Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62

souce:ข่าวสด นางอรรชกา สีบุญเรือง บริมเบิล เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอหลายรายเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตหลังได้รับคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) ในไตรมาส 2 (เม.ย.-มิ.ย.52) เพิ่มถึง 80% ของยอดขายในช่วงปกติ เนื่องจากไตรมาสแรกผู้ซื้อในต่างประเทศตื่นตระหนกถึงความต้องการสินค้าของผู้บริโภคในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ จึงไม่สั่งซื้อสินค้าเพิ่มในสต๊อก แต่ล่าสุดความต้องการสินค้าเริ่มมากขึ้น จนสินค้าในสต๊อกลดลง ทั้งนี้ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มียอดคำสั่งซื้อเพิ่ม เช่น เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ เตาไมโครเวฟ และโทรทัศน์ ซึ่งผู้ผลิตบางรายมียอดคำสั่งซื้อเข้ามาเท่ากับช่วงปกติ ประกอบด้วย บริษัท ชาร์ป แอพพลายแอนซ์, บริษัท โตชิบา คอนซูมเมอร์ โพรดักส์, บริษัท แอลจี อิเล็กทรอนิกส์, บริษัท เจวีซี และบริษัท ไทย ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีคำสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น เช่น ฮาร์ดดิสก์ ไดรฟ์ และแผงวงจร ของบริษัท ฮิตาชิ โกบอล สตรอเรจ, บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล, บริษัท ฟูจิตสึ และบริษัท เซเลสติก้า "คำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 ทำให้ต้องเพิ่มกำลังการผลิตมากกว่าในไตรมาสแรก รวมทั้งให้พนักงานทำงานล่วงเวลามากขึ้น เพื่อเร่งผลิตสินค้าให้ทันตามกำหนด ซึ่งจะทำให้ปัญหาการเลิกจ้างงานลดน้อยลงอย่างแน่นอน ที่สำคัญผู้ผลิตบางรายอาจต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น" นางอรรชกากล่าว

จากงานสัมมนาฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจกับเขตปลอดอากร ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย ทางผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน คุณขวัญชัย วรกัลยากุล ได้ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุนสำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ของBOIดังนี้ ประเภทกิจการโลจิสติกส์ ที่ให้การส่งเสริมโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้แก่ 1.การบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ 1.1ศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย (Distribution center)(ประเภท 7.6) เงื่อนไข : เป็นศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ได้รับสิทธิและประโยชน์เฉพาะการยกเว้น/ลดหย่อนอากรขาเข้าเครื่องจักรตามเกณฑ์ที่ตั้ง 1.2ศูนย์กระจายสินค้าระหว่างประเทศด้วยระบบที่ทันสมัย (International distribution center) (ประเภท 7.7) เงื่อนไข :ต้องเป็นศูนย์กระจายสินค้าไปต่างประเทศที่ให้บริการขนส่ง/จัดส่ง เก็บรักษา บรรจุ และบริหารสินค้าคงคลังของลูกค้าเป็นศูนย์กระจายสินค้าไปต่างประเทศอย่างน้อย 5 ประเทศ และครอบคลุมพื้นที่อย่างน้อยในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องมีพื้นที่คลังสินค้าไม่น้อยกว่า 5,000 ตารางเมตร และมีอุปกรณ์จัดเก็บและขนถ่ายที่ทันสมัยต้องมีระบบควบคุมบริหารสนค้าคงคลังด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยและมีระบบติดตามสินค้าแบบ Online (Track & Trace) ตามที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ สิทธิประโยชน์ :ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปีทั้งนี้รายได้จาการขนส่งในประเทศ รายได้จากพิธีการศุลกากรและรายได้การจองระวางเรือหรือเครื่องบินไม่อยู่ในข่ายได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 1.3 ศูนย์จัดหาจัดซื้อชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ ระหว่างประเทศ (International Procurement Office)(ประเภท 7.8) เงื่อนไข :ต้องมีหรือเช่าคลังสินค้า และมีระบบการจัดการสินค้าคงคลังด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ต้องมีขั้นตอนการจัดหาสินค้า การตรวจสอบสินค้า และการบรรจุ จะต้องมีการจัดหาสินค้าจากแหล่งในประเทศด้วย ได้รับสิทธิและประโยชน์เฉพาะการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรไม่ว่าตั้งในเขตใด ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามมาตรา 36(1) และ 36(2) 2.การขนส่ง 2.1กิจการรถไฟขนส่งสินค้า (ประเภท 7.2.1) 2.2กิจการขนส่ง ทางท่อ (ประเภท 7.2.2) 2.3กิจการขนส่ง ทางอากาศ (ประเภท 7.2.3) 2.4กิจการขนส่ง ทางเรือ (ประเภท 7.2.4) 2.5กิจการขนส่งห้องเย็น (ประเภท 1.29) สิทธิประโยชน์ : เป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษได้รับการยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรและยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปีทุกเขต 3.การขนถ่ายสินค้า 3.1กิจการท่าเรือขนถ่ายสินค้าสำหรับเรือเดินทะเล (ประเภท 7.1.4) 3.2กิจการสถานที่ตรวจปล่อยและบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์เพื่อการส่งออก (Container yards & Inland container depot) (ประเภท 7.1.5) 3.3กิจการสนามบินพาณิชย์ (ประเภท 7.1.6) สิทธิประโยชน์ : เป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษได้รับการยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรและยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปีทุกเขต 3.4กิจการผลิตและซ่อมบำรุงรักษาตู้สินค้าแบบคอนเทนเนอร์และเครื่องจักรอุปกรณ์ในการขนถ่ายสินค้า (Material Handling Equipment) (ประเภท 4.21 ) เงื่อนไข:กรณีตั้งในเขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ (Logistics Park) ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรและได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี หากตั้งโรงงานนอกเขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามหลักเกณฑ์คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ 1/2543 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 4.กิจการเขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ 4.1กิจการเขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ (Logistics Park) (ประเภท 7.31) หมายเหตุ:สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน คุณขวัญชัย วรกัลยากุล โทร.02-5378111 ต่อ 1035 หรือ www.boi.go.th

source:ประชาชาติธุรกิจ โตโยต้า โบโชคุ เทงบฯเพิ่มเฉียด 1,000 ล้าน ประกาศดันไทยเป็น "ฮับ" ชิ้นส่วน ยานยนต์อาเซียน ชี้ได้เปรียบคู่แข่งทั้งอัตราภาษีและความรวดเร็ว มั่นใจปีนี้โกยรายได้กว่า 2.3 หมื่นล้าน ระบุวิกฤตยานยนต์ทุบ ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อยทรุดหนัก วอนรัฐหามาตรการช่วยด่วน นายบรรจบ องค์ธนะสิน ผู้บริหารระดับสูง กลุ่มบริษัทโตโยต้า โบโชคุ บริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ของรถยนต์โตโยต้า เปิดเผยว่า ในปีนี้กลุ่มบริษัท โตโยต้า โบโชคุ จะเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องในประเทศไทย หลังจากได้รับการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยจะใช้เม็ดเงินอีก 937 ล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ นายบรรจบกล่าวอีกว่า หลังจากลงทุนโปรเจ็กต์ใหญ่นี้แล้วการลงทุนครั้งนี้จะทำให้โตโยต้า โบโชคุ กลายเป็นศูนย์กลางการป้อนชิ้นส่วนใหญ่ (ฮับ) ให้กับโตโยต้าทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไต้หวัน ซึ่งอนาคตการเอื้อประโยชน์ทางด้านภาษี การแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนภายใต้เขตการค้าเสรีหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น สำหรับเป้าหมายการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทโตโยต้า โบโชคุ ในปีนี้คาดว่า รายได้จะลดลงอย่างน้อย 22% โดยคาดว่าจะทำเม็ดเงิน 23,765 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้รวมถึง 30,607 ล้านบาท ส่วนรายได้รวมทั่วโลกในปี 2551 มีจำนวน 368,289 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ของภูมิภาคเอเชีย 17% ประมาณ 61,000 ล้านบาท และเป็นรายได้จากประเทศไทย 30,607 ล้านบาท คิดเป็น 51% ของรายได้จากภูมิภาคเอเชีย สำหรับสาเหตุที่ทำให้รายได้ของกลุ่มบริษัทโตโยต้า โบโชคุ มีอัตราการเติบโตน้อยกว่าตลาดโดยรวมนั้น ส่วนหนึ่งเป็น ผลดีมาจากการใช้เอฟทีเอระหว่างไทย-ญี่ปุ่น แต่ยังดีที่บริษัทการผลิตส่วนหนึ่งเพื่อตลาดทดแทน (อาร์อีเอ็ม) ทำให้ไม่ตกไปมาก "ต้องยอมรับว่าโตโยต้า โบโชคุ ประเทศไทย มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งใน แง่ของการสร้างรายได้ และการเป็นฐานผลิตที่สำคัญ โดยเฉพาะความสำเร็จจากยอดขายกว่า 51% ที่ประเทศไทยทำได้ เร็วๆ นี้อาจจะมีสินค้าป้อนค่ายรถยนต์อื่นๆ อีกด้วย รวมทั้งมีการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์บางรายการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศด้วย" ในแง่ของกำลังการผลิตของบริษัทนั้น ยังถือว่าเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าหลัก คือ โตโยต้า ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 90% และที่เหลือนั้นเป็นค่ายรถยนต์ต่างๆ รวมถึงการจำหน่ายในตลาดทดแทนด้วย นอกจากนี้บริษัทจะมีแผนที่จะเดินหน้าหาลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย นายบรรจบกล่าวต่อไปว่า ในส่วนของกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อย หรือกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพนั้น วันนี้ถือเป็นกลุ่ม ที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ดังนั้นรัฐบาลควรที่จะมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ผลิตชาวไทยให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทยจุดแข็งและจุดขายคือการมี ฝีมือแรงงานที่มีศักยภาพ มาตรฐานที่ดึงดูด การลงทุน จนการมีค่ายรถยนต์ต่างๆ เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยด้วย สำหรับการลงทุนของบริษัทโตโยต้า โบโชคุ ในปี 2551 ที่ผ่านมา ได้ลงทุนเพิ่ม ไปแล้ว 1,128.34 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนสำหรับกิจการสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค 610.76 ล้านบาท การลงทุนสำหรับกิจการวิจัยและพัฒนา (R&D) 517.58 ล้านบาท โดยเฉพาะในส่วนของการลงทุนด้านอาร์แอนด์ดีเบื้องต้นบริษัทได้มีการซื้อที่ดินจำนวน 46 ไร่ บริเวณถนนสายวงแหวนตะวันออกเพื่อสร้างเป็นสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค, ศูนย์อาร์แอนด์ดีและศูนย์ฝึกอบรม คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายปีนี้

source:ประชาชาติธุรกิจ ปกติผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยไม่ค่อยมองหลังบ้าน เจ้าของกิจการส่วนใหญ่จะดูแต่งานขายและงานผลิตเป็นหลัก เน้นผลิตให้ดี ขายได้มากๆ กำไรเหลือพอใจแล้ว แต่เศรษฐกิจชะลอตัวขายสินค้าได้น้อยลง ควรเริ่มมาดูหลังบ้าน เตรียมปัดกวาดให้เรียบร้อย เมื่อเศรษฐกิจดีจะได้ลุยให้เต็มที่ ทุกคนควรหันมาดูเรื่องโลจิสติกส์ งานหลายๆ จุดที่มองข้ามไปเหมือนเส้นผมบังภูเขา บางอย่างแก้ไขนิดเดียว แต่เห็นผลชัดเจน ประหยัดต้นทุนได้ทันที ระบบถ้าดีปรับปรุงครั้งเดียวจบ แต่ต้องควบคุมจัดการงานให้เป็นไปตามระบบงานที่วางไว้" นั่นเป็นสิ่งที่ "จตุรงค์ เดชคุณากร" ผู้จัดการทั่วไป ห้างหุ้นส่วนจำกัด เฟิรสท์ คอนเฟคชั่นเนอรี่ ทายาทหนุ่มรุ่นใหม่ที่ ก้าวเข้ามาสานต่อกิจการของครอบครัว ซึ่งเป็นโรงงานผู้ผลิตหมากฝรั่ง ลูกอม เวเฟอร์ ช็อกโกแลต ขนมอบกรอบที่มียอดขายเฉลี่ยประมาณ 600-700 ล้านบาทต่อปี กล่าวหลังจากเข้าร่วมโครงการ โลจิสติกส์คลินิก เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยจาตุรงค์ยอมรับว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการบริษัทบริหารงานแบบครอบครัว ใช้วิชาการไม่มาก เป็นการบริหารจากประสบการณ์มา 35 ปี แต่พอมาถึงจุดหนึ่งเมื่อบริษัทใหญ่ขึ้น มีผลิตสินค้าประมาณ 60 SKU มี 25 แบรนด์สินค้า การดูแลแบบเดิมคงลำบาก ขั้นตอนการดูแลหลายอย่างต้องปรับปรุงให้ได้มาตรฐาน เพื่อให้ทำงานได้สะดวกขึ้น จึงมีผู้แนะนำให้เข้าร่วมโครงการโลจิสติกส์คลินิก ใช้สูตรพยากรณ์อิงประสบการณ์ ธุรกิจของบริษัทถือเป็นธุรกิจแบบ Make to stock ต้องผลิตล่วงหน้าไว้ใน คลังสินค้า เพื่อรอคำสั่งซื้อ การพยากรณ์ ยอดขายเป็นสิ่งสำคัญ จึงขอรับคำปรึกษาในเรื่องหลักๆ ได้แก่การผลิต การวาง แผนการผลิต การวางแผนการจัดซื้อวัตถุดิบ การดูแลสินค้าคงคลัง โดย ส.อ.ท.ได้ส่งกมลทิพย์ จันทรมัส เข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้กับทางบริษัท เมื่อก่อนการวางแผนจะนำข้อมูลเก่ามาพยากรณ์ตามประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ไม่มีสูตรการคำนวณ ทำให้เกิดความผิดพลาด บางครั้งผลิตสินค้าที่ลูกค้าไม่ต้องการ สินค้าที่ต้องการ กลับ ไม่ได้ผลิต ทำให้สูญเสียโอกาสในการขาย ก่อนเข้าร่วมโครงการปี 2550 การพยากรณ์คาดเคลื่อนมาก 1)มียอดออร์เดอร์ค้างส่งประมาณ 20% เสียโอกาสในการขาย 2)ความพอใจลูกค้าต่ำ สั่งของไม่ได้ ลูกค้าอาจเปลี่ยนไปสั่งรายอื่นหรือกว่าจะผลิตได้ ไม่ทันฤดูกาลขาย เปลี่ยนไปแล้ว สินค้าที่ผลิตไว้ลูกค้าไม่เอา ที่ปรึกษาจึงเข้ามาสอนวิธีการคำนวณพยากรณ์หลายวิธี แต่ต้องใช้ประสบการณ์ของบุคคลช่วยปรับให้ใกล้เคียงมากขึ้น เนื่องจากตลาดปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก มีการแข่งขันสูง บรรจุภัณฑ์ต้องเปลี่ยนบ่อย เพราะคนเบื่อเร็ว และตลาดขนมจะเป็นไปตามฤดูกาลด้วย เช่น ช่วงนี้ปิดเทอมจะขายได้น้อย จะขายดีช่วงตุลาคม-กุมภาพันธ์ นอกจากนี้ มีปัญหาเรื่องการสื่อสารภายในองค์กร แต่ละฝ่ายต่างคนต่างทำงาน ฝ่ายขายถือเป็นด่านหน้าจะทราบว่า ตลาดเป็นอย่างไร ลูกค้าต้องการสินค้า ตัวไหน แต่ฝ่ายขายไม่เคยประสานงานกับ ฝ่ายผลิต ฝ่ายผลิตไม่รู้ว่าความต้องการตลาดแต่ผลิตไว้ก่อน เพื่อรอขาย ที่ปรึกษาให้จัดประชุมทุกฝ่ายสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เมื่อฝ่ายผลิตทราบการเปลี่ยนแปลงของตลาด ปรับแผนการผลิตได้ทันที หรือ ผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการทำได้ดีมากขึ้น เมื่อสามารถพยากรณ์ยอดขายได้ใกล้เคียง ส่งผลวางแผนการจัดซื้อวัตถุดิบในเชิงรุกล่วงหน้าได้ ไม่สต๊อกวัตถุดิบมากเกินไป เพราะสินค้าอาหารมีอายุการ ใช้งานสั้น หากเทียบกับช่วงก่อนเข้าร่วมโครงการ การสั่งซื้อไม่มีหลักวิชาการ เป็นการสั่งซื้อตามความรู้สึก แต่ปัจจุบันสั่งซื้อให้สอดคล้องกับแผนการผลิต และแผนการขาย เช่น เดือนนี้จะขายตัวไหน ต้องคำนวณออกมาเป็นจำนวนวัตถุดิบ เท่าไหร่ สำหรับความคิดแบบเก่าที่ว่า จะต้องซื้อวัตถุดิบจำนวนมาก ถึงได้ราคาถูกนั้น ทางบริษัทไปหารือกับซัพพลายเออร์ ให้แผนการผลิตล่วงหน้าและบอกว่าเราจะสั่งวัตถุดิบเท่าเดิม แต่ให้ทยอยส่ง ตั้งเป้าลด Dead/Slow stock 16 ล้าน การที่เจ้าของกิจการให้ความสนใจเฉพาะเรื่องการผลิต และการขายสินค้าได้หรือไม่ได้ โดยไม่ได้สนใจสต๊อกหลังบ้าน ไม่มีการบริหารจัดการคลังสินค้า และสินค้าคงคลังที่ดี ส่งผลให้วัตถุดิบที่มีเกือบ 1,000 รายการใน 5 ไลน์ การผลิต หลายรายการตกค้างอยู่ในคลังสินค้านานเป็นแรมปี มีวัตถุดิบบางตัวกองไว้จนลืมไปแล้ว โดยที่ไม่มีใครสนใจว่าตกค้างเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่ แต่เมื่อที่ปรึกษาเข้ามาและสำรวจ ทำให้พบว่ามีสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหว(dead stock) มูลค่าถึงประมาณ 8 ล้านบาท มีสินค้าหมุนเวียนช้า (slow stock) หรือใช้น้อย ในช่วง 6 เดือนประมาณ 8 ล้านกว่าบาท สาเหตุของปัญหาเกิดจากใช้วัตถุดิบตัวนั้นน้อย แต่สั่งซื้อมาจำนวนมาก ทำให้เหลือ กองอยู่ในคลังสินค้า ถือเป็นเงินที่จมอยู่ทั้งสิ้น ในคลังสินค้าไม่มีการออกแบบอยากวางสินค้าตรงไหนก็วาง การทำงานที่ผ่านมากว่าจะนำสินค้าออกได้ครบ 10 รายการ เสียเวลา การจัดการคลังสินค้ายังไม่มีระบบสินค้าบางตัวเลิกผลิตไปแล้ว แต่ยังมีวัตถุดิบกองอยู่ ซึ่งสิ้นเปลืองทั้งค่าดูแลรักษา และค่าพื้นที่ เมื่อก่อนเราไม่คิดว่ามีค่าใช้จ่าย เพราะคลังสินค้าเป็นที่ดินของเรา ก็ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้น แต่ที่ปรึกษามาบอกว่า มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น พื้นที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ แต่เรานำมากองสินค้าไว้ แถมมีฝุ่นทำให้ต้องมาดูแลรักษาอีก ตอนนี้ตั้งเป้าลดให้ได้มากที่สุด" นอกจากนี้ ได้มีการนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ลดการจัดทำเอกสาร ตั้งแต่การจัดซื้อ การจัดเก็บสินค้า ทำให้ทราบว่าสินค้าตัวนี้เข้ามาเมื่อไหร่ ระบุวันเข้า-ออก เพื่อให้วัตถุดิบหรือสินค้าที่ผลิตก่อนนำ ออกไปใช้ก่อน หรือจัดส่งก่อน สิ้นปีที่ผ่านมามียอดออร์เดอร์ค้างส่งไม่ถึง 10% การวางแผนการผลิตผิดพลาดน้อยลง โดยที่ปรึกษาเข้ามาช่วยปรับกระบวนการทำงาน ช่วยให้การติดต่อสื่อสารภายในองค์กรเร็วขึ้น จาตุรงค์กล่าวฝากไปยังเอสเอ็มอีด้วยกันว่า โลจิสติกส์ไม่ใช่เป็นเรื่องการขนส่ง แต่จะดูตั้งแต่การจัดซื้อ คลังสินค้าการผลิต การจัดส่ง วางแผนให้ทุกสิ่งไหลไปอย่างพอดี รวมถึงการสื่อสาร ภายในองค์กรทุกคนในบริษัทต้องร่วมมือกัน ยิ่งปีนี้ค่อนข้างเหนื่อยจากภาวะเศรษฐกิจชะตัวทุกคนในองค์กรต้องร่วมมือกัน

ในวันพุธที่ 25 มีนาคม 2552 ณ.รรเซ็นจูรี่ พาร์ค สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จัดงานประชุมสัมมนา เรื่องการขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับสถานประกอบการจากการดำเนินงานสหกิจศึกษา โดยมีผู้เข้าร่วมงานสัมมนาจากสถาบันการศึกษาและสถานประกอบการที่ให้ความสนใจ รวมประมาณกว่า 300 คน ซึงในงานนี้ทางสกอ.ได้เชิญ อุปนายกสมาคมสหกิจศึกษา ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ มากล่าวอภิปรายในหัวข้อ "ทำไมต้องสหกิจศึกษา" ร่วมกับตัวแทนจากบริษัท Clear Engineering&Consultant Co.,Ltd.และตัวแทนจากบริษัทฯในกลุ่มสมบรูณ์ นอกจากนี้ยังได้เชิญผศ.ดร.ปานเพชร ชินินทร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณทวีศักดิ์ หมัดเนะ ผู้แทนจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน คุณวราวรรณ ภาปราชญ์ ผู้แทนจากกรมสรรพากร คุณศรัญยา อุตราภรณ์ มาร่วมให้ความรู้และอภิปรายในการขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับสถานประกอบการจากการดำเนินงานสหกิจศึกษา โดยสถานประกอบการจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า ในกรณีดังต่อไปนี้ กรณีที่ 1 รับนักศึกษาเข้าทำการฝึกปฎิบัติสหกิจศึกษา กรณีที่ 2 บริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่สถาบันการศึกษา โดยในแต่ละกรณีจะมีแบบฟอร์ม กฎเกณฑ์ และการปฎิบัติที่ต่างกัน โดยสามารถศึกษาข้อมูลการขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับสถานประกอบการจากการดำเนินงานสหกิจศึกษาเพิ่มเติม ได้จากคู่มือการขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับสถานประกอบการจากการดำเนินงานสหกิจศึกษาหรือ download ข้อมูลและเอกสารการสัมมนาได้จากทาง website: http://www.mua.go.th/ (หมายเหตุ ท่านสามารถติดต่อขอรับคู่มือการขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับสถานประกอบการจากการดำเนินงานสหกิจศึกษาผ่านทางสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย Tel:02-7114791 ติดต่อคุณน้ำค้าง หรือคุณพฤฒิพล)

source:ฐานเศรษฐกิจ กนก วงษ์ตระหง่าน "กางข้อมูล แจงยิบโครงการต้นกล้าอาชีพ มั่นใจทุกขั้นตอนการใช้งบประมาณและบริษัทที่เข้ามาเกี่ยวข้องในโครงการโปร่งใส เนื่องจากวางเกณฑ์คัดกรองหลายชั้น มีสตง.ตรวจสอบทุกรายละเอียด ด้านสภาอุตฯ ยังตื๊อไม่เลิก เสนอให้สถานประกอบการที่มีการจ้างงานเกิน 200 คน เข้าโครงการด้วย จากกรณี"ฐานเศรษฐกิจ"นำเสนอข่าว"ต้นกล้าอาชีพมีช่องทึ้งงบ" ตีพิมพ์ลงในฉบับที่2,410 ระหว่างวันที่19-21 มีนาคม 2552 ที่ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการต้นกล้าอาชีพเป็นการละเลงงบประมาณ 6,900 ล้านบาทและมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ นำเงินไปใช้ไม่ตรงจุด กระทั้งถูกนำไปเป็นประเด็นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2552 โดยฝ่ายค้านได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวมาโจมตีถึงการใช้งบประมาณว่านำไปใช้ด้านการประชาสัมพันธ์มากเกินไป เรื่องนี้ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน ให้สัมภาษณ์กับ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงการจัดสรรงบรายรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปีงบประมาณ 2552 ที่มีวงเงิน 116,700 ล้านบาท ออกมาจำนวน 6,900 ล้านบาทเพื่อใช้ในโครงการ"ต้นกล้าอาชีพ"ว่า โครงการนี้ถือเป็นมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ใช้ในโครงการช่วยเหลือในลักษณะการฝึกอบรมตามโครงการชะลอการเลิกจ้าง และโครงการอบรมให้กับนักศึกษาจบใหม่และคนว่างงาน โดยรัฐบาลได้วางเป้าหมายเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานจำนวน 500,000 คน แบ่งเป็นเฟสแรก 240,000 คน และเฟสสองอีก 260,000 คน ใช้งบประมาณ 7,000 ล้านบาท ที่กำลังอยู่ระหว่างทำแผนเสนอของบประมาณปี 2553 สำหรับโครงการชะลอการเลิกจ้าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการต้นกล้าอาชีพนั้น จะมีเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 1.บริษัทที่เข้าร่วมจะต้องเป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ที่มีพนักงานไม่เกิน200 คนที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกและท่องเที่ยว 2.พนักงานที่ได้เข้ารับการฝึกอบรมจะเป็นสัดส่วน 20% ของพนักงานทั้งหมดที่ทำงานอยู่ในบริษัทที่เสนอชื่อมาเข้าร่วมโครงการ และ3. ให้นำหลักฐานมาแสดงว่ามีฐานะการเงินเป็นอย่างไร มีออร์เดอร์เพิ่มขึ้นหรือลดลงและมีการรายงานถึงการใช้กำลังผลิตจริง และเมื่อผ่านเกณฑ์เหล่านี้แล้ว ทางกระทรวงอุตสาหกรรมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) จะเป็นผู้คัดกรองอีกครั้งหนึ่ง "เราจำเป็นต้องมีการกำหนดเกณฑ์ และมีการตรวจสอบ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วทุกบริษัททั้งที่กระทบและไม่กระทบ ต่างต้องการจะมาเข้าร่วมโครงการนี้กันหมด เพราะทุกบริษัทก็อยากจะให้รัฐมาจ่ายเงินเดือนให้ จึงจำเป็นต้องดู ให้ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ " ดร.กนก กล่าวย้ำว่า ล่าสุดกระทรวงอุตสาหกรรมโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้แล้ว และมีการเสนอชื่อเข้ามาแล้ว 106 บริษัท ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มยานยนต์ ,เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, อาหาร โดยผู้ประกอบการต้องการจะฝึกให้พนักงานมีความเชี่ยวชาญ มีการเพิ่มทักษะ รวมพนักงานทั้งสิ้น 74,050 คน ในจำนวนนี้มีคนเข้าร่วมโครงการที่อบรมได้ 15,000 คน หรือเป็นสัดส่วนไม่เกิน 20% ของพนักงานที่รวมกันเสนอตัวเข้าโครงการ(74,050 คน) " หมายความว่าส่วนเกินที่เหลือที่ไม่ได้อบรม ห้ามถูกไล่ออกในช่วง1 ปี นับจากวันที่เซ็นเอ็มโอยูแล้ว ส่วนพนักงาน 15,000 คน บริษัทก็ไปจัดอบรมในหลักสูตรที่ตัวเองคิดว่าจะเป็นประโยชน์ในการเพิ่มทักษะและประสิทธิภาพให้กับพนักงานของบริษัทนั้นๆโดยจะไปฝึกอบรมที่ไหนก็ได้ เช่นจัดในโรงงาน โดยมีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจะค่อยดูและควบคุมการเบิกจ่ายต่างๆให้ถูกต้อง โดยสตง.จะเป็นผู้ตรวจสอบสุดท้าย" หลังจากนั้นบริษัทที่มาเข้าโครงการจะต้องมีการลงนามบันทึกความเข้าใจหรือเอ็มโอยูกัน ระหว่างกระทรวงที่รับเรื่องกับบริษัทที่มาเข้าโครงการชะลอการเลิกจ้าง เพื่อยืนยันว่าพนักงานทั้งหมดที่ไม่ได้รับการฝึกอบรมจะไม่ถูกเลิกจ้างหลังจากที่ลงนามแล้วเป็นเวลา 1 ปีนับจากวันลงนามบันทึกความเข้าใจ จากนั้น ดร.กนก อธิบายต่อว่า คณะกรรมการบริหารโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน กำหนดเกณฑ์โครงการชะลอการเลิกจ้างโดยกำหนดให้ มีการอบรมสัปดาห์ละ 1 เดือนจนครบ4 เดือน โดย 1 ท่านมีสิทธิ์อบรมได้1เดือน โดยที่พนักงานจะได้รับการฝึกอบรมเดือนละ1สัปดาห์ หรือจะเลือกอบรมรวดเดียว 1 เดือนก็ได้ โดยได้รับเบี้ยเลี้ยงจากรัฐ 4,800 บาทเฉลี่ยเท่ากับเดือนละ1,200 บาท (ตกวันละ160บาท/วันตามเกณฑ์ค่าแรงขั้นต่ำ)จนครบ4 ครั้ง ส่วนวิธีการจ่ายเงินจะจ่ายให้ตามจำนวนวันของหลักสูตร เช่น ถ้าหลักสูตรไม่ถึง 1 เดือน หลักสูตร 2 อาทิตย์เราก็จ่าย 2,400 บาท ค่าฝึกอบรมเราก็จ่าย 2,500 บาท แบบนี้เป็นต้น และในการจ่ายนั้นจะจ่ายให้เป็นรายอาทิตย์ เนื่องจากเป็นห่วงว่า หากมาอบรมแค่ 3 วันแล้วรับเงินไป 4,800 บาท แล้วหายไปเลย จึงต้องจ่ายเป็นรายอาทิตย์ไป ซึ่งเป็นวิธีการป้องกัน และหวังว่าในช่วง 4 เดือนนั้นกิจการของบริษัทนั้นๆ น่าจะดีขึ้นแล้ว สำหรับการช่วยเหลือคนว่างงานและนักศึกษาจบใหม่ รัฐบาลจำเป็นจะต้องเข้าไปช่วยด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นภาระต่อสังคม โดยการช่วยเหลือจะเน้นให้กลับบ้านเกิด หรือกลับชนบท ไปสร้างงานในชนบท ทำงานในชุมชน เพื่อให้เศรษฐกิจในชนบทดีขึ้น และเศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นหัวใจของโครงการนี้อยู่แล้ว นอกจากนี้ดร.กนก ยังได้ชี้แจงข้อสงสัยที่ถูกนำไปเป็นประเด็นปัญหาการใช้จ่ายเงินในโครงการ"ต้นกล้าอาชีพ"เฟส1 ตามงบ 6,900 ล้านบาทว่า ส่วนใหญ่จะเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม ที่จ่ายผ่านสถาบันการศึกษา ส่วนราชการ หรือเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมจำนวน 5,000 บาท/คน/เดือน และใน5,000 บาทนี้ครอบคลุมตั้งแต่ค่าวิทยากร ค่าวัสดุฝึกอบรม ค่าน้ำค่าไฟฟ้า ค่าอาหารกลางวันสำหรับผู้เข้ารับการฝึกอบรมด้วย ซึ่งไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่มากไปตามที่มีการตั้งข้อสังเกตกันไว้ แต่ข้อเท็จจริงเป็นเกณฑ์ที่ทางราชการโดยสำนักงบประมาณ ได้ใช้ในการจัดสรรงบประมาณเป็นปกติอยู่แล้ว ส่วนกรณีงบปรับปรุงซอฟต์แวร์เพื่อลงทะเบียนและจัดทำระบบCall Center รวม 40 ล้านบาทนั้น เป็นเพียงงบประมาณที่ประเมินไว้เบื้องต้น แต่สุดท้ายก็หันมาพัฒนาเองเพราะแพง ฉะนั้นงบประมาณที่ตั้งไว้เดิมนั้นไม่ได้ใช้จริงและมีการปรับการใช้งบใหม่แล้ว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้อบรมที่จะจ่ายให้ 1,000 บาท/คน สำหรับค่าเดินทางไปยังจุดฝึกอบรม และอีก 1,000 บาทให้กรณีเฉพาะที่คนๆนั้นกลับภูมิลำเนาเพื่อจะไปทำงานในชนบท ซึ่งเป็นค่าเดินทาง หลังจากนั้นก็จะมีค่าเดินทางอีก 720 บาทที่ให้เป็นค่าเดินทางจากที่พักไปยังจุดฝึกอบรม "สมมติว่าตอนนี้อยู่ที่หมู่บ้าน แต่จะต้องไปอบรมที่อำเภอโดยขึ้นรถโดยสารไป ตกค่ารถวันละประมาณ 30บาท ซึ่งจะให้เงินส่วนนี้เป็นรายสัปดาห์ไป ขึ้นอยู่กับระยะเวลา ดังนั้นถ้าดูจากค่าใช้จ่ายตรงนี้แล้วจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ตรงไปตรงมามาก" ดร.กนก กล่าวชี้แจงต่อว่า สำหรับกรณีบริษัทเอกชนที่เข้ามาเกี่ยวข้องนั้น จริงๆแล้วที่เป็นบริษัทที่จะมาฝึกอบรมนั้น จะไม่ได้ให้เข้ามารับสมัคร หรืออาสาเป็นผู้ฝึกอบรมโดยตรงด้วยตัวเอง แต่จะต้องไปเสนอผ่านหน่วยงานต่างๆของรัฐ เช่น ผ่านโครงการพัฒนาฝีมือแรงงาน ผ่านกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือผ่านกระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น หลังจากนั้นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ก็จะไปตรวจสอบทุกหน่วยงานทั้งที่เป็นหน่วยรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับโครงการต้นกล้าอาชีพ ด้านนางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) กล่าวในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองหลักสูตรการฝึกอบรมภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานว่า หลักสูตรที่อบรมจะขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบริษัทว่าต้องการเพิ่มทักษะด้านไหน ส่วนการอบรมของกลุ่มเด็กจบใหม่หรือกลุ่มผู้ว่างงานงบจะถูกจัดสรรให้หน่วยฝึกอบรมที่เสนอตัวเป็นSP(Service Provider) โดยตรง เช่น วิทยาลัยเทคนิค ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน อาชีวศึกษา เป็นต้น นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สายงานแรงงาน กล่าวว่า จากการประชุมเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา มีข้อสรุปว่าจะเสนอให้เปิดกว้างแก่สถานประกอบการที่จ้างงานมากกว่า 200 อัตรา แต่มีสินทรัพย์ไม่เกิน 200 ล้านบาทรวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ให้มีโอกาสร่วมโครงการด้วย โดยจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ส.อ.ท. อีกครั้งในวันที่ 23 มีนาคมนี้ ส่วนประเด็นที่จะกำหนดให้เอกชนวางเงินประกันว่าจะไม่เลิกจ้างเป็นเวลา 1 ปี คงไม่สามารถทำได้ เพราะถ้ามีเงินวางประกันก็คงไม่ต้องเข้าร่วมโครงการ แต่ถ้าอยู่ในรูปของการทำสัญญาตกลงความร่วมมือ (MOU) น่าจะสามารถทำได้

source:ข่าสด นายถนอม อ่อนเกตุพล ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. เปิดเผยว่า จากกรณีได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งรถบรรทุกในพื้นที่กทม. ที่ตั้งสำนักงานอยู่ในพื้นที่เขตทวีวัฒนา ภาษีเจริญ และตลิ่งชันกว่า 400 บริษัท ซึ่งกำลังประสบปัญหากับกฎหมายผังเมืองรวม ในประเด็นที่ห้ามผู้ประกอบการขนส่งสินค้าในพื้นที่กทม. รวมทั้งห้ามใช้อาคารที่เกี่ยวข้องกับการขนถ่ายสินค้าด้วยนั้น เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนประชุมร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าว สมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ธรรมศาลา และสน.ศาลาแดง รวมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงที่ได้รับความเดือดร้อนจากการขนถ่ายสินค้า เบื้องต้นได้ข้อสรุปว่าระหว่างที่รอแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม กลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าวจะต้องปรับปรุงปัญหาที่มาจากการขนถ่ายสินค้า ทั้งปัญหาฝุ่น ควัน และเสียงโดยเฉพาะเวลาที่มีการขนถ่ายผ่านเข้าหมู่บ้านและตรอกซอกซอยเล็กๆ นายถนอม กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะต้องตรวจประวัติกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เป็นลูกจ้าง เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาอาชญากรรม รวมทั้งปัญหาสุขอนามัยด้วย ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการยินดีจะเข้าไปแก้ไขปัญหาทั้งหมด โดยขอให้เขตทวีวัฒนาตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ รวมทั้งข้อตกลง จะกำหนดโซนนิ่งและจำกัดเวลาการเข้าออกของรถบรรทุก ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการร้องขอให้ทางเขตชะลอการฟ้องร้องผู้ประกอบการที่ใช้อาคารผิดประเภทด้วย นายถนอม กล่าวอีกว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะยาวนั้น กทม.จะเชิญนักวิชาการที่เกี่ยวข้องด้านการขนส่งมาร่วมประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะการแก้ไขกฎหมายผังเมืองรวม

source:ข่าวสด นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจภาคขนส่งและโลจิสติกส์ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจอย่างมาก โดยล่าสุดมีรถบรรทุกไม่มีงานแล้ว 2.5 แสนคัน และคาดว่าหลังสงกรานต์จะมีแรงงานภาคขนส่งว่างงานถึง 3 แสนคน ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแรงงานที่ประกันตนของประกันสังคม ขณะนี้เริ่มมีผู้ประกอบการหลายรายบอกกล่าวกับพนักงานแล้วว่าให้หยุดยาวในช่วงสงกรานต์ไปก่อน เพราะขณะนี้ไม่ค่อยมีงานให้ทำแล้ว นายจารึก เฮงรัศมี ผู้อำนวยการสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า บริษัทกลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เตรียมปลดแรงงานอีก 5 หมื่นคน เพื่อลดต้นทุนของบริษัท หลังจากที่ต้นปี"52 ปลดไปแล้ว กว่า 3 หมื่นคน เนื่องจากยอดคำสั่งซื้อที่ลดลงตามวิกฤตเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้บริษัทต้องลดกำลังการผลิตลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 30-40% ซึ่งเป็นสถานการณ์น่าเป็นห่วงอย่างมาก ดังนั้น ต้องการให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือโดยการฝึกอบรมแรงงานกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกปลดออกพร้อมให้เบี้ยเลี้ยงวันละ 200 บาท และออกมาตรการด้านภาษีในการกระตุ้นยอดขายของผู้ประกอบการ ทั้งนี้ พบว่าผู้ประกอบการบางรายมีสต๊อกคงค้างอีก 1-2 เดือน เพราะถูกคู่ค้ายกเลิกการซื้อขายอย่างกะทันหัน ซึ่งต่างกับช่วงปกติที่แทบไม่มีสต๊อก ส่งผลให้ผู้ประกอบการเร่งระบายสินค้าในตลาดใหม่และลดราคาเพื่อแข่งขันกับคู่แข่งคาดว่าการส่งออกสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ในปี"52 อยู่ที่ 1.3-1.4 ล้านล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 2-3 แสนล้านบาท ส่วนแรงงานที่ปัจจุบันมี 5 แสนคน ผู้ประกอบการเริ่มทยอยปลดเพื่อลดต้นทุนไปพอสมควรแล้ว และคงต้องปลดอีก 5 หมื่นคน แต่หากรัฐบาลทุ่มงบประมาณ ในการฝึกอบรมแรงงานและมีเบี้ยเลี้ยงคงช่วยรักษาสภาพการจ้างงานได้ในระดับหนึ่ง ด้านนายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์เตรียมปลดแรงงาน 4.5 หมื่นคน ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มรับจ้างชั่วคราว เนื่องจากค่ายรถยนต์ได้ลดกำลังการผลิต ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนกว่า 50% ขณะที่เดือนมี.ค. คาดว่ายอดกำลังการผลิตที่ 7 หมื่นคันลดลงอีก 50% ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ทรุดตัวอย่างหนัก ทั้งนี้ รถยนต์ในประเทศเดือนม.ค.-ก.พ.52 จำนวน 6.6 หมื่นคัน ลดลง 30% จากเดิมที่คาดว่าลดไม่เกิน 20% ขณะที่ตลาดส่งออกทุกที่มียอดส่งออกลดลงเช่นกัน ดังนั้น ค่ายรถยนต์และบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนคงต้องทยอยปลดคนออกแน่นอน เพราะดูแนวโน้มเดือนมี.ค. แล้วก็ไม่ต่างจากเดือนก่อน นายภักดิ์ ทองส้ม รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า สสว. ปรับตัวเลขการส่งออกของเอสเอ็มอี โดยคาดว่าในปี"52 การ ส่งออกของเอสเอ็มอี อาจจะทำได้เพียง 1,588,143.10 ล้านบาท ลดลง 6.41% จากปีที่ผ่านมา ที่มีมูลค่าการส่งออก 1,696,900.95 ล้านบาท หรือต่ำกว่าที่คาดไว้เมื่อเดือนม.ค.52 ประมาณ 8.74% ซึ่งมีตัวเลขคาดการณ์การส่งออกของเอสเอ็มอีว่าจะมีมูลค่า 1,726,891.00 ล้านบาท ทั้งนี้ อุตสาหกรรมรายสาขาที่คาดว่าจะมีมูลค่าการส่งออกปรับตัวลดลงมากและต้องระวัง โดยเฉพาะกลุ่มที่คาดว่าจะมีการปรับตัวลดลงมาก ประกอบด้วย ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ต่อเรือ เครื่องจักรกล หนังและผลิตภัณฑ์หนัง สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เหล็กโลหะและผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า แร่อโลหะที่ใช้ในการก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์

souece:มติชน บิ๊กเอเชียขยับนำเข้าเพิ่มส่งซิกหยุดรˆวง นายแบงก์รับสภาพจีดีพีไทยติดลบ3% "ดับเบิลยูทีโอ"ชี้วิกฤตรอบนี้ฉุดการค้าโลกหดตัว 9% หนักสุดนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบุประเทศหลักเอเชียเริ่มนำเข้าเพิ่ม ส่งสัญญาณวิกฤตอาจถึงจุดต่ำสุดแล้ว ขณะที่ไอเอ็มเอฟกังวลปัญหาว่างงาน แนะรัฐบาลประเทศต่างๆ เร่งมาตรการเยียวยา ขณะที่แบงก์กสิกรไทยรับสภาพเศรษฐกิจปีนี้ติดลบ 3% ตาม สศค. เมื่อวันที่ 24 มีนาคม เอเอฟพีรายงานว่า องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ระบุว่า วิกฤตการเงินโลกจะทำให้ปริมาณการค้าทั่วโลกหดตัว 9% ในปีนี้มากที่สุดนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งนี้เฉพาะประเทศพัฒนาแล้วปริมาณการค้าจะหดตัว 10% ส่วนประเทศกำลังพัฒนาลดลง 2-3% อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศหลักในเอเชียนำเข้าเพิ่มขึ้นได้แก่ ไต้หวัน จีน สิงคโปร์ เวียดนาม ที่เคยนำเข้าลดลงติดต่อกันหลายเดือน โดยการนำเข้ากลับมาเป็นบวกในเดือนกุมภาพันธ์ อาจเป็นสัญญาณว่าการหดตัวของค้าโลกกำลังถึงจุดต่ำสุด (Bottom out) แล้ว ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะน่ากังวลอย่างยิ่งที่จะกระทบต่อการว่างงานให้สูงขึ้น ดังนั้นรัฐบาลประเทศต่างๆ ควรหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการว่างงานในระยะยาว นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช อดีตปลัดกระ ทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะติดลบ 3% ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดการณ์ไว้ เพราะขณะนี้ยังไม่เห็นชัดเจนว่าธุรกิจจะลงลึกเพียงใด แต่เชื่อว่าจะไม่ลงลึกถึง 9% เพราะถือว่าเป็นอัตราที่มากเกินไป สำหรับการดำเนินนโยบายการเงิน นาย จักรมณฑ์กล่าวว่า ดอกเบี้ยนโยบายยังมีช่องทางจะผ่อนคลายได้อีกจากปัจจุบันอยู่ที่ 1.5% แต่ส่วนตัวเชื่อว่าแม้ดอกเบี้ยจะลดลงอีก คงไม่ช่วยอะไรได้แล้ว เพราะไม่สามารถจะกระตุ้นความต้องการซื้อในประเทศได้ แต่กลับจะกระทบต่อผู้ฝากเงิน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะไทยยังต้องพึ่งการระดมเงินฝาก หากอัตราดอกเบี้ยลดลงมากเกินไปอาจจะมีปัญหาเงินฝากไหลออกไปหาแหล่งลงทุนอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงการประชุม กนง.ในวันที่ 8 เมษายน ว่า จากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดเมื่อเทียบกับการประชุม กนง.ครั้งก่อน มีข้อมูลหลายด้านที่แย่ลง ที่ชัดเจนคือ เศรษฐกิจไตรมาส 4 ที่หดตัว 4.3% และล่าสุดของ 2 เดือนแรกปีนี้ก็ยังไม่แสดงภาวะที่ดีขึ้น การบริโภคในประเทศเองชะลอตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ดังนั้น เศรษฐกิจไทยที่เคยประมาณการไว้ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปที่ต่ำกว่าเดิม แต่จะเป็นเท่าไรต้องรอวันที่ 25 เมษายน ที่จะประกาศอย่างเป็นทางการหลังประชุม กนง. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การที่กระทรวงการคลังประเมินว่าจีดีพีปีนี้จะติดลบ 3% ถือว่าสอดคล้องตัวเลขของธนาคารที่มีการปรับประมาณการใหม่ว่าจะติดลบ 1 ถึงลบ 3% จากผลกระทบของการส่งออกและการลงทุนที่ชะลอตัวลง ขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังอยู่ในแดนลบเช่นกัน "ทางด้านนโยบายการเงิน ในตลาดมีการคาดการณ์ว่าที่ประชุมของคณะกรรมการนโย บายการเงินในวันที่ 8 เมษายน คงต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอีก ซึ่งน่าจะอยู่ในระดับ 0.50% ส่วนธนาคารพาณิชย์ยังต้องพิจารณาเรื่องอุปสงค์และอุปทานประกอบกันไปด้วย ซึ่งขณะนี้ความต้องการทางด้านสินเชื่ออ่อนลงมา" นายประสารกล่าว

source:เดลินิวส์ นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษก กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า ยอดผลิตรถยนต์เดือน ก.พ. 52 อยู่ที่ 61,067 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 50.57% เป็นอัตราที่ลดลงมากกว่าที่ประเมินไว้ โดยรถยนต์นั่งผลิต 15,949 คัน ลดลง 53.95% รถยนต์บรรทุก 45,089 คันลดลง 49.27% เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวส่งผลให้อำนาจซื้อของผู้บริโภคลดลง ซึ่ง หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและประเทศคู่ค้าไม่เกิดผลเชื่อว่าอุตสาหกรรมรถยนต์จะประสบปัญหารุนแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 40 ที่มียอดกำลังผลิตลดลง 70% ที่สำคัญค่ายรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนคงต้องปลดคนงานอีกหลายรอบ ทั้งนี้ต้องการให้รัฐบาลพิจารณาการค้ำประกันเงินดาวน์แก่ผู้บริโภค 20-25% ของราคารถยนต์ หรือให้ผู้บริโภคจ่ายเงินดาวน์เพียง 5-10% เนื่องจากผู้บริโภคหลายรายสนใจจะซื้อรถยนต์แต่บริษัทลิสซิ่งเก็บเงินดาวน์ในอัตราที่สูง 25-35% ของราคารถยนต์ส่งผลให้หลายรายไม่สามารถซื้อได้ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร พ่อค้า และช่างรับเหมาก่อสร้าง “เป็นสัญญาณเตือนที่อันตรายมาก สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์โดย 2 เดือนแรกยอดผลิตเพียง 133,523 คัน ลดลง 42.37% ซึ่งสูงกว่าเป้าเดิมที่คาดว่า 6 เดือนแรกยอดกำลังผลิตจะลดลง 40% และครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจะดีส่งผลให้ทั้งปียอดผลิตลดลงเพียง 24% แต่ดูแนวโน้มเดือนมี.ค. ที่ตั้งเป้า 770,000 คัน แต่ค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ระบุว่าแทบไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามาเลย ดังนั้นคงต้องติดตามข้อมูลเดือนต่อเดือนก่อนที่จะพิจารณาปรับเป้าหมายใหม่” สำหรับยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน ก.พ. อยู่ที่ 34,361 คัน ลดลง 30.7% สูงกว่าที่ประเมินไว้ที่ลดลง 17-18% รวมถึง 2 เดือนมียอดขายรวม 66,446 คันลดลง 30.3% ขณะที่จักรยานยนต์ ยอดขายเดือน ก.พ. ที่ 119,477 คัน ลดลง 14.8% รวม 2 เดือน ที่ 229,417 คัน ลดลง 19.04% ส่วนการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือน ก.พ.อยู่ที่ 44,609 คัน ลดลง 32.49% มูลค่า 20,504 ล้านบาท ลดลง 31.15% เมื่อรวม 2 เดือน อยู่ที่ 94,063 คัน ลดลง 24.49% มูลค่า 43,539 ล้านบาทลดลง 23.11% ซึ่งเป็นตัวเลข ที่ลดลงอย่างคาดไม่ถึง เพราะเดิมค่ายรถยนต์ ประเมินว่าตลาดต่างประเทศจะช่วยชดเชยยอดขายในประเทศที่ตกต่ำ นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมเดือน ก.พ. 52 อยู่ที่ 63 เป็นระดับต่ำกว่า 100 ติดต่อกันเดือนที่ 35 เนื่องจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจส่งผลต่อยอดกำลังการผลิตลดลงตามคำสั่งซื้อโดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลดลง มี 23 กลุ่ม เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า เครื่องประดับ เหล็ก เฟอร์ นิเจอร์ ยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตร เคมี พลังงานทดแทน เคมี เป็นต้น ดังนั้นต้องการให้รัฐบาลเร่งผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างเสถียรภาพความมั่นคงทางการเมือง นอกจากนี้ หลังมีคำสั่งศาลให้พื้นที่มาบ ตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ ส่งผลให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดออกไป วงเงิน 40,000 ล้านบาท อาทิ โครงการ โรงแยกก๊าซ หน่วยที่ 7 ของบริษัท ปตท. 20,000 ล้านบาท โครงการผลิตน้ำมันคุณภาพสูง ยูโร 4 บริษัท โรงกลั่นสตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์ นิ่ง 18,000 ล้านบาท “นักลงทุนที่จะขยายการลงทุนอีก 300,000 ล้านบาท ในพื้นที่มาบตาพุดยังกังวลเกี่ยวกับการประกาศใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนว่าจะมีผลกระทบและแนวทางอย่างไรบ้าง ซึ่ง ส.อ.ท. แจ้งว่าให้รอผลการศึกษาและแนวทางที่ชัดเจนจากทางจังหวัดระยองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน”.