Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62

source:ไทยรัฐ นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้เข้าร่วมการประชุม 3 ฝ่าย ไทย-ลาว-เวียดนาม เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนสิทธิการจราจรระหว่างประเทศและประเด็นด้านศุลกากร ณ เมืองดาลัด ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เมื่อวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมได้มีความตกลงร่วมกันให้เปิดการเดินรถบรรทุกระหว่างประเทศไทย-ลาว-เวียดนาม ตามแนวเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (EWEC) ณ จุดผ่านแดนมุกดาหาร (ไทย)-สะหวัน-นะเขต (สปป.ลาว) และจุดผ่านแดน แดนสะหวัน (สปป.ลาว)-ลาวบาว (เวียดนาม) พร้อมกันในวันที่ 19 มิถุนายน 2552 นี้ นายชัยรัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะผู้แทนฝ่ายไทยที่เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ มีนายชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นหัวหน้าคณะ นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของไทย ประกอบด้วย ผู้แทนกรมการขนส่งทางบก กรมศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเข้าร่วมประชุมด้วย โดยในเบื้องต้น ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการเดินรถที่ใช้เพื่อการพาณิชย์ตามแนวเขตเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (EWEC) ในเส้นทางดังกล่าว ประเทศละ 400 คัน โดยจะได้มีการประชุมรายละเอียดเกี่ยวกับระบบศุลกากร การตรวจคนเข้าเมือง การตรวจอนามัยพืช-คน-สัตว์ และการค้ำประกันต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมอีกครั้ง ในภายหลัง ทั้งนี้ เพื่อความสะดวก ปลอดภัย และความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการเดินรถระหว่างประเทศไทย-ลาว-เวียดนาม และประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในอนาคต กรมการขนส่งทางบกได้ร่วมมือกับ สปป.ลาว และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) จัดอบรมผู้ฝึกสอนสำหรับการขับรถที่พวงมาลัยอยู่ทางด้านขวา และการขับรถที่พวงมาลัยอยู่ทางด้านซ้าย เพื่อขับรถในประเทศกลุ่มสมาชิกที่มีการใช้รถแตกต่างกัน โดยกำหนดจัดอบรมในช่วงประมาณปลายเดือนเมษายน 2552 นี้ ณ จังหวัดมุกดาหารของไทย และแขวงสะหวันนะเขต ของ สปป.ลาว การเปิดเดินรถโดยสารระหว่างประเทศไทย-ลาว-เวียดนาม ตามแนวเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (EWEC) ณ จุดผ่านแดนมุกดาหาร-สะหวันนะเขต และจุดผ่านแดนสะหวัน-ลาวบาว จะช่วยให้การขนส่งทางถนนของไทยก้าวสู่ระดับสากล โดยขณะนี้ กรมการขนส่งทางบกได้จัดการสัมมนาให้ความรู้และแนวทางการพัฒนาแก่ผู้ประกอบการขนส่งระหว่างประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมรับความเจริญเติบโตของการขนส่งระหว่างประเทศในอนาคต

source:ไทยรัฐ ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างดำเนินการตามโครงการ “ฟ้าสดใส คนไทยยิ้มได้” (BLUE SKY SMILE THAILAND) หรือโครงการสีฟ้าเพื่อผู้บริโภค ซึ่งเป็นแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน และลดค่าครองชีพประชาชน ซึ่งจะดำเนินการใน 4 รูปแบบคือ ร้านสีฟ้า (Blue Shop) บริการสีฟ้า (Blue Service) การจำหน่ายสินค้าจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค (Blue Outlet) และสินค้าเกษตรสีฟ้า (Blue Farm) ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นเวลา 3 เดือน และหากจำเป็นสามารถต่ออายุโครงการได้ครั้งละ 3 เดือน โดยร้านธงฟ้านั้น เป็นการนำสินค้าอุปโภคบริโภค ของใช้ประจำวัน เสื้อผ้า ซึ่งเป็นสินค้าส่งออก สินค้าเครือข่ายธงฟ้า สินค้าโอทอป และสินค้าเอสเอ็มอี มาขายในราคาต่ำเพียงชิ้นละ 60 บาท เน้นการเปิดร้านในสถานที่สำคัญๆ เช่น สถานที่ราชการ โรงเรียน มุมในโรงแรม มุมในสนามบิน สหกรณ์ทหาร และสหกรณ์ตำรวจ ซึ่งได้เปิดตัวร้านต้นแบบไปแล้วที่ห้างสยามพารากอน กำลังจะเปิดที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสวนจตุจักร และสถานีรถไฟหัวลำโพง นอกจากนี้ ยังจะเปิดร้านกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ ด้วย สำหรับบริการธงฟ้า จะมีรถแท็กซี่สีฟ้า โดยจะขอให้รถแท็กซี่ลดค่าโดยสารให้ผู้โดยสารเที่ยวละ 5 บาท มีรถแท็กซี่เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 200 ราย และเปิดตัวโครงการไปแล้วตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ส่วนคาร์โก้สีฟ้า จะลดค่าขนส่งสินค้าลง 20% ร้านอาหารสีฟ้า ลดค่าอาหารให้ผู้บริโภค ช็อปปิ้งสีฟ้า ขอความร่วมมือห้างสรรพสินค้าจัดโปรโมชั่นลดราคาพร้อมกันทั่วประเทศ เอนเตอร์เทนสีฟ้า ขอความร่วมมือค่ายเพลง ทั้งแกรมมี่, อาร์เอส ลดราคาสินค้ากลุ่มบันเทิง ท่องเที่ยวสีฟ้า ขอให้ภาคท่องเที่ยว และโรงแรมจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวลดราคา 20% รวมถึงโรงพยาบาลสีฟ้า ลดค่าบริการรักษาพยาบาลให้ประชาชนด้วย ในด้านสินค้าเกษตรสีฟ้านั้น จะจัดพื้นที่จำหน่ายสินค้าเกษตรจากแหล่งผลิตให้กับผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริโภคสินค้าเกษตร และผลักดันให้ราคาสูงขึ้น ซึ่งจะเริ่มโครงการได้ในเดือน มี.ค.นี้ ขณะที่เอาต์เลตสีฟ้า จะเป็นศูนย์รวมของร้านสีฟ้าที่กล่าวมาทั้งหมด โดยจะมีร้านสีฟ้า สินค้าเกษตรสีฟ้า และเพิ่มร้านธงฟ้า ที่จะนำสินค้าเมด อิน ไทยแลนด์ จากผู้ผลิตมาจำหน่ายในราคาถูก มีระยะเวลาจัดงาน 7-15 วัน หมุนเวียนไปยังจังหวัดต่างๆ จะเริ่มโครงการได้เดือน มี.ค.นี้เช่นกัน ทุ่มพันล้านสร้างรอยยิ้มคนไทย นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะนำงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจากงบกลางปีจำนวน 1,000 ล้านบาท มาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านโครงการธงฟ้าในรูปแบบต่างๆ ภายใต้ชื่อโครงการ “ฟ้าสดใส คนไทยยิ้มได้” โดยจะทยอยเปิดตัวโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แต่จะเน้นร้านสีฟ้าก่อน เพราะในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์ต้องให้ความช่วยเหลือด้านค่าครองชีพเป็นลำดับแรก “ยืนยันว่า ร้านสีฟ้าจะเกิดประโยชน์กับประชาชน และไม่ทำลายร้านค้าปลีกรายย่อย เพราะจะจัดกระจายหมุนเวียนไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์จะคัดเลือกสถานที่ และนำผู้ผลิตมาขายสินค้า ไม่มีการเก็บค่าเช่า ทำให้ต้นทุนถูกลง และขายสินค้าได้ถูกกว่าปกติ ที่สำคัญจะไม่ทำลายผู้ผลิต เพราะจะเปิดโอกาสให้ผู้ผลิต หรือผู้ส่งออกที่มีสินค้าค้างสต๊อก เพราะมีปัญหาการส่งออก นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในร้านสีฟ้าได้อย่างเท่าเทียมกัน” นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตสินค้ากว่า 200 ราย ลดราคาสินค้าลงตามต้นทุนราคาน้ำมันและวัตถุดิบในตลาดโลกที่ได้ปรับลดลง โดยมีสินค้า 25 รายการให้ความร่วมมือปรับลดราคาลง 10-20% ซึ่งได้ลดราคาไปแล้วตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา และจะมีระยะเวลา 6 เดือน หลังจากนั้นจะทบทวนความร่วมมือใหม่ โดยทั้ง 25 รายการ เช่น ซอสพริก เต้าเจี้ยว น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้น ซอสปรุงรสถั่วเหลือง แป้งสาลี เป็นต้น และยังมีอีก 21 รายการอยู่ระหว่างการพิจารณา ถกห้างปูพรมลดราคา 3 เดือน ด้านนายประพล มิลินทจินดา เลขานุการ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า แท็กซี่สีฟ้านั้น กระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือธนาคารออมสิน อนุมัติเงินกู้ส่วนบุคคลในวงเงิน 5,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเพียง 1% ให้กับผู้ขับขี่รถแท็กซี่ โดยให้ผู้ขับขี่ค้ำประกันกันเอง กำหนดให้มีผู้ขับขี่ 2 คนค้ำประกัน และสามารถสลับกันค้ำประกันได้ ทั้งนี้ ได้เตรียมวงเงินกู้ไว้แล้วประมาณ 3,500 ล้านบาท และจะปล่อยกู้ให้กับคนขับรถแท็กซี่ประมาณ 70,000 คน ผู้ขับรถแท็กซี่ที่สนใจติดต่อขอเอกสารการขอกู้ได้ที่สหกรณ์แท็กซี่ทั่วไป หรือกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โทรศัพท์ 0-2547-5424 และ 0-2547-5428 ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังอยู่ระหว่างหารือกับบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) และผู้ประกอบการบันเทิงรายอื่นๆ ที่เป็นพันธมิตรกับกระทรวงในโครงการบลู เซอร์วิส ให้จัดทำโบรชัวร์เพลง และภาพยนตร์ที่บริษัทจำหน่ายเพื่อนำไปวางขายในรถแท็กซี่ โดยคนขับรถแท็กซี่ก็จะได้เปอร์-เซ็นต์จากการขายสินค้าด้วย นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำโครงการรถตู้ธงฟ้า และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ธงฟ้า รวมถึงยังได้หารือกับอู่ซ่อมรถต่างๆ เพื่อจัดทำโครงการบลูการาจ หรืออู่ซ่อมรถธงฟ้า ซึ่งขณะนี้ได้รับการตอบรับจากอู่ต่างๆ มาบ้างแล้ว ส่วนโครงการบลู เซอร์วิสอื่นๆ จะประกาศความชัดเจนภายในสัปดาห์นี้ เช่น บลู เอนเตอร์เทนเมนท์ ซึ่งบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จะทำโครงการซื้อตั๋วชมภาพยนตร์ 1 แถม 1 ขณะที่แกรมมี่ และอาร์เอส จะลดราคาสินค้า และบริการต่างๆ ในเครือ ส่วนโรงแรม จะลดราคาที่พักให้ 50-70% เป็นต้น อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการหารือกับผู้ประกอบการห้างค้าปลีก และห้างสรรพสินค้าจัดรายการลดราคาขายพร้อมกันทั่วประเทศ กระตุ้นยอดขาย และลดภาระค่าใช้จ่ายผู้บริโภค คาดจะเริ่มโครงการได้เดือน มี.ค.-มิ.ย.นี้

source:โพสต์ทูเดย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลได้ปรับนโยบายจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน ให้เป็นการผลิตภายในประเทศ จะช่วยสร้างงานในภาคอุตสาห กรรมที่เกี่ยวข้องได้ถึง 1 แสนคน สำหรับอู่ต่อรถเมล์ที่มีอยู่ในประเทศก็เชื่อว่าจะเพียงพอ และมีศักยภาพในการผลิตได้ตามสัดส่วนที่รัฐบาลมอบหมาย คือ 75% หรือ 2,800 คัน ส่วนที่เหลืออีก 1,200 คัน จะเป็นการนำเข้าจาก ต่างประเทศ และจะนำเรื่องนี้ไปหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงคมนาคม ในการขอเลื่อนระยะเวลาการส่งมอบออกไป เนื่องจากมีความกระชั้นชิด นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ในฐานะคณะกรรมการองค์การขนส่งมวลชน กรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวว่า ในวันที่ 13 มี.ค.นี้ คณะกรรมการขสมก. จะมีการประชุมสรุปร่างสัญญา หรือ ทีโออาร์ ของโครงการจัดเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน “หลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาคประชาชน หน่วยงานราชการ และผู้ประกอบการรถร่วมบริการแล้ว 6-7 ครั้ง ถือว่าขณะนี้มีข้อมูล เพียงพอที่คณะกรรมการจะดำเนินการสรุปร่างทีโออาร์ ก่อนที่จะมี การเปิดให้เอกชนที่สนใจประมูล เข้าร่วมโครงการ” นายชัยรัตน์ กล่าว ทั้งนี้ คาดว่าขสมก. จะมีการประกาศขายซองเดือนมี.ค.นี้ หากเป็นไปตามกระบวนการ ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมจะสามารถเข้ามาดำเนินการตามเป้าหมายของขสมก. ได้ภายใน 2 ปี สำหรับรูปแบบทีโออาร์ ล่าสุดกำหนดกรอบให้การจัดหารถเช่าจะต้องเป็นรถที่ประกอบภายในประเทศ 70% จะเอื้อผู้ประกอบการอุตสาห กรรมประกอบรถยนต์ไทยให้เข้ามา มีส่วนร่วมมากขึ้น ขณะที่การปรับหลักเกณฑ์ตามข้อเสนอของส่วนต่างๆ จนถึงขณะนี้ทำให้ค่าเช่ารถเมล์เอ็นจีวีลดลง จากคันละ 5,100 บาท เหลือ 4,700 บาทต่อคันต่อวัน หลังจากแก้ไข เรื่องอู่จอดรถ รวมทั้งปรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็สามารถปรับลดค่าเช่าลงได้ตามวงเงินดังกล่าว ทำให้อัตราค่าเช่าตลอดสัญญาปรับลดตามไปด้วย

source:มติชน จัดวันนัดพบแรงงาน เปิดคลีนิคธุรกิจ-เตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ คาดเพิ่มมูลค่าการค้า 2 พันล้าน พร้อมสร้างความเข้มแข็งเอสเอ็มอี ดันตลาดส่งออก ตั้งเป้าผู้ประกอบการใหม่ 500 ราย นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมได้ร่วมมือกับกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานเพื่อร่วมจัดงานวันนัดพบแรงงานในระหว่างวันที่ 20-21 มีนาคมนี้ ที่สยามพารากอน ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะนำทีมคลีนิคที่ปรึกษาทางธุรกิจไปให้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการดำเนินธุรกิจต่างๆ เป็นของตนเอง จึงอยากเชิญชวนประชาชนที่ต้องการเรียนรู้ทางธุรกิจสามารถเข้าไปรับคำปรึกษาในวันเวลาดังกล่าวได้ หลังจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ลงนามความร่วมมือระหว่างสมาคมและหน่วยงานภาครัฐตามโครงการเรนโบว์ โปรเจ็คต์ (Rainbow Project) ไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อสนับสนุนและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ตกงาน นักศึกษาจบใหม่ ซึ่งจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ว่างงานกว่า 100,000 ราย ขณะเดียวกันสถาบันการเงินภาครัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ได้เตรียมเงินไว้ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ที่สนใจนำไปประกอบอาชีพ และจะมีการจัดงานเรนโบว์แฟร์ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งในส่วนกลางจะจัดงานครั้งใหญ่ระหว่างวันที่ 15-17 พฤษภาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์อย่างเต็มที่ เพื่อให้ความรู้และให้ผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจมาลงทะเบียน คาดว่าจะสร้างมูลค่าการค้าในระบบกว่า 2,000 ล้านบาท นายคณิสสรกล่าวอีกว่า นอกจากนี้กรมยังมีโครงการเสริมความเข้มแข็งให้กับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอีไทย) สู่สากล เพื่อเจาะตลาดต่างประเทศให้ประสบความสำเร็จ โดยกรมได้ร่วมกับกรมส่งเสริมการส่งออกที่จะเร่งผลักดันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่ให้ไปเจาะตลาดต่างประเทศ เพราะกลุ่มเอสเอ็มอีไทยมีสัดส่วน 30% ของการส่งออกทั้งหมดหรือมีจำนวนหลายแสนราย แต่ยังขาดความเข้มแข็ง ขาดความรู้ และประสบการณ์ในการทำตลาดต่างประเทศ นายคณิสสรกล่าวว่า ปีที่ผ่านมาภาครัฐสามารถสร้างกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีและสามารถเป็นผู้ส่งออกทำตลาดต่างประเทศแล้ว 300 ราย โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายผลักดันสร้างผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่ 500 ราย สำหรับกลุ่มประเทศเป้าหมาย ได้แก่ อาเซียน จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง เพราะประเทศเหล่านี้ยังต้องการสินค้าไทยอีกมาก ส่วนกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีไทยที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายทำตลาดต่างประเทศ ได้แก่ ธุรกิจแฟรนไชส์ ธุรกิจอาหาร ธุรกิจโลจิสติคส์ ธุรกิจสิ่งพิมพ์ ธุรกิจสุขภาพ ธุรกิจรักษาพยาบาล และอีกหลายธุรกิจ จึงเชื่อว่าจากการที่ภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกันช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสร้างจุดแข็งและทำตลาดในต่างประเทศภายใน 3-5 ปี จะมีเอสเอ็มอีไทยจำนวนมากเข้าไปทำตลาดในต่างประเทศได้มากขึ้น (กรอบบ่าย)

source:ประชาชาติธุรกิจ ค้าชายแดนปี"51 โตกว่า 7 แสนล้าน มาเลเซียยังเข้าวินสูงสุด 4.4 แสนล้าน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเผยไม่กังวลเศรษฐกิจโลก หวังอาเซียนซัมมิตช่วยสร้างความเชื่อมั่น ลุยเดินสายจัดงานเอ็กซิบิชั่น ผนวกโรดโชว์จับคู่เจรจาการค้า การลงทุนกับเพื่อนบ้าน มั่นใจสิ้นปีมูลค่ารวมโตอีกกว่า 5% นางอัญชณา วิชยาธรรมธัช รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ภาพรวมของการค้าชายแดนในปี 2551 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 712,771 ล้านบาท แยกเป็นมูลค่าการส่งออก 410,637 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปี 2550 ที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่ารวม 554,283 ล้านบาท ทั้งนี้มูลค่าการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านชายแดนที่มีมูลค่ามากที่สุดคือประเทศมาเลเซีย มูลค่า 441,265 ล้านบาท รองลงมาได้แก่พม่า มูลค่า 143,686 ล้านบาท สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มูลค่า 77,521 ล้านบาท กัมพูชา มูลค่า 50,299 ล้านบาท และการค้าผ่านแดนจีนตอนใต้ คิดเป็นมูลค่า 8,199 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการนำเข้าในปี 2551 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 302,134 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 29.7% แต่ประเทศไทยยังได้ดุลการค้าเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นจากปี 2550 ที่มีมูลค่ารวม 85,987 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 108,504 ล้านบาท ในปี 2551 อย่างไรก็ตาม ผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก ส่งผลให้สถานการณ์การค้าชายแดนในภาพรวมล่าสุดในเดือนมกราคม 2552 ลดลง 10.6% เมื่อเทียบจากเดือนเดียวกันในปี 2551 ส่วนมูลค่าการส่งออกในเดือนมกราคม 2552 ลดลง 29% โดยในเดือนมกราคม 2551 มีมูลค่า 33,945 ล้านบาท เดือนมกราคม 2552 มูลค่า 24,093 ล้านบาท สำหรับแนวโน้มการค้าชายแดนในปีนี้ แม้ว่าจะเกิดวิกฤตการเงินจากอเมริกาและยุโรป แต่การค้ากับประเทศเพื่อนบ้านยังมีโอกาสเติบโตได้อีก โดยเป้าไว้ประมาณ 5% จากปีที่ผ่านมา หากภาวะการเมืองในประเทศนิ่ง การเมืองระหว่างประเทศมีการกระชับความสัมพันธ์อันดีต่อกัน รวมทั้งระบบสาธารณูปโภค การคมนาคมและ โลจิสติกส์มีการพัฒนาดีขึ้น รวมทั้งความเชื่อมั่นของเอกชนที่จะมีการพูดคุยร่วมกัน ดังนั้นภาพรวมทั้งปีจะเป็นไปตามเป้าที่คาดการณ์ไว้แน่นอน "เชื่อว่าผลจากการจัดประชุมอาเซียน ซัมมิตที่ผ่านมาน่าจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน รวมทั้งความเชื่อมั่นของรัฐบาลกับนักลงทุนเพื่อต่อยอดในการเจรจาธุรกิจและส่งเสริมการค้า การลงทุนร่วมกันภายใต้กรอบความร่วมมือต่างๆ อาทิ ACMECS, GMS, IMT-GT เพื่อไม่ให้เกิดภาพของการได้เปรียบเสียเปรียบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และยังเป็นการสร้างศักยภาพด้านการค้าในอาเซียนด้วย" นางอัญชณากล่าวถึงยุทธศาสตร์การค้าชายแดนว่า ที่ผ่านมาได้พยายามเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุนของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไม่ได้มองแค่การเป็นพาร์ตเนอร์ชิปอย่างเดียว เพราะจะกลายเป็นภาพการเอารัดเอาเปรียบ ดังนั้น เป้าหมายและสิ่งที่ต้องทำจากนี้คือต้องเป็นอาเซียนซัมมิต คอมมูนิตี้ โดยลงทุนร่วมกัน แชร์ทรัพยากรอย่างเท่าเทียม ถ้าทำได้ก็จะวินวินทั้งคู่ และไม่ควรมองแค่การค้า แต่ควรจะมองเรื่องการลงทุนด้วย อาทิ การไปลงทุนสร้างโรงงานน้ำตาล การสร้างท่าเรือน้ำลึก ฯลฯ ในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับประเทศที่ 3 สำหรับโครงการโรดโชว์และจัดงานเอ็กซิบิชั่นของกรมการค้าต่างประเทศในปีนี้มีทั้งหมด 5 โครงการ ทั้งการจัดสัมมนาด้านการค้า ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ โครงการไทยแลนด์เอ็กซิบิชั่น 2009 ใน 3 ประเทศ ได้แก่กัมพูชา จัด 3 ครั้ง ที่พนมเปญ พระตะบอง เสียมราฐ สปป.ลาว จัด 3 ครั้ง ที่เวียงจันทน์ สะหวันนะเขต และหลวงพระบาง และในพม่า จัด 1 ครั้ง ที่เมืองย่างกุ้ง โดยจะมีการนำสินค้าไปแสดงและนำคณะ ผู้แทนการค้าไปร่วมงานเพื่อเจรจาการค้าและเปิดตลาดด้วย ในส่วนการค้ากับจีนตอนใต้นั้นจะพยายามส่งเสริมและเน้นให้มีการลงทุนเพื่อให้เกิดการค้าตามมา โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือกับภาคเอกชนและหอการค้าจังหวัดที่อยู่ติดกับชายแดน

source:ไทยรัฐ นางสาวเมทนี สุคนธรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า แผนส่งเสริมผลักดันการส่งออกสินค้าฮาลาล ปี'52 นี้จะมุ่งไปยังทวีปอเมริกาเหนือ แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดใหญ่มีแนวโน้มค่อนข้างสดใส โดยที่ผ่านมา มกอช.ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งศึกษากฎระเบียบ เงื่อนไขการนำเข้า นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับ สนง.ที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหรัฐอเมริกา เชิญเลขาธิการสมาคมอิสลามแห่งอเมริกาเหนือ (ISNA) เดินทางมาดูระบบการผลิตและตรวจสอบสินค้าฯ ส่งผลให้ทาง ISNA มีความเชื่อมั่นประสิทธิภาพการผลิต พร้อมทั้งลงนามบันทึกความเข้าใจกับสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการขยายตลาดสินค้าดังกล่าว “ขณะนี้ไทยกำลังเร่งศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของตลาดสินค้าอาหารฮาลาล ทั้งในสหรัฐอเมริกา และแคนาดา เช่น รสนิยม พฤติกรรมการบริโภค เพื่อให้เราสามารถผลิตสินค้าฯได้ตรงความต้องการผู้บริโภค รวมทั้งพิจารณาความเป็นไปได้ในการใช้ตราสัญลักษณ์ฮาลาล ร่วมกัน ซึ่งประเทศดังกล่าวไม่ได้กำหนดกฎระเบียบนำเข้าสินค้าฮาลาลเป็นมาตรการภาคบังคับ อีกทั้งไม่ต้องตรวจสอบกระบวนการผลิต ซึ่งคาดว่าการส่งออกจะมีมูลค่าสูงถึง 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ/ปี หรือกว่า 396,000 ล้านบาท ขณะที่สินค้าไก่และผลิตภัณฑ์ในแคนาดาก็มีแนวโน้มสดใสเช่นกัน” นางสาวเมทนีกล่าว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผู้นำเข้ารายใหญ่อย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป (EU) จะได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจถดถอย แต่ในส่วนของตลาดสินค้าฮาลาลคงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ไทยยังมีโอกาสขยายตลาดไปยังกลุ่มตะวันออกกลาง อาทิ ประเทศตุรกี ซูดาน และโอมาน ได้เพิ่มขึ้น.

source:เดลินิวส์ นางวิลาวัณย์ อติชาติ ผู้อำนวยการสถา บันการวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สวอ. เปิดเผยว่า ร่วมกับซิโมนี มัซซิโม ซุคคี่ นักออกแบบชื่อดังจากอิตาลี ซึ่งเคยออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สินค้าหรูหรา (แบรนด์เนม) อาทิ นาฬิกาโรเล็กซ์ กุช ชี เฮอร์เมส แฮรี วินสตัน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กช็อป) ร่วมกับนักออกแบบอัญมณีของไทย สร้างเอกลักษณ์อัญมณีดีไซน์ไทย (คัตติ้ง ไทย เทรนด์) ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกให้อุตสาหกรรมอัญมณีในประเทศ และแข่งกับประเทศอื่นที่ดีไซน์อัญมณีเป็นเอกลักษณ์ของชาติตัวเอง เช่น อิตาลี ญี่ปุ่น จีน อินเดีย “การดีไซน์อัญมณีให้มีเอกลักษณ์ไทย จะช่วยสร้างชื่อเสียง และการยอมรับให้แก่วงการเครื่องประดับไทยในเวทีโลก เพราะตอนนี้ไทยมีชื่อเสียง ด้านฝีมือเจียระไนอยู่แล้ว แต่ยังมีปัญหาเรื่องดีไซน์ที่ขาดเอกลักษณ์ไทยอยู่ ดังนั้นผลการ เวิร์กช็อปจะช่วยพัฒนาเรื่องดีไซน์อัญมณี พลอย เพชร ให้มีรูปแบบโดดเด่นขึ้น เช่น เจียระไนพลอยเป็นลายกนก รูปจั่ววัด เป็นต้น ซึ่งสร้างจุดขายใหม่และเพิ่มมูลค่าตัวสินค้าได้มากขึ้น โดยคาดว่าจะทำสำเร็จได้ในปีนี้” สำหรับมูลค่าการส่งออกอุตสาหกรรมอัญมณีไทยปีนี้คาดว่าขยายตัวที่ 5-10% ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อนที่โต 48% แต่จะมีรายได้เพิ่มเป็น 284,000-297,000 ล้านบาท มากกว่าปีก่อนที่ได้ 270,000 ล้านบาท โดยภาพ รวมตลาดได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกทำให้ยอดสั่งซื้อลดลง โดยเฉพาะตลาดหลัก สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป ดังนั้นสถาบันจะร่วมกับภาคเอกชน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกรมส่งเสริมการส่งออก บุกตลาดส่งออกแห่งใหม่เพิ่มที่ จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง รัสเซียที่ยังมีกำลังซื้อเหลืออยู่ สินค้าส่งออกสำคัญยังเป็นกลุ่มเครื่องเงินเพราะมีราคาไม่สูงทำให้มียอดสั่งซื้อเข้ามาอยู่ รวมถึงกลุ่มพลอยสี เช่น บุษราคัม ไพลิน ที่ไทยยังติด 1 ใน 3 ของการส่งออกทั้งโลก.

source:เดลินิวส์ นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่ธนาคารได้เริ่มเปิดตัวโครงการรับรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านและสินเชื่อบัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคลจากสถาบันการเงินอื่น เพื่อช่วยเหลือลูกค้าช่วง 6 เดือนนี้ ปรากฏว่ามีลูกค้าติดต่อเข้ามาจำนวนมาก โดยเป็นลูกค้าขอรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านวันละ 1,000 ราย รีไฟแนนซ์บัตรเครดิตวันละ 700 ราย โดยเฉลี่ยเป็นวงเงินรายละ 100,000-200,000 บาท ทำให้คาดว่าในช่วง 6 เดือนนี้ ธนาคารจะปล่อย สินเชื่อบ้านได้ 1,500 ล้านบาท และสินเชื่อบัตรเครดิต 1,000 ล้านบาท ที่น่าตกใจคือผู้ที่ขอรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตนั้น เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานธนาคารอื่น ในสัดส่วนถึง 70% ของผู้ที่ติดต่อขอรีไฟแนนซ์ทั้งหมด และมีกระทั่งหัวหน้าหน่วยติดตามหนี้ของธนาคารอื่นด้วย ที่สำคัญแต่ละรายมีหนี้จากบัตรเครดิตมากกว่า 10 บัตร แต่มีรายได้เพียง 20,000 กว่าบาทเท่านั้น ซึ่งธนาคารจะดูความสามารถในการชำระหนี้ จากเงินเดือน สถานที่ทำงาน ภาระหนี้ทั้งหมดที่มี โดยจะรวมหนี้ให้เป็นก้อนเดียว ทั้งหนี้บ้าน หนี้บัตรเครดิต ซึ่งรวมถึงหนี้นอกระบบด้วย แล้วให้ลูกค้าที่เข้าโครงการฯ ปิดบัตรเครดิตต่าง ๆ ให้เหลือเพียง 1 บัตรเท่านั้น เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน และให้รู้ความสามารถในการชำระเงินของตนเองด้วย และหากมีลูกค้าขอใช้วงเงินสินเชื่อมากกว่า 1,000 ล้านบาท ก็จะพิจารณาเพิ่มอีกได้ “อย่างไรก็ดี ลูกค้าที่ขอรีไฟแนนซ์เข้ามานั้น ธนาคารจะพิจารณาผลการอนุมัติภายใน 7 วัน และสัดส่วน 60% ที่สามารถเข้าโครงการฯ ได้ ขณะเดียวกัน ธนาคารไม่ได้กลัวปัญหาหนี้เสีย เพราะมั่นใจในการบริหารจัดการหนี้ และโดยภาพรวมแล้วปีนี้คาดว่าจะมีหนี้เสียลดลงจากปัจจุบันที่มีอยู่ 14% เหลือ 10% ภายในสิ้นปีนี้ด้วย ขณะที่วางเป้าหมายสินเชื่อรวมไว้ที่ 24,000 ล้านบาท ซึ่งเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา มียอดสินเชื่อคงค้างแล้ว 22,000 ล้านบาท ทำให้มั่นใจว่าจะทะลุเป้าหมายแน่นอนจากการเปิดตัวโครงการรับรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านและบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลจากสถาบันการเงินอื่น” ขณะเดียวกัน กำลังเจรจากับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร้านค้าสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น และร้านค้าที่มีบริการรับชำระ (เพย์เมนท์) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า จากปัจจุบันที่ใช้บริการผ่านธนาคารกรุงไทยและธนาคารเท่านั้น ล่าสุดนี้ ธนาคารได้ปรับภาพลักษณ์องค์กรใหม่ ทั้งโลโก้ เครื่องแบบพนักงาน และการให้บริการที่หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น เพื่อให้เป็นทางเลือกหนึ่งของประชาชน และรุกตลาดทุกช่องทาง ทั้งระดับต่างประเทศ ลูกค้า ทั่วไป ลูกค้ารากหญ้า รวมถึงสนับสนุนโครงการ สาธารณูปโภคพื้นฐาน (เมกะโปรเจคท์) ทำให้คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีกำไร 120 ล้านบาท จากเป้าหมายที่วางไว้เพียง 83 ล้านบาทเท่านั้น เมื่อเทียบ กับปี 51 ที่ผ่านมาที่มีกำไรเพียง 17 ล้านบาท.

source:มติชน อีสาน-เหนือ-ใต้ยังขยายตัวเป็นบวก อานิสงส์ส่งออกสินค้าเกษตร-อาหาร ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจปรับจีดีพีปีนี้ติดลบถึง 2.8% ระบุถือเป็นระดับความรุนแรงปานกลาง ระบุสถานะการเงินยังยืนอยู่ได้ ไม่ถึงขั้นล้มละลายเหมือนปี 2541 ขณะที่ภาคส่งออกมีสิทธิติดลบ 20% เผยผลสำรวจรายภูมิภาค อีสาน-เหนือ-ใต้ รับอานิสงส์ส่งออกสินค้าเกษตร ดันเศรษฐกิจขยายตัวเป็นบวก นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ปัจจัยลบที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยรุนแรงขึ้น ทำให้ต้องปรับตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจปี 2552 จากติดลบ 1% เป็นติดลบ 2.8% แต่ถือว่ายังเป็นเศรษฐกิจติดลบรุนแรงระดับปานกลาง น้อยกว่าปี 2541 ที่ติดลบ 10.4% และถือว่าเป็นการกลับมาติดลบมากสุดในรอบ 10 ปี โดยแนวโน้มที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวต้องเลื่อนออกไปจากไตรมาส 3-4 ไปเป็นปลายไตรมาส 4 ถึงต้นปี 2553 แทน ปัจจัยลบที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจตกต่ำมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในตลาดส่งออกสำคัญแย่กว่าที่คาดการณ์ ซึ่งเดิมคาดการณ์เศรษฐกิจโลกจะถดถอย -0.05 ถึง 0% เป็น -2% ถึง -1% ปัญหาในสหรัฐยังไม่ได้รับการคลี่คลายภายในครึ่งปีแรก ซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกสินค้าไทยลดลงจาก -5% เพิ่มเป็น -20 ถึง -15% อัตราการว่างงานมีโอกาสถึง 1.3-1.5 ล้านคน ทั้งการปลดคนงานและแรงงานใหม่ที่เพิ่งจบในเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้ "เหตุที่เศรษฐกิจติดลบยังไม่ถึงขั้นรุนแรงมาก เพราะธุรกิจและสถาบันการเงินไทยยังไม่ถึงขั้นล้มละลายเหมือนปี 2541 แต่เป็นการติดลบเพราะเศรษฐกิจโลกหดตัว ส่งออกไม่ได้มาก การท่องเที่ยวทั่วโลกหดตัว อัตราการว่างงานสูง โดยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปีนี้น่าจะอยู่ที่ 15-20% ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐระยะที่ 2 ต้องมุ่งดูแลปัญหาแรงงานและพยุงรายได้ จากรอบแรกที่พยุงเรื่องปากท้องประชาชน โดยผ่านการอบรมวิชาชีพและรัฐจ่ายรายได้ชดเชย ซึ่งหลังอบรมเสร็จจะทำให้แรงงานเหล่านั้นเข้าสู่ระบบอีกอย่างน้อย 2 แสนคน อัตราตกงานก็อาจจะต่ำกว่า 1 ล้านคน" นายธนวรรธน์กล่าว ทั้งนี้ เดิมทางศูนย์คาดการณ์ว่า 60% โอกาสเศรษฐกิจไทยติดลบ 1% อีก 25% ติดลบ 2.8% และ 15% เป็นบวก 1% แต่ตอนนี้สัดส่วนโอกาสติดลบสูงขึ้นเป็น 2.8% มากถึง 40% โอกาสเป็นบวกไม่มีแล้ว อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับการที่รัฐบาลเร่งรัดการใช้จ่ายเงินตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น เช่น จ่ายเงิน 2 พันบาท ให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท/เดือน ซึ่งจะมีเงินเข้าระบบ 1.6 หมื่นล้านบาท และคาดว่าเงินถึงมือประชาชนปลายเดือนมีนาคมนี้ เมื่อรวมกับเงินใช้จ่ายและท่องเที่ยวในวันหยุดหน้าร้อนในเดือนเมษายนและการเปิดเทอมในเดือนพฤษภาคมนี้ จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 5 หมื่นล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจไตรมาส 2 ได้ 1-1.3% และทำให้ไตรมาส 2 ติดลบลดลงจากไตรมาส 1 จาก -5% เหลือ -3% เมื่อแยกประมาณการขยายตัวตามภูมิภาคตลอดปี 2552 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ เศรษฐกิจยังขยายตัวเป็นบวก 0.6% 0.2% 0.5% ตามลำดับ เพราะเป็นพื้นที่พึ่งพารายได้จากสินค้าเกษตรและอาหารที่ยังสามารถส่งออกได้ และมีกำลังซื้อที่ดีขึ้น ขณะที่ภาคกลาง กทม.และปริมณฑล ติดลบ 1.9% และ 1.3% เพราะเป็นพื้นที่ภาคอุตสาหกรรมเป็นหลักซึ่งได้รับผลกระทบจากการส่งออกลดลงและแรงงานเลิกจ้างสูง ซึ่งเห็นสัญญาณปลดคนงานแล้ว โดยเฉพาะแรงงานก่อสร้างและอชช

source:โพสต์ทูเดย์ ไทยพาณิชย์ช่วยลูกค้าเอสเอ็มอีทุกหนทางให้ไปรอด จับตา 3 ธุรกิจเสี่ยง ส่งออก-รถยนต์-โรงแรม ที่เจอพายุเศรษฐกิจเต็มๆ หวังคุมหนี้เสีย นายวิวัฒน์ กิตติพงศ์โกศล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ กลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารได้วางยุทธศาสตร์สำหรับลูกค้าขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในปีนี้ว่า จะยึดลูกค้าเป็นหัวใจ โดยจะให้ความสำคัญกับการสร้างศักยภาพให้ลูกค้าเก่าที่มีอยู่ 3 หมื่นราย ให้ไปรอดในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ กลยุทธ์หลัก คือ การเป็นพันธมิตรธุรกิจกับลูกค้ามากกว่าการให้สินเชื่อ ซึ่งมีการติดตามลูกค้าว่ามีอุปสรรคในการทำธุรกิจด้านใดบ้าง เพื่อจะ ได้ช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด และควบคุมหนี้เสียของลูกค้าเอสเอ็มอีไว้ไม่ให้เกิน 5% นายวิวัฒน์ กล่าวว่า ภาคธุรกิจที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในขณะนี้ มี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจส่งออก ผู้ผลิตรถยนต์ และโรงแรม ซึ่ง ที่ผ่านมาธนาคารได้จัดสัมมนาให้ความรู้การเจาะตลาดใหม่แก่ผู้ส่งออก พร้อมทั้งดึงบริษัท ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย มาช่วยค้ำประกัน สัญญาการชำระเงิน (แอล/ซี) ให้กับผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังให้ข้อมูลข่าวสารหรือข้อมูลทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อธุรกิจของลูกค้า เช่น ข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยน เงินเฟ้อ หรือความเสี่ยง เพื่อให้ลูกค้าวิเคราะห์แนวโน้มได้เร็ว และสามารถปรับตัวรองรับกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ สำหรับผู้ประกอบการที่มีปัญหาสภาพคล่อง ก็พร้อมที่จะยืดระยะเวลาการชำระหนี้ หรือพักชำระหนี้ให้ นายวิวัฒน์ กล่าวว่า เป้าหมายการปล่อยสินเชื่อใหม่ของเอสเอ็มอีในปีนี้วางไว้เพียง 5% คิดเป็น 1 หมื่นล้านบาท จากฐานสินเชื่อเอสเอ็มอีที่มีอยู่ 2.2 แสนล้านบาท เนื่องจากวิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้คนชะลอการขอกู้ ขณะที่ธนาคาร เน้นการดูแลคุณภาพสินเชื่ออย่าง เคร่งครัด โดยการปล่อยสินเชื่อใหม่จะขยายฐานไปยังลูกค้าขนาดเล็ก เพราะเป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือจากธนาคารมากที่สุด “มาตรการต่างๆ ของรัฐบาลที่ออกมาเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรเร่งให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว” นายวิวัฒน์ กล่าว นายปิติ กระแสเศียร ผู้จัดการสายบริหารงานกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การปล่อยสินเชื่อ 2 เดือนแรก ลดลง 3% เมื่อเทียบกับสิ้นปี ซึ่งเป็นการลดอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนหน้านี้ ธนาคารประเมินว่า จะมีการขอสินเชื่อเพิ่มมากขึ้นเพื่อเก็บเป็นสภาพคล่องในการทำธุรกิจ แต่กลับมีการขอสินเชื่อลดลง เพราะมียอดการคืนสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ย สำหรับโจทย์สำคัญปีนี้ คือ การดูแลหนี้เสียไม่ให้เพิ่มขึ้น เพราะลูกค้ามีความเสี่ยงทุกภาคธุรกิจ หลักการสำคัญคือต้องเข้าไปติดต่อลูกค้าให้เร็วกว่าเดิม โดยเฉพาะ 3 ธุรกิจเสี่ยงได้มีการเข้าไปคุยก่อนที่เกิดมีปัญหา หากพบการผิดนัดชำระเพียง 1 วัน ก็ต้องรีบติดตามทันทีว่ามีปัญหาอะไร ขณะนี้ ยอมรับว่ายังช้าอยู่ ส่งผลให้หนี้เสีย 2 เดือนเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการติดตาม ธนาคารจะพัฒนาพนักงานที่เคยทำหน้าที่จัดหาลูกค้าใหม่ที่มีอยู่ 1,000 ราย ให้เป็นที่ปรึกษาสินเชื่อ เข้าไปพูดคุยกับลูกค้าว่าต้องการให้ธนาคารช่วยอะไรบ้าง ซึ่งพนักงาน 1 คน จะดูแลลูกค้า 20-30 ราย