่งออกที่ปรับตัวลดลงอย่างมาก เมื่อรวมกับคำสั่งซื้อที่ยังมีแนวโน้มปรับลดลง ทำให้คาดว่าตัวเลขคนว่างงานในปี 2552 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 1.481 ล้านคน จากในปี 2551 ที่ตัวเลขคนว่างงานไม่ถึง 600,000 คน ขณะเดียวกันตัวเลขความต้องการบริโภคในเดือนมกราคม 2552 ลดลงเหลือ -4.5% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งใน ปี 2540 แน่นอนว่าเมื่อความต้องการบริโภคลดลง ส่งผลทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปหรือเงินเฟ้อในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2552 จะลดลงต่ำสุดในอัตรา -4 ถึง -5% ซึ่งถือว่าต่ำมาก และค่อยปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แต่หลายฝ่ายเป็นกังวลว่าอาจจะเป็นสัญญาณของ "เงินฝืด" หรือไม่ สัญญาณเงินเฟ้อติดลบเป็นเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์เป็นห่วงมากกว่าเงินเฟ้อสูงๆ เพราะนั่นหมายความว่าผู้ผลิตขายสินค้าได้ราคาลดลงเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดก็ไม่สามารถอยู่ได้ ต้องปิดกิจการ ปลดพนักงาน และเข้าสู่ภาวะเงินฝืดอย่างแท้จริงนั่นเอง "ศิริพล" มั่นใจเงินเฟ้อไม่ติดลบ นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ให้ความเห็นว่า ตัวเลขเงินเฟ้อในปี 2552 ไม่น่าจะติดลบ กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์เป้าหมายเงินเฟ้อปี 2552 ไว้ที่ 0-0.5% ภายใต้สมมติฐานระดับราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบ 50-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 35-36 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งขณะนี้ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปัจจุบันอยู่ที่ 44 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 36.02 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยจะมีการปรับตัวเลขอีกครั้งหลังสิ้นสุดไตรมาส 2/2552 ทั้งนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์ยังคงประเมินว่า การที่อัตราเงินเฟ้อจะติดลบต่อเนื่อง 2 เดือน ไม่ใช่สัญญาณของ "เงินฝืด" เพราะอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน ก.พ.ปี 2552 ยังสูงขึ้น 1.8% เทียบกับเดือน ก.พ.ปีก่อน และสูงขึ้น 0.4% เทียบกับ ม.ค.ปีเดียวกัน ซึ่งแสดงว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคไม่ได้ลดลงแต่เหตุที่อัตราเงินเฟ้อลดลงเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงมากเมื่อเทียบกับปีก่อน เพราะไทยปรับระบบราคาน้ำมันแบบลอยตัว และเมื่อดูราคาสินค้าที่กระทรวงใช้คำนวณอัตราเงินเฟ้อ 411 รายการ พบว่าลดลงไม่ถึงครึ่ง หรือประมาณ 90 รายการ โดยมีสินค้าที่ราคาคงที่ 201 รายการ และสินค้าที่ราคาเพิ่มขึ้น 126 รายการ อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจความเชื่อมั่น 39 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์พบว่ามี 23 อุตสาหกรรมที่คาดว่าปริมาณการผลิตจะลดลงอย่างต่อเนื่อง มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นต่ำกว่า 100 และมีแนวโน้มจะต่ำลงเรื่อยๆ ได้แก่ สิ่งทอ, เครื่องนุ่งห่ม, รองเท้า, เครื่องประดับ, เหล็ก, แก้วและกระจก, เซรามิก, โรงเลื่อยและโรงอบไม้, เฟอร์นิเจอร์, ยานยนต์, ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์, เครื่องจักรและโลหะการ, ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, ก๊าซ, ผู้ผลิตไฟฟ้า, พลังงานทดแทน, ปิโตรเคมี, เคมี, เยื่อและกระดาษ, การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์กระดาษ, การจัดการของเสียและวัสดุเหลือใช้ ซอฟต์แวร์ สิ่งทอเริ่มเลย์ออฟ-ลดโอที นายสมบูรณ์ เจือเสถียรรัตน์ อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยว่า การส่งออกเครื่องนุ่งห่มในช่วง 2 เดือนแรก ปรับลดลงโดยเฉพาะในตลาดหลักสหรัฐ ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 50% ของการส่งออกลดลง 20.5% มีมูลค่า 99.49 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าลดต่ำที่สุดอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยสินค้าที่ได้มียอดคำสั่งซื้อลดลงคือสินค้ากลุ่ม แบรนด์เนมระดับบน ซึ่งมีสัดส่วน 10-15% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยปกติแล้วช่วงต้นปีระหว่างเดือน ม.ค.-เม.ย. จะเป็นช่วง ที่มีการสั่งซื้อลดลง เพราะจะใช้คำสั่งซื้อจากช่วงปลายปี แล้วจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นสูงสุดในเดือนก.ค.-ก.ย. และจะปรับลดลงในช่วงปลายปีอีกครั้ง ทำให้การส่งออกในช่วงไตรมาส 3 พลิกกลับมาบ้าง แต่ก็ยังมองว่าการส่งออกเครื่องนุ่งห่มภาพรวมไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะขยายตัว 5% แต่อาจจะติดลบ "หากเปรียบเทียบปีนี้กับปีก่อนแล้ว พบว่าออร์เดอร์ปีนี้ลดลงมากผิดปกติ โดยเฉพาะสหรัฐน่าเป็นห่วงมาก ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ โรงงานการผลิตต่างปรับลดกำลังการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับออร์เดอร์ที่ลดลง โดยนับจากเกิดวิกฤตการโรงงานขนาดใหญ่มีการปิดตัวไปแล้ว 3-4 แห่ง ส่วนโรงงานขนาดใหญ่ ที่เหลืออยู่ก็ลดการทำสัญญากับโรงงานขนาดเล็กและขนาดกลางในกลุ่ม (subcontract) แทบจะเป็น 0% โดยหันมาผลิตเองบ้าง หรือยกเลิกไปเลยบ้าง ส่วนการยกเลิกโอทีมีให้เห็นประมาณ 50% ส่วนที่เหลืออีก 50% ก็ยังมีการทำโอที แต่ไม่เต็มเวลา" นายสมบูรณ์กล่าว อิเล็กทรอนิกส์หาตลาดใหม่ เหล็กต่อรองราคาสินแร่ ด้าน นายสุรพร สิมะกุลธร ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาวะวิกฤตในเวลานี้หนักกว่าช่วงปี 2540 ที่วิกฤตเกิดขึ้นจากประเทศไทยอย่างเดียว แต่ต่างประเทศทั่วโลกยังดีอยู่ มีความต้องการการผลิตเพื่อส่งออกยังมีการเติบโตได้ แต่วิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ความต้องการลดลง การส่งออกก็ลดลงตาม ทำให้ปริมาณการผลิตลดลงไปด้วย โดยช่วงเดือนมกราคมกำลังการผลิตของเครื่องใช้ไฟฟ้าลดลง 30% อิเล็กทรอนิกส์ลดลง 40% กำลังการผลิตในช่วงเดือนมกราคมลดลง 40% แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ประกอบการเริ่มปรับตัว พยายามหาลูกค้า และตลาดใหม่มากขึ้น จึงทำให้ยอดกำลังการผลิตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ดีขึ้น กำลังการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าลดลง 25-26% อิเล็กทรอนิกส์ลดลง 30% ซึ่งโดยผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเห็นว่าหากสามารถประคับประคองการผลิตของอุตสาหกรรมให้ลดลง 20% ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว แต่ถ้าลดมากกว่านั้นอุตสาหกรรมก็จะแย่ ผลก็คือมีการเลิกจ้าง คนว่างงานเป็นจำนวนมาก Mr.Ng Chor Kuan ผู้จัดการโรงงาน บริษัท เอ็มเอ็มพี พลีซิชั่น แอสเซมบลิ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ป้อนให้กับบริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาบริษัทประสบปัญหาการถูกลดออร์เดอร์สินค้าลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวบริษัทได้พยายามลดต้นทุนการผลิต ทั้งการประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ รวมทั้งการลดเวลาการทำงานล่วงเวลาหรือโอที เป็นต้น แม้ออร์เดอร์จะลดลง แต่ต้องทำให้องค์กรอยู่ได้ จึงพยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่ไม่มีมาตรการลดแรงงาน การลดพนักงานจะเป็นเรื่องสุดท้ายที่จะปฏิบัติ แต่แรงงานบางส่วนอาจจะต้องหยุดพักงาน เพื่อรอออร์เดอร์ใหม่ที่จะมาถึง ขณะที่ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท.กล่าวว่า ปัจจุบันกำลังการผลิตโดยรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กเหลืออยู่ประมาณ 50% กว่าเท่านั้น เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำลง อุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานของหลายธุรกิจ เมื่อธุรกิจต่างๆ แย่ลง ปริมาณการใช้เหล็กก็ลดลงตามไปด้วย โดยผู้ประกอบการก็มีความหวังว่าช่วงครึ่งปีหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทย จะทำให้ภาวะเศรษฐกิจน่าจะกลับมาดีขึ้น ความต้องการเพิ่มขึ้น ประกอบกับขณะนี้จีนในฐานะผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่เตรียมที่จะไปต่อรองกับผู้ผลิตสินแร่ให้ลดราคาลง ซึ่งหากสำเร็จต้นทุนการผลิตเหล็กของจีนลดลง ราคาเหล็กก็จะลดลงตาม และเนื่องจากจีนเป็น ผู้ผลิตรายใหญ่ ราคาที่ลดลงก็จะมีผลกดดันให้ราคาเหล็กในตลาดโลกลดลงด้วย ผู้ประกอบการไทยก็จะได้รับอานิสงส์จากราคาเหล็กที่ลดลงนี้ด้วย แต่ทั้งนี้ต้องมีผลว่าจีนจะสามารถ ต่อรองได้สำเร็จหรือไม่ ค่ายรถเร่งลดกำลังผลิต นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดการผลิตรถยนต์ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 133,523 คัน ลดลง 42.37% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 35,064 คัน ลดลง 44.06% และรถปิกอัพ 96,132 คัน ลดลง 41.94% ในจำนวนนี้เป็นการผลิตเพื่อส่งออก 94,279 คัน ลดลง 28.94% และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 39,244 คัน ลดลงถึง 60.36% นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงสถานการณ์ในภาคการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปัจจุบันว่า ขณะนี้บริษัทผู้ผลิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็พยายามอย่างเต็มที่ในการควบคุมกำลังการผลิตรถยนต์ เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาดที่ลดลง เห็นได้จากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้มีการลดกำลังการผลิตโดยรวมลงไปแล้ว 40-50% แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาฮอนด้ามีการทบทวนเรื่องกำลังการผลิต ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากยอดการจำหน่ายรถยนต์โดยรวมที่มีอัตราเติบโตลดลง แต่ฮอนด้าถือว่าโชคดีกว่าค่ายอื่นๆ เล็กน้อย เนื่องจากสินค้าหลักจะเป็นรถยนต์นั่งซึ่งได้รับผลกระทบน้อยว่าค่ายอื่นๆ ที่เน้นทำตลาดในส่วนของรถเพื่อการพาณิชย์ เช่นเดียวกับ นายศุภศักดิ์ ดุละลัมพะ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมการตลาดและโฆษณา บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ที่ยอมรับว่า มิตซูบิชิได้รับผลกระทบจากตัวเลขยอดจำหน่ายที่ลดลง 30-35% สำหรับตลาดในประเทศ ส่วนตลาดส่งออกก็ลดลงไปค่อนข้างมาก โดยเฉพาะคำสั่งซื้อที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมิตซูบิชิได้เลือกใช้วิธีการลดกำลังการผลิตรวมทั้งเลือกใช้วิธีการลดสต๊อก และผลิตตามความต้องการของตลาดเป็นหลัก

จากงานสัมมนาฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจกับเขตปลอดอากร ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คุณธนัท สุวัธนเมธากุล ได้มาบรรยายให้ความรู้ถึงสิทธิประโยชน์จากการใช้เขตปลอดอากรดังนี้ เขตปลอดอากร(Free Zone) คือเขตพื้นที่ที่อธิบดีกรมศุลกากรอนุมัติให้จัดตั้งเพื่อใช้ในการประกอบอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมหรือกิจการอื่นที่เป็นประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ โดยของที่นำเข้าไปในเขตดังกล่าวจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ สิทธิประโยชน์จากการใช้เขตปลอดอากรมีดังนี้ 1.ยกเว้นอากรขาเข้าแก่ของที่นำนำจากต่างประเทศและนำเข้าไปใน FZ เพื่อใช้ในการประกอบอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือกิจการอื่นใดที่เป็นประโยชน์ต่อการเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้ง เครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้และส่วนประกอบของ ของดังกล่าวที่จำเป็นต้องใช้ในการประกอบกิจการที่กล่าวถึงข้างต้นภายในเขตปลอดอากร 2.ยกเว้นอากรขาเข้าแก่ของที่ปล่อยออกจากเขตปลอดอากรหนึ่งและนำเข้าไปในอีกเขตปลอดอากรหนึ่ง 3.ยกเว้นอากรขาออกแก่ของที่ปล่อยออกจากเขตปลอดอากร เพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร 4.ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำสินค้าจากต่างประเทศเข้าไปในเขตปลอดอากร และใช้อัตราภาษีร้อยละศูนย์ในการ คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับสินค้าในราชอาณาจักรที่นำเข้าเขตปลอดอากร ตามที่กำหนดในประมวลรัษฏากร 5.ยกเว้น ภาษีสรรพสามิตสำหรับการนำเข้าและการผลิตของที่กระทำในเขตปลอดอากร ตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วย ภาษีสรรพสามิต 6.ยกเว้นภาษีสุราตามกฎหมายว่าด้วยสุรา การปิดแสตมป์ ตามกฎหมายว่าด้วยยาสูบ และค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยไพ่ 7.ยกเว้นไม่อยู่ภายในบังคับของกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมมาตราฐานหรือคุณภาพ การประทับตราหรือ ดำเนิน การอื่นใดในเขตปลอดอากร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร 8.ได้รับยกเว้นอากรหรือคืนเงินอากร หากนำของที่มีกฎหมายบัญญัติ ให้ได้รับยกเว้นอากรหรือคืนเงินอากรขณะเมื่อส่งออกนอกราชอาณาจักรเข้าไป ในเขตปลอดอากร โดยถือว่าของดังกล่าว ได้ส่งออกนอกราชอาณาจักร ในเวลาที่ได้นำของเช่นว่านี้เข้าไปในเขตปลอดอากร (คำอธิบายเพิ่มเติม ผู้นำเข้าสามารถขอคืนเงินอากรได้ หากนำของที่ได้รับสิทธิคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ แห่งกฎหมายศุลกากร เข้าไปในเขตปลอดอากรโดยถือว่าได้ส่งของนั้นออกนอก ราชอาณาจักรในเวลาที่นำเข้าไปในเขตปลอดอากร และของที่ส่งออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายศุลกากร หรือเขตอุตสาหกรรมส่งออกตากฎหมายนิคมอุตสาหกรรมฯ หรือของ ที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน ห่กนำเข้าไปในเขตปลอดอากรสามารถตัดบัญชีเพื่อยกเว้นอากรได้โดยถือว่าได้ส่งของนั้นออกนอกราชอาณาจักรในเวลาที่นำเข้าไปในเขตปลอดอากร) 9.ให้ถือว่าเป็นหารนำของเข้ามาในราชอาณาจักรหรือนำเข้าสำเร็จในเวลาที่นำของออกจากเขตปลอดอากร เพื่อ (1) เพื่อใช้หรือจำหน่ายในราชอาณาจักร หรือ (2) เพื่อดอนเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บน หรือ (3)เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้นำของเข้าตามมาตรา 19 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร(ฉบับที่9)2482 หรือ(4)เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้มีสิทธฺได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรหรือกฎหมายอื่น หมายเหตุ ท่านสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.customs-ccs.com

source:กรุงเทพธุรกิจ พาณิชย์ ปลื้มงานมหกรรมการค้าลุ่มน้ำโขง 52 ที่อุดรธานี หลังประชาชนกว่า 4 แสนคนแห่ร่วมงาน โชว์เม็ดเงินสะพัดกว่า 100 ล้านบาท ผศ.ดร.วีระศักดิ์ จินารัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จากความสำเร็จของการจัดงานมหกรรมการค้าลุ่มน้ำโขง ปี 2552” (Mekong Export Festival 2009 : MEF 2009) ที่บริเวณทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุดรธานี ส่งผลให้กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ได้เร่งดำเนินการด้านความร่วมมือกับ จังหวัดอุบลราชธานี จัดมหกรรมการค้าลุ่มน้ำโขง ปี 2552 ขึ้นที่วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี ในระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 1 เมษายน 2552 โดยยังคงรูปแบบของการนำสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม สินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น สินค้าธงฟ้า และสินค้าจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมาจัดแสดงและจำหน่ายในราคาพิเศษ รวม 516 คูหา จากผู้ประกอบการทั้งสิ้น 440 ราย ทั้งนี้ งานมหกรรมการค้าลุ่มน้ำโขง ปี 2552 ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สานสัมพันธ์การค้าระหว่างประเทศ ส่งเสริมการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคในภูมิภาคได้เลือกซื้อสินค้าคุณภาพส่งออกที่หลากหลาย ลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว