Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with ID: 62

source:ฐานเศรษฐกิจ สถานการณ์ใช้ก๊าซหุงต้ม ส่งสัญญาณค่อนข้างดี ก.พ.ไม่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ ภาคขนส่งหันไปใช้น้ำมันแทน แถมปิโตรเคมีอยู่ช่วงขาลง ใช้เป็นวัตถุดิบในโรงงานน้อย แต่ให้จับตาไตรมาส 3 หลังเศรษฐกิจฟื้น ยอดการนำเข้าทะลักอีก รองรับปิโตรเคมีที่กลับมา ส่วนเงินที่ปตท.แบกรับจากการนำเข้าครบ 10,000 ล้านบาท ขอทยอยจ่าย หลังรัฐบาลตัดสินใจขึ้นราคาแอลพีจี แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงสถานการณ์การใช้ก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยราคานำมันดิบเวสต์เท็กซัส ปรับตัวมาอยู่ที่ระดับ 36 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่ 64 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดีเซล 50ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ประกอบกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอยู่ในภาวะขาลง ได้ส่งผลให้สถานการณ์การใช้ก๊าซหุงต้มของประเทศอยู่ในภาวะที่ดีขึ้นจากปีก่อนที่มีการนำเข้ามาถึง 446,414 ตัน ทั้งนี้ จะเห็นได้จากในช่วงเดือนมกราคม 2552 มีการนำเข้าก๊าซหุงต้มอยู่ในระดับ 17,000 ตันต่อเดือนเท่านั้น ในขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ ไม่มีการนำเข้าแต่อย่างใด จากที่ประมาณการไว้ว่าจะนำ 26,000 ตันต่อเดือน และจะไปนำเข้าอีกครั้งในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2552 อีกในระดับ 22,000 ตันต่อเดือน และคาดว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ยาวไปจนถึงสิ้นสุดในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดการประมาททางกรมธุรกิจพลังงานและบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)(บมจ.) จะร่วมกันวางแผนติดตามสถานการณ์การใช้ก๊าซหุงต้มทุกๆ 2 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลน สำหรับปริมาณการใช้ก๊าซหุงต้มที่ลดลงนี้ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากกลุ่มผู้ใช้ภาคขนส่ง ได้หันไปใช้น้ำมันเพิ่มมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากยอดการใช้น้ำมันดีเซลในเดือนมกราคม เพิ่มขึ้นถึง 55 ล้านลิตรต่อเดือน เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2551 อยู่แค่เพียง 52.7 ล้านลิตรต่อเดือน น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 เดือนมกราคมอยู่ที่ 8.56 ล้านลิตรต่อเดือน ขณะที่เดือนธันวาคม 2551 อยู่ที่ 8.31 ล้านลิตรต่อเดือน แก๊สโซฮอล์ 91 ในเดือนมกราคมอยู่ที่ 3.87 ล้านลิตรต่อเดือน ส่วนเดือนธันวาคม 2551 อยู่ที่ 3.76 ล้านลิตรต่อเดือน เป็นต้น ประกอบกับการใช้ก๊าซหุงต้ม ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งในปี 2551 ที่ผ่านมา เคยใช้อยู่ในระดับเฉลี่ยประมาณ 90,000- 100,000 ตันต่อเดือน และเคยขึ้นไปสูงสุดถึง 112,000 ตันต่อเดือน แต่เนื่องจากปีนี้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีอยู่ในช่วงขาลง ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีลดกำลังการผลิตลง และทำให้การใช้ก๊าซหุงต้ม ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตลดลงตามด้วย โดยปัจจุบันมีการใช้ก๊าซหุงต้มในส่วนนี้เพียง 20,000 ตันต่อเดือนเท่านั้น แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม จากที่มีการประเมินว่าภาวะเศรษฐกิจของโลกและประเทศจะกลับมาฟื้นตัวในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้เป็นต้นไป และจะส่งผลให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกลับมาฟื้นตัวเป็นช่วงขาขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลให้มีการใช้ก๊าซหุงต้มในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นอีกได้ จะเห็นได้จากบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)(บมจ.) ได้ประมาณการใช้ก๊าซหุงต้มในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้จะมีการใช้ก๊าซหุงต้มประมาณ 60,000-70,000 ตันต่อเดือน นับจากไตรมาสที่ 3 ของปีนี้เป็นต้นไป โดยกำลังการผลิตของประเทศที่มีอยู่เวลานี้ 340,000 ตันต่อเดือน สามารถรองรับการใช้ก๊าซหุงต้มได้เฉพาะภาคขนส่ง อุตสาหกรรม และครัวเรือนเท่านั้น หากกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกลับมาฟื้นตัวเร็วขึ้นก็จะทำให้การนำเข้าก๊าซหุงต้มต่อเดือนสูงขึ้นไปจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ส่วนกรณีที่บมจ.ปตท.ได้แบกรับภาระจากการนำเข้าก๊าซหุงต้มไปแล้วจำนวน 8,020 ล้านบาท และยืนยันว่าจะแบกรับภาระได้เพียง 10,000 ล้านบาทนั้น จากการหารือช่วงที่ผ่านมา มีความเป็นไปได้ว่า หากบมจ.ปตท.แบกรับภาระเกิน 10,000 ล้านบาทแล้ว และยังต้องมีการนำเข้าก๊าซหุงต้มอยู่ ทางกระทรวงพลังงาน จะนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาช่วยอุดหนุนในการนำเข้าก๊าซหุงต้มในส่วนที่เกิดวงเงินนี้แทน ส่วนหนี้เก่าที่บมจ.ปตท.แบกรับไปแล้ว จะขอทยอยจ่ายภายหลังจากที่มีการปรับราคาก๊าซหุงต้มในภาคขนส่งและอุตสาหกรรมขึ้นไปก่อน ถึงจะนำมาใช้คืนให้ ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้คืนเมื่อใด ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลในการปรับราคาก๊าซหุงต้ม

source:ข่าวสด นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ตนจะจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการพัฒนาระบบรถโดยสารสาธารณะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อที่จะนำความคิดเห็นดังกล่าวมาเป็นหลักเกณฑ์ในการวางระบบการบริหารจัดการรถโดยสาร ทั้งรถโดยสารองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) รถร่วมบริการ ขสมก. รถมินิบัส รถตู้ และรถสองแถว เนื่องจากต้องการให้การพัฒนามีหลักการ เหตุผล และตรงกับความต้องการของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมา ขสมก.ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลรถร่วมบริการได้ออกกฎระเบียบเพื่อพัฒนารถโดยสารร่วมบริการ โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการรถร่วม ปรับเปลี่ยนรถโดยสารใหม่ใช้เอ็นจีวี ให้ระยะเวลาในการปรับเปลี่ยน 2 ปี และจะครบกำหนดในเดือนส.ค.นี้ หากไม่ดำเนินการตามระเบียบดังกล่าวก็จะไม่ต่อสัญญาสัมปทานร่วมเดินรถ ทำให้ผู้ประกอบการรถร่วมบางส่วนออกมาร้องเรียนว่า ขสมก.กีดกันไม่ต่อสัญญาสัมปทาน ทั้งๆ ที่ผู้ประกอบการบางรายค้างจ่ายค่าผลตอบแทนให้กับขสมก. จึงไม่สามารถต่อสัญญาสัมปทานให้ได้ นอกจากนั้น ผู้ประกอบการบางส่วนยังแจ้งว่าไม่สามารถปรับเปลี่ยนรถใหม่ได้ เนื่องจากมีปัญหาด้านการเงิน ไม่มีเงินลงทุน ขอใช้รถโดยสารเก่าให้บริการไปก่อน ซึ่งหากรัฐยึดปฏิบัติตามระเบียบเขาก็ว่าไปรังแก ดังนั้นคงต้องพึ่งประชาชนผู้ใช้บริการ โดยการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และนำความคิดเห็นดังกล่าวมาเป็นกรอบในการพัฒนา หากผู้ประกอบการไม่สามารถปฏิบัติตามกรอบนี้ได้ก็คงต้องออกจากระบบ เพราะถือว่าหลักเกณฑ์การปฏิบัตินี้กำหนดขึ้นโดยประชาชน และยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐก็พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาปรับเปลี่ยนรถโดยสารใหม่ใช้เอ็นจีวี โดยการจัดหาแหล่งเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการนำไปใช้ลงทุน ซึ่งขณะนี้มีสถาบันการเงินและกองทุนหลายแห่งจากประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง และจีน แสดงความสนใจที่จะปล่อยกู้ โดยมีเงื่อนไขว่ารัฐต้องเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งกระทรวงคมนาคมจะได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ก่อนหน้านี้ ขสมก.ระบุว่ามีรถร่วมบริการที่ปรับเปลี่ยนรถโดยสารตามระเบียบของขสมก. เพียง 10% หรือประมาณ 300 คัน จากที่มีรถโดยสารให้บริการทั้งหมด 3,500 คัน ส่วน ผู้ประกอบการรถร่วมที่ยังไม่เปลี่ยนรถโดยสารเพราะไม่เชื่อว่าขสมก. จะสามารถดำเนินการปรับเปลี่ยนรถโดยสารของขสมก. ใช้เอ็นจีวีได้

source:ประชาชาติธุรกิจ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเคมีการเกษตร ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจด้านการเกษตรที่มีการแข่งขันรุนแรงด้วยยอดเงินหมุนเวียนต่อปีรวมกว่า 30,000 ล้านบาท ส่งผลให้ทุกปีมีผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลางโดดเข้ามาร่วมวงแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่มากมาย พิทักษ์ แสงวิโรจนากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอนแทคกรุ๊พ จำกัด หนึ่งในผู้ประกอบการรายเล็กที่สนใจเข้ามาชิงส่วนแบ่งการตลาดสินค้าเคมีเกษตร 8 กลุ่ม เช่น สารกำจัดแมลง สารกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรคพืช สารควบคุมการเจริญเติบโตพืช สารอาหารเสริมพืช ปุ๋ยเกล็ด ฯลฯ ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2531 จนถึงวันนี้ พิทักษ์พยายามปรับปรุงการทำตลาด พัฒนาคุณภาพของสินค้ามาตลอด "ในยุคก่อตั้งเราไม่ได้ผลิตสินค้าเอง ใช้การจ้างผลิต ซึ่งมีปัญหาเรื่องคุณภาพ ไม่สม่ำเสมอ จึงตั้งโรงงานเองเพื่อควบคุมการผลิตให้ได้คุณภาพเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา จากนั้นเริ่มปรับปรุงกระบวนการผลิตทั้งหมด รวมถึงระบบการตลาด" sales counselor ยิงตรงเป้า ก่อนเข้าร่วมโครงการโลจิสติกส์คลินิก เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เราได้ปรับตัวมาระดับหนึ่ง มีการพัฒนาระบบคุณภาพ โดยเข้าร่วมโครงการต่างๆ กับหลายส่วนราชการ รวมถึงการทำ ISO 9001:2000 ซึ่งบริษัทระดับเดียวกันที่มียอดขายประมาณ 100 ล้านบาท ไม่ค่อยทำ ISO กัน บริษัทได้แบ่งโครงสร้างองค์กรเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ฝ่ายบริหาร ฝ่ายโรงงาน และฝ่ายตลาด พร้อมกับเปลี่ยนแปลงระบบการทำงาน เริ่มจากเรื่องระบบตลาด เปลี่ยนจากการขายลักษณะวิธีการชักจูงให้ซื้อ (sales talk) เป็นลักษณะที่ปรึกษาการขาย (sales counselor) คือเข้าไปดูปัญหาของเกษตรกรว่ามีอะไรแล้วนำเสนอสินค้าให้ตรงกับความต้องการในแต่ละช่วง เข้าไปทำแปลงสาธิต มีการแนะนำการใช้สารเคมีที่ถูกต้องปลอดภัย ทำให้ขายสินค้าได้ตรงกับความต้องการในแต่ละช่วง ฝ่ายโรงงาน เริ่มตั้งแต่เลือกทำเลก่อตั้งโรงงานให้ห่างจากสถานีขนส่งต่างๆ ไม่เกิน 20-30 กิโลเมตร และอยู่ใกล้ถนนสายสำคัญเพื่อให้เดินทางสะดวก ส่วนเรื่องผลิตภัณฑ์มีการหาสินค้าใหม่ๆ เข้ามาเติมตามความต้องการของตลาด มีการสร้างคลังสินค้า ปรับการบริหารควบคุมสินค้าคงคลัง แบ่งหมวดหมู่สินค้า รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากรที่มีประมาณ 50 คน พยากรณ์พลาดเหตุข้อมูลไม่แน่น ปีที่ผ่านมา ธุรกิจมีการแข่งขันกัน ค่อนข้างจะรุนแรง บริษัทจึงสนใจเข้าร่วมโครงการโลจิสติกส์คลินิก โดยขอคำปรึกษาใน 4 เรื่อง ได้แก่ 1) การพยากรณ์ยอดขายให้แม่นยำ 2) การบริหารสินค้าคงคลัง 3) การพัฒนาระบบมาตรฐานคลังสินค้า มีการจัดเก็บให้เป็นระเบียบ 4) กระบวนการตัดสินใจสั่งซื้อ จากสั่งซื้อจากความรู้สึก หรือคาดเดา สำหรับการพยากรณ์ยอดขาย เพื่อใช้ในการวางแผนการผลิตปัจจุบันของบริษัทยังคลาดเคลื่อน 50-60% มีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงฝ่ายจัดซื้อ ซึ่งต้องสั่งซื้อทั้งวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ กล่อง เชื่อมโยงไปถึงฝ่ายผลิตที่อาจผลิตสินค้ามาไม่ตรงกับความต้องการแท้จริง เมื่อขายไม่ได้ สินค้าต้องถูกนำไปกองรวมกันไว้กลายเป็นสต๊อกเงินจม ดังนั้นหากแก้ไขจุดบอดของทีมขายได้ สามารถแก้ปัญหาได้ตลอดทั้งซัพพลายเชน ปัจจุบันทีมขายยังขาดข้อมูลที่แม่นยำที่จะนำไปใช้ในการวิเคราะหตลาด ยังไม่รู้จักการหาข้อมูล เนื่องจากไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกับลูกค้าและขาดความมุ่งมั่น ซึ่งเป็นตัวสำคัญทำให้คาดการณ์ผิดพลาด เพราะสินค้าทั่วไปบางทีลูกค้าจะซื้อแบรนด์ที่ชอบเดิมๆ เราต้องทำให้ลูกค้าเห็นว่าสินค้าที่ซื้อไปใช้ได้ผล พอลูกค้าไว้ใจเชื่อมั่นในตัวสินค้า แผนการตลาดจะคาดการณ์ได้แม่นยำ ที่ปรึกษาด้านโลจิสติกส์ที่ ส.อ.ท.จัดส่งไป กมลทิพย์ จันทรมัส ได้แนะนำให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการกับทีมขายในการหาข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้เพื่อใช้ประกอบการพยากรณ์ ด้านงานฝ่ายจัดซื้อ ที่ปรึกษาให้เปลี่ยนการจัดซื้อจากตั้งรับมาเป็นการบริหารการจัดซื้อเชิงรุก จัดแบ่งกลุ่มวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์เพื่อวางกลยุทธ์การจัดซื้อและหา แนว ทางการลดต้นทุน ที่ผ่านมามีปัญหา เช่นฝ่ายจัดซื้อสั่งซื้อวัตถุดิบเข้ามาเก็บไว้มาก เพราะได้ส่วนลด ทั้งที่สินค้าบางตัวไม่ต้องสั่งวัตถุดิบเข้ามามาก ที่ปรึกษาบอกว่าต้องมีเกณฑ์วัดว่าอันไหนคุ้มไม่คุ้ม บางทีซื้อมามากเงินจมไว้อาจจะไม่คุ้ม เนื่องจากสินค้ามีหลายเอสเคยู บรรจุภัณฑ์มีหลายขนาด จัดเก็บเป็นระเบียบลดต้นทุน ด้านคลังสินค้า ที่ผ่านมามีการจัดเก็บยังไม่ค่อยเป็นระเบียบ ตอนหลังจึงมีการแยกการจัดเก็บที่ชัดเจนระหว่างวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ผลิตเสร็จทำให้ช่วยลดต้นทุน เช่น ทราบว่าสินค้าวัตถุดิบตัวใดเข้าก่อนออกหลัง เข้าก่อนออกก่อน เป็นการทำให้คุณภาพของสินค้าดีด้วย ลดความ สูญเสียที่เกิดจากการจัดเก็บ เพราะบางครั้งการจัดเก็บไม่เป็นระเบียบอาจจะหาสินค้าชิ้นนั้นไม่พบ พร้อมทั้งลดความผิดพลาด เช่นหยิบผิดหยิบถูก เนื่องจากภาชนะใกล้เคียงกัน วัตถุดิบก็ใกล้เคียงกัน ทั้งนี้หากหยิบวัตถุดิบไปผสมผิดจะทำให้สินค้าที่ผลิตออกมาเสียหาย บริษัทยังมีปัญหาในเรื่องการส่งมอบสินค้าไม่ตรงเวลา เนื่องจากพนักงานขับรถมีการลาออกบ่อย ดังนั้นปีนี้ทางบริษัทมีแผนจะว่าจ้างบริษัทขนส่งภายนอก เมื่อตามต้นเหตุของปัญหาความล่าช้าเข้าไปในแต่ละฝ่ายงานพบว่าฝ่ายผลิตทำการผลิตช้า เพราะวัตถุดิบเข้าช้า หรือยังไม่เข้า เนื่องจากฝ่ายจัดซื้อเพิ่งจะสั่งซื้อวัตถุดิบไป และสาเหตุที่ฝ่ายจัดซื้อดำเนินการล่าช้า เพราะฝ่ายขายเพิ่งจะส่งแผนพยากรณ์สินค้ามาให้ เมื่อผลิตในเวลาทำงานปกติไม่ทัน ทำให้บางครั้งบริษัทต้องเพิ่มกะการทำงาน ขณะที่บางครั้งต้นเดือนว่างงาน ปลายเดือนเพิ่มให้ทำงานนอกเวลา ปีนี้บริษัทตั้งเป้าวัดประสิทธิภาพการปฏิบัติงานไว้ว่า หลังจากลูกค้าสั่งซื้อสินค้าจะต้องส่งถึงมือภายใน 3 วัน นอกจากนี้ ที่ปรึกษาได้มาหารือกับฝ่ายโรงงานว่าควรมีการวางแผนกระจายสินค้า โดยบางส่วนที่กระจายไม่ทัน ก็ว่าจ้างบริษัทภายนอกดำเนินการ อย่างไรก็ตาม แม้การดำเนินการตาม คำแนะนำของที่ปรึกษาจะยังไม่ได้ทั้งหมด แต่ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ คิดว่าบริษัทจะมีการพยากรณ์ยอดการขายได้ตรงตามความต้องการมากขึ้น รวมถึงประสิทธิภาพการทำงานทั้งระบบน่าจะเพิ่มขึ้น ลดการสูญเสีย ความเสียหายได้มากขึ้น

source:ประชาชาติธุรกิจ พูม่า (Puma) เป็นหนึ่งในแบรนด์สินค้ากีฬาชั้นนำของโลก กำลังเพิ่มประสิทธิภาพคลังสินค้า ส่วนกลางในแถบสแกนดิเนเวีย ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเฮลซิงเบิร์ก ทางตอนใต้ของสวีเดนด้วยการนำเอาคอมพิวเตอร์ พกพาเข้ามาเปลี่ยนระบบการจัดการคลังสินค้าแบบกระดาษมาเป็นแบบอัตโนมัติ คลังแห่งนี้มีสินค้ากีฬากว่า 18,000 รายการถูกจัดเก็บไว้ในพื้นที่ขนาด 12,000 ตารางเมตร มีพนักงานประมาณ 70 คน ทำงานสองกะจะดำเนินการจัดส่งสินค้าประมาณ 30,000 รายการต่อวัน ตรงไปยังผู้ค้าปลีกทั่วสวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และประเทศในแถบทะเลบอลติก ภายในเวลา 6 ปียอดขายของบริษัท เพิ่มขึ้นจาก 200 ล้านโครน (สกุลเงินสวีเดน: SEK) เป็น 1 พันล้านโครน ส่งผลให้สินค้าในคลังแห่งนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่ผ่านมาการจัดการคลังสินค้าทั้งหมดดำเนินการโดยใช้กระดาษ ส่งผลให้การทำข้อมูลให้ตรงกันระหว่างที่พักสินค้ากับคลังแจกจ่ายสินค้าไม่มีประสิทธิภาพ เป็นปัญหาต่อการเติมสินค้าใหม่เข้าคลัง และข้อผิดพลาดในการจัดส่งสินค้า ทำให้มีเสียง ร้องเรียนจากลูกค้าจำนวนมาก การจัดการคลังสินค้าที่ไม่มีประสิทธิภาพส่งผลต่อทุกแผนกภายในบริษัท ตั้งแต่ฝ่ายบริการลูกค้าไปจนถึงฝ่ายรับสินค้าคืน ปัจจุบันการจัดการระบบคลังสินค้าของพูม่าได้เปลี่ยนเป็นแบบอัตโนมัติทั้งหมด มีการนำบาร์โค้ดเข้ามาใช้กับรายการสินค้าขาเข้า ขาออก และสินค้าคงคลัง โดยคอมพิวเตอร์พกพาจะแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเครือข่ายไร้สายที่เชื่อมต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลาง ผลลัพธ์ที่ได้บริษัทสามารถจัดส่งสินค้าได้ถูกต้องถึง 99% ลดกระดาษลดผิดพลาด ในปี 2549 คลังสินค้าส่วนกลางในแถบสแกนดิเนเวียของพูม่าได้รับนโยบายให้ลดการใช้กระดาษลงและต้องทำให้ระบบการจัดการคลังสินค้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดความต้องการโซลูชั่นที่สามารถช่วยให้นโยบายดังกล่าวดำเนินการไปได้อย่างรวดเร็ว "เราต้องการให้การดำเนินงานยืดหยุ่น ไม่ซับซ้อน และสิ่งๆ นั้นจะต้องมีระบบความปลอดภัยในระดับสูง โซลูชั่น เครือข่ายไร้สายสามารถดำเนินการได้จากส่วนกลางสามารถตอบสนองความต้องการ และบริษัท DataF? ngst ซัพพลายเออร์ด้านฮาร์ดแวร์สามารถจัดการสิ่งนี้ได้" นายจอร์เกิ้น ลาร์สัน ผู้จัดการด้านการสื่อสารและระบบความปลอดภัย บริษัท พูม่าในแถบสแกนดิเนเวียและบอลติกกล่าว บริษัท DataF?ngst เป็นคู่ค้ากับบริษัทอินเตอร์เมค ซึ่งมีคอมพิวเตอร์พกพาขนาดกะทัดรัด รุ่น CN3 สามารถใช้ร่วมกับอุปกรณ์เครือข่ายของซิสโก้ได้ ปัจจุบันพูม่าได้นำเครื่อง CN3 เข้ามาใช้งานจำนวน 45 เครื่อง และสามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ทุกวันตั้งแต่เวลา 05.30 น. จนถึงเที่ยงคืน การนำ CN3 เข้ามาใช้ในคลังสินค้าเพียงสัปดาห์เดียว เสียงร้องเรียนลดจำนวนลง ลดเวลาที่ใช้ในการจัดการ และความผิดพลาดในการจัดส่งสินค้าเกิดขึ้นน้อยมาก "เราสามารถจัดการสินค้าขาเข้าและ ขาออกได้ดีกว่าแต่ก่อนมาก การวางแผนและการกำหนดเวลาล่วงหน้าถือเป็น สิ่งสำคัญในอุตสาหกรรมนี้ เนื่องจากร้านค้ามักจะมีพื้นที่จัดเก็บสินค้าที่จำกัด เราต้องทำให้ข้อมูลการส่งมอบสินค้าสอดคล้องกับ ความต้องการของลูกค้า และการส่งมอบต้องไม่เกิดขึ้นเร็วหรือล่าช้าเกินไป" นายจอร์เกิ้น ลาร์สันกล่าว พูม่ามีพนักงานชั่วคราวในคลังสินค้าสูง การนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้มีประโยชน์มาก เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีการรู้อย่างละเอียดเกี่ยวกับระบบ สามารถทำงานได้ทันทีและมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันคอมพิวเตอร์พกพาสามารถระบุชั้นวางสินค้าได้โดยอัตโนมัติ และสามารถยืนยันได้ว่าสินค้าที่ได้รับการสแกนนั้นตรงกับ คำสั่งซื้อหรือไม่ เพิ่มประสิทธิภาพคุมสินค้าคงคลัง ระบบยังสามารถตรวจสอบได้ด้วยว่า มีสินค้าเพียงพอที่พร้อมจะส่งมอบให้กับลูกค้าได้ตลอดเวลาหรือไม่ ถ้าสินค้าไม่เพียงพอ คำสั่งซื้อจะถูกส่งไปยังรถบรรทุกสินค้าเพื่อให้ดำเนินการขนส่งสินค้านั้นออกมาจากที่จัดเก็บโดยอัตโนมัติ ก่อนหน้านี้ในการเติมสต๊อกสินค้าใหม่และการไปขนสินค้าออกมาจากคลังเก็บนั้น พนักงานจะต้องไปแจ้งคนขับรถบรรทุกให้ทราบ และนั่งรอจนกว่าจะได้สินค้าที่ต้องการมาเติมให้กับสินค้าคงคลังที่มีอยู่ ในบริเวณรอบๆ คลังสินค้า จะมีจุดเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายจำนวน 17 จุด ที่เชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางเพื่อให้ พนักงานสามารถดูข้อมูลผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์พกพาของตนได้ โดยเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางจะส่งออกคำสั่งซื้อไปให้กับพนักงานตลอดเวลา ปัจจุบันพนักงานของพูม่าต้องลงชื่อใช้งานคอมพิวเตอร์พกพาที่ได้รับการช่วยสร้างจิตสำนึกในการเป็นเจ้าของเครื่อง และตัวเครื่องได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ผู้ใช้อุปกรณ์ยังสามารถช่วยในด้านการพัฒนาเรื่องแอปพลิเคชั่น ตัวเลือก และปุ่มที่สามารถปรับขยายให้ใหญ่ตามความต้องการและการกำหนดค่าใช้งานเอง โดยปุ่ม "Dare to Ask" (กล้าที่จะถาม) บนตัวเครื่องกลายเป็นฟังก์ชั่นที่สำคัญสำหรับพวกเขาในการทำงาน "ก่อนหน้านี้ เมื่อมีสินค้าหล่นลงมายังพื้น พนักงานมักจะไม่สามารถหยิบสินค้านั้นกลับขึ้นไปเก็บไว้ในตำแหน่งเดิมได้ สิ่งนี้ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เนื่องจากปุ่ม "Dare to Ask" ช่วยให้พนักงานสามารถสแกนสินค้าด้วยคอมพิวเตอร์พกพา และจากนั้นหน้าจอของคอมพิวเตอร์จะแสดงตำแหน่งที่ถูกต้องของสินค้าในคลังสินค้าให้เห็น และพนักงานสามารถวางสินค้านั้นกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิมได้อย่างถูกต้อง มีการใช้กระดาษในระบบน้อยมาก การหยิบสินค้าผิดพลาดไม่มีอีก" นายจอร์เกิ้น ลาร์สันกล่าวและว่า

source:ประชาชาติธุรกิจ สโลแกน "เมด อิน อเมริกา" กำลังกลายเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจของหลายบริษัทท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และราคาต้นทุนการผลิตในต่างประเทศที่พุ่งขึ้นกำลังทำให้บริษัทอเมริกันหันมาทบทวนแผนจ้างผลิตในต่างประเทศกันใหม่ จากการสำรวจของอาร์ชสโตน คอนซัลติ้ง ระบุว่า ขณะที่บริษัทต่างๆ กำลังประเมินการทำธุรกิจในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน มีแนวโน้มว่าอาจก่อให้เกิดการสร้างงานครั้งสำคัญในสหรัฐอีกครั้ง โดย จอห์น เฟอร์เรียร่า ผู้นำด้านกิจกรรมอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลกของอาร์ชสโตน อธิบายว่า หลายปีที่ผ่านมาแนวคิดย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศเป็นมนตราของเหล่าผู้จัดการซัพพลายเชนที่มองหาลู่ทางลดต้นทุน แต่ปัจจุบัน ท่ามกลางภาวะน้ำมันผันผวน และอนาคตเศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน การวิเคราะห์แบบนี้อาจไม่ได้ผลชะงัดอีกต่อไป นอกจากนี้บริษัทที่เน้นการผลิตใน ท้องถิ่นสามารถกระตุ้นการส่งเสริมและพัฒนาที่จำเป็นอย่างยิ่งทั้งในแง่บริการลูกค้า การพัฒนานวัตกรรม และการสร้างงาน โดยเฉพาะเมื่อต้องให้บริการตลาดท้องถิ่นขนาดใหญ่ การสำรวจครั้งนี้เน้นอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ซึ่งจัดจำหน่ายโดยบริษัทอเมริกันและยุโรป ทั้งนี้ผู้บริหารอาวุโส 39 ราย เผยว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาผู้ผลิตตระหนักถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการผลิตในต่างประเทศ ซึ่งรวมทั้งค่าส่งสินค้าทางเรือที่เพิ่มขึ้น 135% ดัชนีราคา สินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 27% ค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้น 18% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ขณะที่ค่าแรงชาวจีนสูงขึ้น 44% ก่อนหน้านี้การลดต้นทุน 25-40% มาจากการผลิตในต่างประเทศ โดยอาศัยปัจจัยค่าแรงและสินค้าโภคภัณฑ์ถูก และอัตราแลกเปลี่ยน แต่สิ่งนี้ไม่ได้เป็นจริงในตลาดปัจจุบัน อีกทั้งผู้ผลิตอเมริกันกำลังต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่งและคาดการณ์ต้นทุนได้ อย่างไรก็ตามการย้ายการผลิตกลับมายังอเมริกาถือเป็นเรื่องท้าทาย และต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและการฝึกอบรมอาชีพไปพร้อมๆ กัน แฟรงก์ จอห์นสัน ประธานและซีอีโอของสมาพันธ์การผลิตแห่งคอนเนคติคัต อิงก์ ระบุว่า ต้นทุนการขนส่งจากเอเชียมายังอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างมากในไตรมาส 3 และ 4 ของปีกลาย ขณะที่การขนส่งล่าช้าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้คุณภาพเป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ เพราะมีบางบริษัทจำเป็นต้องสั่งชิ้นส่วนมากกว่าที่ต้องการเพื่อให้มั่นใจว่ามีชิ้นส่วนที่ใช้ได้เพียงพอต่อความต้องการ ผลสำรวจพบว่าบริษัทเกือบ 90% กำลังพิจารณาเปลี่ยน หรือเริ่มเปลี่ยนกลยุทธ์การจัดหาสินค้าและการผลิต และเลือกเฟ้นมากขึ้นเมื่อต้องตัดสินใจผลิต นอกประเทศ แต่การผลิตในต่างประเทศยังเป็นปัจจัยสำคัญของกลยุทธ์การผลิตของ ซีร็อกซ์ โดยเฟล็กโทรนิคส์ในมาเลเซียเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน ขณะที่โรงงานในโรเชสเตอร์ผลิตเครื่องพิมพ์ที่ใช้เชิงพาณิชย์ บิล แมคคี โฆษกของบริษัท เผยว่า บริษัทผลิตสินค้าในที่ที่เหมาะสม และจัดหาสินค้าบางอย่างในต่างประเทศ พร้อมทบทวนแผนทุกปี ทั้งนี้ชิ้นส่วนส่วนใหญ่ที่ใช้ในการผลิตอุปกรณ์ในสหรัฐมาจากตลาดท้องถิ่นเช่นกัน ด้าน พอล อีเดลเบิร์ก ประธานหอการค้าสแตมฟอร์ด สภาการค้าระหว่างประเทศ เห็นว่า เทรนด์ผลิตในต่างประเทศยังคงอยู่รอดในช่วงยากลำบาก และจะฟื้นกลับมาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัท เพราะบริษัทที่รักษามุมมองระดับโลกไว้จะอยู่ในฐานะที่ดีขึ้นเมื่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำสิ้นสุดลง

source:ประชาชาติธุรกิจ ปัจจุบันหลายบริษัทตั้งหน่วยงานทางด้านโลจิสติกส์ขึ้นมาบริหารจัดการภายในองค์กร ด้วยหวัง จะพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น แต่ในแง่ปฏิบัติแล้ว หลายบริษัท ยังไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ บริษัท เคซี มหานคร จำกัด ตัวแทน จำหน่ายวาล์วอุตสาหกรรมนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น โดยมีผลิตภัณฑ์ประมาณ 1,000-2,000 เอสเคยู พนักงานประมาณ 80 คน ยอดขายเฉลี่ยประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี ก็ประสบปัญหาดังกล่าวเช่นเดียวกัน การเติบโตจากร้านค้าเล็กๆ แถวเซียงกง ตั้งแต่ 40 กว่าปีก่อนในรุ่นคุณตา ถึงวันนี้ตกทอดมาถึงทายาทรุ่นที่ 3 ต้องทำงานร่วมกับพนักงานถึง 80 คน วินัย กำโชคชัย รองประธานกรรมการ บริษัท เคซี มหานคร จำกัด กล่าวว่า เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ตั้งหน่วยงานโลจิสติกส์ขึ้นมา โดยมีผมเป็นคนดูแล ในหน่วยงานโลจิสติกส์จะนำฝ่ายงานที่คิดว่ามีความเกี่ยวข้องกันมาอยู่ในหน่วยงานโลจิสติกส์ ได้แก่ ขนส่ง จัดซื้อ คลังสินค้า และไอที เพื่อจะได้มีการประสานงานที่ดี มีการจัดแบ่งลูกค้าในการจัดจำหน่ายออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1) กลุ่มที่ซื้อมาขายไป 2) กลุ่มผู้รับเหมา เพราะปัจจุบันทางโรงงานจะให้ผู้รับเหมาเป็นผู้จัดการทั้งหมด และ 3) กลุ่มผู้ใช้ที่มีหน่วยงานจัดซื้อเอง "เราก็ทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีเสียงบ่นมาจากฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขายบอกว่าสินค้าไม่พอ ฝ่ายบัญชีบอกว่าสินค้ามากเกินไป รวมถึงเสียงบ่นจากกลุ่มลูกค้ารายย่อย กลุ่มนี้การจัดการไม่ค่อยดี จะไปบังคับก็ไม่ได้ จึงพยายามหาวิธีการจัดการปัญหาตรงนี้ เริ่มแรกของการจัดการทางด้านโลจิสติกส์ยากมาก โดยนิสัยพนักงานไม่อยากเปลี่ยนแปลง มักมี คำพูดว่า ทำแบบเดิมก็ดีอยู่แล้ว" พยากรณ์ยอดขายหัวใจหลัก บริษัทสนใจเข้าร่วมโครงการโลจิสติกส์คลินิก เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) 4 ด‰านหลัก ได้แก่การพยากรณ์ยอดขาย (sale forcast) การบริหารคลังสินค้า (warehouse management) การจัดซื้อ (purchase) และ lean model โดยทางโครงการได้ส่งกมลทิพย์ จันทรมัส มาเป็นหัวหน้าทีมที่ปรึกษาในการให้คำแนะนำ "ในส่วนของการพยากรณ์ยอดขาย เดิมเซลส์ 14 คนจะตั้งเป้ายอดขายเป็นจำนวนเงินว่าปีนี้จะทำได้เท่าไหร่ โดยไม่มีรายละเอียดของประเภทสินค้า ทำให้แผนกอื่นๆ ทำงานยากมาก ฝ่ายจัดซื้อไม่รู้ว่าจะซื้อสินค้ารายการใดมาเตรียมไว้ จำนวน เท่าไหร่ให้เพียงพอต่อการขาย ส่วนคลังสินค้าว่าจ้างบริษัทผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ดำเนินการ เราเพียงจัดพื้นที่ ปัจจุบันเรายังมีสินค้าที่เคลื่อนไหวช้ามากพอสมควร ฝ่ายขนส่งเองไม่มีการวางแผน เส้นทาง และต้นทุนในการขนส่ง" ที่ปรึกษาได้แนะนำให้พนักงานขายต้องวางแผนล่วงหน้า โดยให้คาดการณ์สินค้าเป็นรายตัว เซลส์ต้องประชุมกันทุกสัปดาห์ และต้องมีประชุมเพื่อประสานงานกับแต่ละฝ่าย 2 สัปดาห์ตˆอครั้ง และทุก 3 เดือนต้องมีการประชุมเพื่อทบทวนปรับปรุง แผนงานกัน ปัจจุบันการประชุมร่วมกันมีประสิทธิภาพมาก สมัยก่อนเมื่อมีการประชุม แต่ละคนจะมานั่งเพื่อให้จบๆ เพราะตัวเองไม่มีข้อมูล ไม่มีไอเดีย ตอนนี้แต่ละคนมีข้อมูลมาหารือกัน หลังเข้าร่วมโครงการทำให้เรารู้หลักวิชาการมากขึ้น สามารถตอบคำถามกับทางซัพพลายเออร์ และลูกค้าได้ เพราะทราบที่มาของข้อมูล เช่น เมื่อก่อนซัพพลายเออร์ขอตัวเลขพยากรณ์ 3 เดือนล่วงหน้า เราเอาก้อนนั้นโยนคืนซัพพลายเออร์ไปบอกว่าเป็นของที่เราซื้อมาใน 3 เดือนข้างหน้า พอมาตอนนี้เรายังไม่ได้ส่ง กำลังทำอยู่ แต่จะมีข้อมูลที่เกี่ยวกับตลาดมากขึ้น "ด้านการจัดซื้อ เมื่อก่อนเราซื้อมาแล้วบวกกำไรตามส่วน อยากได้อะไรก็บวกๆ ไป แต่ตอนนี้ที่มีการแข่งขันสูง ทำแบบนั้นไม่ได้ เราจะไปจัดการว่าทำอย่างไรให้มีราคาขายที่แข่งขันได้ ทางลูกค้าเราก็บอกว่าจะพยายามลดต้นทุนให้ จากที่แต่ก่อนจะเหมือนว่าถัวๆ กันไป แต่ตอนนี้ไม่ได้ ต้องแตกย่อยเลยว่าต้นทุนมาจากส่วนไหน อะไรบ้าง แล้วพยายามหาว่าต้นทุนตรงไหนมาจากลูกค้า จุดไหน อย่างไร เราก็ไปบอกว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงการทำงาน จะทำให้เราขายสินค้าได้ถูกลง" ด้านการขนส่ง ที่ผ่านมามีปัญหารถขนส่งไม่พอ ก็หารถรับจ้างข้างนอกมาเพิ่ม พนักงานทำเอกสารไม่ทัน ก็หาพนักงานใหม่มาช่วยทำ ปัจจุบันกลับไปพิจารณาว่าเราจะควบคุมต้นทุนแต่ละส่วนได้อย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างเรื่องการจัดส่ง เราก็หารือกันว่ามีปัญหาอะไร เมื่อก่อนทำงานตามใบสั่งของเซลส์ 14 คน ส่วนใหญ่ไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ว่าจะทำอย่างไร แต่ปัจจุบันจะมีการหารือกันในแต่ละฝ่าย และจัดลำดับความสำคัญ lean model ลดซ้ำซ้อน สำหรับเรื่อง lean model ที่ปรึกษาแนะนำให้ไปพิจารณาหากิจกรรมที่ดำเนินการอยู่ว่ามีประโยชน์หรือไม่ สร้างมูลค่าหรือไม่ ซ้ำซ้อนหรือไม่ ตอนนี้กำลังหารือกันว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างไร เช่น ตอนนี้เช่าและจ้างบริหารคลังสินค้าอยู่แล้ว ห่างจากสำนักงานใหญ่ 15 ก.ม. แต่ยังมีคลังสินค้าขนาดเล็กข้างสำนักงานใหญ่อีก เพราะที่ผ่านมาฝ่ายขายอยากให้มีที่นี่ด้วย เพราะความคิดเก่าๆ ว่ามีของใกล้ตัวเบิกออกง่ายกว่า คลังสินค้าใหญ่ที่ใช้เวลาจัดการหน้าคลังสินค้านานพอสมควร ที่ปรึกษาต้องการให้มีจุดเดียวโดยลดคลังสินค้าตรงข้างสำนักงานใหญ่ลง โดยวางแผนการส่ง เช่น พอมีออร์เดอร์ ก็เอารถไปรับที่คลังสินค้าใหญ่แล้วจ่ายตรงไปที่ลูกค้า "ที่ผ่านมาทางบริษัทยังไม่ทราบว่า ระหว่างการว่าจ้างบริหารคลังสินค้ากับบริหารเอง อย่างไรจะดีกว่ากัน ที่ปรึกษาแนะนำให้พิจารณา break down cost ออกมา พบว่าเราสามารถลดต้นทุนตรงนี้ได้หลายหมื่นบาทต่อเดือน เพราะสัญญาการบริหารกับบริษัทที่ว่าจ้างบริหารเดือนละแสนกว่าบาท และด้วยปริมาณงานที่สูงมาก ทำให้เราจองพื้นที่ไว้มาก แต่จริงๆ เราใช้พื้นที่ไม่เต็ม ที่ปรึกษาบอกว่าตัวเลขที่ออกมาต่ำแต่เงินที่จ่ายสูง ที่ปรึกษาแนะนำว่าควรจะลดตรงนี้ได้ โดยว่าจ้างบริหารเหมือนเดิมแต่ลดจำนวนสต๊อกลงจากที่มีสต๊อกอยู่มาก ระยะการเก็บสินค้าประมาณ 120 วัน ตั้งเป้าไว้ว่าจะลดเหลือ 100 วันก่อน ขั้นต่อไปจะดูว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง ถึงวันนี้โดยรวมเฉลี่ยต้นทุนโลจิสติกส์ของบริษัทประมาณ 3-4% ของยอดขายอาจไม่สูงมาก แต่ทำให้เรารู้จักต้นทุนมากขึ้น สิ่งที่ได้จากโครงการมากๆ ก็คือหนึ่ง พนักงานตื่นตัวในการทำงานมากขึ้น เพราะมีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น เมื่อก่อนไม่มีรูปธรรม บางคำถามที่เคยคิดว่าไม่สำคัญ ตอนนี้ที่ปรึกษาบอกว่าต้องไปหา คำตอบมาให้ได้ พอไปเวิร์กตรงนั้น พนักงานก็รู้ว่าตัวเองก็มีความสำคัญ ต่อบริษัทเหมือนกัน

source:มติชน ม.ค.ทำสถิติเลวร้ายสุดในรอบ32ปี ไอเอ็มเอฟชี้ระบบการเงินโลกยังแย่ ส่งออกสิงคโปร์ เดือน ม.ค. หดตัวเกือบ 35% เลวร้ายสุดในรอบ 32 ปี รุนแรงกว่าปี 2544 ที่มีเหตุวินาศกรรมสหรัฐ ระบุหดตัวติดต่อกัน 9 เดือนแล้ว นักวิเคราะห์ทำนายติดลบไปตลอด 6 เดือนแรกของปีนี้ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ เอเอฟพีรายงานว่า หน่วยงานวิสาหกิจระหว่างประเทศของสิงคโปร์ เปิดเผยว่า ในเดือนมกราคม การส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่หมวดน้ำมันเชื้อเพลิง ลดลง 34.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ทำสถิติลดลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์นับจาก พศ.2520 และยังลดลงมากกว่าเดือนกันยายน 2544 ที่กลุ่มอัลเคด้าวินาศกรรมสหรัฐอเมริกา ซึ่งในช่วงนั้นส่งออกของสิงคโปร์ลดลง 30.7% อีกทั้งยังทำลายสถิติเดือนธันวาคมปีที่แล้วที่การส่งออกลดลง 20.8% นอกจากนี้นับเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกันที่ส่งออกสิงคโปร์ลดลง โดยตลาดส่งออกหลัก 10 แห่งของสิงคโปร์ล้วนลดต่ำลง เฉพาะตลาดสหรัฐปรับตัวลงมากถึง 50% รายงานข่าวระบุว่า สินค้านอกกลุ่มน้ำมันส่วนใหญ่มาจากหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ดิสก์ไดรฟ์ โดยการส่งออกหมวดนี้ปกติมีมูลค่า 40% ของการส่งออกทั้งหมด แต่ในเดือนมกราคมการส่งออกหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ลดลงมากถึง 38.4% รายงานข่าวระบุว่า สิงคโปร์ในฐานะประเทศซึ่งรวยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นประเทศแรกในเอเชียที่เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้เดือนมกราคมดูเหมือนจะแย่มากแล้ว แต่เดือนต่อไปอาจแย่กว่าหากการส่งออกในหมวดยาไม่ฟื้นตัวและเชื่อว่าจะยังเลวร้ายต่อไปตลอด 6 เดือนแรกของปีนี้ ด้านรัฐบาลมาเลเซีย ระบุว่าอาจต้องปรับลดประมาณการเติบโตเศรษฐกิจปีนี้ลง หากว่าการส่งออกของประเทศลดลงในระดับตัวเลขสองหลัก ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากการส่งออก 3 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้วลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเดือนธันวาคมลดลงมากถึง 14.9% ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่าระบบการเงินโลกยังห่างไกลจากคำว่าสุขภาพดี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำจัดหนี้เสียของภาคธนาคารให้ได้เสียก่อนจึงจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว เพราะปัญหาดังกล่าวเป็นตัวถ่วงการฟื้นตัว โดยมีธนาคารหลายแห่งและผู้ดูแลภาคธนาคารของบางประเทศมีความชักช้าในการแยกหนี้เสียออกจากงบการเงิน จึงอยากเรียกร้องให้แต่ละประเทศร่วมมือกันมากขึ้นในการแก้ปัญหาดังกล่าว

เอกชนชักแถวแห่ขุดทองแดนหมีขาว หวังชดเชย 4 ตลาดหลักทรุด สภาธุรกิจไทย-รัสเซีย เตรียมควงแขน "อภิสิทธิ์"เซ็นเอ็มโอยูขยายการค้า ลงทุน ท่องเที่ยวครั้งใหญ่ ด้านพาณิชย์ ประกาศเอาจริงเตรียมเปิดตัวฮับรัสเซียดูแลเฉพาะ ขณะที่กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ทั้งซีพีเอฟ ปูนใหญ่ สหวิริยา อิตาเลียนไทยแห่บูมลงทุนรัสเซียคึกคัก จากการส่งออกของไทยไปยัง 4 ตลาดหลักประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และอาเซียนเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างชัดเจนเห็นได้จากตัวเลขเดือนธันวาคม2551ที่ขยายตัวติดลบทุกตลาด เป็นเหตุผลให้ภาครัฐและเอกชนของไทยต้องเร่งหาตลาดใหม่ชดเชย หนึ่งในนั้นคือตลาดรัสเซียที่สินค้าไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก นายพงษ์ศักดิ์ วัชรนุกุลเกียรติ เลขาธิการสภาธุรกิจไทย-รัสเซีย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ตลาดรัสเซีย ถือเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพของไทย สืบเนื่องจากรัสเซียมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ทั้งน้ำมัน ป่าไม้ เหล็ก และแร่ธาตุต่างๆ และได้เริ่มพัฒนาเชิงพาณิชย์ ทำให้มีรายได้เข้าประเทศมหาศาล ส่งผลเศรษฐกิจรัสเซียขยายตัวต่อเนื่องโดยในปี 2551 มีอัตราการขยายตัวถึง 7% ปัจจุบันรัสเซียเป็นประเทศที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศมากเป็นอันดับ 3 รองจากจีนและญี่ปุ่น ประชาชนมีกำลังซื้อสูง ขณะที่วิกฤติทางการเงินของโลกไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรัสเซียมากนัก ที่ผ่านมาภาครัฐและเอกชนของไทยได้มองข้ามตลาดเหล่านี้มาโดยตลอด โดยหลังจากอดีตสหภาพโซเวียตล่มสลายและแยกออกเป็นประชาคมรัฐเอกราช (ซีไอเอส) รวมทั้งสิ้น 12 ประเทศในระหว่างช่วงปี 2534-2538 แต่ไทยก็ไม่ได้ให้ความสนใจที่จะทำการค้าระหว่างกันอย่างจริงจัง อย่างไรก็ดีจากตลาดหลักของไทยที่มีปัญหาถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐและเอกชนของไทยจะต้องรุกเข้าไปขยายตลาดการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว รวมถึงมีความร่วมมือด้านเศรษฐกิจต่างๆ กับรัสเซียอย่างจริงจัง ทั้งนี้ในส่วนของภาคเอกชนได้มีการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-รัสเซียขึ้นมาเมื่อปี 2551 และได้จัดคณะเดินทางเยือนรัสเซียเพื่อดูลู่ทางการค้าการลงทุน กับรัสเซียมาแล้วสองครั้ง "ในปีนี้เรามีแผนที่จะเดินทางไปลงนามความร่วมมือหลายด้านกับรัสเซียทั้งด้านการค้า ด้านบริการ การลงทุน ท่องเที่ยว เทคโนโลยี กีฬาและวัฒนธรรม ซึ่งหากเป็นไปได้เราจะไปพร้อมคณะนายกรัฐมนตรีที่มีแผนเดินทางเยือนรัสเซียในเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้" นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า อุปสรรคทางการค้าของไทยกับรัสเซียที่ผ่านมา นอกจากความสนใจของภาคธุรกิจไทยในตลาดนี้มีน้อยแล้ว ยังมีปัญหาด้านภาษา ระบบการเงิน ความไม่เข้าใจวัฒนธรรมความเป็นอยู่ การขาดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ภาครัฐมีงบส่งเสริมการทำตลาดค่อนข้างน้อย แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วชาวรัสเซียรู้จัก และให้ความนิยมสินค้าไทยมานานแล้ว ขณะที่ชาวรัสเซียรู้จักเมืองไทยดีจากสื่อตะวันตก ทำให้ในปัจจุบันชาวรัสเซียนิยมมาท่องเที่ยวประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ของการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยในปี 2550 ชาวรัสเซียเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยประมาณ 9.7 หมื่นคน และในปี 2551 ล่าสุดเข้ามาถึง 2 แสนคนหรือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ซึ่งรัสเซียเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง อีกทั้งปัจจุบันชาวรัสเซียยังได้เข้ามาซื้อบ้านพักตากอากาศในแถบหัวหิน และมาร่วมลงทุนด้านโรงแรมแถวเกาะสมุยด้วย ซึ่งหากไทยสามารถดึงรัสเซียมาลงทุนในไทยได้เพิ่มขึ้นในธุรกิจอื่นๆ ก็จะเป็นช่องทางในการส่งออกสินค้ากลับไปขายยังรัสเซียได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าอุปโภค-บริโภคในกลุ่มปัจจัยสี่มีแนวโน้มที่สดใส อาทิ อาหาร เสื้อผ้า เครื่องประดับตกแต่งบ้าน พรม ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือแพทย์ เป็นต้น เนื่องจากสินค้าเหล่านี้รัสเซียผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ ด้านแหล่งข่าวจากกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ กระทรวงพาณิชย์จะทำพิธีเปิดศูนย์ภูมิภาครัสเซียและซีไอเอส เพื่อให้มีผู้ดูแลผลักดันการส่งออกไปยังรัสเซียและซีไอเอสอย่างจริงจัง โดยในวันดังกล่าวได้เชิญทูตรัสเซีย และทูตคาซัคสถานประจำประเทศไทย รวมถึงทูตพาณิชย์ของไทยประจำกรุงมอสโกมาพูดให้คำแนะนำกับภาคเอกชนของไทยในการเจาะตลาดรัสเซียและคาซัคสถานด้วย ส่วนแหล่งข่าวจากธนาคารเพื่อส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ บริษัท ไทยเอ็กซิมอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในเครือ ธสน.จะแถลงข่าวเปิดตัวการจัดตั้งสาขากรุงมอสโกอย่างเป็นทางการโดยในเร็วๆนี้ จะเปิดให้บริการประกันการส่งออก การให้บริการประเมินความเสี่ยงผู้ซื้อ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการทำการค้ากับรัสเซียด้านต่างๆ ขณะที่นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากตลาดรัสเซียที่กำลังบูม ขณะนี้ได้มีบริษัทเอกชนรายใหญ่ของไทยได้เข้าไปลงทุนในรัสเซียแล้วหลายบริษัท อาทิ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) หรือซีพีเอฟ เข้าไปลงทุนฟาร์มสุกร และโรงงานอาหารสัตว์ บริษัท อิตาเลียนไทย จำกัด(มหาชน)ได้สัมปทานลงทุนด้านเหมืองแร่ เครือสหวิริยา นำเข้าแร่เหล็ก และเหล็กสำเร็จรูปมารีดร้อน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) นำเข้าวัตถุดิบด้านต่างๆ มาผลิตในไทย รวมถึงส่งวัสดุก่อสร้างไปจำหน่าย เป็นต้น

source:ฐานเศรษฐกิจ โอเรียนตอล การ์เมนท์ยังยิ้มได้ ออร์เดอร์ลูกค้าประจำครึ่งแรก ยังทรงตัวระดับเดียวกับปีที่แล้ว ส่วนครึ่งหลังแนวโน้มยังสดใส ลูกค้ายังจองคิวแน่น ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 1,000 ล้านบาท ล่าสุดเตรียมทุ่มอีก 20 ล้านบาท ขยายโรงงานที่ชัยภูมิเพิ่มการจ้างงานอีก 600 คน นายชวลิต นิ่มละออ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โอเรียนตอล การ์เมนท์ จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้กับแบรนด์ชั้นนำของโลก เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ถึงสถานการณ์คำสั่งซื้อหรือออร์เดอร์จากต่างประเทศภายใต้สถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในเวลานี้ว่า บริษัทไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยขณะนี้ออร์เดอร์จากลูกค้าประจำได้เต็มกำลังการผลิตไปจนถึงครึ่งแรกของปีนี้แล้ว แม้ลูกค้าบางรายจะลดปริมาณออร์เดอร์ลงตามภาวะเศรษฐกิจของตลาดปลายทาง แต่ลูกค้าบางรายก็ได้เพิ่มออร์เดอร์เข้ามา ดังนั้นในภาพรวมจึงถือว่าออร์เดอร์ของบริษัทในครึ่งแรกอยู่ในภาวะที่ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนในครึ่งปีหลัง แม้จะยังไม่มีออร์เดอร์อย่างเป็นทางการ แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ได้ยืนยันด้วยวาจาว่าจะยังคงออร์เดอร์ในปริมาณระดับเดียวกับที่เคยสั่งซื้อทุกปี ซึ่งได้สร้างความมั่นใจให้กับบริษัทในการผลิตและการจ้างคนงานมากขึ้น "ออร์เดอร์จากลูกค้าประจำขณะนี้เต็มกำลังการผลิตไปถึงเดือนมิถุนายนแล้ว ส่วนออร์เดอร์ครึ่งหลังปกติลูกค้าจะจองไว้ก่อน พอใกล้ๆเวลาเขาก็จะสั่งว่าเอาเสื้อแบบนี้ ผ้าแบบนี้กี่ตัว ซึ่งจากวิกฤติเศรษฐกิจของโลกครั้งนี้ผู้ผลิตเสื้อผ้ารายใหญ่ 30 อันดับแรกของไทยได้รับผลกระทบไม่มากนัก ส่วนใหญ่เกือบทุกโรงออร์เดอร์ในครึ่งปีแรกได้เต็มกำลังการผลิตกันหมดแล้ว มีเหตุผลสำคัญจากลูกค้ามีเชื่อมั่นในเรื่องคุณภาพการผลิต รวมถึงการส่งมอบตรงเวลา และอีกส่วนหนึ่งออร์เดอร์ได้ย้ายจากจีนมาไทยมากขึ้นเพราะจีนมีปัญหาเรื่องการส่งมอบ" นายชวลิต กล่าวอีกว่า แม้ออร์เดอร์จากลูกค้าสามารถสร้างความมั่นใจให้กับบริษัทระดับหนึ่ง แต่จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและยังไม่น่าไว้วางใจ บริษัทและลูกค้าจะได้ประสานการทำงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้กัน อย่างไรก็ตามจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ยอมรับว่าลูกค้าส่วนหนึ่งเริ่มขอชะลอจ่ายเงินค่าสินค้า แต่ถึงขั้นไม่จ่ายเงินยังไม่ปัญหาเกิดขึ้น ทั้งนี้จากธุรกิจของบริษัทที่ยังไปได้ดี ในปีนี้ได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขระดับเดียวกับยอดขายในปีที่ผ่านมา ปัจจุบันตลาดหลักของบริษัทอยู่ที่สหภาพยุโรป(อียู) สหรัฐอเมริกา และเอเชีย(ญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ) สัดส่วน 35, 35 และ 30% ตามลำดับ โดยสินค้าที่ผลิตเป็นเสื้อผ้าสำหรับบุรุษ สตรี และเด็ก โดยมีกำลังการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปทุกประเภท เช่น เสื้อแจ๊กเกต เสื้อโค้ต โอเวอร์โค้ต และเสื้อผ้าชุดกีฬา ในปี 2551 ที่ผ่านมาประมาณ 5.5 ล้านตัว แบรนด์ที่ผลิตและส่งออก อาทิ Adidas,Tommy-Hifiger, Columbia,Polo Ralph Lauren, Next และ Textura เป็นต้น ส่วนด้านโรงงานผลิตของบริษัทปัจจุบันมี 3 โรงงาน คือที่เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 1 โรง และที่จังหวัดชัยภูมิอีก 2 โรง คนงานรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,700 คน ในปีนี้ บริษัทมีแผนที่จะขยายพื้นที่และเครื่องจักรของโรงงานที่จังหวัดชัยภูมิในช่วงครึ่งปีหลัง โดยจะใช้เงินลงทุนอีกประมาณ 10-20 ล้านบาท เพิ่มการจ้างงานอีกอย่างน้อย 600 คน ซึ่งจะทำให้ในอนาคตกำลังการผลิตของบริษัทจะเพิ่มขึ้นเป็น 6 ล้านตัว/ปี

source:ฐานเศรษฐกิจ ว่าราชการอุบลราชธานีเดินหน้า บูม ด่านช่องเม็ก ทุ่มงบ 700 ล้านบาทขยายถนน 4 เลน รับข้อเสนอภาคเอกชนเจรจากับลาวลดปัญหาศุลกากร พร้อมสร้างจุดขายสู่ศูนย์กลางการค้าตลาดอินโดจีนซึ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค นายชวน ศิรินันท์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ในฐานะประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อฟื้นฟูการค้าและการท่องเที่ยวด่านช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ปี 2552 เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับกิจการชายแดนได้ร่วมกันระดมความคิดแนวทางพัฒนาและฟื้นฟูสภาพการค้าที่ซบเซาในสภาพปัจจุบันให้คึกคักขึ้นมาเหมือนในอดีต "ในเรื่องแรกคือการกำหนดจุดฟรีโซน (จุดผ่อนปรนเข้าออกแนวชายแดนทั้ง 2 ฝ่าย) เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่ เกี่ยวข้องกับด้านความมั่นคง ได้ขอความเห็นชอบจากส่วนกลางที่จะได้มีการสั่งการลงมา เป็นแนวทางการปฏิบัติต่อไปในการกำหนดจุดที่เหมาะสมของทั้ง 2 ฝ่าย รวมไปถึงปัญหาความยุ่งยากในเรื่องศุลกากรตรวจคนเข้าเมืองซึ่งจะมีความคืบหน้าในระยะต่อไป" ที่สำคัญยังมีโครงการขยายถนนหนทางในปี 52 โดยจะมีการปรับปรุงพัฒนาถนนจากอำเภอพิบูลย์มังสาหารถึงด่านพรมแดนช่องเม็กระยะทาง 40 กม.เศษ เดิมเป็นถนน 2 เลน ปรับปรุงพัฒนาขึ้นเป็นถนน 4 เลนด้วยงบประมาณการพัฒนา 700 กว่าล้านบาท ด้านนายกฤษฎา ทองธรรมชาติ นายด่านศุลกากรพิบูลย์มังสาหาร ควบคุมดูแลพื้นที่ด่านพรมแดนช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี กล่าวว่าตนมองว่าถึงเวลาที่จะต้องปลุกกระแสการค้าชายแดนทางด้านนี้ เหมือนกันกับชายแดนด้านอื่น เพื่อให้การท่องเที่ยวได้กลับมาอีกครั้ง ด้วยการเปิดตลาดสินค้าจากจีนที่ทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง "ทางด่านศุลกากรพรมแดนช่องเม็กมีแนวความคิดว่า ทางผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ด่านพรมแดนช่องเม็ก น่าจะมีการรวมตัวกันเหมาสินค้าในรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จากจีนให้วิ่งผ่านมายังเส้นทางนี้เพราะสินค้าจีนจำนวนมากเช่น เสื้อผ้า - สิ่งของเครื่องใช้ - แว่นตา - นาฬิกา - ปากกา - ขนมขบเคี้ยว - ผลไม้สดเช่นแอปเปิล - สาลี่ - ลูกพลับ - ทับทิม ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่เหล่านี้เป็นสินค้าคุณภาพปานกลางราคาถูกสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ เมื่อมีพ่อค้าจีนเข้ามารายหนึ่งเชื่อว่าอีกหลายรายก็จะตามมา ซึ่งจะทำให้การค้าชายแดนกลับมาคึกคักได้อย่างแน่นอน"