Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62

source:ฐานเศรษฐกิจ ส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไทยสวนกระแส เศรษฐกิจโลก เผยตลาดดีวันดีคืนหลังปรับแผนชูจุดแข็งด้านวัตถุดิบ ดีไซน์หลากหลาย มุ่งสร้างแบรนด์เนม จับกลุ่มลูกค้านิชมาร์เก็ตในตลาดใหม่ ขณะที่ตลาดแมสยักษ์ใหญ่ค้าปลีกทั้งวอล-มาร์ต-อีเกียร์ประกาศรับไม่อั้น กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ยันทั้งปีโต 5% ตามเป้าแน่นอน เตรียมจัดงาน TIFF 2009 ช่วยดันยอด นายวีระชัย คุณาวิชยานนท์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงภาพรวมการส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนภายใต้สถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจของโลกว่า ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก สืบเนื่องจากอุตสาหกรรมนี้ได้มีการปรับตัวเพื่อรองรับการแข่งในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยเน้นจุดแข็งในเรื่องการออกแบบดีไซน์ การสร้างแบรนด์เนมสินค้าเพื่อจับกลุ่มลูกค้าเฉพาะ(นิช มาร์เก็ต)ไม่เน้นด้านโวลุ่ม(แมสโปรดักต์)มากเหมือนในอดีต เนื่องจากสินค้ากลุ่มแมส ไทยแข่งกับสินค้าจากจีน และเวียดนามลำบาก จากการปรับกลยุทธ์ดังกล่าวส่งผลให้ในปี 2551 ที่ผ่านมา แม้ในภาพรวมการส่งออกของไทยในช่วงปลายปีจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติทางการเงินของโลก แต่สินค้าเฟอร์นิเจอร์ได้รับผลกระทบไม่มากนักโดยมีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 1,244 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 41,000 ล้านบท ขยายตัวติดลบเพียง 3.8% ขณะที่นายไพบูลย์ พินิตกาญจนพันธุ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทย กล่าวว่าขณะนี้ตลาดนิช มาร์เก็ตของไทยขยายตัวค่อนข้างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดใหม่ เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย และอินเดีย ซึ่งในปีนี้จะเน้นเจาะตลาดใหม่ให้มากขึ้น ขณะเดียวกันจากคุณภาพการผลิตที่ดีและมีดีไซน์ที่หลากหลายทำให้สินค้าไทยได้รับความไว้วางใจจากห้างค้าปลีกรายใหญ่ทั้งวอล-มาร์ต และอีเกียร์(บริษัทค้าเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่สุดของโลก)ในการสั่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับขณะนี้โรงงานเฟอร์นิเจอร์ของจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ในลักษณะแมสโปรดักต์รายใหญ่สุดของโลกได้ปิดกิจการลงแล้วกว่า 8,000-9,000 โรงงาน สืบเนื่องจากรัฐบาลจีนได้เลิกอุดหนุนการส่งออก อีกทั้งในปีที่ผ่านมาสินค้าเฟอร์นิเจอร์จีนมีปัญหาด้านความปลอดภัย และสารตกค้างเกินมาตรฐาน ส่งผลให้ลูกค้าได้ย้ายฐานการสั่งซื้อมาไทยเพิ่มขึ้น "ในปีนี้การส่งออกเฟอร์นิเจอร์ที่เราตั้งเป้าร่วมกับกรมส่งเสริมการส่งออกตั้งเป้าไว้ขยายตัวที่ 3-5% แต่ส่วนตัวคาดจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10% หากได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอจากภาครัฐ" อนึ่ง ตลาดส่งออกหลักสินค้าเฟอร์นิเจอร์ของไทยประกอบด้วย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์รวมกันคิดเป็นสัดส่วน 65% ส่วนอีก 35% ส่งออกไปตลาดใหม่ อาทิ แคนาดา จีน ฝรั่งเศส อินเดีย เป็นต้น ด้านนายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 11-15 มีนาคมศกนี้ กรมร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทยจะจัดงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ 2552 หรือ TIFF 2009 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยชูขายสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์ใหม่ๆ มานำเสนอลูกค้ากว่า 180 บริษัท ตั้งเป้าผู้เข้าชมงานช่วงวันเจรจาธุรกิจประมาณ 7,000 คน ลดลงจากปีที่แล้วที่มีผู้เข้าชมวันเจรจาธุรกิจ 7,500 คน ส่วนยอดขายหรือยอดออร์เดอร์ในงานคาดจะใกล้เคียงกันปีที่ผ่านมา(ปีที่แล้วมีการสั่งออร์เดอร์ภายในงาน 2,223 ล้านบาท ซื้อทันทีภายในงาน 57 ล้านบาท และขายปลีกในงาน 47 ล้านบาท)

source:ฐานเศรษฐกิจ ส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไทยสวนกระแส เศรษฐกิจโลก เผยตลาดดีวันดีคืนหลังปรับแผนชูจุดแข็งด้านวัตถุดิบ ดีไซน์หลากหลาย มุ่งสร้างแบรนด์เนม จับกลุ่มลูกค้านิชมาร์เก็ตในตลาดใหม่ ขณะที่ตลาดแมสยักษ์ใหญ่ค้าปลีกทั้งวอล-มาร์ต-อีเกียร์ประกาศรับไม่อั้น กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ยันทั้งปีโต 5% ตามเป้าแน่นอน เตรียมจัดงาน TIFF 2009 ช่วยดันยอด นายวีระชัย คุณาวิชยานนท์ รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงภาพรวมการส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วนภายใต้สถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจของโลกว่า ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก สืบเนื่องจากอุตสาหกรรมนี้ได้มีการปรับตัวเพื่อรองรับการแข่งในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยเน้นจุดแข็งในเรื่องการออกแบบดีไซน์ การสร้างแบรนด์เนมสินค้าเพื่อจับกลุ่มลูกค้าเฉพาะ(นิช มาร์เก็ต)ไม่เน้นด้านโวลุ่ม(แมสโปรดักต์)มากเหมือนในอดีต เนื่องจากสินค้ากลุ่มแมส ไทยแข่งกับสินค้าจากจีน และเวียดนามลำบาก จากการปรับกลยุทธ์ดังกล่าวส่งผลให้ในปี 2551 ที่ผ่านมา แม้ในภาพรวมการส่งออกของไทยในช่วงปลายปีจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติทางการเงินของโลก แต่สินค้าเฟอร์นิเจอร์ได้รับผลกระทบไม่มากนักโดยมีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 1,244 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 41,000 ล้านบท ขยายตัวติดลบเพียง 3.8% ขณะที่นายไพบูลย์ พินิตกาญจนพันธุ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทย กล่าวว่าขณะนี้ตลาดนิช มาร์เก็ตของไทยขยายตัวค่อนข้างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดใหม่ เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย และอินเดีย ซึ่งในปีนี้จะเน้นเจาะตลาดใหม่ให้มากขึ้น ขณะเดียวกันจากคุณภาพการผลิตที่ดีและมีดีไซน์ที่หลากหลายทำให้สินค้าไทยได้รับความไว้วางใจจากห้างค้าปลีกรายใหญ่ทั้งวอล-มาร์ต และอีเกียร์(บริษัทค้าเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่สุดของโลก)ในการสั่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับขณะนี้โรงงานเฟอร์นิเจอร์ของจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ในลักษณะแมสโปรดักต์รายใหญ่สุดของโลกได้ปิดกิจการลงแล้วกว่า 8,000-9,000 โรงงาน สืบเนื่องจากรัฐบาลจีนได้เลิกอุดหนุนการส่งออก อีกทั้งในปีที่ผ่านมาสินค้าเฟอร์นิเจอร์จีนมีปัญหาด้านความปลอดภัย และสารตกค้างเกินมาตรฐาน ส่งผลให้ลูกค้าได้ย้ายฐานการสั่งซื้อมาไทยเพิ่มขึ้น "ในปีนี้การส่งออกเฟอร์นิเจอร์ที่เราตั้งเป้าร่วมกับกรมส่งเสริมการส่งออกตั้งเป้าไว้ขยายตัวที่ 3-5% แต่ส่วนตัวคาดจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10% หากได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอจากภาครัฐ" อนึ่ง ตลาดส่งออกหลักสินค้าเฟอร์นิเจอร์ของไทยประกอบด้วย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์รวมกันคิดเป็นสัดส่วน 65% ส่วนอีก 35% ส่งออกไปตลาดใหม่ อาทิ แคนาดา จีน ฝรั่งเศส อินเดีย เป็นต้น ด้านนายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 11-15 มีนาคมศกนี้ กรมร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทยจะจัดงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ 2552 หรือ TIFF 2009 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยชูขายสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์ใหม่ๆ มานำเสนอลูกค้ากว่า 180 บริษัท ตั้งเป้าผู้เข้าชมงานช่วงวันเจรจาธุรกิจประมาณ 7,000 คน ลดลงจากปีที่แล้วที่มีผู้เข้าชมวันเจรจาธุรกิจ 7,500 คน ส่วนยอดขายหรือยอดออร์เดอร์ในงานคาดจะใกล้เคียงกันปีที่ผ่านมา(ปีที่แล้วมีการสั่งออร์เดอร์ภายในงาน 2,223 ล้านบาท ซื้อทันทีภายในงาน 57 ล้านบาท และขายปลีกในงาน 47 ล้านบาท)

source:ฐานเศรษฐกิจ สร้างความตื่นตระหนกไปทั้งประเทศ เมื่อตัวเลขการส่งออกของไทยเดือนมกราคม 2552 หรือเดือนแรกของปีประเดิมไม่สวยหรูตามความคาดหมาย โดยตัวเลขขยายตัวติดลบถึง 26.5% ถือเป็นการติดลบสูงสุดในรอบ 12 ปีนับแต่ไทยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 โดยการขยายตัวติดลบของการส่งออกเดือนมกราคมถือว่ามีความแตกต่างจากการส่งออกที่เริ่มติดลบมาตั้งแต่พฤศจิกายน และธันวาคม 2551 เพราะในครั้งนั้นการส่งออกไปยังตลาดหลัก ตลาดรองและตลาดใหม่ในหลายตลาดยังมีตัวเลขเป็นบวก แต่ในครั้งนี้ติดลบในทุกตลาด ตัวเลขแดงพืดทั้งกระดาน ไม่เว้นแม้ตลาดใหม่ที่ถือเป็นความหวังในการขยายการส่งออกของไทยในปีนี้ทั้งจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก แอฟริกา อินโดจีน และลาตินอเมริกา ที่ขยายตัวติดลบ 40, 30, 6, 25, 25,38 และ41% ตามลำดับ นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก อธิบายเหตุผลของการส่งออกที่ขยายตัวติดลบมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในครั้งนี้ว่า มีปัจจัยหลักจากหลายปัจจัย ทั้งเศรษฐกิจโลกทรุด กำลังซื้อผู้บริโภคหดตัวอย่างรุนแรง ราคาสินค้าต่อหน่วยลดลง ผู้ส่งออกและคู่ค้าขาดสภาพคล่อง มีผลทำให้ปริมาณการค้าลดลงตามไปด้วย ซึ่งการส่งออกในเดือนมกราคมที่ขยายตัวติดลบเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้แล้ว และถือเป็นไปตามแนวโน้มของโลกเพราะการส่งออกของแต่ละประเทศในเดือนมกราคมต่างอยู่ในแดนลบทั้งสิ้นมากน้อยแตกต่างกันไป ราเชนทร์ ยังระบุว่า การส่งออกเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียวคงไม่สามารถชี้ชัดหรือฟันธงภาพรวมการส่งออกทั้งปีได้ เพราะตลาดส่งออกก็คล้ายกับตลาดหุ้นที่ต้องดูเป็นรายวัน วันนี้อาจเป็นบวก พรุ่งนี้อาจเป็นลบ และมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งขึ้นกับสภาพเศรษฐกิจ กำลังซื้อของแต่ละตลาด รวมถึงมาตรการและงบประมาณกระตุ้นการส่งออกของรัฐบาลไทยที่จะใส่เข้าไปด้วย "คนดูตัวเลขก็ตกใจกันทั้งนั้น แต่ก็อย่าดูแค่จุดนั้นแล้วบอกว่ามันคงจะแย่ เพราะเราไม่ได้อยู่นิ่งเฉย ตลาดส่งออกก็เหมือนตลาดหุ้นวันนี้ลง พรุ่งนี้ขึ้น มะรืนก็เปลี่ยนไปอีก ซึ่งเราต้องรอดูอีกสักระยะหนึ่ง หรือให้ผ่านพ้นไตรมาสแรกไปแล้วน่าจะเห็นภาพชัดขึ้นว่าเดือนที่เหลือจะเป็นอย่างไร" อย่างไรก็ดีจากการหารือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดในหลายเวที รวมถึงการหารือร่วมระหว่างทูตพาณิชย์ทั่วโลกกับภาคเอกชนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ราเชนทร์ระบุว่า ภาพรวมทุกฝ่ายยังมองในแง่บวก ซึ่งขณะนี้ในหลายสินค้าแจ้งว่าสต๊อกสินค้าของคู่ค้าเริ่มลดลง และเริ่มมีออร์เดอร์ใหม่เข้ามาไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ สินค้าในกลุ่มอาหาร สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น ขณะที่ล่าสุดหลังการหารือกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ไทยทั่วโลกกว่า 60 แห่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการส่งออกได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ในแต่ละภูมิภาค ได้กลับไปทำรายงานผลสรุปสถานการณ์การส่งออกในทุกตลาด ตลอดจนการประเมินแนวโน้ม และกำหนดเป้าหมายการส่งออกแต่ละตลาดเป็นตัวเลขสุดท้าย และให้ส่งกลับมายังกรมเพื่อทำสรุปรายงานเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อีกครั้ง ทั้งนี้เพื่อรับทราบสถานการณ์ที่เป็นจริงในแต่ละตลาด รวมถึงเพื่อกำหนดแผนงานกิจกรรมและจัดงบประมาณสนับสนุนการส่งออกเพิ่มเติมต่อไป อย่างไรก็ตามจากเสียงสะท้อนของหลายสำนักพยากรณ์ รวมถึงเสียงสะท้อนจากผู้ส่งออกในหลายกลุ่มสินค้าสำคัญซึ่งส่วนใหญ่ระบุการส่งออกของไทยในปีนี้จะขยายตัวในแดนลบ โดยมีปัจจัยลบจากภาวะเศรษฐกิจโลก แต่ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ในฐานะแม่งานหลักในการสนับสนุนการส่งออกทั้งนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการ นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการ นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และนายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออกต่างยอมรับว่าเป็นงานหนัก แต่ถือเป็นงานท้าทายในการผลักดันตัวเลขการส่งออกของไทยในปีนี้ให้ได้ตามเป้าหมายขยายตัวที่ 0-3% มูลค่า 177,841-183,176 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ดีจากแผนงานกิจกรรม/โครงการสนับสนุนการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์วางไว้แล้วกว่า 692 โครงการ บวกกับแผนงานเพิ่มเติมใหม่อีกกว่า 100 โครงการ แต่ในแง่งบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนเบื้องต้นประมาณ 2,900 ล้านบาทถือเป็นเม็ดเงินที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับแผนงานกิจกรรมที่มีอยู่ ซึ่งในภาวะการส่งออกที่ไม่ปกติเช่นนี้จะต้องได้รับงบประมาณ และใช้มาตรการที่เป็นยาแรงในการอัดฉีดเพื่อต่อสู้กับคู่แข่งขันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดใหม่ๆที่ถือเป็นความหวังและมีการแข่งขันที่สูง ดังนั้นหากแผนงานไม่ดีเพียงพอและไม่บรรลุผล รวมถึงมีงบหรือกระสุนไม่เพียงพอ โอกาสที่ฝันร้ายส่งออกไทยในปีนี้จะดิ่งเหวเหมือนในเดือนมกราคมก็มีสูง เอกชนผวาแห่ตั้งตัวเลขติดลบ ต่อการส่งออกเดือนมกราคม 2552 ที่ขยายตัวติดลบเป็นประวัติการณ์(-26%) ภาคเอกชนจากหลายองค์กรได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่ประเมินการส่งออกในไตรมาสแรกของปีนี้คงไม่อาจสวนกระแสเศรษฐกิจโลกได้ และจะยังคงขยายตัวในแดนลบ แต่หลังจากไตรมาสแรกแล้วยังคงต้องลุ้น ดร.ขัติยา ไกรกาญจน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กลุ่มสินค้าซึ่งมีมูลค่าการส่งออกรวมกันสัดส่วนกว่า 28% ของการส่งออกในภาพรวมของไทยในปีที่ผ่านมา มองว่า การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ในเดือนแรกของปีนี้ขยายตัวติดลบถึง 40% ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าขยายตัวติดลบ 30% เหตุผลหลักจากเศรษฐกิจโลก รวมถึงฐานตัวเลขการส่งออกในเดือนมกราคมของปี 2551 มีฐานตัวเลขที่สูง ดังนั้นตัวเลขการขยายตัวจึงดูติดลบมาก สำหรับภาพรวมการส่งออกครึ่งแรกของปีนี้ คาดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จะยังขยายตัวติดลบในอัตราที่ไม่แตกต่างจากเดือนมกราคม ส่วนครึ่งหลังจะโงหัวขึ้นบ้างเล็กน้อยซึ่งเป็นไปตามวัฏจักร แต่อัตราการขยายตัวคงไม่เท่ากับปีที่ผ่านมา ภาพรวมทั้งปีสินค้าทั้งสองกลุ่มนี้น่าจะติดลบมากกว่า 10% ซึ่งผู้ประกอบการทุกรายต้องประคองตัวเองให้ติดลบน้อยที่สุด ขณะที่นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กลุ่มสินค้าซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกกว่า 11% ของการส่งออกในภาพรวมของไทย กล่าวว่าเดือนมกราคมที่ผ่านมา สินค้ายานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบติดลบ 34% เป็นผลสืบเนื่องจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อทั่วโลกหดตัวอย่างรุนแรง สำหรับภาพรวมการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้ในช่วงครึ่งปีแรกคาดจะขยายตัวติดลบประมาณ 40% แต่ช่วงครึ่งปีหลังยังคงต้องลุ้น แต่หวังว่าจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในของแต่ละประเทศซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยจะสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคให้หันมาจับจ่ายใช้สอยดีขึ้น ดังนั้นจึงตั้งเป้าทั้งปี การส่งออกสินค้ากลุ่มนี้จะขยายตัวติดลบประมาณ 24% ส่วนนายวิชัย อัศรัสกร นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ(ไม่รวมการส่งออกทองคำ)ในช่วงไตรมาสแรกต่อเนื่องถึงไตรมาสที่สองของปีนี้คาดจะยังขยายตัวในแดนลบ ซึ่งผู้ประกอบการคงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อประคองตัวให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้ โดยหวังว่า ช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากผู้บริโภคเริ่มหายจากตื่นตระหนก และด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะทำให้เศรษฐกิจโลกเริ่มกลับมาฟื้นตัว และคนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น อย่างไรก็ดีทั้งปีนี้การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับยังตั้งเป้าส่งออกขยายตัวที่ 0% ด้านนายวัลลภ วิตนากร เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกเครื่องนุ่งห่ม (การ์เมนต์)เดือนมกราคม 2552 ขยายตัว 0.4 % ในภาพรวมเวลานี้ผู้ส่งออกรายใหญ่ 30 อันดับแรกไม่มีปัญหาเรื่องออร์เดอร์ เพราะส่วนใหญ่ได้รับคำสั่งซื้อโดยเต็มกำลังการผลิตไปถึงกลางปีแล้ว แต่ที่น่าเป็นห่วงคือผู้ผลิตรายเล็กที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป เริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง เพราะเวลานี้สถาบันการเงินปล่อยกู้ยาก เพราะกลัวความเสี่ยง ดังนั้นในภาพรวมปีนี้การส่งออกเครื่องนุ่งห่มของไทยน่าจะทรงตัวอยู่ในระดับเดียวกันปีที่แล้ว หรือขยายตัว 0%

source:ฐานเศรษฐกิจ ส่งออกใจชื้นทิศทางเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อ ชิงจังหวะเร่งตกลงออร์เดอร์คู่ค้า แบงก์ชาติออกตัวเข้าดูแลตามความจำเป็น เผยตั้งแต่ต้นปี 2552 จนถึงปัจจุบันบาทอ่อนค่าแล้ว 3% ขณะที่นักค้าเงินแจงตัวเลขบาทอ่อนน้อยกว่าสกุลเงินในภูมิภาคที่อ่อนค่าไปแล้วเกือบ 10% คาดได้เห็นค่าบาท 36.50-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯเร็วๆนี้ ด้าน รมว.คลัง 'กรณ์' ย้ำผลประชุมอาเซียนซัมมิท ชี้ประเทศในอาเซียนไม่แข่งลดค่าเงินเพื่อแข่งขันทางการค้า แนวโน้มสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2552 จนถึงปัจจุบัน และยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอีก โดยล่าสุด (3 มีนาคม) ค่าเงินบาททำสถิติใหม่อ่อนค่าที่สุดในรอบ 2 ปี โดยเปิดตลาดที่ระดับ 36.28-36.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนที่จะกลับมาแข็งค่าขึ้นและปิดตลาดที่ 36.16-36.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ 3 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการอ่อนค่าเงินบาท คือ 1. สกุลดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่า 2. สกุลเงินในภูมิภาคอ่อนค่า และ 3. ภาคส่งออกชะลอตัว ****อ่อน3%น้อยกว่าสกุลอื่น นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่า เป็นไปตามทิศทางค่าเงินสกุลอื่นๆในภูมิภาคประกอบกับค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้น โดยนับจากต้นปีถึงปัจจุบันค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลง 3.0% เงินริงกิต ประเทศมาเลเซียอ่อนค่าลง 6.0% และค่าเงินสกุลยูโรอ่อนค่าลง 1.25% เป็นต้น "ค่าเงินบาทที่ปรับตัวอ่อนค่าลงในระดับนี้ถือว่าเหมาะสมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่ที่มุมมองของแต่ละฝ่าย เพราะหากเป็นด้านผู้ส่งออกคงต้องการให้ค่าเงินปรับตัวอ่อนค่า ในขณะที่ด้านผู้นำเข้าก็คงต้องการให้ค่าเงินปรับตัวแข็งค่าขึ้น ดังนั้นการมองความเหมาะสมของค่าเงิน จึงขึ้นอยู่ที่ว่าใครต้องการอะไร อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ธปท.ได้เข้าไปดูแลค่าเงินตามความจำเป็น หากไม่มีปัญหาอะไรก็จะไม่เข้าไปดูแล " ทั้งนี้ มีรายงานถึงความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเพียง 3% นับจากต้นปี 2552 (เทียบต้นปี 2552 กับ3 มีนาคม 2552) ขณะที่ค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาคอ่อนค่าลงเกือบ 10% (ดูจากตารางประกอบ) เช่น วอน (เกาหลี) อ่อนค่า 21.45% รูเปีย (อินโดนีเซีย) อ่อนค่า 10.37% เยน (ญี่ปุ่น) อ่อนค่า 7.64% เป็นต้น ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธปท. กล่าวปาฐกถาพิเศษ "เรื่องแนวโน้มและความท้าทายเศรษฐกิจไทยปี 2552" เมื่อ 3 มีนาคม 2552 ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี ซึ่งจัดขึ้นที่สำนักงานภาคเหนือของธปท.ว่า ความไม่แน่นอนที่ต้องเผชิญใน 1-2 ปีข้างหน้าคือ การฟื้นตัวของระบบการเงินและเศรษฐกิจ โดยที่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าวิกฤติที่เกิดครั้งนี้จะยาวนานเพียงใด ซึ่งปัจจัยภายในประเทศขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ ความสามารถของภาครัฐที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งผูกโยงกับเสถียรภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นอุปสงค์ในประเทศ ****คลังย้ำไม่แข่งลดค่าเงิน นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ความเห็นถึงแนวโน้มค่าเงินบาทว่า เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียจะไม่ใช้นโยบายลดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อแข่งขันทางด้านการค้ากัน เพราะจะไม่ทำให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย และไม่ส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งจากการประชุมอาเซียนซัมมิทที่ผ่านมา ทุกฝ่ายจะต้องคำนึงถึงเรื่องนี้โดยให้เป็นข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่นำมาใช้การแข่งขันทางการค้า ขณะที่ก่อนหน้านี้ รมว.คลังกล่าวว่า ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะส่งผลดีต่อผู้ส่งออก รมว.คลังยังได้ให้ความเห็นถึง อัตราเงินเฟ้อเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งติดลบ 0.1% ต่อเนื่องจากที่อัตราเงินเฟ้อเดือนมกราคมติดลบ 0.4% ว่า อัตราเงินเฟ้อที่ติดลบในช่วงนี้อาจไม่สะท้อนกับความเป็นจริง เนื่องจากเป็นผลมาจากมาตรการลดค่าครองชีพ 5 มาตรการของรัฐบาล โดยเฉพาะลดค่าน้ำและค่าไฟ ซึ่งคาดว่าจะมีผลทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงถึงประมาณ 1% ดังนั้นหากไม่มีมาตรการนี้ เชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อจะไม่ติดลบอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามยอมรับว่าอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจทั่วโลกรวมทั้งเศรษฐกิจไทยได้ชะลอลงอย่างชัดเจน ****บาทจ่อ37บาทต่อดอลลาร์ จากการคาดการณ์แนวโน้มของค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หลายเสียงเชื่อว่าจะเห็นเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯที่ระดับ 36.50-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯในเร็วๆนี้ นายตรรก บุนนาค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่ระดับ 36 บาทกว่าๆ ขณะนี้ ก็ถือว่าเหมาะสมกับภาคส่งออกที่สามารถแข่งขัน แม้ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงอยู่ในระดับต้นๆในภูมิภาค เพราะการแข่งขันประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ค่าเงินอ่อนลงมากหรือน้อย แต่อยู่ที่ว่าค่าเงินมีเสถียรภาพหรือไม่ ที่ผ่านมาค่าเงินบาทค่อนข้างมีเสถียรภาพ ไม่ได้ไหลลงแรงเช่นเงินสกุลอื่นๆในภูมิภาค ดังนั้นผู้ส่งออกจึงสามารถโค้ดราคาสินค้าได้โดยไม่ต้องกังวลว่าค่าเงินจะผันผวนมาก ด้านบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ออกบทวิเคราะห์ "เงินบาทอ่อนค่าตามเงินสกุลในภูมิภาค" ชี้ว่า ในระยะอันใกล้มีความเป็นไปได้ที่เงินบาทอาจจะอ่อนค่าไปทดสอบระดับประมาณ 36.50-37.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ตามความเคลื่อนไหวของสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค ในขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังอาจได้รับแรงหนุนต่อเนื่องท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าทิศทางการอ่อนค่าของเงินบาทเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2552 แต่การเคลื่อนไหวของเงินบาทยังคงเป็นไปในลักษณะที่เกาะกลุ่มกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียที่ล้วนถูกกดดันจากแนวโน้มที่อ่อนแอทางเศรษฐกิจและภาคส่งออกที่ทรุดตัวลงตามภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก รวมทั้งปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและสกุลเงินภูมิภาค คือ การแข็งค่าของเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้จากต้นปี 2552 เงินบาทและสกุลเงินในภูมิภาคเคลื่อนไหวในทิศทางที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยดัชนีสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย (Bloomberg-JP Morgan Asia Dollar Index ) อ่อนค่าลงแล้วประมาณ 5.5% จากระดับสิ้นปี 2551 ขณะที่นักค้าเงินธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึง ค่าเงินบาท ปรับตัวแข็งค่าในช่วงปิดตลาด ส่วนหนึ่งมาจากที่นักลงทุนเทขายเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯออกมา เพื่อทำกำไรระยะสั้น หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาอนุมัติงบประมาณจำนวน 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อให้การช่วยเหลือเอไอจีหลังจากที่ได้ประกาศขาดทุนจำนวน 61,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯปรับตัวอ่อนค่าลง ขณะที่ค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งค่าเงินบาท และยุโรปรับตัวแข็งค่าขึ้น โดยเบื้องต้นคาดว่าค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งค่าเงินบาทจะปรับตัวแข็งค่าไปอีกระยะในช่วงสั้นๆ จากที่ยังมีการเทขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเก็งกำไร จากนั้นจึงจะปรับตัวอ่อนค่าลง ดร.ปิยะพันธ์ ทยานิธิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า ธนาคารได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2552 ลงเหลือ -2 ถึง 0% จากเดือนม.ค.ที่คาดไว้ที่ -1 ถึง -1.5% เป็นผลจากตัวเลขส่งออกเดือนม.ค.ที่ติดลบมากที่สุด ขณะที่เศรษฐกิจโลก ยุโรป และ จีน กับอินเดียมีแนวโน้มจะแย่ลงและจะปรับลดต่อไป รวมทั้งสถานการณ์สหรัฐอเมริกายังคงมีปัญหาการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยไตรมาส 4 ที่ยังติดลบมากกว่าคาดและจะส่งผลต่อการส่งออกของไทย ทั้งนี้สมมติฐานสำคัญที่จะช่วยเศรษฐกิจไม่ติดลบ 2%นั้นรัฐบาลต้องมีมากกว่ามาตรการ กระตุ้นที่ออกมาก่อนหน้า โดยเฉพาะการลงทุนจากภาครัฐที่ควรจะเข้ามาในไตรมาส 3 และไตรมาส 4ทั้งจ้างงานและการใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยเศรษฐกิจทั้งปีไม่ติดลบ แต่หากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลยหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกไปก่อนหน้าไม่มีประสิทธิผลหรือรัฐบาลไม่ใช้เงินตามแผนที่วางไว้มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะหดตัว-2% นายพงศ์พัฒน์ คุโรวาท เจ้าหน้าที่บริหารระดับ ASSISTANT VICE PRESIDENT ฝ่ายวิจัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มดอลลาร์สหรัฐฯยังแข็งค่า แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะมีปัญหาเนื่องจากสกุลดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลักที่ยังได้รับความเชื่อมั่นในระดับสูง แต่ระยะสั้นการที่เงินบาทอ่อนค่าอาจชดเชยมูลค่าการส่งออกที่หดตัวลง อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเงินบาทจะสนับสนุนภาคส่งออกได้ขึ้นกับค่าเงินของประเทศคู่ค้าด้วย ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตถึงการอ่อนค่าของเงินบาทในขณะนี้ว่า จะช่วยผู้ส่งออกได้บางส่วน โดยช่วยลดการเสียเปรียบในการแข่งขัน เพราะสกุลเงินอื่นในภูมิภาคเทียบดอลลาร์สหรัฐฯก็อ่อนค่าลงเช่นกัน ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าภายใต้ภาวะแวดล้อมปัจจุบันจะเห็นเงินบาทที่ระดับ 37 บาทภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ +++บาทอ่อนอานิสงส์ส่งออก นายไพบูลย์ พินิตกาญจนพันธุ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทย และกรรมการผู้จัดการ บริษัท พิโคที อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (บจก.)กล่าวว่า การอ่อนตัวของค่าเงินบาท ขณะนี้ ส่งผลให้สินค้าไทยขายง่ายขึ้น และมีราคาถูกลง รวมทั้งลดราคาให้กับลูกค้าและ ช่วยให้สามารถแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น ส่วนผู้ที่ได้รับอานิสงส์คือผู้ที่เจรจาตกลงรับออร์เดอร์กับลูกค้าได้ในช่วงนี้ เพราะเมื่อได้รับการชำระเงินก็จะมีรายได้รูปเงินบาทเพิ่มขึ้น ในส่วนของบริษัทพิโคทีฯ ซึ่งกำลังจะเจรจากับฝ่ายจัดซื้อสินค้าเฟอร์นิเจอร์ห้างวอล-มาร์ตเพื่อส่งออกไปวางจำหน่ายในหลายสาขาทั่วโลกในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ต่างเชื่อมั่นว่าจะทำให้สามารถเจรจาต่อรองราคากันง่ายขึ้น และมั่นใจว่าจะได้รับออร์เดอร์ในครั้งนี้ค่อนข้างมาก โดยระยะเริ่มต้นการสั่งซื้อคาดจะมีมูลค่าประมาณ 400-500 ล้านบาทต่อปี และหากสินค้าขายดี ก็มีโอกาสที่การสั่งซื้อจะสูงถึงปีละ 1,000-2,000 ล้านบาท ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เงินบาทที่อ่อนค่าจะทำให้การส่งออกรถยนต์ของไทยไปในทุกตลาดได้รับอานิสงส์ เพราะราคาจะถูกลง ส่วนรายได้รูปเงินบาทจะเพิ่มขึ้น สามารถชดเชยมูลค่าการส่งออกรถยนต์ที่หดตัวลงได้ ขณะเดียวกันหากเงินเยนแข็งค่ามากขึ้นอาจเป็นเหตุจูงใจให้ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตรถยนต์นั่งบางรุ่นมาไทยเหมือนในอดีตได้ ในครั้งนั้นญี่ปุ่นตัดสินใจย้ายการผลิตรถปิกอัพมาไทย เพราะทำให้มีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า จนทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถปิกอัพของโลกในปัจจุบัน ขณะที่ดร.ขัติยา ไกรกาญจน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส.อ.ท. กล่าวว่า เงินบาทที่อ่อนค่าลงถือเป็นปัจจัยบวกเพียงปัจจัยเดียวที่ช่วยสนับสนุนการส่งออกของไทยในเวลานี้ ซึ่งผู้ที่จะได้รับอานิสงส์ก็คือ ผู้ที่ทำสัญญารับออร์เดอร์ล่วงหน้า 1-2 เดือน เพราะเมื่อลูกค้าถึงกำหนดเวลาการชำระเงินประมาณเดือนเมษายน ผู้ประกอบการของไทยก็จะมีรายได้รูปเงินบาทที่เพิ่มขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลง +++ไทยไม่ได้เปรียบคู่แข่ง ด้านนางสมจินต์ เปล่งขำ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การที่เงินบาทอ่อนค่าลงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกของไทยในภาพรวม เพราะจะทำให้ส่งออกได้ดีขึ้น ราคาสินค้าจะถูกลง คู่ค้าจะซื้อของได้มากขึ้น และจะทำให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันแย่งชิงตลาดกันได้มากขึ้น อย่างไรก็ดีต้องพิจารณาด้วยว่า เงินบาทที่อ่อนค่าลงในครั้งนี้เป็นผลจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้นหรือไม่ หากค่าดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่า ก็จะทำให้เงินทุกสกุลที่อ้างอิงกับดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงด้วยเช่นกัน ซึ่งหากมาจากสาเหตุนี้การส่งออกของไทยก็ไม่ได้ประโยชน์มาก เพราะสินค้าประเทศอื่นก็จะถูกลงเช่นกัน " แต่ถ้าไม่ใช่สาเหตุจากดอลลาร์แข็ง เงินบาทเราอ่อนค่าลง ขณะที่คู่แข่งแข็งค่ากว่า เราก็จะได้ประโยชน์ ซึ่งต้องดูในรายละเอียดว่าเงินบาทอ่อนค่าเพราะอะไร แต่ทั้งนี้เงินบาทที่อ่อนค่าลงทุกครั้งจะสร้างความพอใจให้กับผู้ส่งออกของไทยมาก"

source:ประชาชาติธุรกิจ "ในวิกฤตย่อมมีโอกาส" นั่นเป็นคำพูดของ "บ๊อบ เทอร์เนอร์"ผู้จัดการทั่วไปของ บริษัท เคอรี่ ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งดูแลสายงานทางด้านขนส่งด่วน หรือ Kerry Express เพราะหลังการเปิดให้บริการขนส่งด่วนสินค้า ขนาดเล็กที่มีน้ำหนักไม่เกิน 30 กิโลกรัม เพียง 2 ปี มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลกระทบต่อยอดการให้บริการของเคอรี่ แต่กลับมีลูกค้าเดินเข้ามาขอใช้บริการมากขึ้น เพราะการว่าจ้างบริษัทภายนอกเป็นผู้ดำเนินการขนส่งสินค้าให้ มีราคาถูกกว่าการที่ลูกค้า ทำเอง และสามารถส่งมอบสินค้าถึงมือลูกค้าปลายทางได้ในเวลาที่รวดเร็ว หมายถึงผู้ผลิตสินค้าสามารถเก็บเงินค่าสินค้าได้เร็วยิ่งขึ้น นั่นเป็นประเด็นสำคัญ โดยในรถ 1 คันจะใส่สินค้าของลูกค้าหลายรายรวมกันในเส้นทางเดียวกันจะทำให้ต้นทุนค่าขนส่งถูกลง ดังนั้นปีนี้เคอรี่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 15% เสียบช่องว่างไปรษณีย์ไทย สิ่งที่เคอรี่มีและถือว่าแตกต่างจากบริษัทผู้ให้บริการขนส่งด่วนรายอื่นๆ คือเคอรี่ลงทุนให้ความสำคัญในการให้บริการทั้ง 6 จังหวัดทั่วไทย ไม่ได้เน้นเฉพาะหัวเมืองหลักอย่างที่บริษัทใหญ่ดำเนินการ เคอรี่ทำงานเหมือนกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยเข้าไปจัดส่งทุกอำเภอ รวมทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีปัญหา ธุรกิจที่เคอรี่ทำเหมือนบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด คือจัดส่งของ แต่จุดสำคัญคือตลาดในเมืองไทยจะมีลูกค้าระดับพรีเมี่ยมค่อนข้างมากที่ต้องการจัดส่งถึงมือลูกค้าปลายทางในวันรุ่งขึ้น ณ ปัจจุบันไปรษณีย์ไทยทำไม่ได้ เรามีลูกค้าหลายรายใน มือ เช่น พวกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้กับ ตู้ ATM เมื่อตู้ ATM เสียต้องจัดส่งไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ หรือเครื่องถ่ายเอกสารเสีย ต้องส่งชิ้นส่วนบางอย่างไปซ่อมให้เร็วที่สุด และเคอรี่มีการรายงานผลสถานะการจัดส่งตั้งแต่รับสินค้าจนถึงมือลูกค้าปลายทาง โดยลูกค้าสามารถกรอกรหัสและเข้าดึงรายละเอียดออกมาพิจารณาได้ว่า รถออกจาก กทม.เวลาอะไร ส่งของถึง ผู้รับปลายทางเวลาอะไร รวมถึงเหตุผลที่ไม่สามารถจัดส่งตามที่ลูกค้าต้องการ โดยจะแยกเป็น 3 กรณี 1.เป็นความผิดของผู้ส่งสินค้า 2.ความผิดของเคอรี่เอง และ 3.ผู้รับปลายทางเป็น ผู้ก่อให้เกิดความผิดพลาดนั้น เช่น ไม่อยู่บ้าน ลูกค้าสามารถเข้าตรวจสอบเองได้ นอกจากนี้ เวลาไปส่งของ บางครั้ง ต้องเก็บเงินสดค่าสินค้าด้วย ปัญหาคือลูกค้าปลายทางไม่มีเงิน ข้อตกลง ถ้าลูกค้าไม่จ่ายเงินก็ไม่ส่งของให้ ถ้าจะให้ส่งของ เราต้องได้รับการอนุมัติจาก เจ้าของสินค้าก่อน ลูกค้าของเคอรี่มีหลากหลาย ทั้งเจ้าของผู้ผลิตสินค้าโดยตรง รวมถึงผู้ให้บริการขนส่งด่วน 3 รายใหญ่ ทั้ง DHL Fedx และ UPS ซึ่งจะว่าจ้างเคอรี่ให้ส่งสินค้าไปยังลูกค้ารายปลายทาง บริการใหม่ Forward Stock เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ทางบริษัทได้เปิดให้บริการใหม่ เรียกว่า "Forward Stock" โดยบริษัทเล็งเห็นว่าปัจจุบันมีผู้ผลิตสินค้าหลายรายไม่สามารถส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าในต่างจังหวัดได้กับความต้องการของลูกค้า เพราะผู้ผลิตส่วนใหญ่มักสร้างคลังสินค้าไว้ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ทำให้ต้องใช้เวลาในการจัดส่ง 2-3 วัน ดังนั้นทางเคอรี่จึงมีแผนการลงทุนจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าในจังหวัดต่างๆ ขึ้น โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีลงไป ขณะนี้เริ่มดำเนินการแล้วใน 2 จังหวัด คือขอนแก่นและนครราชสีมา โดยที่โคราชมีแผนจะขยายค่อนข้างใหญ่ และในอนาคตมีแผนจะจัดตั้งเพิ่มใน 3 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครสวรรค์ และพิษณุโลก ทั้งนี้ ตามแผนเบื้องต้น ทางเคอรี่อาจจะยังไม่จัดตั้งเป็นศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ แต่จะทำในลักษณะ cross dock 20 จุด ก่อนจะขยับขยายทำเป็นคลังสินค้าขนาดประมาณ 30 ตร.ม. สามารถดูแลการทำงาน pick pack เพื่อรับและกระจายสินค้าไป จัดส่งทันที โดยใช้รถ 6 ล้อขนสินค้าของลูกค้าหลายรายไปส่งพร้อมกัน "การที่เราเอาสินค้าที่เก็บไว้ในกรุงเทพฯไปใกล้ผู้รับปลายทางในต่างจังหวัด ลูกค้าสามารถเดินเข้าไปรับสินค้าได้เลยโดยไม่ต้องรอถึงวันพรุ่งนี้ และบางทีการสั่งของจาก กทม.ไปต้องใช้เวลา 3 วันถึงจะได้ และในเรื่องขั้นตอนระยะเวลาสั่งของจะเพิ่มขึ้น จากที่ต้องสั่งภายใน 15.00 น. อาจจะเป็น 20.00 น. ปัญหาหลักขาดแคลนมืออาชีพ ปัจจุบันทางเคอรี่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากรมาก โดยบุคลากร 200 คนที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับอัตราการขยายตัวของงานที่เพิ่มขึ้น จนถึงขั้นที่เราต้องหยุดรับงาน เพราะเมื่อรับงานเพิ่มขึ้น คุณภาพการให้บริการลดลงถึง 0.2% ซึ่งถือเป็นตัวเลขค่อนข้างมากในสายตาของเรา และบริษัทไม่มีนโยบายจ้างพนักงานชั่วคราว เพราะต้องการจะได้คนคุณภาพ ต้องให้ความจริงใจกับพนักงานก่อน ในบริษัทเราไม่ได้มองว่าคุณจบปริญญาตรี จบ ปวส. อย่างหนึ่งที่เรามอง คือเราอยากได้คนที่อยากจะทำงานและพร้อมที่จะ เรียนรู้ สำหรับการขนส่งด่วนระหว่างประเทศ ในฐานะที่ประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อกับประเทศต่างๆ ในเขตภูมิภาคอาเซียน จีน ลาว กัมพูชา เวียดนาม เคอรี่จะเน้นให้บริการขนส่งด่วนทางถนน หรือ "Kerry Asia Road" ซึ่งอาจจะ แตกต่างจากบริษัทอื่นที่ทำธุรกิจขนส่ง ด่วนทั่วไปที่มักนิยมขนส่งทางเครื่องบิน และทางเรือ

source:โพสต์ทูเดย์ หลังจบเวทีประชุมผู้นำอาเซียนไป ทำให้ได้รู้มากขึ้นว่า ไม่เฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและเล็ก หรือเอสเอ็มอี ในบ้านเราเท่านั้นที่อาการเข้าขั้นโคม่า จากข้อมูลที่เหล่ารัฐมนตรีเศรษฐกิจและผู้นำชาติสมาชิกอาเซียนแต่ละชาตินำมาถกกันบนโต๊ะประชุม ซึ่งก็รวมถึงรัฐบาลไทยด้วย ได้สะท้อนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเอสเอ็มอีให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่า บอบช้ำรุนแรงกันถ้วนทั่ว ที่ล้มหาย เจ๊งระเนระนาดไป ก็มิใช่น้อย เมื่อสถานการณ์ของเอสเอ็มอีเลวร้ายลงเรื่อยๆ แบบนี้ คำถามก็คือ จะต้องให้รออีกนานแค่ไหน รัฐบาลจึงจะตื่นเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ยิ่งปล่อยนานวัน ปัญหายิ่งหมักหมมมากขึ้นทุกวัน ความยากในการแก้ปัญหาก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว จากปัจจัยลบแวดล้อมที่ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ ประเมินได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ตัวเลขส่งออก ตัวเลขเงินเฟ้อ ทุกตัวเลขล้วนติดลบหมด ขณะนี้นโยบายเพื่อเยียวยาธุรกิจเอสเอ็มอียังกระจัดกระจายไปตามหน่วยงานของกระทรวงเศรษฐกิจ ซึ่งโดยมากแก้ปัญหาไม่ตรงจุด และเข้าไม่ถึงปัญหาที่แท้จริง เพราะยังหลงทิศไปมุ่งแก้กันแต่ที่ปลายเหตุ ด้วยการแข่งกัน จัดหลักสูตรอบรมเสริมความรู้ ตามด้วยมาตรการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เพื่อลดต้นทุนการผลิต เฉพาะมาตรการหลังนี้ถึงกับทำให้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอดรนทนไม่ไหว จน ต้องเขียนจดหมายมาระบายความคับแค้นใจถึงโพสต์ทูเดย์ เพราะอ่านข่าวพบว่าหน่วยงานรัฐประกาศเปิดให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการที่กำลังประสบปัญหา สามารถเข้าไปขอความช่วยเหลือได้ตลอด ปรากฏว่าพอเดินเข้าไปหา บ้างก็โทรศัพท์เข้าไปสอบถามขอคำแนะนำก่อน คำตอบที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่รัฐล้วนคล้ายคลึงกัน แม้จะต่างองค์กรกันก็ตาม นั่นก็คือ แนะให้ปรับเปลี่ยนเปลี่ยนเครื่องจักรก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิต จึงไม่แปลกที่ผู้ประกอบการจะอดคิดไม่ได้ว่า ตกลงคนที่ให้คำแนะนำเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเซลส์ช่วยขายเครื่องจักร แน่นอนว่า ใครๆ ก็อยากได้เครื่องจักรใหม่กันทุกคนนั่นแหละ แต่ปัญหาคือ จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อ ลำพังเงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจเพื่อความอยู่รอดในแต่ละวันก็เบียดบังเงินเก่าเก็บมาใช้อยู่แล้ว เพราะผลกำไรหดหายจนแทบไม่เหลือ ฉะนั้น เรื่องกู้เงินสร้างหนี้เพิ่มจึงไม่ต้องไปพูดถึงให้เสียเวลา ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้สถาบันการเงินเอกชนหวงเงินกู้อย่างกับอะไรดี เพราะทุกสถาบันการเงินต่างก็กลัวปัญหาหนี้เสียกันทั้งนั้น จะเหลือก็แต่เงินกู้นอกระบบที่ไม่ควรเข้าไปพึ่งพิงอย่างเด็ดขาด เว้นก็แต่รัฐบาลจะขันอาสาหาเงินปลอดดอกเบี้ย หรืออย่างน้อยก็ต้องกดดอกเบี้ยให้ต่ำที่สุดมาเสนอให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีถึงจะมีโอกาสได้สัมผัสเงินกู้ในเวลานี้ ดังนั้น เมื่อมาตรการที่แล้วๆ มาเดินผิดทางมาตลอด ก็น่าจะต้องสังคายนากันใหม่สักรอบ ตัวนำหลักที่ควรอย่างยิ่งต้องโดดลงมาเป็นเจ้าภาพบริหารจัดการ ตลอดจนทำหน้าที่ เชื่อมโยงสายป่านจากนโยบายรัฐบาลให้ถึง ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็คือ รมว.อุตสาหกรรม ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง ในฐานะเจ้ากระทรวงหลัก ต้นทางที่ต้องดูแลกลุ่มผู้ประกอบการโดยตรง อย่ามัวแต่เป็นธุระช่วยอุตสาหกรรมใหญ่ค่ายรถยนต์เพียงกลุ่มเดียว ต้องเกลี่ยความช่วยเหลือให้ถึงรายย่อยอย่างเอสเอ็มอีให้เท่าเทียมด้วย เพราะเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นคนไทยแทบทั้งสิ้น ถ้าไม่ให้ความสำคัญ ปล่อยให้เจ๊งปิดกิจการไปหมด ภาคธุรกิจไทยก็จะหวนกลับไปสู่วัฏจักรแบบเก่าๆ คือ เป็นลูกจ้างต่างชาติหมด ไม่มีโอกาสเป็นเถ้าแก่ในประเทศตัวเอง ในส่วนกระทรวงเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ก็ควรทำหน้าที่ในการประสานงานให้นโยบายเป็นไปในแนวทางเดียวกัน งบประมาณที่นำมาใช้จะได้คุ้มค่า ประเภทไปเช่าโรงแรมหรูจัดสัมมนา แล้วเชิญวิทยากรมาบอกให้ผู้ประกอบการช่วยเหลือตัวเอง เพราะวิทยากรก็หมดปัญญาจะแนะนำแล้ว แบบนั้นผู้ประกอบการเขาคิดได้เองอยู่แล้ว ทางที่ดีประหยัดงบไว้ทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์กว่านี้จะดีกว่า เสียดายภาษีประชาชน นับจากวันนี้ไปก็หวังว่าข้อมูลที่รัฐบาลได้จากเวทีอาเซียนตลอดการประชุม 3 วันที่ ผ่านมา และข้อมูลจากผู้ประกอบการในประเทศ จะสามารถกระตุ้นให้รัฐบาลหันกลับมาเหลียวแลกลุ่มเอสเอ็มอีอย่างจริงจัง นำมาซึ่งมาตรการดูแลเอสเอ็มอีอย่างเป็นระบบ ตรงประเด็น เข้าถึงปัญหา สามารถทำได้จริงในทางปฏิบัติ อย่างน้อยก็หาช่องให้เอสเอ็มอีได้อยู่รอด ผ่านวิกฤตรอบนี้ไปให้ได้

source:กรุงเทพธุรกิจ การบินไทยตั้งเป้านำเครื่องขนสินค้ามาให้บริการในปี 2553 หวังสร้างรายได้เพิ่มปีละ 2.4 หมื่นล้าน เร่งศึกษา 4 ทางเลือกก่อนเสนอบอร์ดพิจารณา นายพฤทธิ์ บุปผาคำ กรรมการผู้จัดการฝ่ายการพาณิชย์สินค้าและไปรษณียภัณฑ์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้จะหารือกับบริษัทโบอิง เพื่อพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมในการนำเครื่องบินขนส่งสินค้า หรือ FREIGHTER มาให้บริการในปี 2553 โดยในเบื้องต้นอยู่ระหว่างพิจารณา 4 ทางเลือก คือ 1.การนำเครื่องบินโบอิง 747-400 ที่มีอยู่ ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ใช้งานมานาน มาดัดแปลงเป็นเครื่องบินขนส่งสินค้า ซึ่งจะใช้เงินประมาณ 20 ล้านดอลลาร์ ในการปรับปรุงเครื่อง 2.การเช่าเครื่องบินขนส่งสินค้ารุ่นเก่าที่มีอยู่ในท้องตลาดจากผู้ผลิตโดยตรง 3.การสั่งซื้อเครื่องบินขนส่งสินค้าโดยเฉพาะ คือ เครื่องบินโบอิง 777-200 ลำละประมาณ 150 ล้านดอลลาร์ และ 4.การเช่าเครื่องบินรุ่นใหม่จากสายการบินต่างๆ ที่มีอยู่ในตลาด โดยคาดว่าภายใน 2 เดือนจะมีความชัดเจน และจะเสนอให้คณะกรรมการการบินไทยพิจารณาต่อไป “ที่ต้องนำเครื่องบินขนส่งสินค้ามาให้บริการ เพราะแต่ละปี ปริมาณสินค้าที่ขนส่งทางอากาศของไทย ทั้งสินค้านำเข้าและส่งออก มูลค่าสูงถึง 1 ล้านตัน แต่เรามีส่วนแบ่งตลาดแค่ 1 แสนตัน เพราะเป็นการขนส่ง โดยใช้พื้นที่ระวางใต้ท้องเครื่องบิน และแต่ละเที่ยวบินจะขนส่งได้ประมาณ 10-14 ตัน ประกอบกับธุรกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในอนาคต คาดว่าการนำเครื่องบินขนส่งสินค้ามาให้บริการ จะช่วยให้รายได้ส่วนนี้เพิ่มขึ้นเป็นปีละ 2.4 หมื่นล้านบาท จากเดิม 2 หมื่นล้านบาท" นายพฤทธิ์ กล่าว แหล่งข่าวจากการบินไทย กล่าวว่า อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร หรือ CABIN FACTOR ในเดือนก.พ. ที่ผ่านมา อยู่ในระดับ 77.4% สูงกว่าประมาณการ ซึ่งตั้งไว้ที่ 73% โดยเป็นผลจากปริมาณผู้โดยสารในเส้นทางยุโรปเพิ่มขึ้น และคาดว่าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2552 อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ยจะสูงกว่า 75% ตามที่ประมาณการไว้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าปริมาณผู้โดยสารของการบินไทยเริ่มจะฟื้นตัว โดยคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น

source:กรุงเทพธุรกิจ ครม.ตีกลับร่าง พ.ร.บ.คลังสินค้าฯ ชี้ธุรกิจเอกชน มีขั้นตอนทำธุรกิจยุ่งยากมากขึ้น กระทบศูนย์กระจายสินค้าและระบบโลจิสติกส์ นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ครม.ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.คลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น พ.ศ...ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยตั้งข้อสังเกตว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว อาจมีผลกระทบและสร้างภาระให้ธุรกิจเอกชน ที่มีการจัดเก็บสินค้าครบวงจรได้ เช่น เครือปูนซิเมนต์ไทย และห้างค้าปลีกเทสโก้-โลตัส เพราะร่าง พ.ร.บ.กำหนดให้ผู้ประกอบการ ต้องแจ้งไปยังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้มีการออกใบประทวนสินค้า ทำให้การดำเนินการของผู้ประกอบการ มีขั้นตอนการดำเนินการที่ยุ่งยากมากขึ้น ครม.จึงสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์นำกลับไปหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ก่อนเสนอกลับมาให้ ครม.พิจารณาอีกครั้งใน 1-2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม กรณีที่ร่าง พ.ร.บ.กำหนดให้ผู้ประกอบการ ต้องขอให้กระทรวงพาณิชย์ออกใบประทวนสินค้านั้น ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจเอกชนเอง เนื่องจากผู้ประกอบการสามารถนำใบประทวนสินค้าดังกล่าว ไปใช้ค้ำประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงิน เพื่อเสริมสภาพคล่องได้ แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ให้เหตุผลการเสนอร่าง พ.ร.บ.คลังสินค้าฯ ว่า เนื่องจากกิจการคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น มีความสำคัญและจำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และมีผลกระทบต่อประชาชนผู้ฝากสินค้า ซึ่งกิจการเหล่านี้มีการออกใบรับของคลังสินค้าและใบประทวนสินค้า เพื่อโอนสินค้าหรือจำนำสินค้า หากผู้ประกอบการมีพฤติกรรมไม่สุจริต จะทำให้ผู้รับฝากหรือผู้ทรงใบรับของคลังสินค้า ผู้รับจำนำสินค้าหรือผู้ทรงใบประทวนสินค้า ได้รับความเสียหายจากการไม่ได้รับสินค้า หรือสินค้าชำรุด ทำให้รัฐบาลต้องเข้าไปกำกับดูแลการประกอบกิจการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยไม่เห็นด้วย กับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยเฉพาะในประเด็นการใช้บังคับกับคลังสินค้าทุกประเภท ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจศูนย์กระจายสินค้า ที่มีลักษณะการจัดเก็บสินค้าเป็นเวลาสั้นๆ สร้างความยุ่งยากต่อการดำเนินธุรกิจและระบบโลจิสติกส์อย่างมาก แหล่งข่าวจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท.ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ โดยไม่ต้องการให้คลังสินค้า ไซโล ของภาคเอกชนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ เพราะในข้อกฎหมายได้กำหนดให้เจ้าของคลังสินค้า ไซโล ต้องแจ้งปริมาณ พื้นที่ ในการเก็บสินค้า ซึ่งข้อมูลเหล่านี้บางส่วนเป็นความลับทางธุรกิจ หากรั่วไหลถึงคู่แข่ง จะมีปัญหากระทบกับการทำธุรกิจได้ นายพฤทธิ์ บุปผาคำ กรรมการผู้จัดการฝ่ายการพาณิชย์สินค้าและไปรษณียภัณฑ์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้จะหารือกับบริษัทโบอิง เพื่อพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมในการนำเครื่องบินขนส่งสินค้า หรือ FREIGHTER มาให้บริการในปี 2553 โดยในเบื้องต้นอยู่ระหว่างพิจารณา 4 ทางเลือก คือ 1.การนำเครื่องบินโบอิง 747-400 ที่มีอยู่ ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ใช้งานมานาน มาดัดแปลงเป็นเครื่องบินขนส่งสินค้า ซึ่งจะใช้เงินประมาณ 20 ล้านดอลลาร์ ในการปรับปรุงเครื่อง 2.การเช่าเครื่องบินขนส่งสินค้ารุ่นเก่าที่มีอยู่ในท้องตลาดจากผู้ผลิตโดยตรง 3.การสั่งซื้อเครื่องบินขนส่งสินค้าโดยเฉพาะ คือ เครื่องบินโบอิง 777-200 ลำละประมาณ 150 ล้านดอลลาร์ และ 4.การเช่าเครื่องบินรุ่นใหม่จากสายการบินต่างๆ ที่มีอยู่ในตลาด โดยคาดว่าภายใน 2 เดือนจะมีความชัดเจน และจะเสนอให้คณะกรรมการการบินไทยพิจารณาต่อไป “ที่ต้องนำเครื่องบินขนส่งสินค้ามาให้บริการ เพราะแต่ละปี ปริมาณสินค้าที่ขนส่งทางอากาศของไทย ทั้งสินค้านำเข้าและส่งออก มูลค่าสูงถึง 1 ล้านตัน แต่เรามีส่วนแบ่งตลาดแค่ 1 แสนตัน เพราะเป็นการขนส่ง โดยใช้พื้นที่ระวางใต้ท้องเครื่องบิน และแต่ละเที่ยวบินจะขนส่งได้ประมาณ 10-14 ตัน ประกอบกับธุรกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในอนาคต คาดว่าการนำเครื่องบินขนส่งสินค้ามาให้บริการ จะช่วยให้รายได้ส่วนนี้เพิ่มขึ้นเป็นปีละ 2.4 หมื่นล้านบาท จากเดิม 2 หมื่นล้านบาท" นายพฤทธิ์ กล่าว แหล่งข่าวจากการบินไทย กล่าวว่า อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร หรือ CABIN FACTOR ในเดือนก.พ. ที่ผ่านมา อยู่ในระดับ 77.4% สูงกว่าประมาณการ ซึ่งตั้งไว้ที่ 73% โดยเป็นผลจากปริมาณผู้โดยสารในเส้นทางยุโรปเพิ่มขึ้น และคาดว่าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2552 อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ยจะสูงกว่า 75% ตามที่ประมาณการไว้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าปริมาณผู้โดยสารของการบินไทยเริ่มจะฟื้นตัว โดยคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น

source:กรุงเทพธุรกิจ นายกฯร่วมถกครม.เศรษฐกิจวันนี้ หามาตรการช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ ในวันนี้ (4 มี.ค.) จะมีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ชุดใหม่นัดแรก โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งจะมีการหารือถึงความช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ ที่จะเข้าสู่ ครม.เศรษฐกิจวันนี้ รวมถึงแนวโน้มการลงทุน ปี 52 สำหรับการพิจารณามาตรการให้ความช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ ตามที่ 4 องค์กรหลักเสนอ คือ ให้ลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 3% ซึ่งจะทำให้มียอดจำหน่ายรถเพิ่มขึ้น และเกิดการจ้างงานต่อไป นอกจานี้ ผู้ประกอบการยังต้องการให้รัฐบาลส่งเสริมมาตรการด้านการเงิน โดยเฉพาะให้ธนาคารของรัฐหาวงเงินมาปล่อยสินเชื่อ เสริมสภาพคล่องให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ขนาดเล็ก ที่กำลังประสบปัญหา อีกทั้ง ต้องการให้รัฐบาลอนุมัติแผนเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ในกลุ่มรถยนต์ ด้วยการจัดสรรงบประมาณ ให้ภาคเอกชนนำไปใช้ ในโครงการระหว่างที่ค่ายรถยนต์มีการลดกำลังการผลิต และให้รัฐบาลกำหนดให้มีการผลิตรถเมล์ของ ขสมก. ที่เคยเช่าจากต่างประเทศให้หันมาผลิตในไทยแทน ด้านนายประสาทศิลป์ อ่อนอรรถ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย กล่าวว่า ข้อเสนอเร่งด่วนที่สมาคมต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือมากที่สุด คือ สนับสนุนงบประมาณ 800 ล้านบาท เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานในภาคอุตสาหกรรมรวมทั้งการชะลอเลิกจ้าง เนื่องจากขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจส่งผลให้อุตสาหกรรมต้องเลิกจ้าง อย่างไรก็ตามคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวกลางปี ซึ่งหากเศรษฐกิจฟื้นตัว อุตสาหกรรมยานยนต์ก็จะเริ่มฟื้นตัวตาม และหากไม่รักษาแรงงานฝีมือเหล่านี้ไว้จะทำให้อุตสาหกรรมนี้พัฒนาไม่ทันประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับข้อเสนอที่ในการลดภาษีสรรพสามิตรนั้น นายประสาทศิลป์ ไม่คาดหวังนัก เนื่องจากเศรษฐกิจยังชะลอตัว การจัดลดภาษีมีผลต่อการจัดเก็บรายได้ของประเทศ อย่างไรก็ตาม หากข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับอนุมัติจากครม. สมาคมจะกลับไปหารืออีกครั้งถึงแนวทางการดำเนินการ โดยอาจจะมีการหารือกับนายนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี หรือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ถึงแนวทางการช่วยเหลือต่อไป

source:มติชน สศค.ออกบทวิเคราะห์คาดเศรษฐกิจไทยหดตัวสูง 3 ไตรมาสแรกปีนี้ เหตุส่งออกดิ่งเหว จี้ดูแลค่าบาทไม่ให้เสียเปรียบ ด้านตัวเลขเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง 2 เดือน ผลพวงราคาขายปลีกน้ำมันปรับราคาสูงขึ้น รัฐบาลปรับ 6 มาตรการ 6 เดือน ปลัดพาณิชย์ ยันยังไม่เกิดเงินฝืด ต้องติดลบต่อเนื่อง 6 เดือนก่อน คงคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปี 0-0.5% รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง แจ้งว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้เสนอบทวิเคราะห์เรื่อง "วิกฤติการณ์การส่งออก และนำเข้าสินค้าและผลต่อเศรษฐกิจ" โดยระบุว่า สิ่งที่ควรจับตาดูต่อไปในระยะอันใกล้คือ สศค.คาดว่า ในช่วง 6-9 เดือนของปี 2552 มูลค่าส่งออกน่าจะหดตัวต่อเนื่องตามอุปสงค์ของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัว จึงมีโอกาสสูงมากที่อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย จะยังคงหดตัวในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2552 ดังนั้น ยุทธศาสตร์ด้านการส่งออก นอกจากจะเร่งหาตลาดใหม่ เพิ่มปริมาณการค้าภายในภูมิภาคแล้ว ยังต้องดูแลเรื่องค่าเงินบาท มิให้เสียเปรียบคู่แข่ง และสนับสนุนให้ประเทศในภูมิภาคร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจในภูมิภาค ทั้งนี้ สศค.ระบุว่า การที่อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) ในไตรมาส 4 ปี 2551 หดตัว -4.3% ต่อปี มีสาเหตุหลักมาจากการหดตัวของภาคการส่งออกสินค้าและบริการถึง -8.6% ต่อปี โดยในเดือนมกราคม 2552 มูลค่าสินค้าส่งออกหดตัว -26.5% ต่อปี ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ ในขณะที่มูลค่าสินค้านำเข้า หดตัว -37.6% ต่อปี ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 1,377 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) เดือนกุมภาพันธ์ 2552 เท่ากับ 103.1 สูงขึ้น 1% จากเดือนมกราคม 2552 แต่ติดลบ 0.1% เทียบเดือนกุมภาพันธ์ 2551 เป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง ทำให้เฉลี่ย 2 เดือนเงินเฟ้อติดลบ 0.3% สาเหตุเพราะราคาขายปลีกน้ำมันปรับราคาสูงขึ้น รัฐบาลปรับ 6 มาตรการ 6 เดือนสำหรับค่ากระแสไฟฟ้าและค่าน้ำประปาใหม่ลดการอุดหนุนลง ส่งผลให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากมาตรการเดิม รวมทั้งราคาอาหารสดประเภทเนื้อสัตว์ ปลา สัตว์น้ำ ผลไม้สด และเครื่องปรุงอาหารมีราคาสูงขึ้น ขณะที่ราคาสินค้าบางรายการลดลงโดยเฉพาะผักสด ลดลง 13.9% ข้าวสารเจ้า ลดลง 0.1% ไข่ ลดลง 2.5% ทำให้เทียบเดือนเดียวกันกับปีก่อนเงินเฟ้อจึงลดลง "แม้เงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง 2 เดือน แต่ก็ยังไม่ใช่ภาวะเงินฝืด เพราะเงินเฟ้อที่ติดลบมาจากราคาสินค้าที่ลดลงตามฤดูกาล ตามหลักหากเกิดภาวะเงินฝืดเงินเฟ้อต้องติดลบต่อเนื่อง 6 เดือน กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปี 0-0.5%" นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่อง 2 เดือน เป็นผลกระทบจากปัญหาในไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา ขณะที่การใช้จ่ายงบฯกลางปี จำนวน 1.167 แสนล้านบาท ยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ แต่เชื่อว่าหลังจากมีเงินจากมาตรการกระตุ้นอัดฉีดลงไปแล้ว สถานการณ์ต่างๆจะดีขึ้น ในการประชุมคณะกรรมการคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ในวันที่ 4 มีนาคม กระทรวงการคลังจะนำตัวเลขการเบิกจ่ายงบประมาณของส่วนราชการต่างๆ เพื่อเร่งรัดการใช้งบฯที่ยังค้างท่อให้หมดโดยเร็ว